น้องพอล

ดิฉันชื่ออัมพุชินี ลิม อายุ 31 ปี เป็นคนไทยเชื้อสายจีนในสกุล “ขอจ่วนเตี๋ยว” เดิมเป็นพุทธศาสนิกชนและนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก

ดิฉันเป็นลูกคนโตของครอบครัวแต่เป็นเหมือนลูกคนเล็กเพราะสุขภาพไม่แข็งแรง ต้องเข้าออกโรงพยาบาลทุกเดือนตั้งแต่เล็กจนโต ดิฉันสมรสกับคุณสตีเฟ่น ลิม นักธุรกิจชาวสิงคโปร์ ปัจจุบันอายุ 37 ปี เขาเป็นคริสเตียนที่เชื่อในพระเจ้าของเขาอย่างเข้มแข็งและสนับสนุนให้ดิฉัน เชื่อและพึ่งพิงในพระเจ้าในยามที่ดิฉันวิตกกังวลกับปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพ คุณสตีเฟ่นบอกดิฉันว่าพระเจ้าจะรักษาดิฉันให้หายเป็นปกติได้ถ้าเชื่อใน พระองค์ แต่ดิฉันก็เถียงอยู่ในใจว่าแม้แต่หมอที่เก่งที่สุดยังไม่สามารถรักษาดิฉัน ให้หายได้เลย แล้วพระเจ้าเป็นใครจึงจะช่วยเราได้ ดิฉันเคยได้ยินเรื่องของ “แม่พระ” มาบ้างตอนเป็นเด็กเพราะโรงเรียนของดิฉันอยู่ใกล้กับโรงเรียนคาทอลิก แต่ไม่ได้สนใจ นอกจากนั้น ก็เคยเห็นป้ายที่เขียนว่า “โลหิตพระเยซูไถ่บาปแทนท่าน” ติดอยู่บนต้นไม้บนถนนไปต่างจังหวัด และอีกครั้งหนึ่งเมื่อตอนดิฉันอายุ 10 กว่าขวบ ดิฉันได้เห็นพี่ปุ๊ อัญชลี จงคดีกิจ ร้อคเกอร์สตาร์ของเมืองไทย เล่าเรื่องราวชีวิตที่ได้รับความรอด (จากบาป) โดยทางพระเยซู

วันหนึ่งดิฉันไปทานอาหารที่สวนอาหารบ้านบึงซึ่งอยู่ตรงข้ามกับออฟฟิศของพี่ปุ๊ ดิฉันไปยืนหน้าออฟฟิศนั้น เอามือแตะผนังกระจกของออฟฟิศและพูดด้วยความคึกคะนองว่า “เจ๊ ถ้าเมื่อไหร่หนูอยากรู้จักพระเจ้า หนูจะมาหาเจ๊” นี่คือพื้นฐานของดิฉันในส่วนที่เกี่ยวข้องกับศาสนาคริสต์ แล้วอะไรทำให้ดิฉันมีวันนี้ วันที่ดิฉันยึดมั่นในพระเจ้าองค์เที่ยงแท้แต่เพียงองค์เดียว และแน่ใจว่าพระเจ้ารู้จักดิฉันตั้งแต่เริ่มต้นและทรงจัดเตรียมทุกสิ่งในชีวิตให้แก่ดิฉันและทุกคนที่เชื่อในพระองค์ คงไม่ใช่เพราะดิฉันเชื่อตามสามีง่ายๆ อย่างแน่นอน

ปี 1998 ครอบครัวของเราสูญเสียคุณพ่อเนื่องด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ ดิฉันรู้สึกเสียใจและว้าเหว่อย่างมาก ต่อมาดิฉันได้สมรสกับคุณสตีเฟ่น ลิม และมีลูกชายชื่อรชานนท์ (นนนี่) ดิฉันต้องเดินทางไปมาระหว่างกรุงเทพกับสิงคโปร์ทุกเดือน ช่วงประมาณปี 2000 ยาบ้ากำลังระบาดหนักในประเทศไทย มีข่าวครูขายยาบ้าให้นักเรียน คนเสพยาบ้าจับเด็กเป็นตัวประกันบ่อยๆ ดิฉันรู้สึกหวั่นวิตกกับสวัสดิภาพของลูก หวาดระแวงว่าจะมีเรื่องร้ายเกิดกับลูก