คำฮีบรูว่า เชคินาห์ หมายความว่าอย่างไร? 1.1/11

คำถามแรกนั้นเกี่ยวกับความหมายของคำฮีบรูคำหนึ่งคือ เชคินาห์ ถาม คำฮีบรูว่า Shekinah มีความหมายว่าอย่างไร ตอบ คำ Shekinah เป็นคำนาม ที่มาจากคำกริยาว่า Shakan ซึ่งแปลว่า พัก,อาศัย ดังนั้น คำ Shekinah จึงแปลว่า การ พัก หรือ การอาศัย หรือ การตั้งรกราก คำนี้ไม่ปรากฏในพระคัมภีร์ฉบับฮีบรู แต่ปรากฏบ่อยครั้งในพระคัมภีร์ทาร์กุม (หมายถึง พระคัมภีร์เดิมฉบับภาษาอาราเมค) นอกจากนี้คำนี้ยังนำมาใช้ในแวดวงศาสนศาสตร์ของคนยิว ในความหมายของการสถิตอยู่ด้วยของพระเจ้าท่ามกลางประชากรของพระองค์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสถิตในพระวิหารที่กรุงเยรูซาเล็ม การสถิตอยู่ด้วยนี้มิใช่ในระยะเวลาอันสั้นแต่เป็นระยะเวลานานหรือถาวร Shekinah แสดงถึงการที่พระเจ้าผู้สูงสุดทรงอยู่ใกล้ชิดกับประชากรของพระองค์อย่างเห็น ได้ชัด ตัวอย่างหนึ่งที่ให้เราเห็น Shekinah ของพระเจ้าคือในพระธรรมอพยพ 40:34-35 ฉบับมาตรฐาน 2011 ว่า “ในขณะนั้น มีเมฆมาปกคลุมเต็นท์นัดพบไว้ และพระรัศมีของพระยาห์เวห์ก็ปรากฏอยู่เต็มพลับพลานั้น. โมเสสเข้าไปในเต็นท์นัดพบไม่ได้ เพราะเมฆปกคลุมอยู่ (shakan)และพระรัศมีของพระยาห์เวห์ก็อยู่เต็มพลับพลานั้น.”โมเสสสัมผัสได้ ถึงการสถิตอยู่ด้วยของพระเจ้าในเต็นนัดพบนั้น และสำหรับคนอิสราเอลแม้ไม่เห็นพระเจ้า แต่ทราบว่าพระองค์สถิตกับพวกเขาโดยสังเกตดูเสาเมฆและเสาไฟ ดังนั้นทั้งเสาเมฆและเสาไฟจึงแสดงถึง Shekinah แก่พวกเขา อนึ่งคำ Shekinah […]

รถรบ หรือ โล่? 1.2/11

รถรบ หรือ โล่? ถาม พระธรรมสดุดี 46:8-9 ฉบับ 1971 มาเถิด มาดูพระราชกิจของพระเจ้า ว่าพระองค์ทรงกระทำให้เริศร้างในแผ่นดินโลกอย่างไร พระองค์ทรงให้สงครามสงบถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก พระองค์ทรงหักคันธนูและฟันหอกเสีย พระองค์ทรงเผารถรบเสียด้วยไฟ พระธรรมสดุดี 46:8-9 ฉบับ Good News Bible (GNB) Come and see what the Lord has done. See what amazing things he has done on earth. He stops wars all over the world; he breaks bows, destroys spears, and sets shields on fire. เมื่ออ่านพระธรรมสดุดี […]

