การใช้สรรพนามที่ถูกต้องและเหมาะสมมีความสำคัญในการแปลพระคัมภีร์อย่างไร?

การใช้สรรพนามที่ถูกต้องและเหมาะสมมีความสำคัญใน การแปลพระคัมภีร์อย่างไร
ถาม การใช้ สรรพนามที่ถูกต้องและเหมาะสมมีความสำคัญในการแปลพระคัมภีร์อย่างไร
ตอบ : เรื่อง นี้เป็นเรื่องที่ฝ่ายแปลเอาใจใส่และใช้เวลาในการพิจารณาเพื่อหาสรรพนามที่ ถูกต้องเหมาะสมตาม
เหตุการณ์  เวลา สถานที่ และสถานะของบุคคล ตัวอย่างเช่นเมื่ออับราฮัมพาซาราห์ไปยังดินแดนเนเกบ และไปอยู่เมืองเก-ราห์ในฐานะผู้อาศัย ท่านเกรงว่าจะถูกคนในเมืองทำร้าย จึงได้ให้ซาราห์บอกคนอื่นว่านางเป็นเพียงน้องสาว ไม่ให้บอกว่าเป็นภรรยาของท่าน กษัตริย์อาบีเมเลคซึ่งเป็นพระราชาของเมืองเก-ราห์เข้าใจว่านางซาราห์เป็น น้องสาวของอับราฮัมจึงไปรับนางซาราห์มา แต่ในคืนนั้น พระเจ้าทรงเตือนกษัตริย์อาบีเมเลคทางพระสุบินและทั้งทรงเปิดเผยให้รู้ว่าอับ ราฮัมเป็นผู้เผยพระวจนะ เมื่อกษัตริย์ตื่นบรรทมแต่เช้ามืด ทรงตรัสเรียกอับราฮัมมาเข้าเฝ้าและต่อว่าท่าน ในบริบทนี้ผู้แปลประสบปัญหาว่าจะใช้สรรพนามอะไรระหว่างกษัติริย์กับอับราฮัม โดยทั่วไปกษัตริย์อาบีเมเลคย่อมมีตำแหน่งสูงกว่าอับราฮัมซึ่งเป็นคนธรรมดา สามัญ พระคัมภีร์ฉบับ 1971 และฉบับแก้ไขคำแปลจึงได้กำหนดให้ กษัตริย์อาบีเมเลคเรียกอับราฮัมว่า “เจ้า” และ เรียกตัวพระองค์เองว่า “เรา” ส่วนอับราฮัมเรียก กษัตริย์อาบีเมเลคว่า “ฝ่าพระบาท” และแทนตัวเอง ว่า “ข้าพระบาท” ดังที่ปรากฏในปฐมกาล 20:1-18 แต่เมื่อมาถึงบทที่ 21:22-331971 มีการใช้สรรพนามที่ ไม่เสมอต้นเสมอปลาย คือบางครั้งกษัตริย์อาบีเมเลคจะใช้คำว่า “เจ้า” กับอับราฮัม บางครั้งก็ใช้คำว่า “ท่าน” เช่นใน ข้อ 22 ใช้คำว่า “ท่าน” แต่ต่อมาใน ข้อ 23 กลายเป็น “เจ้า” ดังนั้น กรรมการยกร่างคำแปลจึงต้องพิจารณาเลือกว่าจะใช้คำไหนจึงจะเหมาะสมกับ สถานการณ์ในตอนนี้ เมื่อพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างอับราฮัมกับกษัตริย์อาบีเมเลคแล้วจะเห็นว่า ทั้ง 2 เหตุการณ์ที่ปรากฏในปฐมกาล 20:1-18 กับ 21:22-33 มีความแตกต่างกันในเรื่องท่าทีของกษัตริย์อาบีเมเลค เราจะพบว่าในครั้งแรกนั้น กษัตริย์อาบีเมเลคตำหนิอับราฮัมที่หลอกลวงพระองค์เรื่องนางซาราห์ แต่ในครั้งที่สอง กษัตริย์อาบีเมเลคทรงมีความเกรงใจต่ออับราฮัมเพราะเห็นว่าอับราฮัมเป็นผู้ เผยพระวจนะและเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงอวยพร จึงเจรจากับอับราฮัมในฐานะที่เท่าเทียมกับพระองค์ กรรมการยกร่างคำแปลจึงได้เลือกที่จะให้กษัตริย์อาบีเมเลคเรียกอับราฮัมว่า “ท่าน” ใน 21:22-33 ดังนั้นการแปลใหม่ของบทที่ 21:23 จึง เป็นดังนี้ “เพราะฉะนั้น บัดนี้จงปฏิญาณต่อพระเจ้าให้แก่เราที่นี่ว่า ท่านจะไม่ทำผิดต่อเรา ต่อลูกหลานของเรา หรือต่อชาติพันธุ์ในอนาคตของเรา แต่ตามความซื่อสัตย์ดังที่เราทำต่อคนของท่าน