สามีก็คอยปลอบใจว่าพระเจ้าเป็นที่พึ่งของเราได้ แต่ดิฉันก็ตีโพยตีพายเหมือนเรื่องร้ายได้เกิดขึ้นกับตัวเองแล้วจริงๆ จนเกิดเป็นปากเสียงกันในครอบครัวบ่อยครั้ง ในที่สุดเราจึงตัดสินใจย้ายลูกไปเรียนที่ประเทศสิงคโปร์เพราะดิฉันคิดว่าประเทศนั้นปลอดภัยกว่า หลังจากลูกได้ที่เรียนเรียบร้อยแล้ว ดิฉันยังคงไปมาระหว่างสองประเทศนี้เช่นเดิมเนื่องจากมีธุรกิจส่วนตัวที่ทำอยู่

วันหนึ่งดิฉันขับรถผ่านไปแถวคลองประปาช่วงต่อกับถนนแจ้งวัฒนะในกรุงเทพฯ ได้เห็นป้ายชื่อพร้อมเบอร์โทรศัพท์ของคริสตจักรแห่งหนึ่งขนาดใหญ่มากตั้งอยู่ริมถนน ดิฉันได้โทรศัพท์จากในรถเข้าไปถามคริสตจักรนี้ว่าถ้าอยากจะเป็นคริสเตียนจะต้องทำอย่างไร และเราเป็นคนจีน ยังต้องทำพิธีเซ่นไหว้ระลึกถึงพ่อซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว จะทำได้ไหม คนที่คริสตจักรนี้ได้พูดคุยกับดิฉันทางโทรศัพท์ แต่ดิฉันฟังแบบไม่ค่อยเข้าใจเท่าไร อย่างไรก็ดี เมื่อจบการสนทนา เขาพูดว่า “ขอพระเจ้าอวยพร” แปลกมากที่ประโยคสั้นๆ ง่ายๆ นี้ทำให้ดิฉันร้องไห้ด้วยความตื้นตันใจ และคิดกลับไปถึงประสบการณ์ในความเชื่อดั้งเดิมซึ่งต้องประกอบพิธีกรรมมากมายกว่าจะได้รับพร แต่นี่เรายังไม่ได้ทำอะไรเลย พระเจ้าก็อวยพรเราแล้ว เมื่อไปอยู่ประเทศสิงคโปร์แล้ว ดิฉันยังเข้าออกโรงพยาบาลเหมือนเดิม ทุกเช้าสามีจะเปิดเพลงคริสเตียนและอ่านพระคัมภีร์ให้ฟัง และยังเล่าว่าพระเจ้าสอนอะไรบ้าง แต่ดิฉันฟังแล้วก็รู้สึกเฉยๆ เพราะคิดว่าหมอที่เก่งที่สุดยังไม่สามารถรักษาดิฉันให้มีสุขภาพดีได้ วันหนึ่ง ดิฉันฝันว่าถูกหญิงแก่นอนทับจนหายใจไม่ออก และหญิงผู้นั้นคือคุณย่าซึ่งได้ห่างเหินกันไปหลังจากคุณพ่อเสียชีวิต สามีได้ยินดิฉันกรีดร้องดังมากขณะหลับอยู่ เขาจึงปลอบดิฉันโดยเปิดเพลงคริสเตียนให้ฟังและอธิษฐานให้พระเจ้าช่วยดิฉัน ซึ่งทำให้ดิฉันรู้สึกดีขึ้นแต่ก็คิดว่าอาจเป็นเพราะคำปลอบโยนของสามีและความอบอุ่นที่เขาอยู่ใกล้ๆ

จนกระทั่งวันหนึ่ง ดิฉันได้ทำกระเป๋าถือหล่นหายขณะซื้อของในห้างสรรพสินค้าที่สิงคโปร์ ในกระเป๋านั้นมีเช็คของขวัญมูลค่าเทียบเท่าแสนบาทไทย กว่าดิฉันจะรู้ว่าได้ทำกระเป๋าหาย ก็ได้นั่งแท็กซี่ออกจากห้างนั้นไปไกลแล้วและกว่าจะวนรถกลับมาได้ก็เป็นชั่วโมง ความวิตกทำให้ดิฉันนึกถึงพระเจ้าของสามี ดิฉันจึงพูดว่า “ถ้าพระเจ้ามีจริงขอช่วยให้เจอกระเป๋าและของทุกอย่างในนั้น”  เมื่อกลับมาถึงห้างนั้นแล้ว ดิฉันเห็นหญิงผู้หนึ่งถือกระเป๋าเหมือนของตนเองที่หายไป ดิฉันขอให้สามีเฝ้าหญิงนั้นไว้อย่าให้คลาดสายตา ส่วนตนเองไปหายามรักษาความปลอดภัยเพื่อจะแจ้งเรื่อง แล้วก็แปลกใจสุดๆ ที่พบว่ายามเป็นผู้เก็บรักษากระเป๋าไว้โดยของทุกอย่างยังอยู่ครบถ้วน แต่ดิฉันก็ยังไม่คิดว่านั่นคือความช่วยเหลือจากพระเจ้า คิดว่าเป็นเพราะประเทศเขาดี ผู้คนซื่อสัตย์และจิตใจดีต่างหาก

