งานอบรมผู้เยียวยาบาดแผลในจิตใจ ครั้งที่ 1

ในวันที่ 25-27 กันยายน 2019 ที่ผ่านมา สมาคมพระคริสตธรรมไทยได้จัดอบรมผู้เยียวยาบาดแผลในจิตใจ ซึ่งการอบรมนี้เหมาะสำหรับ ศิษยาภิบาล ผู้นำคริสตจักร องค์กร หน่วยงานต่างๆ และผู้ที่มีส่วนให้คำปรึกษา เพื่อจะเห็นถึงความสำคัญของการรักษาเยียวยาบาดแผลในจิตใจ เพราะนี่เป็นส่วนหนึ่งของพันธกิจที่พระเจ้ามอบหมายให้คริสตชนรักซึ่งกันและกัน คอยดูแลกันทั้งฝ่ายร่างกายและจิตใจ งานอบรมนี้จึงเป็นการอบรมให้เป็นผู้เยียวยาบาดแผลในจิตใจ โดยใช้หลักการจากพระคัมภีร์และหลักสุขภาพจิตพื้นฐาน การอบรมในครั้งนี้ประกอบไปด้วยกระบวนกร(วิทยากร) 7 คน ได้แก่ Geok Hoon Schmitt อาจารย์จิราพร ชุ่มมงคล อาจารย์พรพรรณ สัทธาพงศ์ อาจารย์ไกรสร สัทธาพงศ์ อาจารย์ฐิติมา อยู่อินทร์ อาจารย์สุดา สุดปัน อาจารย์จุลนภ ชมัฒพงษ์ มีผู้ให้ความสนใจเป็นอย่างมาก จนทำให้สมาคมฯ ไม่สามารถสำรองที่นั่งให้กับทุกท่านได้ เป้าหมายที่ตั้งไว้คือ 36 คน แต่มีคนเข้าร่วมอบรมทั้งหมด 40 คน และยังมีผู้ที่เตรียมตัวสำหรับการลงทะเบียนในรอบ 2 ซึ่งคาดว่าจะจัดขึ้นในต้นปี 2020 อีกด้วย

ไม่มีแรงแม้จะหายใจ สู่พลังจากภายในเพื่อรับใช้

     คุณพัลลภา หรือเจนนี่​ ค๊อค อายุ 43 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ทำงานที่เทศบาลเมืองคูคต ปทุมธานี ตำแหน่งนักวิชาการศึกษา  สมรสกับ ศจ.สตีฟ ปีเตอร์ ค๊อค   เป็นสมาชิกคริสตจักรสปริงวัลเล่ย์ สังกัดคริสตจักรร่มเย็น รู้จักพระเจ้า เกิดในครอบครัวที่ไม่ได้เป็นคริสเตียน และได้รู้จักพระเจ้าผ่านทางใบปลิวตอนอายุประมาณ 8 ขวบ เพราะในทุก ๆ วันเสาร์ คุณพ่อมักจะพาไปทำงานด้วย จึงได้มีโอกาสเจอคนแปลกหน้าที่ยืนแจกใบปลิวอยู่ที่ถนนอยู่บ่อย ๆ และด้วยความที่เป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือ จึงเก็บใบปลิวเหล่านั้นมาอ่านทุกใบ อ่านซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบ แล้วก็มีความรู้สึกอยากเป็นคริสเตียนจึงไปบอกกับคุณพ่อ คุณพ่อก็ไม่ว่าอะไรและยังบอกว่าถ้ามีโอกาสจะพาไปโบสถ์ แต่เนื่องจากไม่รู้จักใครที่เป็นคริสเตียนจึงไม่มีโอกาสได้ไปโบสถ์ จนกระทั่งอายุประมาณ 28 ปี ชีวิตต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ มากมาย และในเวลานั้นมีความรู้สึกเหนื่อย ท้อแท้ และสิ้นหวัง จึงคิดว่าการมีชีวิตคือความทุกข์ทรมาน ไม่ต้องการเวียนว่ายตายเกิด ทำอย่างไรจึงจะหลุดพ้นและไปสวรรค์ได้ แล้ววันหนึ่งก็มีความรู้สึกว่ามีใครสักคนที่กำลังเฝ้ามองดูเราอยู่ และคอยช่วยเหลืออยู่เงียบ ๆ ทุกครั้งที่นึกในใจว่าต้องการความช่วยเหลือ ความช่วยเหลือก็มาโดยที่ไม่ได้เอ่ยปากบอกกับใคร จึงคิดว่าคงไม่ใช่ความบังเอิญ และความบังเอิญคงไม่มีมาบ่อย […]

