เปิดรับสมัคร งานอบรมผู้เยียวยาบาดแผลในจิตใจ ครั้งที่ 1/2020

  สมาคมพระคริสตธรรมไทยขอเชิญเข้าร่วม “อบรมผู้เยียวยาบาดแผลในจิตใจ” ครั้งที่ 1/2020 งานอบรมให้เป็นผู้เยียวยาบาดแผลจิตใจโดยใช้หลักการจากพระคัมภีร์และหลักสุขภาพจิตพื้นฐาน วันที่ 9-12 มีนาคม 2020 ห้องประชุมชั้น 2 อาคารสมาคมพระคริสตธรรมไทย กรุงเทพฯ คุณสมบัติผู้เข้าอบรม – อายุ 25 ปี ขึ้นไป – เป็นผู้นำคริสตจักร องค์กร หรือผู้ที่มีส่วนในการให้คำปรึกษา ** กรุณาลงทะเบียนเพื่อสำรองที่นั่ง https://forms.gle/x445guJHwXsfkNH9A และชำระค่าลงทะเบียน 3,000 บาท (รวมค่าคู่มือและค่าอาหาร) โดยสามารถแจ้งหลักฐานการโอนเงินหรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร 061-897-3113 หรือ Line : @thaibible.line

ผู้ชาย…หัวใจดนตรี

ผู้ชาย…หัวใจดนตรี เสียงดนตรีสำหรับเด็กชายคนหนึ่งในวัย 6 ขวบ ไม่ได้เป็นเพียงเสียงเพลงที่แค่หูได้ยิน แต่เป็นเสียงดนตรีในหัวใจที่กลายเป็นสื่อให้เขาได้ สัมผัสกับความหมายยิ่งใหญ่ของชีวิตในเวลาต่อมา ชีวิตของคนคนหนึ่ง ที่มาจากครอบครัวที่ดีและทุกอย่างดูเพียบพร้อมไปหมด ไม่น่าที่จะทำให้ คนคนนั้นรู้สึกว่างเปล่าในหัวใจ แต่ความเป็นจริงก็ได้พบว่า ในความเพียบพร้อมนั้น หัวใจยังโหยหาเรียกร้องอะไรบางอย่างซึ่งยากที่จะหาคำตอบได้ว่าสิ่งนั้นคือ อะไร แล้วคำตอบอันทรงคุณค่าและมีความหมายมากก็มาถึงเขาโดยทางเสียงเพลงซึ่งมี เนื้อหาต่างจากบทเพลงทั่วไปและเมื่อผสมผสานกับท่วงทำนองของดนตรีที่ไพเราะ จับใจ ลึกซึ้งในความหมาย สื่อให้เขาเข้าใจและรู้จักกับพระเจ้าอย่างซาบซึ้ง และนี่เองที่ช่องว่างในหัวใจของเขาได้รับการเติมเต็มอย่างแท้จริง เราจะมาทำความรู้จักกับผู้ชายหัวใจดนตรีคนนี้ เมธวิน อังคทะวาณิช คุณปู่คุณย่าของเมธวินเป็นคริสเตียนที่มาจากเมืองจีน แต่คุณพ่อคุณแม่ไม่ได้เป็นคริสเตียน ดังนั้นคนที่พาเมธวินไปโบสถ์ก็คือคุณปู่คุณย่า ถึงแม้ว่าจะได้ไปโบสถ์ตั้งแต่เด็ก เขาก็ยังไม่เข้าใจเรื่องของพระเจ้าสักเท่าไหร่ ยังคงมีความสงสัยและมีคำถามอยู่ในใจมากมาย ซึ่งก็คงเป็นข้อสงสัยและความไม่เข้าใจที่เกิดขึ้นกับคนทั่วไปด้วย เช่น มีข้อพระคัมภีร์ที่บอกว่า “มนุษย์ทุกคนเป็นคนบาป” แต่ละคนก็จะคิดว่าเราจะบาปได้อย่างไร ในเมื่อเรามาจากครอบครัวที่ดี เราถูกสอนให้เป็นคนดี ทำแต่สิ่งที่ดี คิดดีตลอด ไม่ได้ฆ่าคน ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ใคร เราไม่ได้ทำบาปอะไรเลย แล้วเราจะเป็นคนบาปได้อย่างไร ? เมื่อเมธวินเรียนถึงชั้นมัธยม 2 เมธวินได้ไปค่ายเยาวชนของคริสตจักรสะพานเหลือง อาจารย์ผู้เป็นวิทยากรค่าย สอนเรื่องความเชื่อ ฟังแล้วก็รู้สึกทันทีเลยว่าคำถามในใจได้รับคำตอบแล้ว นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่เมธวินได้รู้จักกับพระเจ้าจริงๆ นับตั้งแต่วันนั้น การไปโบสถ์มีความหมายมากขึ้น และเป็นจุดเริ่มต้นของการเข้าไปมีส่วนในการทำกิจกรรมต่างๆ ของคริสตจักร […]