เมื่อเรามีโอกาสกลับมาเมืองไทย ดิฉันกับสามีขับรถผ่าน “คริสตจักรเมืองทอง” ซึ่งมีป้ายชื่อขนาดใหญ่นั้นอีกครั้งหนึ่ง ดิฉันจำได้แม่นยำว่าเป็นวันอาทิตย์ที่ 29 มิถุนายน 2003 ดิฉันบอกสามีว่าขอแวะเข้าไปที่คริสตจักรนี้ ซึ่งเป็นเวลาที่เขาเสร็จจากการประชุมนมัสการพระเจ้าแล้ว แต่ยังมีคนนั่งเล่นกีต้าร์ร้องเพลงกันอยู่ ดิฉันเข้าไปบอกคนที่นั่นว่า “อยากจะมารับเชื่อ” เมื่อมีสุภาพสตรีออกมาต้อนรับเรา ดิฉันบอกเธอว่า “อยากรู้สึกเป็นสุขเพราะไม่แข็งแรงและไม่มีความสุข” และดิฉันแน่ใจว่าไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับบิดามารดาของตนเองเลย สุภาพสตรีท่านนั้นก็นำดิฉันอธิษฐานโดยให้ดิฉันพูดตาม ใจความที่โดนใจดิฉันมากคือ “ไม่ว่าที่ผ่านมาจะได้รับการสาปแช่งจากบุพการีอย่างไร หรือมีสิ่งเลวร้ายอะไรเกิดขึ้นในชีวิต วันนี้พระเยซูอภัยให้เราแล้ว เราไม่ติดหนี้บาปหรือจมอยู่ในคำสาปแช่งใดๆ อีกต่อไป” ดิฉันคิดว่า เอ๊ะ! เขารู้เรื่องของเราได้อย่างไร เพราะพ่อแม่ดิฉันแยกทางกัน และดิฉันต้องอยู่กับคุณแม่แต่จะสนิทสนมรักและผูกพันกับคุณพ่อมากกว่า เพราะคุณแม่ค่อนข้างทิฐิสูง และเนื่องจากคุณพ่อมีภรรยาใหม่ คุณแม่จะกดดันและสาปแช่งบ่อยๆ เมื่อดิฉันมีท่าทีปกป้องก็จะมีปัญหากันตลอด หลังจากที่คุณพ่อเสียชีวิตไปโดยอุบัติเหตุ ดิฉันก็คิดว่าส่วนหนึ่งมาจากคำสาปแช่งเหล่านั้น ดังนั้น เมื่อได้ยินคำอธิษฐานของสุภาพสตรีท่านนี้ ดิฉันจึงร้องไห้มากมาย และขณะที่ดิฉันอยู่ในคริสตจักรนี้ สามีได้เจอเพื่อนคนสิงคโปร์ที่นี่โดยบังเอิญ เขาสังเกตเห็นว่าก่อนเข้าไปที่คริสตจักรนี้ดิฉันดูหม่นหมองแต่ตอนกลับออกมาดูสดชื่นและมีสง่าราศีมากๆ นอกจากนั้น ในวันเดียวกัน เมื่อกลับถึงบ้านดิฉันได้พบว่าอาการผิดปกติในร่างกายอย่างหนึ่งได้หายไป ดิฉันสามารถขับถ่ายเป็นปกติเหมือนเกิดปาฏิหาริย์หลังจากทรมานด้วยโรคถ่ายยากมาเป็นเวลาหลายปี และนี่เป็นเพียงหนึ่งในโรคประจำตัวของดิฉันตลอดเวลาที่ผ่านมา