ทำไมพระคัมภีร์ฉบับมาตรฐาน แปล 1 ยอห์น 5:19 “…แต่โลกทั้งหมดอยู่ในมือของมารร้าย”

     ทำไมพระคัมภีร์ฉบับมาตรฐาน 2011 แปล 1 ยอห์น 5:19 ว่า “…แต่โลกทั้งหมดอยู่ในมือของมารร้าย” ทั้งๆ ที่ในภาษากรีกไม่มีคำว่า “มือ” หรือ “อานุภาพ” แต่ตามตัวอักษรของข้อนี้ในต้นฉบับกรีกแปลว่า “ทั่วทั้งโลกอยู่ใต้การปิดบังของมารร้าย!” ?      ก่อนอื่นขออธิบายว่า การแปลพระคัมภีร์ของสมาคมพระคริสตธรรมไทยนั้น ไม่ได้แปลโดยบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่แปลโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของภาษาเดิมของพระคัมภีร์ และมีความรู้เรื่องศาสนศาสตร์อย่างดี การแปลพระธรรมแต่ละเล่มนั้นจะต้องผ่านขั้นตอนหลายขั้นตอน ขั้นตอนแรกคือเมื่อผู้แปลคนแรกแปลเสร็จ ก็จะต้องส่งต่อให้ผู้แปลคนที่สองเพื่อตรวจสอบการแปลเพื่อความถูกต้อง นอกจากนั้นยังส่งให้อนุกรรมการตรวจสอบคำแปลอ่านด้วย หลังจากที่ได้รับคำเสนอแนะจากผู้แปลคนที่สองและอนุกรรมการตรวจสอบคำแปลแล้ว ผู้แปลคนแรกจะทำการแก้ไข และส่งให้ที่ปรึกษาฝ่ายการแปลของสหสมาคมพระคริสตธรรมสากล (United Bible Societies) ซึ่งเป็นนักวิชาการที่มีความสามารถในเรื่องการแปลพระคัมภีร์โดยเฉพาะ  สหสมาคมพระคริสตธรรมสากล เป็นองค์กรที่ทำการแปลพระคัมภีร์มากที่สุดในโลก และได้จัดทำคู่มือการแปลพระคัมภีร์ให้กับผู้แปลทั่วโลก เพื่อให้การแปลพระคัมภีร์ทั่วโลกมีมาตรฐาน สมาคมพระคริสตธรรมไทยเป็นสมาชิกสมบูรณ์ของสหสมาคมพระคริสตธรรมสากล ดังนั้นการแปลพระคัมภีร์ของสมาคมพระคริสตธรรมไทยจึงเป็นการแปลที่ได้มาตรฐานสากล ผู้อ่านทุกท่านจึงสามารถมั่นใจได้ว่า พระคัมภีร์ที่แปลโดยสมาคมพระคริสตธรรมไทยนั้นเป็นพระคัมภีร์ที่น่าเชื่อถือและถูกต้อง      อีกประการหนึ่งเมื่อพิจารณาคำถามนี้แล้ว จะเห็นว่าข้อความที่ยกมานี้เป็นเพียงครึ่งหลังของ 1 ยอห์น 5:19 โดยไม่ได้พิจารณาครึ่งแรกของข้อนี้ซึ่งมีข้อความว่า “เรา​​รู้​ว่า​เรา​เกิด​จาก​พระ​เจ้า” เมื่อเราดูย้อนกลับไปยังข้อที่ 18 ผู้อ่านก็จะสามารถรู้ได้ว่า […]