สื่อสะกดใจ

สื่อสะกดใจ ในช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมา ทุกครั้งที่มีโอกาสเดินไปห้างสรรพสินค้า ผมมีอันจะต้องถูกสะกดให้ไปยืนอยู่หน้าร้านขายสมาร์ทโฟน และแท็ปแล็ต ยี่ห้อดังที่คุณผู้อ่านทุกก็น่าจะรู้ว่ายี่ห้ออะไร จนผมอดสงสัยตัวเองไม่ได้ว่าอะไรเป็นพลังผลักดันให้ผมต้องทำอย่างนี้ ทั้งๆ ที่ผมไม่มีความจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์พวกนี้ในเวลานี้เลย นี่ถ้าเป็นคนสมัยโบราณผมคงนึกไปว่าผมถูกพวกทรงเจ้า เข้าผี เล่นงานเข้าให้แล้ว อำนาจลึกลับที่ล่อชวนให้คนตัดสินใจว่าจะซื้ออะไร จะบริโภคอะไร จะดูโทรทัศน์ช่องอะไร แท้ที่จริงแล้วไมใช่มนต์ดำอะไรเลย แต่เป็นพลังอำนาจจากสื่อ (Media) นั่นเอง ย้อนไปหลายปีที่วงการโฆษณายังไม่เฟื่องฟูเท่าในปัจจุบัน มีการแข่งขันอเมริกันฟุตบอลนัดชิงชนะเลิศระดับชาติในประเทศอเมริกา ผลการแข่งขันเป็นอย่างไรมีคนจำได้ไม่มากนัก แต่ปรากฎการณ์ระหว่างที่กีฬาพักครึ่งเป็นเรื่องที่แทบจะกลายเป็นการจราจลย่อยๆ ไปเลย เพราะกองเชียร์กว่าห้าหม่นื คนพากันต่อแถวยาวเหยียดเพื่อแย่งซื้อเครื่องดื่มโคล่ายี่ห้อหนึ่งจนขายไม่ทันใจคนที่มารอคิว จึงเกือบกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต หลังจากเหตุการณ์นั้นทำให้วงการโฆษณา และจิตวิทยารู้จักคำว่า subliminal tape มากขึ้น ภาพโคล่ายี่ห้อดังกล่าวถูกฉายขึ้นภาพสกอร์บอร์ดภาพเคลื่อนไหวโดยแทรกภาพโฆษณาโคล่าไว้ใน 1 ส่วน 25 วินาที พูดง่ายๆ ก็คือเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราเห็นภาพอะไร แต่จิตใต้สำนึกกลับประทับภาพนั้นไว้จนเกิดเป็นความรู้สึกอยากจะดื่มขึ้นมา นี่เองเป็นสาเหตุว่าทำไมสื่อต้องมีการจัดเรทให้เหมาะสมกับประเภทของผู้บริโภคสื่อ เพราะข้อมูลทุกอย่างจากสื่อเป็นข้อมูลที่มีพลังอำนาจมาก คนที่เป็นอาจารย์หรือคุณครูถ้าไม่เข้าใจเรื่องอำนาจของสื่อ แม้เขาจะใช้เวลานานถึง 2 ชั่วโมงในการถ่ายทอดเรื่องๆ หนึ่ง แต่กลับมีนักเรียนนักศึกษาไม่ถึงครึ่งที่จดจำข้อมูลได้ และที่จำได้ก็เพียงบางส่วนเท่านั้น แต่สื่ออย่างโฆษณาโทรทัศน์ใช้เวลาเพียงประมาณ 30-45 วินาที ในการทำให้คนๆ หนึ่งตัดสินใจทำอะไรบางอย่างในชีวิตได้ สื่อจึงเป็นอุปกรณ์ที่ทรงพลัง […]