แต่ข้ารู้จักพระองค์ที่ข้าฯ เชื่อ 4/10

แต่ข้ารู้จักพระองค์ที่ข้าฯ เชื่อ ข้าพเจ้าเกิดในครอบครัวที่ไม่ได้เป็นคริสเตียน พื้นฐานความเชื่อโดยส่วนตัวเป็นแบบเชื่อว่าตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ตอนข้าพเจ้าอายุประมาณ 9 ขวบกว่า ข้าพเจ้าได้สูญเสียคุณแม่กะทันหัน (เนื่องจากท่านหัวใจวายเฉียบพลัน)ทำให้ข้าพเจ้าและครอบครัวมีความเศร้าโศก อย่างมาก เมื่อเข้าสู่วัยทำงาน ชีวิตก็เป็นปกติทั่วไป จนกระทั่งได้มาพบคุณหมอพรสรรพ์ ปุญญาภิบาลซึ่งเป็นคริสเตียน ในช่วงที่คบกันประมาณ 4 ปีคุณหมอก็ชวนไปคริสตจักรบ้างเท่าที่มีโอกาส คุยกันเกี่ยวกับเรื่องศาสนา เรื่องความเชื่อบ้างแต่ไม่ได้จริงจัง ซึ่งตอนนั้นข้าพเจ้าก็เฉยๆ ไม่ได้แอนตี้แต่ก็ไม่ได้ยอมรับ และคิดว่าต่างฝ่ายต่างนับถือคนละศาสนาก็ได้ ข้าพเจ้าไม่รู้สึกขัดแย้ง คิดแต่ว่าขอให้นิสัยดีก็แล้วกัน จุดเปลี่ยนของชีวิต เย็นวันหนึ่ง ขณะที่ข้าพเจ้าเดินไปที่จอดรถก็เดินสวนกับพี่อ้วน (ทพญ.ไฉไล บุษกรเรืองรัตน์) และอาจารย์ไก่ (อ.พิพัตรา ธนังกูรวิโรจน์ ตอนนั้นเป็นอาจารย์ที่คริสตจักรไมตรีจิตหลังสวน) เราจึงทักทายกัน เนื่องจากตอนนั้นข้าพเจ้าทำธุรกิจส่วนตัว เปิดศูนย์การสอนสำหรับเด็ก และพี่อ้วนได้พาลูกมาเรียนที่ศูนย์ฯ พี่อ้วนชวนข้าพเจ้าให้ไปร่วมกลุ่มเซลสามัคคีธรรมที่บ้านของพี่อ้วนในเย็นวันนั้น แต่ข้าพเจ้าปฏิเสธ โดยรับปาก(ด้วยความเกรงใจ)ว่าจะไปในคราวหน้า เมื่อถึงวันที่มีเซลอีกครั้งนี้ข้าพเจ้าก็ไปร่วม พอไปถึง บรรยากาศของกลุ่มทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกประทับใจ มีการร้องเพลงและเป็นพยาน ปกติข้าพเจ้าเป็นคนชอบร้องเพลงแต่ไม่ค่อยกล้า ในกลุ่มเซลนั้นข้าพเจ้าเห็นแต่ละคนมีความสุขและร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้ากันแบบไม่อาย ค่ำคืนนั้นเราคุยกันเกี่ยวกับเรื่องพระเจ้า ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของข้าพเจ้าที่อยากรู้จักพระเจ้า ทั้งๆ ที่ก่อนไปบ้านพี่อ้วนข้าพเจ้ามีความตั้งใจว่าจะไปร่วมเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น ต่อมาในเดือนพฤษภาคม ปี 1997ข้าพเจ้าได้ต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด ด้วยเหตุผลที่ว่าพระเจ้าทรงเป็นความรักข้าพเจ้าอยากสัมผัสความรักความอบอุ่นที่มาจากพระเจ้า ช่วงเวลานั้นข้าพเจ้าอยากรู้จักพระเจ้ามากขึ้น […]

ดีเจตี้ กับมุมลึกๆ ที่เรียกว่า รักจากพระเจ้า 3/10

ดีเจตี้ กับมุมลึกๆ ที่เรียกว่า รักจากพระเจ้า ผมชื่อ มงคล องก์พัฒนกุล หรือ ตี๊ เกิดวันที่ 2 ธันวาคม 2525 อายุ 28 ปี เป็นลูกคนเดียวจนถึงอายุ 15 ปี จึงได้มีน้องสาว 1 คน ห่างกัน 15 ปี น้องสาวชื่อ เจียเจีย น้องสาวเรียนอยู่ชั้นประถมปีที่ 6 โรงเรียนเพ็ญสมิธ ผม “โตด้วยข้าวโบสถ์” ผมเป็นลูกครึ่งไทย-ไต้หวัน คุณแม่เป็นคนไต้หวัน ท่านย้ายมาอยู่ที่เมืองไทย เพื่อมาอยู่กับอากงที่จังหวัดสกลนคร ผมจึงมาเกิดที่นี่ แต่ด้วยเรื่องงานคุณพ่อคุณแม่จึงพาผมกลับไปอยู่ที่ไต้หวันหลังจากที่คลอดออก มาไม่กี่เดือนอยู่นานจนผมเรียนอนุบาลที่นั่น และกลับมาเมืองไทยตอนอายุ 4-5 ขวบก่อนเข้าเรียนชั้นประถม ผมเป็นครอบครัวคริสเตียน ตอนเด็กวิ่งเล่นอยู่ในโบสถ์ ที่คริสตจักรที่อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร ช่วงแรกได้มานมัสการพระเจ้าที่ศูนย์คริสเตียนไมตรีจิต ตอนนั้นยังเปิดเป็นศูนย์ฯ ยังไม่เป็นคริสตจักร ขณะนั้นผมเรียนอยู่ชั้นประถมคนอื่นเขาโตด้วยข้าววัด “ผมโตด้วยข้าวโบสถ์”เพราะโบสถ์กับบ้านอยู่ใกล้กัน เดินไปประมาณ 200-300 เมตร จากบ้านที่อยู่จะไปนมัสการพระเจ้าเป็นประจำ […]