หลังจากนั้น ดิฉันได้หาซื้อหนังสือคริสเตียนและพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาษาไทยไปอ่านที่สิงคโปร์ และรู้สึกอยากจะพูดคุยและได้รับคำแนะนำในสิ่งที่สงสัยจากคริสเตียนคนอื่นๆ ในขณะเดียวกัน ก็ยังกังวลใจกับปัญหาสุขภาพอีกหลายเรื่อง ดิฉันคิดถึงพี่ปุ๊ อัญชลี จงคดีกิจ ซึ่งเป็นคริสเตียนคนเดียวที่พอจะคิดถึงได้ ดังนั้น เมื่อกลับมาเมืองไทยอีกครั้งหนึ่งและบังเอิญอ่านพบข่าวสังคมเขียนว่า “อัญชลี จงคดีกิจ ตกต่ำเปิดร้านอาหารอยู่ที่สุขุมวิทซอย 16” ดิฉันจึงตัดสินใจไปตามหาร้านอาหารของพี่ปุ๊ตามข่าว แต่ขับรถวนอยู่ในซอยนั้น 3 รอบก็ยังไม่เจอ กำลังจะล้มเลิกความตั้งใจอยู่แล้วจึงลองพูดกับพระเจ้าว่า “หากพระเจ้าจะให้คนคนนี้นำลูกมารู้จักกับพระองค์อย่างแท้จริง ก็ขอช่วยให้เจอด้วยเถิด” ดิฉันขับรถวนในซอยนั้นอีกครั้งและจอดถามมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ก็พบว่าเราอยู่ตรงกำแพงสีส้มของร้านอาหารพี่ปุ๊พอดี เมื่อพบพี่ปุ๊ ดิฉันบอกว่าได้รับเชื่อพระเจ้าแล้วที่คริสตจักรเมืองทองเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2003 และต้องกลับไปอยู่สิงคโปร์ แต่อยากจะมีชีวิตที่เป็นคริสเตียนจริงๆ พี่ปุ๊จึงเชื้อเชิญให้ดิฉันไปร่วมประชุมในวันอาทิตย์ที่ “คริสตจักรแห่งความสุข” ซึ่งเป็นสถานที่เดียวกับร้านอาหารของเธอ
ที่นั่น ดิฉันได้รู้จักพี่น้องคริสเตียนซึ่งส่งเสริมและหนุนใจให้เข้าใจเรื่องการดำเนินชีวิตคริสเตียน ดิฉันได้เห็นตัวอย่างที่ดีในการรับใช้พระเจ้าจากหลายบุคคลและอยากจะเป็นอย่างเขาบ้าง ต่อมาพระเจ้าได้ตอบคำอธิษฐาน โดยนำครอบครัวของเราให้กลับมาอยู่ประเทศไทยและนำคุณสตีเฟ่นมาสู่ธุรกิจอาหารเสริมในเมืองไทย ซึ่งผลิตภัณฑ์นี้ช่วยให้ดิฉันสุขภาพดีขึ้น ไม่ต้องเข้าออกโรงพยาบาลอีกเลย โรคประจำตัวต่างๆ ค่อยๆ หายไป นอกจากนั้น พระเจ้าได้จัดเตรียมโรงเรียนสาธิตคริสเตียนให้ลูก เป็นโรงเรียนที่สัตย์ซื่อและมีคริสตจักรอยู่ในโรงเรียน ทุกเช้าจะมีการให้เด็กอธิษฐานด้วย ดังนั้น เมื่อดิฉันมารับเชื่อพระเจ้าแล้ว ก็มีสุขภาพดีขึ้น ครอบครัวได้กลับมาอยู่เมืองไทยและมีธุรกิจในเมืองไทยหลังจากที่เคยล้มเหลวมาแล้ว แต่เรื่องราวของดิฉันไม่ได้จบอย่างแฮปปี้เอ็นดิ้งตรงนี้ ตั้งแต่ดิฉันรับเชื่อพระเจ้าที่คริสตจักรเมืองทอง สิ่งหนึ่งที่ดิฉันอธิษฐานขอพระเจ้ามาตลอดคืออยากจะมีลูกอีกสักคนหนึ่ง เพราะลูกชายคนโตอายุได้ 6 ขวบแล้ว แต่หมอมีความเห็นว่าดิฉันไม่แข็งแรงพอที่จะตั้งครรภ์เองได้ ต้องใช้วิธีทำกิ๊ฟท์ ซึ่งดิฉันคิดว่าถ้าต้องใช้วิธีนั้นคงไม่เอาเพราะดิฉันอยากได้ลูกที่เกิดโดยธรรมชาติ ไม่ใช่จากการทดลอง

