ทำไมพระคัมภีร์ฉบับมาตรฐานจึงปรับเปลี่ยนคำแปลคำสั่งในพระบัญญัติสิบประการจาก อย่าเป็นห้าม?

ทำไมพระคัมภีร์ฉบับมาตรฐานจึงปรับเปลี่ยนคำแปลคำสั่งในพระบัญญัติสิบประการจาก อย่าเป็นห้าม?

ถาม ทำไมใน “เบญจบรรณฉบับมาตรฐาน 2006” (ปฐมกาล – เฉลยธรรมบัญญัติฉบับแก้ไขคำแปลปี 2006) จึงมีการเปลี่ยนจากคำว่า “อย่า” เป็น “ห้าม” ในบัญญัติสิบประการและธรรม บัญญัติต่างๆ

ตอบ : ตามไวยากรณ์ภาษาฮีบรู มีศัพท์ 2 คำ ที่เป็นคำสั่งห้าม คือคำว่า “โล” กับ “อัล”
“โล” เป็นคำสั่งห้ามที่เด็ดขาด เฉพาะเจาะจง
“อัล” เป็นคำสั่งห้ามที่เบากว่าและไม่เด็ดขาดเท่า “โล”
ในภาษาไทยก็มีหลายคำที่เป็นคำสั่งห้าม ที่เด่นๆ คือ “อย่า” กับ “ห้าม” ซึ่ง 2 คำนี้ให้ ความรู้สึกไม่เท่ากัน และผู้ที่ได้รับคำสั่งนี้จะตอบสนองไม่เหมือนกัน หลายคนเมื่อได้ยินคำว่า “อย่า” ก็อาจจะคิดว่าไม่ ต้องปฏิบัติตามก็ได้ เขามีโอกาสตัดสินใจเลือกที่จะทำตามหรือไม่ทำตามก็ได้ บางคนก็รู้สึกว่าเป็นเพียงคำแนะนำหรือคำขู่เท่านั้น