ขอลองหน่อยสิ 3/10

ขอลองหน่อยสิ ผู้หญิงที่ผมรู้จักหลายคนตื่นเต้นกับการได้รับสินค้าตัวอย่างจากเครื่อง สำอางดังๆ สักยี่ห้อ ยิ่งถ้าได้ลองเสื้อผ้าสวยๆ หลายๆ ชุด จะทำให้เธออารมณ์ดีไปได้ทั้งวันเชียวครับ แต่สำหรับผู้ชายการได้ทดลองขับรถยนต์คันงามในโชว์รูม หรือทดลองใช้กล้องวีดีโอตัวใหม่จากร้านก็ทำให้เราเพลิดเพลินได้ไม่แพ้กัน ไม่ทราบว่าเราพอจะจำโฆษณาเจ้าบ่าวเจ้าสาวที่กำลังเข้าห้องหอได้ไหม ในโฆษณาเจ้าบ่าวแทบสลบเมื่อเจ้าสาวที่สวยงามของตัวเองดึงฟองน้ำออกมาจากหน้า อก ฟันปลอม คิ้วก็ปลอม ขนาดผมยังใส่วิก เรียกว่ามีแต่ของปลอมทั้งตัว ก่อนจะตบท้ายด้วยสโลแกนว่า “ดูให้ดีๆก่อนจะตัดสินใจ” ทุกวันนี้เราชอบทดลองสินค้าก่อนตัดสินใจซื้อมาเป็นเจ้าของ จนแทบกลายเป็นค่านิยมของสังคมไปแล้ว แต่ก็ใช่ว่าทุกเรื่องถ้าได้ลองแล้วจะดีเสมอไป เรื่องง่ายๆ ที่เรารู้ได้ว่าไม่ควรทดลองเลยนั่นก็คือยาเสพติด ทุกคนรู้ถึงโทษภัยของมันดี และไม่จำเป็นต้องไปเหยียบขี้หมาก้อนเดิมที่มีคนเคยเหยียบมาแล้ว แต่บางเรื่องก็เป็นเรื่องที่ตอบยากว่าควรหรือไม่ควรทดลองอย่างเช่นการทดลอง “อยู่ก่อนแต่ง” ที่ว่าตอบยากก็เพราะคนแต่ละคนมีจุดยืนในเรื่องนี้แตกต่างกัน เดิมผมเคยเชื่อว่ามีคนส่วนน้อยที่เห็นด้วยกับการอยู่ก่อนแต่ง เท่าที่สังเกตเห็นมักจะเป็นชนชั้นแรงงานที่เดินทางมาทำงานในเมืองห่างไกลจากวัฒนธรรมท้องถิ่นของตัวเองมานานเมื่อพอใจทั้งสองฝ่ายก็มักจะตกลงใช้ชีวิตเยี่ยงสามีภรรยา แต่เมื่อเวลาผ่านไปความคิดของผมก็เริ่มเปลี่ยน ทุกวันนี้ภาพของนิสิตนักศึกษาที่ได้ชื่อว่าเป็นชนชั้นปัญญาชนของสังคมใช้ชีวิตคู่แบบอยู่ก่อนแต่งเริ่มกลายเป็นภาพชินตาหรือแม้กระทั่งคนในวัยทำงานมีการศึกษาสูง และรายได้ที่มั่นคงหลายคนก็ตัดสินใจชีวิตอยู่ก่อนแต่งเช่นกัน เชื่อว่าผู้อ่านหลายท่านก็คงเคยพบเห็นหรือได้ยินเรื่องนี้มามากแล้ว จากการทำงานเป็นผู้ให้คำปรึกษามาเป็นเวลากว่าสิบปีผมมีโอกาสดีที่ได้พูดคุยซักถามกับหนุ่มสาวหลายคู่ที่ตกลงเลือกใช้ชีวิตคู่ก่อนการจบเป็นบัณฑิต และหนุ่มสาวหลายคู่ที่มีความมั่นคงพอจะสร้างชีวิตครอบครัวด้วยการสมรส แต่เลือกการใช้ชีวิตคู่แบบอยู่ก่อนแต่ง  ทุกครั้งที่ให้คำปรึกษาเรื่องชีวิตคู่กับคนที่อยู่ก่อนแต่ง ผมมักอ้างถึงสถิติในการวิจัยว่า 8 ใน 10 คู่ของคนที่ตัดสินใจอยู่ก่อนแต่งจะไม่ได้จบลงที่การสมรสและมักจะเลิกรากันไป แต่นั่นไม่สามารถเปลี่ยนความคิดของคนส่วนใหญ่ที่ตัดสินใจเช่นนี้ได้ถ้าท่านเป็นคนหนึ่งที่ยืนอยู่คนละฝั่งกับหนุ่มสาวเหล่านี้ท่านคงมีคำถามในใจมากมายว่า “คนพวกนี้คิดยังไงกันนะ” หรืออาจพาลคิดไปว่าคนพวกนี้ไม่มีหัวคิดผมอยากย้ำกับผู้อ่านอีกครั้งว่าหนุ่มสาวเหล่านี้หลายคนมีผลการเรียนที่ยอดเยี่ยมมาก หลายคนเป็นครูอาจารย์ที่สังคมนับหน้าถือตา ผมจึงไม่เชื่อว่าพวกเขาไม่มีหัวคิด แต่เชื่อว่ามีบางอย่างที่ทำให้เขาคิดต่างออกไป เหตุผลหลักประการแรกที่ผมพบว่าทำให้คนเลือกการอยู่ก่อนแต่งก็คือ คนศรัทธาเรื่องการแต่งงานน้อยลง คงต้องยอมรับว่าในปัจจุบันการหย่าร้างเพิ่มสูงขึ้นมาก การสมรสที่จบลงด้วยการแก่เฒ่าถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชรเริ่มมีให้เห็นกันน้อยลง บุคคลสาธารณะอย่างดาราก็มีหลายคู่ที่เริ่มต้นชีวิตสมรสด้วยความหวานชื่น […]