ในวันที่ 18 เมษายน 2004 ซึ่งเกือบจะครบปีหลังจากดิฉันรับเชื่อพระเจ้าเป็นครั้งแรก ดิฉันได้เข้าพิธีรับบัพติศมา (พิธีประกาศตนเป็นคริสตชนอย่างเป็นทางการ) ที่ “คริสตจักรแห่งความสุข” (ร้านชมสวนของพี่ปุ๊ อัญชลี จงคดีกิจ) ในวันนั้น ดิฉันได้อธิษฐานกับพระเจ้าว่าหากพระองค์ต้องการให้ดิฉันมีลูกเพียงคนเดียวดิฉันก็ยินดี แต่หากเป็นไปได้ก็อยากมีลูกสาวอีกสักคน แล้วแต่น้ำพระทัยพระเจ้า (ดิฉันเริ่มทำใจแล้วว่าคงมีลูกอีกไม่ได้) ไม่นานต่อมาดิฉันรู้สึกร่างกายผิดปกติและพบว่าตั้งครรภ์ ซึ่งนำความยินดีมาสู่ดิฉันและสามีตลอดจนเพื่อนๆ ที่คริสตจักร เราดีใจกันอยู่ได้ 3 วัน ดิฉันก็เกิดปวดท้องอย่างรุนแรง หมอตรวจเลือดและปัสสาวะก็พบว่าตั้งครรภ์จริงแต่หาเด็กไม่เจอ ผลอัลตราซาวด์พบก้อนเนื้อขนาด 1 มิลลิเมตรอยู่นอกมดลูก และยังพบสิ่งที่คล้ายๆ กับเนื้องอกอีก 1 ก้อน หมอแนะนำว่าต้องรีบผ่าตัดเอาทั้งสองก้อนนี้ออกเพื่อรักษาตัวเรา ดิฉันหมดเรี่ยวหมดแรงและร้องไห้อย่างเดียว โทรศัพท์ไปบอกผู้ใหญ่ที่คริสตจักรว่า “หนูท้องนอกมดลูก และเขาจะเอาลูกหนูออก” ดิฉันขอต่อรองกับหมอว่าขอรอให้สามีกลับมาจากสิงคโปร์ก่อนแล้วค่อยตัดสินใจทำอะไรต่อไป หมอบอกว่าไม่ควรรอนานเนื่องจากดิฉันมีอาการปวดท้องรุนแรง ดิฉันกลับถึงบ้านปิดประตูห้องร้องไห้อย่างหนักและไม่เคยร้องไห้มากมายขนาดนี้หลังจากเสียคุณพ่อ ดิฉันโทรศัพท์หาคุณพงศ์ระพี บูรณสมภพ (พี่ต้อง) ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ที่นับถือที่คริสตจักรอีกท่านหนึ่ง ท่านหนุนใจว่าดิฉันต้องกล่าวต้อนรับลูกในท้องถึงแม้เขาจะมาอยู่กับเราเพียงแค่วันหรือสองวัน และไม่ว่าลูกจะอยู่หรือลูกจะออกมาเป็นอย่างไร พระเจ้าก็ตอบคำอธิษฐานของเราแล้ว เราต้องอธิษฐาน วิงวอน และขอบพระคุณ ดิฉันก็อธิษฐานฝากลูกไว้กับพระเจ้า อ่านพระคัมภีร์ ฟังเพลงคริสเตียน และคุยกับลูกในท้อง แต่ไม่ยอมพบใครเลย ประมาณ 3 วันจากนั้น เมื่อสามีกลับมาจากสิงคโปร์ เขาขอให้หมอตรวจดิฉันใหม่ทั้งที่หมอได้เตรียมการเพื่อจะผ่าตัดเอาก้อนนี้ออกตามที่นัดไว้ แต่แล้วหมอก็ได้พบว่าก้อนนี้ได้ย้ายเข้าไปอยู่ในมดลูกและมีขนาดใหญ่ขึ้นเป็นเซ็นติเมตรแล้ว และเขาคือลูกของเรา หมอผู้ทำอัลตราซาวด์ด้วยตนเองตั้งแต่ต้นยังแทบไม่เชื่อว่าสิ่งนี้จะเป็นไปได้ คุณหมอท่านพูดว่า หากเขาไม่ได้เป็นคนที่ทำอัลตราซาวด์ด้วยตนเอง เขาจะไม่เชื่อเลยว่าผลของฟิล์มอัลตราซาวด์จะเป็นของคนเดียวกัน ดิฉันจึงไปฝากท้องกับหมอที่ดีที่สุดเท่าที่จะหาได้ที่โรงพยาบาลพระราม 