ทำไมประโยคเดียวถึงแปลได้ 2 แง่มุม

ถาม : คำแปลในพระธรรม สุภาษิตบทที่ 11 ข้อ 30 บรรทัดที่สองซึ่งมีเนื้อ ความว่า “การฝ่าฝืนกฎหมายย่อมทำลายชีวิต” นั้นดู จะไม่ถูกต้อง เพราะพระคัมภีร์อังกฤษแปลว่า “And he who is wise wins souls.’ (เขาผู้มีสติปัญญาย่อมนำวิญญาณ – ดูหมายเหตุท้ายบทความ)  และพระคัมภีร์ไทยฉบับแปลเก่า มีเนื้อความว่า “และบุคคล ผู้มีปัญญาย่อมมีชัยแก่วิญญาณหลายดวง” ขอให้ทางสมาคมฯ ช่วยพิจารณาดูให้ดีด้วย ตอบ : สำหรับ เรื่องที่เสนอมานั้น เราได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วนทั้งจากสำเนาต้นฉบับฮีบรูและฉบับอังกฤษมาตรฐาน หลายฉบับ ประกอบกับได้ศึกษาจากหนังสือคู่มือพระธรรมสุภาษิตของสหสมาคมพระคริสตธรรม สากลด้วย จึงอยากจะเรียนให้ผู้อ่านทราบเป็นขั้นตอนดังนี้ เรื่องธรรมดาที่ไม่ธรรมดา  เมื่อเราอ่านพระคัมภีร์อย่างจริงจัง และอ่านเปรียบเทียบกันต่างฉบับ บางครั้งเราพบความแตกต่างมากบ้างน้อยบ้าง แต่เมื่อแตกต่างกันมากจริงๆ ก็ทำให้คิดว่าฉบับไหนถูกต้อง ฉบับไหนไม่ถูกต้อง แต่จะมีสักกี่คนที่คิดว่าทำไมจึงแปลต่างกัน? บางครั้งการแปล ต่างกันมาจาก 1. หลักการแปลที่ต่างกัน เช่น บางฉบับมีหลักค่อนข้างเคร่งครัดในการแปลตรงตัวอักษรยกตัวอย่าง Young’s Literal Translation, American Standard Version เป็นต้น แต่บางฉบับแปลแบบเอาความหมาย ยกตัวอย่าง Good News Bible, New Living Translation เป็นต้น 2. การยึดสำเนาต้นฉบับภาษาเดิมต่างกันใน การแปลพระคัมภีร์บางข้อ บางฉบับยึดฉบับฮีบรูเป็นหลัก บางฉบับยึดฉบับกรีกเป็นหลัก เข้าเนื้อหา  เมื่อสังเกตคำแปลแต่ละฉบับในสุภาษิตข้างต้น เราพบคำแปลแตกต่างกันมาก พระคัมภีร์ฉบับ 1971 ที่ใช้กันอยู่ทั่วไปแปลในทางลบว่า “การฝ่าฝันกฎหมายย่อมทำลายชีวิต” ส่วนฉบับ 1940 แปลในทางบวกว่า “และบุคคลผู้มีปัญญาย่อมมีชัยแก่วิญญาณ หลายดวง” และในฉบับ New […]

ผมเอาเงินค่าขนมไปซื้อหนังสือ

เรื่่องของ “น้องมาร์ค” หรือ ด.ช. กันต์ชนก นาคภิบาล บุตรนายมนตรี และ นางชัญนารี นาคภิบาล นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ตั้งแต่อยู่ชั้นประถมปีที่ 1 โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนฯ น้องมาร์คได้เรียนวิชาอบรมคริสเตียนศึกษา และมีความสนใจวิชานี้มาก ชอบคุยเรื่องพระเยซูกับคุณแม่เป็นครั้งคราว บ่อยครั้งที่น้องมาร์คยืมหนังสือที่มีเรื่องราวจากพระคัมภีร์มาให้คุณแม่ดูจากห้องศาสนกิจของโรงเรียน และเคยบอกให้คุณแม่หาซื้อหนังสือนั้นมาให้ แต่คุณแม่ก็ไม่ทราบว่าจะไปซื้อได้ที่ไหน เมื่อน้องมาร์คมาอยู่ชั้นประถม 3 และมีหน่วยขายเคลื่อนที่ของสมาคมพระคริสตธรรมไทยมาที่โรงเรียน น้องมาร์คจึงได้ซื้อหนังสือการ์ตูนชุดพระวจนะแห่งปัญญา (ไทย-อังกฤษ) 2 เรื่อง และได้บอกคุณพ่อคุณแม่ว่า ได้นำเงินค่าขนมไปซื้อหนังสือมา 2 เล่ม และถามว่า “คุณแม่อยากรู้เรื่องราวเกี่ยวกับประวัติพระเยซูไหม” น้องมาร์คได้เล่าเรื่องในพระคัมภีร์ให้คุณแม่ฟังเป็นตอนๆ และได้เปิดภาพในหนังสือการ์ตูนให้คุณแม่ดูเพื่อให้เข้าใจเรื่องมากขึ้น นอกจากนั้น ได้นำสมุดปฏิบัติการที่ทำในชั่วโมงวิชาอบรมคริสเตียนศึกษาซึ่งสอนโดยคุณครูรุ่งนภา พนาโชติสกุล มาให้คุณแม่ดูและอธิบายให้ฟังบ่อยๆ ต่อมาไม่นาน น้องมาร์คได้ซื้อหนังสือชุดพระวจนะแห่งปัญญา 2 ภาษามาอีกจนครบชุด โดยซื้อครั้งเดียว 6 เล่ม ด้วยเงินค่าขนมของเขาที่มีอยู่ทั้งหมดในวันนั้น และนำมาให้คุณแม่ดูพร้อมทั้งเล่าเรื่องให้ฟังเป็นประจำ รวมทั้งอธิบายว่าพระเยซูรักมนุษย์อย่างไร สิ่งที่พระเยซูต้องการและไม่ต้องการให้มนุษย์กระทำ เล่าซ้ำไปซ้ำมาครั้งแล้วครั้งเล่า สิ่งที่คุณแม่จำได้ไม่มีวันลืมคือ เขาได้มอบของชิ้นแรกในชีวิตแก่คุณแม่ซึ่งเขาหาซื้อมาด้วยตนเอง สิ่งนั้นคือสร้อยคอทำจากเมล็ดพืชอบแห้งเคลือบแลคเกอร์ […]