พระเจ้าประทานลูกอัจฉริยะให้กับฉัน 2/10

พระเจ้าประทานลูกอัจฉริยะให้กับฉัน ดิฉันชื่อ นภาภร (ก้องกีรติ) โมลิศวงษ์ (ตุ้ม)ค่ะ จบการศึกษาปริญญาตรีคณะรัฐศาสตร์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รู้จัก เชื่อวางใจในพระเจ้าตั้งแต่สมัยเป็นนิสิตจุฬาฯ จนปัจจุบัน สมรสแล้วกับ คุณคมสัน โมลิศวงษ์ และมีลูกชาย 1 คน คือ ด.ช.ประชาชาติ โมลิศวงษ์ หรือน้องเนชั่นอายุ 3 ขวบ ปัจจุบันเป็นสมาชิกและร่วมรับใช้พระเจ้า อยู่ที่คริสตจักรความหวังกรุงเทพฯ (โดยอาจารย์พิษณุนาท ศรีทะวงศ์) รวมเป็นเวลาเกือบ 20 ปี แล้วค่ะ และครอบครัวของเราปัจจุบันประกอบธุรกิจส่วนตัวเกี่ยวกับงานด้านสื่อสารมวลชน การทรงเรียกของพระเจ้า ตอนเรียนอยู่ปี 3 เทอม 2 ที่จุฬาฯ ดิฉันได้ไปทำธุระที่ต่างจังหวัดและนอนพักอยู่ในห้องเล็กๆ คนเดียว และในคืนนั้นเองดิฉันก็เกิดอาการป่วยหนักมากจากอาหารเป็นพิษ ทั้งอาเจียนและท้องเสีย ถ่ายไป อาเจียนไป เป็นเวลานานถึง 5-6 ชม.มีแต่อาเจียนเต็มพื้นห้อง เวลานั้นรู้สึกเหมือนกำลังจะตายแล้วเพราะแน่นหน้าอกมาก หายใจไม่ออก มองอะไรไม่เห็น เจ็บปวดทรมานมาก นอนแผ่อยู่กับพื้นห้องน้ำ ไม่สามารถลุกขึ้นได้ ไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะโทรศัพท์ หรือเรียกให้ใครมาช่วยเหมือนคนกำลังจะหมดลมหายใจ ตกใจกลัว […]