9 เพราะที่นั่นมีประวัติรักษาไข้ของดิฉันและมีความเชี่ยวชาญเรื่องการมีบุตรยาก (ตอนหลังดิฉันได้ทราบว่าลูกของคุณหมอก็เรียนอยู่ที่เดียวกันกับน้องนนนี่) ดิฉันเริ่มดูแลตัวเองอย่างดี พี่ๆ เพื่อนๆ ที่คริสตจักรก็เป็นกำลังใจและแนะนำดิฉันว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราไม่ควรต่อว่าพระเจ้า แต่ให้อธิษฐานวิงวอนและขอบพระคุณในทุกกรณี เมื่อตั้งครรภ์ได้ 4 เดือน ดิฉันไปทำอัลตราซาวด์ และพบว่าเป็นลูกชายทั้งที่ตนเองอยากได้ลูกสาวมาก แต่เมื่อเป็นลูกชาย ดิฉันก็เชื่อว่าพระเจ้ามีพระประสงค์สำหรับครอบครัวของเราอย่างแน่นอนเพราะพระเจ้าจะให้สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเรา วันที่ 13 มกราคม 2005 ดิฉันได้ให้กำเนิด “น้องพอล” ลูกชายคนที่สองด้วยวิธีผ่าออก แต่เมื่อคลอดออกมาแล้วน้องพอลไม่ร้อง หมอต้องรีบนำไปเข้าตู้อบอยู่ 3 วัน โดยดิฉันยังไม่ได้เห็นหน้าลูกเลยตั้งแต่เกิดมา นนนี่ลูกชายคนโตตื่นเต้นที่ได้น้องคนใหม่ และปลอบดิฉันว่าเด็กคนอื่นไม่น่ารักจึงต้องอยู่ข้างนอก ส่วนน้องของเราน่ารักมากเขาจึงเก็บเอาไว้ดู ปัจจุบันน้องพอลอายุ 10 เดือน แข็งแรงสมบูรณ์ดีทุกประการ แต่ดิฉันก็ยังครุ่นคิดอยู่เรื่อยมาว่าทำไมพระเจ้าไม่ให้ลูกคนที่สองเป็นผู้หญิงตามที่ดิฉันขอ หรือพระองค์จะตอบคำขอของคุณสตีเฟ่นที่อยากได้ลูกชาย แล้วเราก็ได้รับคำตอบเมื่อพระเจ้าให้เราได้เปิดบริษัทใหม่ทำธุรกิจขายตรงในประเทศไทย เราพบว่าการมีลูกชายทั้งสองคนทำให้เขาเป็นเพื่อนกันได้ พี่ช่วยดูแลน้องได้ ไม่มีช่องว่างระหว่างเพศ และช่วยผ่อนภาระพ่อแม่ได้มากในขณะที่เราต้องยุ่งกับการเปิดบริษัทใหม่ในประเทศไทย

เมื่อเราให้พระเจ้านำชีวิต พระเจ้าก็เทพระพรให้แก่เราในการเริ่มกิจการใหม่ซึ่งเป็นธุรกิจขายตรงด้านอาหารเสริมและสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ เราผ่านการพิจารณาอย่างพิถีพิถันของสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ในวันที่ 17 มิถุนายน 2005 และเราเป็น 1 ใน 3 บริษัทด้านขายตรงที่ได้รับอนุญาตในปีนี้ พระเจ้าทรงจัดเตรียมทุกอย่างให้เราจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสถานที่ที่ตึกอาร์เอส ชั้น 19 ซึ่งปกติอาคารนี้แทบจะไม่มีพื้นที่ว่าง และถนนรัชดาภิเษกถือว่าเป็นทำเลทองของธุรกิจขายตรง ครั้งแรกดิฉันก็แปลกใจว่าทำไมพระเจ้าอนุญาตให้เราทำธุรกิจขายตรงเพราะกิจการประเภทนี้มีชื่อเสียงด้านการหลอกลวง