สมาร์ตโฟนถ้าใช้ก็ให้สมาร์ท

สมาร์ตโฟน ถ้าใช้ก็ให้สมาร์ท  ทุกครั้งที่ใกล้ถึงเวลาเลิกงาน สมาร์ตโฟนของผมเป็นต้องร้องเสียงดัง “ติ๊ง”ผมเดาได้ไม่ยากว่าคุณแม่ส่งภาพอาหารเย็นแสนอร่อยฝีมือท่านพร้อมภาพสติกเกอร์น่าขำผ่านโปรแกรมไลน์มาให้ทำให้ผมตัดสินใจรีบขับรถไปทานฝีมือคุณแม่ก่อนที่มันจะชืดจนหมดรสอร่อยไม่น่าเชื่อว่ามือถือแบบใหม่ที่เรียกว่า“สมาร์ตโฟน”ที่ผมเคยกลัวนักกลัวหนาแถมยังต่อต้านคนที่ใช้วันนี้กลับกลายเป็นช่องทางสำคัญที่ผมสามารถสื่อสารกับคุณแม่ และคนที่ผมรักได้ในทุกๆ วันย้อนเวลากลับไปเมื่อสักครึ่งปีที่ผ่านมา ผมมีความคิดว่า “สมาร์ตโฟน” เป็นเรื่องไร้สาระ ไม่มีความจำเป็น ทั้งยังฟุ่มเฟ?อยมีราคาแพง และเปรียบเสมือนตัวแทนแห่งโลกทุนนิยมยิ่งถ้านับรวมกับความกระอักกระอ่วนใจเวลาเห็นสีหน้าของคนรอบข้างทำสีหน้าแปลกๆทุกครั้งที่เห็นผมควักเจ้ามือถือรุ่นโบราณด้วยแล้ว ทำให้ผมเกิดอคติ และจงเกลียดจงชังเจ้าสมาร์ตโฟนนี่เสียเหลือเกิน จนกระทั่งเมื่อผมเริ่มศึกษาหาข้อมูลเพื่อให้น้ำหนักกับความคิดตัวเองที่จะไม่ใช้เจ้าสมาร์ตโฟน ผมกลับพบว่าเทคโนโลยีชิ้นนี้ทำให้ผมลดเวลาในการทำงานลงไปมากไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงโลกอินเทอร์เน็ตได้ตลอดเวลาการส่งงานผ่านจดหมายอิเล็กทรอนิก (อีเมล) และยังมีโปรแกรมและเกมที่แสนจะเพลิดเพลินมากมายเหลือเกิน นับเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ผมยอมจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อโทรศัพท์ แต่โลกใหม่ของสมาร์ตโฟนก็ทำเอาผมแทบไม่ได้หลับไม่ได้นอนติดต่อกันหลายคืน ผมตื่นเต้นไปกับแอปพลิเคชันใหม่ๆ (โปรแกรมแบบที่ใช้ในสมาร์ตโฟน)  ได้มีโอกาสชมรายการโทรทัศน์ของต่างประเทศได้ง่ายๆ สามารถใช้เฟซบุ๊กได้ตลอดเวลา กว่าจะรู้ตัวก็ผ่านไปเกือบตีสามแล้ว ผมติดสมาร์ตโฟนจนงอมแงมอยู่หลายวัน ต้องขอบคุณที่คนรอบข้างเตือนผมให้เงยหน้าขึ้นมาพูดคุยกับโลกจริงซะบ้าง ผมจึงหลุดวงจรแห่งการเสพติดเทคโนโลยีออกมาได้ ผมเชื่อว่าผู้อ่านส่วนใหญ่มีความคุ้นเคยกับสมาร์ตโฟน เพราะสิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่อีกต่อไป ถ้าย้อนกลับไปสัก 5-6 ปี สมาร์ตโฟนหรือแท็บเล็ตคงเปรียบเสมือนเครื่องประดับที่มีได้เฉพาะคนที่มีรายได้ดีเท่านั้น แต่ปัจจุบัน สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องสามัญที่ใครๆ ก็มีได้ และยังมีระบบผ่อนชำระสำหรับคนที่มีรายได้น้อยแต่ต้องการอยู่ร่วมในสังคมอย่างไม่ตกยุค ภาพของผู้คนบนรถไฟฟ้าหรือรถประจำทางที่มองวิวข้างทางหรือพุดคุยหยอกล้อกันเริ่มลดน้อยลงไปทุกที ผู้คนในสังคมส่วนใหญ่ก้มหน้าก้มตาหยิบสมาร์ตโฟนเพื่อเข้าไปในโลกส่วนตัวโดยไม่นึกจะมองอะไรข้างทางหรือหน้าคนที่นั่งข้างๆ อีก (ในอนาคตคนส่วนใหญ่คงจะเป็นโลกปวดต้นคอ และนิ้วล็อกกันมากขึ้นเพราะเจ้าสมาร์ตโฟน) สิ่งที่เราต้องยอมรับอย่างหนึ่งก็คือสมาร์ตโฟนกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนในสังคมเมืองมากขึ้นทุกที คนที่ไม่มีสมาร์ตโฟนก็อาจจะเริ่มรู้สึกแปลกๆ ทุกครั้งที่หยิบมือถือขึ้นมา แล้วสายตาคนอื่นๆ ดูตกใจราวกับว่าเราขโมยเอโบราณวัตถุออกมาจากพิพิธภัณฑ์ที่ไหนสักแห่งแต่การมีสมาร์ตโฟนอย่างไม่เข้าใจถ้าไม่ระวังให้ดีบางทีพวกเราก็อาจกลายเป็นคนหนึ่งที่เสพติดโลกไซเบอร์ขึ้นมาอย่างไม่ทันรู้ตัวก็เป็นได้อาการที่พอจะบอกกับเราได้ว่าเรากำลังเสพติดสิ่งนี้หรือไม่พอให้เราใช้เป็นข้อสังเกตประการแรกก็คือ “เราชาร์จแบตเตอรี่ของสมาร์ตโฟนมากกว่าวันละ 2 ครั้งหรือไม่” ถ้าท่านไม่ได้ทำงาเอกสารมากมายผ่านสมาร์ตโฟนจริงๆ ก็นับเป็นเรื่องยากที่เราต้องเสียบสายชาร์จแบตเตอรี่มากกว่าวันละสองครั้งแต่ในความเป็นจริง มีคนจำนวนไม่น้อยที่ซื้อแบตเตอรี่สำรองหรืออุปกรณ์ช่วยชาร์จไฟแบบไร้สายที่สามารถชาร์จได้ถึงวันละสี่ครั้งเลทีเดียว สมาร์ตโฟนช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้นก็จริงแต่ก็มีหลายสิ่งที่สมาร์ตโฟนไม่สามารถทดแทน […]