อย่าอยู่ อย่าง อยาก 4/09

อย่าอยู่ อย่าง อยาก เป็นเรื่องจริงที่ว่าร่างกายของมนุษย์จะส่งสัญญาณเตือนเมื่อร่างกายขาดบางสิ่งบางอย่าง เป็นต้นว่า เรารู้สึกกระหายน้ำมากเวลาที่เราเล่นกีฬาและสูญเสียน้ำในร่างกายหรือรู้สึกเหนียวตัวอยากอาบน้ำหลังจากทำงานมาทั้งวัน แต่สัญญานนั้นบางครั้งก็มากเกินพอดี ผมเรียกมันว่า “ความอยาก” ถ้าเราไม่เรียนรู้ในการ “อย่าอยู่อย่างอยาก”เราจะมีชีวิตที่ “อยู่ยากอย่างยิ่ง” ผมจึงหวังว่าเรื่องนี้จะสามารถสะกิดใจให้ทุกท่านทบทวนตัวเองว่า ทุกวันนี้เราอยู่อย่างอยากมากน้อยเพียงใด ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า “ความอยาก” ที่เราจะพูดถึงกันต่อไปนี้คือ “ความต้องการที่มากเกินความจำเป็น หรือเกินความพอดีของชีวิต” ความอยากสามารถสร้างปัญหาให้กับชีวิตเราได้แทบทุกด้าน และกับทุกคน ไม่เว้นแม้แต่ตัวผมเอง ผมมีปัญหาอยากกินอยู่เรื่อย แม้บางครั้งทานอิ่มแล้วแต่พอเห็นเค้กช็อกโกแลต หรือไอศกรีมนม กลิ่นหวานหอมของมันทำให้ผมเป็นต้องอดไม่ได้ทุกที ผลก็คือทุกวันนี้ผมอ้วนขึ้นมาก จนคนใกล้ตัวบอกว่าผมไม่มีเส้นขอบหน้า(เพราะอ้วนจนคอกับหน้ารวมเป็นเนื้อเดียวกัน) วัยรุ่นหลายคนเก็บเงินซื้อกีตาร์ไม่ได้ซักทีก็เพราะอดไม่ได้กับการไปดูหนังกับเพื่อนๆแทบทุกวัน  ที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือพวกอยากรวยแบบผิดๆ แน่นอนครับว่าการมีฐานะดีกว่าคนอื่นไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่คนที่อยากรวยแบบผิดๆไม่ได้ก่อร่างสร้างตัวตามอย่างที่คนประสบความสำเร็จทำกัน แต่คนพวกนี้มักเสี่ยงกับการพนัน แทงบอล เล่นหวย ผมเคยเห็นมานักต่อนักแล้วว่าจุดจบของนักพนันนั้นไม่เป็นอย่างที่พวกเขาคิดฝันในตอนแรก แต่เต็มไปด้วยน้ำตาและคำแช่งด่าจากคนรอบข้าง ถามว่าทำไมเราจึงต้องฝึกควบคุมความอยากของตนเองด้วย นั่นก็เพราะว่าความอยากจะเติบโตขึ้นเรื่อยๆตามการตามใจของคนๆนั้น ถ้าเราไม่เรียนรู้ที่จะควบคุมมันในวันนี้ เราจะเป็นเหมือนคนลงแดงจากการติดยาเสพติด และไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ง่ายๆ อีกต่อไป ในความเชื่อของคริสเตียนบอกไว้ในพระธรรมกาลาเทีย 5 ข้อ 24 ว่า “ผู้ที่อยู่ฝ่ายพระเยซูคริสต์ได้เอาเนื้อหนังกับความอยาก และตัณหาของเนื้อหนังตรึงไว้ที่กางเขนแล้ว” หมายความว่าเราต้องเอาชนะความอยากของตนเองให้ได้ แต่การทำเช่นนี้เป็นวินัยในชีวิตที่เราต้องทำอยู่เสมอ  เหมือนคนที่ต้องการเอาชนะความโลภก็ต้องฝึกให้ตัวเองซื่อสัตย์ในเงินจำนวนเล็กน้อยเสียก่อน จึงจะสามารถอดใจต่อทรัพย์สินจำนวนมากได้   อย่าไปเชื่อว่าคนรวยจะไม่โกง […]