ในบัญญัติสิบประการ เมื่อเราใช้คำว่า “อย่า” คน ไทยจะรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตาม แต่ถ้าเราใช้คำว่า “ห้าม” คนจะเห็นถึงความจริงจัง เด็ดขาด และจะต้องทำตามสิ่งที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด ยกตัวอย่างเช่น “อย่า ฆ่าคน” คนฟังส่วนใหญ่จะคิดว่าเราไม่ควรฆ่าคน แต่ถ้าเขียนใหม่เป็น “ห้ามฆ่าคน” เราจะตระหนัก ว่าเราฆ่าคนไม่ได้เด็ดขาด ใครฆ่าคนจะต้องมีความผิด เมื่อพิจารณาความหมายตามไวยากรณ์ของภาษาฮีบรูและความหมายตามความเข้าใจใน ภาษาไทยแล้ว กรรมการยกร่างคำแปลของสมาคมพระคริสตธรรมไทยจึงเห็นว่าจะต้องมีการเปลี่ยน แปลงจุดที่เป็นข้อห้ามให้ชัดเจน โดยเฉพาะในเรื่องที่พระคัมภีร์ภาษาฮีบรูใช้คำว่า “โล” อยู่ เดิมได้แก่ในบัญญัติสิบประการ ในข้อกฎหมายต่างๆ ในข้อกำหนดเรื่องศาสนพิธี ตลอดจนกฎเกณฑ์ทางจริยธรรม แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องพิจารณาจากบริบทของแต่ละเรื่องว่าจะใช้ “ห้าม” ได้ทุกครั้งหรือไม่ เช่น ในเฉลยธรรมบัญญัติ 1:29 ที่ กล่าวว่า “อย่าครั่นคร้ามหรือกลัวเขาเลย” แม้ ไวยากรณ์ฮีบรูของพระธรรมตอนนี้ใช้คำว่า “โล” แต่ ถ้าเราจะแปลว่า “ห้ามครั่นคร้ามหรือกลัวเขาเลย” ก็ จะฟังดูแปลกๆ เราจึงพิจารณาจากบริบทและเห็นว่าตอนนี้เป็นการหนุนใจ ดังนั้น เราจึงตกลงกันว่าในกรณีที่เป็นคำหนุนใจและไม่ใช่เป็นกฎหรือเรื่องศีลธรรม การใช้คำว่า “อย่า”จะเหมาะสมกว่า “ห้าม”
แต่แม้เราจะมีกรอบและแนวทางอยู่แล้วก็ตาม เมื่อเราทำการแก้ไขคำแปลพระคัมภีร์จริงๆ เราก็พบกับอุปสรรคบางประการที่ต้องพิจารณาเป็นพิเศษ เช่น ในอพยพ 23:13 ของฉบับ 1971 แปลไว้ว่า “สิ่งทั้งปวงที่ เราสั่งเจ้าไว้นั้นจงระวังถือให้ดี และอย่าออกชื่อพระอื่นเลย อย่าให้ได้ยินชื่อของพระเหล่านั้นออกจากปากของเจ้า” ถ้าแค่ เปลี่ยนจาก “อย่า” เป็น “ห้าม” เท่านั้นก็คงไม่พอ ต้องตัดคำว่า “เลย” ออก ด้วย เมื่อเปลี่ยนเรียบร้อยแล้ว ประโยคแรกก็ได้ใจความชัดเจนดี แต่ประโยคที่สองเมื่อเปลี่ยนเป็น “ห้ามให้ได้ยินจากปากของเจ้า” ก็รู้สึกไม่สมบูรณ์ ถ้าจะให้ดีขึ้นและได้ความหมายใกล้เคียงกับความหมายเดิม ก็จะต้องเปลี่ยนคำกริยาเสียใหม่เป็น “ห้ามกล่าวออกจากปากของ เจ้า” แต่ก็มีข้อโต้แย้งอีกว่าคำกริยาที่ใช้ในภาษาฮีบรูคือ “ได้ ยิน”(ชามาร์) ไม่ใช่ “กล่าว” ดัง นั้น เราควรจะยึดหลักการแปลที่ทางสมาคมฯ ได้กำหนดไว้คือ แปลตรงตัวอักษรเท่าที่จะทำได้ และแปลเอาความหมายเท่าที่จำเป็น (as literal as possible, as dynamic as necessary) ถ้าเราสามารถรักษาคำ ว่า “ได้ยิน” ไว้โดยที่ฟังแล้วไม่สูญเสียความ เป็นภาษาไทยได้ก็จะดีมาก กรรมการยกร่างจึงได้เสนอการแปลใหม่เป็น “ห้าม กล่าวให้ได้ยินจากปากของเจ้า” ซึ่งมีหมายความว่า “ห้าม กล่าวชื่อของพระอื่นให้เป็นที่ได้ยินออกจากปากของเจ้า” การ แก้ไขครั้งนี้จึงต้องมีการเติมคำว่า “กล่าว” เข้า ไปด้วย เพื่อจะช่วยให้ฟังราบรื่นขึ้นและยังคงรักษาความหมายและคำกริยาที่ตรงกับภาษา ฮีบรูไว้

เชื่อว่าผู้อ่าน “เบญจบรรณฉบับมาตรฐาน 2006” จะ ได้เห็นความสำคัญของกฎเกณฑ์และธรรมบัญญัติที่ปรากฏอยู่ในพระธรรม 5 เล่ม แรกของพันธสัญญาเดิมว่ามีความสำคัญเพียงไร เราควรจะตระหนักถึงโทษร้ายแรงที่เกิดขึ้นกับคนอิสราเอล เพราะเขาได้ละเมิดกฎเกณฑ์ธรรมบัญญัติของพระเจ้าซึ่งเป็นบาปที่ร้ายแรงในสาย พระเนตรของพระองค์ พวกเขาได้ทำในสิ่งที่พระเจ้าได้ห้ามไว้อย่างชัดเจนสำหรับแนวทางการแปลพระคัมภีร์ของสมาคมพระคริสตธรรมไทยนั้นได้มีการวางกรอบ และมีการตรวจสอบหลายขั้นตอนอย่างรอบคอบ เพื่อให้ผู้อ่านได้ประโยชน์สูงสุดในการเข้าถึงความหมายที่แท้จริงของพระวจนะ ของพระเจ้า ขอให้ท่านสนับสนุนและอธิษฐานเผื่อการแปลพระคัมภีร์ไทยต่อไปด้วย โดยเฉพาะ 2 เล่มถัดไปคือพระธรรมสดุดีและสุภาษิต โดยพระคุณของพระเจ้า สมาคมฯ คาดหวังว่าการแก้ไขคำแปลของพระธรรมสองเล่มนี้จะแล้วเสร็จและจัดพิมพ์ได้ภาย ในปลายปี 2006 นี้

ศาสนาจารย์ ดร.เสรี หล่อกัณภัย