วัยรุ่นใจยักษ์

ถ้ากำลังอยากอ่านเรื่องพฤติกรรมของวัยรุ่นที่โหดเหี้ยม ชอบสร้างปัญหา ผมคงทำให้ผิดหวังแล้วล่ะครับ แต่ถ้าท่านเป็นวัยรุ่น หรือมีวัยรุ่นที่ต้องดูแล ผมมีความจริงที่อยากเล่าสู่กันฟังว่ามียักษ์อยู่ในใจของวัยรุ่นจริงๆ ยักษ์ตนนี้ถ้าท่านไม่เข้าใจมันจะกลายเป็นเหมือนทศกัณฐ์ ที่สร้างความเดือดร้อนจนกลายเป็นสงครามเหมือนในวรรณคดีรามเกียรติ์ แต่หากท่านเข้าใจและใส่ใจอย่างถูกวิธี ยักษ์ตัวนี้จะทำให้วัยรุ่นเหมือนจินนี่ ที่สามารถให้พรวิเศษแก่ชีวิตคุณได้ทีเดียว “อย่าให้ใครหมิ่นประมาทความอ่อนวัยของท่าน แต่จงเป็นแบบอย่างแก่บรรดาผู้เชื่อ ทั้งในด้านวาจาและการประพฤติ ทั้งในด้านความรัก ความเชื่อ และความบริสุทธิ์” (1 ทธ.4:12) เป็นพระคำที่อาจารย์เปาโลฝากไว้กับวัยรุ่นที่ชื่อทิโมธี ต้องยอมรับว่านี่เป็นเรื่องจริงที่เรามักได้ยินว่าคนอายุน้อยมักถูกสบประมาทว่าไม่สามารถสร้างความสำเร็จได้ คำดูถูกที่เรามักได้ยินบ่อยๆ ก็คือ “โธ่เอ๊ย พวกเด็กปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม” “อายุแค่นี้จะทำอะไรเป็น” คำพูดหมิ่นประมาทเหล่านี้จะว่าไปก็พอมีสาเหตุที่ทำให้คิดอย่างนั้นได้นั่นเพราะวัยนี้ยังมีการพัฒนาที่สมองส่วนหน้าไม่เต็มที่ ทำให้วัยรุ่นมีลักษณะนิสัยใจร้อนเมื่อเทียบกับวัยอื่นๆ เมื่อใจร้อนก็อาจไม่รอบคอบหรือมีเรื่องมีราวได้ง่าย อย่างที่เราเคยได้ยินว่าบางครั้งแค่มองหน้ากันแล้วไม่ถูกชะตา ก็ชักปืนขึ้นมายิงได้ง่ายๆ ข้อพระคำตอนนี้สะท้อนความเชื่อที่สังคมมีต่อวัยรุ่น และไม่เพียงแต่ในยุคอดีตเท่านั้นความเชื่อนี้ยังคงมีอยู่ในปัจจุบันด้วย แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ สิ่งที่วัยรุ่นทำได้ไม่เพียงแต่ไม่ให้ใครหมิ่นประมาท หรือดูถูกเท่านั้น แต่ยังสามารถเป็นแบบอย่างให้กับคนอื่นๆ ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงวัยใดได้อีกด้วย และในทุกๆ ด้าน สิ่งนี้เป็นเรื่องที่เป็นจริงได้หากเรารู้เท่าทันและหมั่นฝึกฝนตัวเองอยู่เสมอ เพราะผมบอกแล้วว่าวัยรุ่นทุกคนมียักษ์อยู่ในตัวเอง ซึ่งหมายถึงพลังงานและทรัพยากรภายใน ลองคิดดูสิครับว่าวัยไหนที่มีเรี่ยวแรงมากที่สุด ขนาดที่ว่าอดนอนสามคืนก็ยังไหว (แต่ไม่แนะนำให้ทำนะครับ) วัยไหนที่มีทั้งความสามารถในการเรียนรู้แบบเด็กๆ และความรับผิดชอบแบบผู้ใหญ่ผสมผสานกัน ถ้าจะเปรียบไปวัยรุ่นก็เหมือนรถยนต์ที่แรงม้ามากๆ วิ่งเร็ว แต่สิ่งที่ยากก็คือการควบคุมรถคันนี้ไม่ให้ตกไหล่ทางหรือพุ่งชนรถคันอื่นเสียก่อนที่จะถึงเส้นชัย ผมจึงอยากหยิบยกข้อคิดที่วัยรุ่นและผู้ที่ใกล้ชิดวัยรุ่นจะนำไปปรับใช้ได้ ในพระคัมภีร์ตอนนี้ได้เตือนให้เราเป็นแบบอย่างแก่คนอื่นใน 5 ด้านด้วยกันและด้านต่างๆ นี้เองที่จะนำวัยรุ่นสู่ความเป็นเลิศ เป็นคนที่มีใจใหญ่ ใจยักษ์ในทางที่ดี ด้านแรกก็คือ “แบบอย่างในเรื่องคำพูด” มีสุภาษิตหนึ่งกล่าวว่า “คำตอบนุ่มนวลช่วยละลายความโกรธเกรี้ยวให้หายไป […]