พระเจ้าให้ชีวิตเธอ… อีกครั้ง 4/09

พระเจ้าให้ชีวิตเธอ… อีกครั้ง ชีวิตที่กำเนิดมาบนโลกใบนี้ ต่างก็ต้องเผชิญกับสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกันออกไป บางคนก็เกิดมาในครอบครัวที่ดี ร่ำรวย สุขสบาย บางคนที่เกิดมาในครอบครัวที่ยากจน ทุกข์ยาก แต่สำหรับเธอคนนี้ เกิดมาในครอบครัวที่มีความเพรียบพร้อม มีฐานะดี มีหน้าที่การงานที่ดี เป็นครอบครัวที่เชื่อในพระเจ้า มีความสุขกับชีวิตที่ดำเนินอยู่ในวิถีทางของพระองค์ แต่วันหนึ่ง…ปัญหาก็ได้คืบคลานเข้ามาในชีวิตเธอ เธอเกิดความรู้สึกว่าสมองเริ่มผิดปกติ ปวดศีรษะรุนแรง จนต้องเข้ารับการผ่าตัดสมองอย่างเร่งด่วน ทุกขั้นตอนที่เผชิญกับปัญหา พระเจ้าไม่เคยทอดทิ้งเธอ ทรงอยู่ด้วย และทรงนำเธอ ทั้งหมอ โรงพยาบาล และอื่นๆ จนเธอสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาแห่งความทุกข์ยากนั้นไปได้ ในช่วงเวลาที่เธอเจ็บป่วย เธอได้สัมผัสกับการดูแลของพระเจ้า ความรักจากครอบครัว จากผู้คนมากมาย จนเธอลืมความทุกข์ที่กำลังเผชิญอยู่ มันกลับกลายเป็นความสุข ความอิ่มเอิมใจ จนเธอตระหนักว่า…ชีวิตใหม่ที่กำลังมีอยู่ขณะนี้ พระเจ้าได้ประทานให้แก่เธอ…อีกครั้ง เธอจึงได้ตัดสินใจเข้าศึกษาที่โรงเรียนพระคริสตธรรมและถวายตัวรับใช้พระองค์ ขอแนะนำให้รู้จักกับเธอคนนั้น คุณณิชารีย์  ธีรกุลชน คุณณิชารีย์ ปัจจุบันอายุ 53 ปี จบการศึกษาปริญญาโทที่สถาบันกรุงเทพคริสตศาสนศาสตร์ (BIT) สมรสกับคุณคุณากร งอกประเสริฐกุล มีบุตรชายและบุตรสาว คือ นายปุณชวิศ งอกประเสริฐกุลกำลังศึกษาอยู่ที่สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น และด.ญ.ณิชากร งอกประเสริฐกุล กำลังศึกษาอยู่ที่โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง […]