คำเทศนาของ ผป.วิชัย ตรังคสมบัติ

คำเทศนาของ ผป.วิชัย ตรังคสมบัติ ในการประชุมสมัชชาสมาคมพระคริสตธรรมไทย วันเสาร์ที่ 27 มีนาคม 2004   “และตั้งแต่เด็กมาแล้ว ท่านก็ได้เรียนรู้พระคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งสามารถให้ปัญญาแก่ท่านในเรื่องความรอดโดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์ พระคัมภีร์ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้าและเป็นประโยชน์ในการสอน การตักเตือนว่ากล่าว การแก้ไขสิ่งที่ผิด และการอบรมในความชอบธรรม เพื่อคนของพระเจ้าจะมีความสามารถ และพรักพร้อมเพื่อการดีทุกอย่าง”(2 ทิโมธี บทที่ 3 ข้อ 15-17) ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารของสหรัฐอเมริกายกพลขึ้นบกที่หมู่เกาะแปซิฟิกเพื่อกวาดต้อนทหารญี่ปุ่น ชาวพื้นเมืองซึ่งส่วนใหญ่มีพระคริสตธรรมคัมภีร์อยู่ในมือ ได้ให้การต้อนรับทหารสหรัฐฯ อย่างดี หัวหน้าชาวพื้นเมืองได้พูดกับทหารสหรัฐฯ ว่า “พวกคุณโชคดี ถ้าไม่ใช่เพราะหนังสือเล่มนี้ พวกเราจะฆ่าและกินพวกคุณทั้งหมด” ในอดีตคนพื้นเมืองเหล่านี้เป็นคนเถื่อนและกินคน แต่พระวจนะ (คำสอนของพระเจ้า) ได้เปลี่ยนชีวิตของเขาอย่างสิ้นเชิง ในประเทศเอควาดอร์ในอเมริกาใต้แถบแม่น้ำอเมซอน ชนพื้นเมืองเผ่าหนึ่งมีชื่อด้านความโหดร้าย เขาจะฆ่าคนแปลกหน้าทั้งหมดไม่ว่าจะมาแบบเป็นมิตรหรือไม่ ใน ค.ศ.1952 มิชชันนารีอเมริกันหนุ่มสาว 5 คน เดินทางเข้าไปในแถบนั้นด้วยความปรารถนาสูงสุดที่จะนำพระวจนะของพระเจ้าไปให้เขา เพราะเชื่อว่าพระวจนะเปลี่ยนแปลงจิตใจอันโหดร้ายได้ เขาต้องไปสร้างบ้านอยู่บนต้นไม้และผูกมิตรกับชนเผ่านี้ แต่ในที่สุดก็ถูกฆ่าตายทั้งหมด แต่ญาติพี่น้องของมิชชันนารีกลุ่มนี้ก็ไม่ลดละความพยายามที่จะไปสอนพระคัมภีร์ให้แก่ชนเผ่านี้ ซึ่งในที่สุดพระวจนะอันศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าก็เปลี่ยนแปลงชีวิตของพวกเขาได้จริงๆ ชนเผ่าไวกิ้งของประเทศนอร์เวย์ก็เป็นกลุ่มชนที่เคยปล้นฆ่าและทำลายทุกสิ่งเช่นเดียวกัน และชีวิตของคนเหล่านี้ก็ได้รับการเปลี่ยนแปลงเพราะพระวจนะของพระเจ้า ในประเทศไทยเอง เมื่อหลายปีมาแล้วที่ตำบลปางเม็ง จังหวัดตรัง […]

ทำไมพระคัมภีร์ฉบับมาตรฐานจึงปรับเปลี่ยนคำแปลคำสั่งในพระบัญญัติสิบประการจาก อย่าเป็นห้าม?