แล้วเราก็ได้รับคำตอบที่แน่ชัดว่าพระเจ้าให้เราทำธุรกิจนี้และให้ทำอย่างถูกต้องและเป็นตัวอย่างที่ดี บริษัทเราจะใช้หลักบริหารจากพระคัมภีร์ ไม่มีการซื้อตัวผู้นำ ไม่ปิดกั้นโอกาสหากสมาชิกจะไปเป็นสมาชิกที่อื่น เพราะเรามองว่าเขาต้องทำเพื่อจะหาเลี้ยงชีพได้มากขึ้น เราช่วยคนระดับล่างให้มีรายได้เพื่อดำรงชีวิตตามอัตภาพ แต่ไม่สนับสนุนคนประเภทหิวเงิน สินค้าของเราทุกอย่างจะต้องได้รับการพิสูจน์แล้วว่าใช้ได้ผลและเราไม่โฆษณาชวนเชื่อจนเกินจริง เราจะอยู่ในธุรกิจนี้ด้วยความรัก ไม่ทะเยอทะยานตั้งเป้าขายให้สูงลิบลิ่ว เพราะเราเชื่อว่าพระเจ้าจะอวยพรและเลี้ยงดูเราหากเราทำทุกอย่างถูกต้อง แม้เมื่อตอนเริ่มต้น เราอาจทำบางสิ่งตามอย่างโลก ในทางที่ไม่ใช่น้ำพระทัยของพระเจ้าทั้งหมด แต่เมื่อพระเจ้าทรงเตือน เราก็ได้ย้อนกลับไปดูสิ่งที่เราทำ สารภาพบาปและได้ตั้งต้นใหม่ในทางที่สัตย์ซื่อตามน้ำพระทัยของพระเจ้าอย่างแท้จริง ซึ่งจะไม่ทำให้เสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า ตัวดิฉันเองใช้ทุกโอกาสที่มีในการประกาศเรื่องพระเจ้า เช่น ในงานเปิดตัวสินค้าใหม่ซึ่งมีคนมาร่วมงานหลายร้อยคน เมื่อทำได้สองครั้ง คนเขาว่าดิฉันบ้าและจะไม่มาร่วมงานอีกถ้าดิฉันจะพูดเรื่องพระเจ้า บางคนก็พูดว่า “ถ้าคุณพูดเรื่องพระเจ้ากับผมอีก ผมจะเลิกเป็นลูกค้าคุณ” แต่แล้วเมื่อเขาได้ดูรายการ “คำตอบชีวิต” ของพี่ปุ๊ และได้มีโอกาสฟังคำพยาน เขาเอ่ยปากขอให้ดิฉันเชิญอาจารย์ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ มาพูดที่บริษัทของเราบ้าง ดิฉันจึงมั่นใจว่าเมื่อเราให้พระเจ้าเป็นที่หนึ่งเสมอ พระเจ้าจะพอพระทัยและทรงนำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี
ส่วนพนักงานบริษัทซึ่งมีอยู่สิบกว่าคนและไม่ได้เป็นคริสเตียน หากดิฉันทราบว่าใครมีปัญหาอะไร เราจะมาอธิษฐานกันเพื่อขอให้พระเจ้าช่วย และหลายคนก็เริ่มจะมีประสบการณ์กับพระเจ้าเมื่อปัญหาเขาได้รับการแก้ไข ดิฉันขอบคุณพระเจ้าที่ประทานพนักงานที่ดี ซื่อสัตย์ ขยันขันแข็งและมีน้ำใจช่วยเหลืองานเกินกว่าที่เราคาดหวังไว้ อย่างไรก็ดี ธุรกิจขายตรงต้องเจอคนมากมายหลายประเภท หลายครั้งเราท้อใจและอ่อนแรง ดิฉันจะอธิษฐานร้องไห้กับพระเจ้า เรียนรู้ที่จะให้อภัยและอธิษฐานเผื่อคนอื่นทั้งในเรื่องธุรกิจและเรื่องส่วนตัว ข้อพระคัมภีร์ที่หนุนใจดิฉันมากคือพระธรรมยากอบทั้งเล่ม และ พระธรรมมัทธิวบทที่ 11 ข้อ 28 “บรรดาผู้ทำงานเหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนัก จงมาหาเรา และเราจะให้ท่านทั้งหลายหายเหนื่อยเป็นสุข” พระธรรมฟีลิปปี บทที่ 4 ข้อ 6 -7 “อย่าทุกข์ร้อนในสิ่งใดๆ เลย แต่จงทูลเรื่องความปรารถนาของท่านทุกอย่างต่อพระเจ้าด้วยการอธิษฐาน การวิงวอน กับการขอบพระคุณ แล้วสันติสุขแห่งพระเจ้าซึ่งเกินความเข้าใจ จะคุ้มครองจิตใจและความคิดของท่านไว้ในพระเยซูคริสต์” พระธรรมฮีบรูบทที่ 13 ข้อ 5-6 “ท่านจงอย่าเป็นคนเห็นแก่เงิน จงพอใจในสิ่งที่ท่านมีอยู่ เพราะว่าพระองค์ได้ตรัสว่า เราจะไม่ละท่านหรือทอดทิ้งท่านเลย เหตุฉะนั้นเราทั้งหลายอาจกล่าวด้วยใจเชื่อมั่นว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นพระผู้ช่วยของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะไม่กลัว มนุษย์จะทำอะไรแก่ข้าพเจ้าได้เล่า”

จากประสบการณ์ชีวิตที่เล่ามาข้างต้น ดิฉันหายป่วย แข็งแรงและเป็นสุข มีลูกชายที่น่ารักถึงสองคนอย่างไม่น่าเป็นไปได้ ครอบครัวอบอุ่น มีธุรกิจด้านขายตรงที่กำลังเริ่มต้นในทางที่ถูกต้องตามน้ำพระทัยของพระเจ้า ทั้งหมดนี้ ไม่ใช่เราทำได้เพราะความสามารถของตัวเราเองแต่เป็นพระพรจากพระเจ้าผู้เปี่ยมล้นด้วยพระเมตตา เราจึงต้องดำเนินชีวิตด้วยความซื่อสัตย์กับพระองค์ ดิฉันขอหนุนใจคริสตชนเรื่องการถวายคืนกับพระเจ้าที่เรียกว่าการถวายสิบลด (10%ของรายได้) หลายคนคิดว่าสิบลดคือสิ่งที่เราให้กับคริสตจักรหรือให้กับคน แต่แท้จริงแล้วสิบลดเป็นการถวายคืนให้กับพระเจ้า เพราะทั้ง 100% ที่เรามีอยู่เป็นพระพรจากพระเจ้าทั้งสิ้น จึงเป็นหน้าที่ของคริสตชนที่จะต้องถวายคืนแก่พระเจ้าอย่างไม่มีเงื่อนไข และพระเจ้าจะตอบแทนแก่ผู้ที่ให้ด้วยใจยินดีจนเกินความเข้าใจ

สมาคมพระคริสตธรรมไทยขอขอบพระคุณคุณอัมพุชินีและคุณสตีเฟ่น ลิมที่ได้กรุณาแบ่งปันประสบการณ์ชีวิตของท่านซึ่งเป็นพรและให้กำลังใจแก่เราทั้งหลายเป็นอย่างยิ่ง ขอพระเจ้าทรงเปิดบัญชรท้องฟ้าเทพรให้แก่ท่านและครอบครัวจนเกินกว่าที่จะนับได้ เหนือสิ่งอื่นใด ขอพระเจ้าอวยพระพรต่อมือทุกมือ ถ้อยคำทุกถ้อยคำ คำอธิษฐานทุกประโยคที่มีส่วนในการนำคุณอัมพุชินีมาสู่ชีวิตใหม่ในพระเจ้า ขอพระเจ้าเป็นผู้ปูนบำเหน็จให้แก่ทุกท่าน “เหตุฉะนั้นพี่น้องที่รักของข้าพเจ้า ท่านจงตั้งมั่นอยู่ อย่าหวั่นไหว จงปฏิบัติงานขององค์พระผู้เป็นเจ้าให้บริบูรณ์ทุกเวลา ท่านทั้งหลายพึงรู้ว่า โดยองค์พระผู้เป็นเจ้า การของท่านจะไร้ประโยชน์ก็หามิได้” 1 โครินธ์ 15:58

คุณอัมพุชินี ลิม