ไม่มีทางเลือกจริงหรือ 4/09

ไม่มีทางเลือกจริงหรือ คนมีความคิดสร้างสรรค์คือคนที่มองเห็นทางเลือกหลายอย่างและหลายด้าน คิดอะไรก็คิดออกได้คล่องคิดได้กว้างหลายแนว และที่สำคัญคือ คิดหาวิธีที่เหมาะสมได้ทันเหตุการณ์โดยมีทางเลือกได้หลายๆ ทางและพิจารณากลั่นกรองได้วิธีการที่ผสมผสานและมีประโยชน์ครอบคลุมที่สุด ในแง่ชีวิตคน การมองเห็นทางเลือกได้หลายๆ ทางเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากตั้งแต่ยังเป็นเด็กทีเดียว ดิฉันมีประสบการณ์จากเด็กๆ บางคนซึ่งมาเรียนในหลักสูตร เด็กน่ารัก นักสร้างสรรค์ที่ศูนย์ความคิดสร้างสรรค์เปิดสอนให้เด็ก ช่วงปิดเทอมเดือนมีนาคม เมษายนและตุลาคม เด็กบางคนเวลาทำผิดกติกาจะพูดว่า ผมไม่มีทางเลือก ปกติดิฉันทำสัมมนาให้ผู้ใหญ่ทั้งที่เป็นผู้บริหารและพนักงาน ช่วงปิดเทอมสอนเด็กๆ ก็ได้เข้าใจอะไรๆ เกี่ยวกับทักษะการคิดของคนได้อย่างครบถ้วนชัดเจนยิ่งขึ้นประโยคที่เด็กพูดว่า ผมไม่มีทางเลือกบอกอะไรบางอย่าง เช่นผมรู้ว่าไม่ควรทำอย่างนี้ แต่ผมคิดไม่ออกว่าจะทำอย่างไหนดังนั้นผมจึงจำเป็นต้องทำลงไป เพราะผมไม่มีทางเลือก ดูๆ ไปผู้ใหญ่บางคนก็เหมือนเด็กบางคนที่พูดถึง คือทำสิ่งที่ไม่ควรโดยมีข้อแก้ตัวในใจว่า ผมไม่มีทางเลือก เช่นในการขับรถบนถนนทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด คนขับรถปาดแซงตัดหน้ารถคันอื่นคันแล้วคันเล่า ทั้งๆ ที่รู้ว่ากิริยาหยาบๆ เช่นนั้นทำความเดือดร้อนใจให้คนอื่น และเป็นการเสียมารยาทแต่ก็คิดว่าผมไม่มีทางเลือก ผมมีความสามารถขับได้ดีกว่าพวกคุณ จะให้ผมขับแบบพวกคุณๆ ผมคงทนไม่ไหวหรอก ช่วยไม่ได้จริงๆ ในการทำงานก็ไม่ต่างกันนัก คนทำงานที่ทำให้งานชะงัก และเสียหายในรูปแบบต่างๆ นั้นเขามีเหตุผลที่เป็นข้อแก้ตัวที่เขาคิดว่าฟังขึ้นที่สุดแล้วคือ ผมไม่มีทางเลือกเวลาคนคิดเช่นนี้แม้จะพูดออกมาหรือไม่ก็ตามมีนัยให้เราผู้ฝึกฝนด้านทักษะการคิดได้เข้าใจหลายด้าน คือ 1. เขาไม่ได้หาทางเลือกอะไร คือทำงานไปเรื่อยๆ ปล่อยทุกอย่างให้เป็นไปอย่างที่เคยเป็น ทำอย่างที่เคยทำ ทุกอย่างเคยเป็นมาอย่างไรก็ปล่อยให้เป็นไปอย่างนั้นทำตามความเคยชินซึ่งเป็น ไปตามธรรมชาติของสมองที่ทำงานแบบฝนตกลงมาน้ำไหลเป็นทางพอเหตุการณ์ไม่เป็น อย่างที่เคยเป็น เขาก็ปล่อยให้มันเป็นไปเรื่อยๆ จะเสียหายอย่างไรไม่ได้คำนึงถึง ในใจก็ได้แต่คิดว่ามันเคยเป็นแล้วทำไมอยู่ๆไม่เป็นแบบเดิม คงต้องปล่อยไปแบบนี้ […]