ให้ท่านซื่อสัตย์ต่อคนของเรา และต่อแผ่นดินซึ่งท่านอาศัยอยู่นี้”อีกตัวอย่างหนึ่งในปฐมกาลคือเรื่องของยาโคบกับลาบันผู้เป็นลุง หลังจากที่ยาโคบหนีออกจากบ้านของลาบันแล้ว ลาบันได้เรียกพวกลูกชายมาติดตามยาโคบ เมื่อยาโคบเผชิญหน้ากับลาบันในครั้งนี้ แทนที่เขาจะเรียกลาบันว่า “ลุง” อย่างที่เคยเรียกในปฐมกาล 30:29 ด้วยความโกรธเขากลับ เรียกลาบันว่า “ท่าน”31:36 แท้จริงทั้งสองตอนนี้ มาจากสรรพนามตัวเดียวกันในภาษาฮีบรู แต่กรรมการยกร่างต้องคำนึงถึงความรู้สึกของยาโคบในเวลานั้นด้วย จึงใช้สรรพนามในภาษาไทยที่ต่างกัน คือใช้คำว่า “ลุง” เพื่อ แสดงความใกล้ชิด และใช้คำว่า “ท่าน” (สรรพนาม บุรุษที่สอง) เพื่อแสดงถึงความรู้สึกเหินห่าง ตามปฐมกาล
ตัวอย่างต่อมาเป็นเรื่องการใช้สรรพนามบุรุษที่ 1 ซึ่ง ดูได้จากเรื่องของนางเลอาห์และนางราเชลเมื่อให้กำเนิดบุตรชายหญิงแก่ยาโคบ (ปฐมกาล 29:32-30:24) ในฉบับ 1971 มีคำ พูดของนางทั้งสองอยู่หลายตอนที่ใช้สรรพนามแทนตัวว่า “ข้าพเจ้า” ซึ่งคำนี้เป็นภาษาทางการที่ผู้พูดจะใช้ในที่สาธารณะ ปฐมกาล 29:32 กล่าวว่า …นางเลอาห์ตั้งครรภ์คลอดบุตรเป็นชาย และตั้งชื่อว่ รูเบน  ด้วยนางว่า  “เพราะพระเจ้าทอดพระเนตร ความทุกข์ใจของข้าพเจ้า บัดนี้สามีจะรักข้าพเจ้าแน่ๆ”.แต่ เมื่อพิจารณาจากบริบทแล้ว นางเลอาห์ไม่น่าจะพูดอย่างเป็นทางการในที่สาธารณะ น่าจะเป็นการรำพึงรำพันในใจ หรืออย่างมากก็พูดให้กับคนสนิทฟัง และก็คงไม่ใช่คำอธิษฐานต่อพระเจ้า เพราะพระองค์ถูกกล่าวถึงในลักษณะที่เป็นบุคคลที่ 3 ดังนั้น กรรมการยกร่างคำแปลจึงได้เปลี่ยนแปลงจาก “ข้าพเจ้า” เป็น “ฉัน” แทน ดังนั้นคำแปลใหม่ของปฐมกาล 29:32 จึงเป็น  …นางเลอาห์ตั้งครรภ์คลอดบุตรเป็นชาย และตั้งชื่อว่ารูเบน ด้วยนางว่า “เพราะพระยาห์เวห์ทอดพระเนตร ความทุกข์ใจของฉัน เพราะเดี๋ยวนี้สามีจะรักฉัน”
นี่เป็นเพียงบางตัวอย่างเรื่องการใช้สรรพนามซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้ยกร่างจะ ต้องมีความรอบคอบเป็นอย่างยิ่งในการแปลพระคัมภีร์ เพราะในภาษาฮีบรูไม่มีสรรพนามที่หลากหลายเพื่อแสดงฐานะและอารมณ์ความรู้สึก ของผู้พูด และวัฒนธรรมไทยก็แตกต่างจากวัฒนธรรมของอิสราเอล ในหลายๆ กรณี การแปลต้องมีการตีความเพื่อผู้อ่านจะสามารถสัมผัสความรู้สึกของผู้พูดได้ ในบางบริบทก็มีความซับซ้อนมาก ผู้แปลจึงต้องตรวจสอบและปรึกษาหารือกันหลายครั้งกว่าจะได้ข้อสรุป
สมาคมพระคริสตธรรมไทยหวังว่าคริสตชนจะตระหนักถึงความยุ่งยากและความละเอียด อ่อนในการแปลพระวจนะของพระเจ้าเป็นภาษาต่างๆ และคริสตชนไทยจะอ่านพระวจนะที่ได้รับการแปลเป็นภาษาไทยด้วยความซาบซึ้งในพระ คุณของพระเจ้าที่ให้เรามีภาษา มีวัฒนธรรม ตลอดจนมีอิสระเสรีภาพที่จะนมัสการพระเจ้าด้วยการอ่านและศึกษาพระวจนะของ พระองค์ได้ทุกเวลาโดยไม่มีข้อจำกัด

ศาสนาจารย์ ดร.เสรี หล่อกัณภัย