วัยรุ่นล้มละลาย

“ล้มละลาย!  ไม่เห็นจะเกี่ยวกับวัยรุ่นเลย” นี่อาจเป็นความรู้สึกแรกที่เกิดขึ้นเมื่ออ่านชื่อเรื่องนี้ก็เป็นได้  ใครๆก็มักคิดว่าวัยหนุ่มสาวเป็นวัยแห่งการเริ่มต้น  เป็นวัยแห่งการสร้างสรรค์ และมีเวลาอีกมากที่จะเรียนรู้ชีวิต  เชื่อเถอะครับว่าทีแรกผมเองก็ไม่ได้เห็นต่างไปจากผู้อ่านทุกท่านนักหรอก  แต่ไม่แน่ว่าเมื่ออ่านจนจบแล้วท่านอาจเริ่มเห็นด้วยกับผมขึ้นมาบ้าง เรามักใช้คำว่า “ล้มละลาย” กับคนที่มีหนี้สินมากจนรับผิดชอบไม่ไหว  แม้แต่ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานก็ให้ความหมายที่คล้ายๆกันคือ “สิ้นเนื้อประดาตัว  หมดทรัพย์สมบัติของตัวฯ”  เพราะเรามักพูดถึงการล้มละลายในแง่ทรัพย์สินเงินทอง  แต่การล้มละลายในวัยรุ่นเป็นสิ่งที่แตกต่างออกไป  การล้มละลายที่สำคัญในชีวิตของเยาวชน  เป็นการล้มละลายเรื่องเวลานั่นเอง เมื่อคืนวานผมไปที่คริสตจักรสาธร  ได้ฟังอาจารย์สตีเฟ่น เหลียงพูดถึงเรื่องเวลาไว้อย่างน่าสนใจ  ลองคิดตามนะครับว่าถ้าเรามีรายได้ 1,440 บาทต่อวัน(43,200/เดือน)  เราจะบริหารการใช้เงินของเราอย่างไร  บางคนอาจเอาไปซื้อเสื้อผ้าสวยๆสักชุด  แต่บางคนกลับเลือกออมไว้และใช้เฉพาะเท่าที่จำเป็น  บางคนนำไปลงทุนให้เกิดกำไรก็มี  บางคนคงเริ่มสงสัยแล้วว่ามันเกี่ยวกับเวลายังไง?  เกี่ยวข้องอย่างมากครับ!  ท่านทราบไหมครับว่าเราทุกคนมี 1,440 นาที/วัน เท่าๆกัน  วิธีการใช้เวลานี่เองที่ทำให้วัยรุ่นสามารถกลายเป็นคนล้มละลายได้ จอร์จ ซานตายานา(ร้อยแปดพันเก้า ,2002) กล่าวว่า “บุคคลซึ่งไม่ยอมเรียนรู้จากประวัติศาสตร์  เขาผู้นั้นก็กำลังเรียนรู้ที่จะผิดซ้ำรอยเดิม”  ถ้าเราจะเรียนรู้เรื่องล้มละลายย่อมต้องเรียนรู้จากคนล้มละลาย  คนกลุ่มหนึ่งที่ล้มละลายทางเวลามากที่สุดก็คือ “กลุ่มเสพติดไซเบอร์” เด็กกลุ่มนี้จะเริ่มจากการใช้เวลากับอินเทอร์เน็ตอย่างมาก  บางคนเล่นเกมออนไลน์วันละ 5-6 ชั่วโมง  บางคนก็แชทได้ทั้งคืน  จากนอนน้อยและมีเวลาเรียนน้อยก็เริ่มไม่นอนและไม่ยอมไปโรงเรียน  น้องนิ(นามสมมติ)เป็นวัยรุ่นคนหนึ่งที่มีปัญหานี้  ตอนที่ผมเข้าไปให้การช่วยเหลือ  น้องนิไม่ได้นอนมากกว่า 10 วันแล้ว  บางทีจะเห็นใจลอยแล้วก็หลับในทั้งๆที่กำลังนั่งคุยกันอยู่  เมื่อคุยกันผมจึงทราบว่าน้องนิไม่ได้ออกจากบ้านของตัวเองมานานกว่า 3เดือนแล้ว ในประเทศญี่ปุ่นมีเด็กกลุ่มหนึ่งถูกเรียกว่า […]