ฝันไกลถ้าไม่เข้าใจก็ไปไม่ถึง 3/09

ฝันไกลถ้าไม่เข้าใจก็ไปไม่ถึง ระยะนี้ผมมีโอกาสได้ศึกษางานวิทยานิพนธ์อยู่บ่อยๆ บ้างก็มีเพื่อนที่เรียนปริญญาโทมาขอให้ช่วยอ่านงานที่เขาจะส่งอาจารย์ หรือบางทีก็เป็นผมเองที่สนใจในหัวข้อวิจัยนั้นๆจนอดหยิบขึ้นมาอ่านไม่ได้ หากท่านผู้อ่านเป็นคนหนึ่งที่มีโอกาสสัมผัสงานเหล่านี้คงจะเห็นด้วยกับผมว่ามีเรื่องหนึ่งที่คนสนใจศึกษาในเด็กวัยรุ่นกันมาก เรื่องนั้นก็คือ “แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์”   แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ (วิกิพีเดีย,2009) หมายถึง แรงจูงใจที่เป็นแรงขับให้บุคคลพยายามที่จะประกอบพฤติกรรมที่จะประสบสัมฤทธิ์ผลตามมาตรฐานความเป็นเลิศที่ตนตั้งไว้ ในการศึกษาวิจัยมักจะวัดผลเรื่องแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์นี้จากผลการเรียน หรือผลจากการตอบแบบสอบถามทางจิตวิทยา ผมขอใช้ภาษาง่ายๆ อธิบายแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ว่า “แรงแห่งความใฝ่ฝัน” ดังนั้นวัยรุ่นที่มีแรงใจนี้มากย่อมพยายามและอดทนเพื่อไปสู่เป้าหมาย จึงดูเหมือนว่าเราควรสนับสนุนให้เด็กวัยรุ่นมีสิ่งนี้กันมากๆ แต่นั่นก็เป็นความจริงเพียงครึ่งเดียว ซึ่งภาพสะท้อนจากสังคมไทยที่ชัดเจนก็คือวัยรุ่นหลายคนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่หิวกระหายความสำเร็จ แต่สร้างความเดือดร้อนให้กับสังคมมากมาย นั่นเพราะเขาไม่ได้รับการสอนถึงสิ่งที่พึงระวังเพื่อก้าวไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริง ซึ่งผมจะขอหยิบยกเอาพระธรรมสุภาษิตบทที่ 22 ที่ได้ให้คำเตือนที่มีค่าและนำไปใช้ได้จริงดังนี้ ประการแรก ที่เราต้องตระหนักก็คือ “เป้าหมายที่ดีที่สุดคืออะไร” เป้าหมายชีวิตที่ชัดเจนและมีคุณค่ามากพอย่อมสร้างแรงจูงใจในการดำเนินชีวิตให้เต็มไปด้วยพลัง แต่เราจะทราบได้อย่างไรว่าอะไรคือเป้าหมายที่ดีที่สุด พระธรรมสุภาษิต 22:1 พูดถึงเรื่องนี้ไว้ว่า “ชื่อเสียงดีเป็นสิ่งควรเลือกยิ่งกว่าความมั่งคั่งมากมาย และซึ่งเป็นที่โปรด-ปราน ก็ดีกว่ามีเงินหรือทอง” การกำหนดเป้าหมายที่ถูกต้องเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะนั่นหมายถึงการกำหนดทิศทางทั้งหมดในชีวิตของเราด้วย คงเป็นเรื่องไม่สนุกแน่เมื่อนักปีนเขาสามารถปีนมาถึงยอดเขาได้ แต่กลับมารู้ทีหลังว่าพวกเขาปีนเขาผิดลูก ผมเคยพูดเล่นกับเพื่อนๆ ว่า “เงินซื้อไม่ได้ทุกอย่างในโลกหรอก แต่ก็ซื้อได้หลายอย่างนะครับ” นั่นสะท้อนให้เห็นว่าเรื่องทรัพย์สินเงินทองมีความสำคัญกับพวกเรามากขึ้นทุกวัน จนมันเริ่มกลบรัศมีสิ่งที่เราควรจะสนใจกันจริงๆ ผมมีโอกาสได้ฟังคำเทศนาของน้องคนหนี่งซึ่งเตือนใจผมมาก เขาพูดถึงพระธรรมวิวรณ์ซึ่งบรรยายลักษณะของสวรรค์ เช่น ถนนเป็นทองคำ และยังมีเพชรนิลจินดามากมาย เขาถามเราว่าถ้าเราเก็บเศษอิฐเศษปูนที่ทำถนนมาไว้ที่บ้านมากๆ มันน่าตลกหรือไม่ ดังนั้นเราจะเก็บทรัพย์สมบัติในโลกนี้ไปมากเกินพอเพื่ออะไร เพราะอีกหน่อยมันก็คือเศษถนนของแผ่นดินสวรรค์ ซึ่งมีมากจนไม่ได้ดูมีค่าอะไรเลย ผมเห็นด้วยกับคำเตือนใจนี้ และอยากแบ่งปันว่าอีกว่าเรื่องที่เด็กวัยรุ่นจะให้ความสำคัญกับอะไรในวันหน้า ขึ้นอยู่กับว่าชีวิตของผู้ใหญ่ที่อยู่รอบข้างเขาในวันนี้ให้ความสำคัญกับอะไร […]

1 29 30 31 32 33 44