ปาฏิหาร์ย์…มีจริง

เรื่องที่ท่านจะได้อ่านนี้เรียบเรียงจากคำบอกเล่าของคุณแม่สาวสวยอายุ 40 ปี และลูกชายวัย 5 ขวบ 6 เดือน ทั้งแม่และลูกเป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผ่านวันอันเลวร้ายมาได้และมีชีวิตขึ้นมาอีกครั้งเพราะ “ปาฏิหาริย์มีจริง” สมาคมพระคริสตธรรมไทยจำเป็นต้องใช้นามสมมุติและงดลงภาพถ่าย เพื่อปกป้องเจ้าของเรื่องให้สามารถดำเนินชีวิตอย่างเป็นปกติสุข หากนามสมมุติและส่วนหนึ่งส่วนใดในเรื่องนี้ไปพ้องกับชีวิตของผู้ใด สมาคมฯ ต้องเรียนขออภัยมา ณ ที่นี้ และหวังว่าท่านจะเข้าใจจุดประสงค์ของสมาคมฯ ที่ต้องการให้ชีวิตของเจ้าของเรื่องเป็นพยานถึงพระคุณอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า และหวังด้วยว่าเรื่องนี้จะช่วยให้ผู้อ่านทุกท่านสามารถคิดและปฏิบัติต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวีด้วยใจเป็นธรรมและด้วยความรักในพระคริสต์ สมาคมฯ ขอขอบพระคุณอาจารย์แอลแลน เอ็ลลาร์ดและภรรยาคือคุณเมลิน แห่งองค์การส่งเสริมพันธกิจคริสตจักรด้านเอดส์ (AIDS Care Education and Tranining – ACET Thailand) ที่ได้กรุณาประสานงานและนัดหมายเพื่อการสัมภาษณ์ครอบครัวนี้อย่างใกล้ชิด และขอขอบคุณ “ดาว” ผู้กล้าหาญเปิดเผยตัวเองเพื่อจะเป็นกำลังใจแก่คนอื่นๆ อีกมากมายที่มีประสบการณ์เช่นเดียวกัน ชีวิตจริงเหมือนอิงนิยาย “ดาว” (นามสมมุติ) เกิดที่จังหวัดสุพรรณบุรีเมื่อ พ.ศ. 2510 เป็นน้องคนเล็กในจำนวนพี่น้องทั้งหมด 8 คน ชีวิตลำเค็ญของดาวเริ่มเมื่ออายุยังไม่ถึงขวบเมื่อพ่อโดนยิงตาย และแม่เสียใจจนไม่เป็นอันทำมาหากิน ในที่สุดก็ต้องแยกลูกทั้ง 8 คนไปฝากไว้กับคนรู้จักบ้านละคน ส่วนดาวแม่เอาไปไว้ที่ร้านขายของชำในหมู่บ้านโดยแม่จะไปเยี่ยมบ้างนานๆ ครั้ง ด้วยความคิดถึงแม่ ดาวหนีจากบ้านนี้เมื่ออายุประมาณ […]

ปรับโฟกัส

เปลี่ยนมุมมอง ปรับโฟกัสใหม่ ชีวิตจึงเปลี่ยนไปความคิด ก็เปลี่ยนใหม่ ทำให้มองเห็นคุณค่า และความหมายใหม่ของชีวิตที่สมบูรณ์แบบอย่างแท้จริง อ.พิศประไพ สาระศาลิน รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต หนึ่งในคนไทยจำนวนไม่กี่คนที่เคยเป็นผู้ออกแบบบัตรอวยพรของ ฮอลมาร์คอันเลื่องชื่อของสหรัฐอเมริกา ด้วยใจรักงานศิลปะตั้งแต่เด็ก หลังจากจบมัธยมศึกษาตอนปลาย จากโรงเรียนเขมะสิริอนุสรณ์แล้ว อาจารย์พิศประไพได้ไปเรียนช่างศิลป์ ์และมหาวิทยาลัยศิลปากรตามลำดับ เมื่อจบแล้วจึงไปต่อปริญญาโท ด้านออกแบบตกแต่งภายใน ที่มหาวิทยาลัยแคนซัส เมืองลอเรนซ์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว ก็ได้เข้าทำงานที่บริษัท Hallmark Cards Corporation ในเมืองแคนซัสซิตี้ และทำงานที่นั่น 13 ปี อาจารย์พิศประไพเป็นผู้หญิงทำงาน เป็นผู้มีความทะเยอทะยานในชีวิตสูง จะทำอะไรจะต้องทำอย่างดีที่สุด สมบูรณ์แบบที่สุด ชนิดหาที่ติไม่ได ้ ในความคิดของอาจารย์แล้วทุกอย่างในชีวิตต้องเพรียบพร้อม งานต้องดี ครอบครัวต้องดี ด้วยเหตุผลนี้เอง อาจารย์พิศประไพจึงเป็นคนที่เครียดง่าย มีความกระวนกระวายสูง แม้ทุกอย่าง ในชีวิต ที่ ี่อาจารย์ได้รับอยู่ในขณะนั้นล้วนพรั่งพร้อมไปทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการทำงานที่ตนเองรักในบริษัทยักษ์ใหญ่ใน สหรัฐอเมริกา มีเงินเดือนสูง ทุกคนในบริษัทยอมรับในความสามารถ มีครอบครัวที่ดี มีสามีและลูกที่น่ารัก แต่อาจารย์กลับรู้สึกว่า ชีวิตตนเองยังขาดอะไรอยู่ ชีวิตดูไม่สมบูรณ์ ทำให้อาจารย์คิดว่าอะไรที่ทำให้ชีวิต […]

1 2 3 12