ทำไมพระคัมภีร์ฉบับมาตรฐานจึงปรับเปลี่ยนคำแปลคำสั่งในพระบัญญัติสิบประการจาก อย่าเป็นห้าม? ถาม : ทำไมใน “เบญจบรรณฉบับมาตรฐาน 2006” (ปฐมกาล – เฉลยธรรมบัญญัติฉบับแก้ไขคำแปลปี 2006) จึงมีการเปลี่ยนจากคำว่า “อย่า” เป็น “ห้าม” ในบัญญัติสิบประการและธรรม บัญญัติต่างๆ ตอบ : ตามไวยากรณ์ภาษาฮีบรู มีศัพท์ 2 คำ ที่เป็นคำสั่งห้าม คือคำว่า “โล” กับ “อัล” “โล” เป็นคำสั่งห้ามที่เด็ดขาด เฉพาะเจาะจง “อัล” เป็นคำสั่งห้ามที่เบากว่าและไม่เด็ดขาดเท่า “โล” ในภาษาไทยก็มีหลายคำที่เป็นคำสั่งห้าม ที่เด่นๆ คือ “อย่า” กับ “ห้าม” ซึ่ง 2 คำนี้ให้ ความรู้สึกไม่เท่ากัน และผู้ที่ได้รับคำสั่งนี้จะตอบสนองไม่เหมือนกัน หลายคนเมื่อได้ยินคำว่า “อย่า” ก็อาจจะคิดว่าไม่ ต้องปฏิบัติตามก็ได้ เขามีโอกาสตัดสินใจเลือกที่จะทำตามหรือไม่ทำตามก็ได้ บางคนก็รู้สึกว่าเป็นเพียงคำแนะนำหรือคำขู่เท่านั้น ในบัญญัติสิบประการ เมื่อเราใช้คำว่า “อย่า” คน ไทยจะรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตาม แต่ถ้าเราใช้คำว่า “ห้าม” คนจะเห็นถึงความจริงจัง เด็ดขาด และจะต้องทำตามสิ่งที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด ยกตัวอย่างเช่น “อย่า ฆ่าคน” คนฟังส่วนใหญ่จะคิดว่าเราไม่ควรฆ่าคน แต่ถ้าเขียนใหม่เป็น “ห้ามฆ่าคน” เราจะตระหนัก ว่าเราฆ่าคนไม่ได้เด็ดขาด ใครฆ่าคนจะต้องมีความผิด เมื่อพิจารณาความหมายตามไวยากรณ์ของภาษาฮีบรูและความหมายตามความเข้าใจใน ภาษาไทยแล้ว กรรมการยกร่างคำแปลของสมาคมพระคริสตธรรมไทยจึงเห็นว่าจะต้องมีการเปลี่ยน แปลงจุดที่เป็นข้อห้ามให้ชัดเจน โดยเฉพาะในเรื่องที่พระคัมภีร์ภาษาฮีบรูใช้คำว่า “โล” อยู่ เดิมได้แก่ในบัญญัติสิบประการ ในข้อกฎหมายต่างๆ ในข้อกำหนดเรื่องศาสนพิธี ตลอดจนกฎเกณฑ์ทางจริยธรรม แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องพิจารณาจากบริบทของแต่ละเรื่องว่าจะใช้ “ห้าม” ได้ทุกครั้งหรือไม่ เช่น ในเฉลยธรรมบัญญัติ 1:29 ที่ กล่าวว่า “อย่าครั่นคร้ามหรือกลัวเขาเลย” แม้ […]

งานอบรมผู้เยียวยาบาดแผลในจิตใจ ครั้งที่ 1

ในวันที่ 25-27 กันยายน 2019 ที่ผ่านมา สมาคมพระคริสตธรรมไทยได้จัดอบรมผู้เยียวยาบาดแผลในจิตใจ ซึ่งการอบรมนี้เหมาะสำหรับ ศิษยาภิบาล ผู้นำคริสตจักร องค์กร หน่วยงานต่างๆ และผู้ที่มีส่วนให้คำปรึกษา เพื่อจะเห็นถึงความสำคัญของการรักษาเยียวยาบาดแผลในจิตใจ เพราะนี่เป็นส่วนหนึ่งของพันธกิจที่พระเจ้ามอบหมายให้คริสตชนรักซึ่งกันและกัน คอยดูแลกันทั้งฝ่ายร่างกายและจิตใจ งานอบรมนี้จึงเป็นการอบรมให้เป็นผู้เยียวยาบาดแผลในจิตใจ โดยใช้หลักการจากพระคัมภีร์และหลักสุขภาพจิตพื้นฐาน การอบรมในครั้งนี้ประกอบไปด้วยกระบวนกร(วิทยากร) 7 คน ได้แก่ Geok Hoon Schmitt อาจารย์จิราพร ชุ่มมงคล อาจารย์พรพรรณ สัทธาพงศ์ อาจารย์ไกรสร สัทธาพงศ์ อาจารย์ฐิติมา อยู่อินทร์ อาจารย์สุดา สุดปัน อาจารย์จุลนภ ชมัฒพงษ์ มีผู้ให้ความสนใจเป็นอย่างมาก จนทำให้สมาคมฯ ไม่สามารถสำรองที่นั่งให้กับทุกท่านได้ เป้าหมายที่ตั้งไว้คือ 36 คน แต่มีคนเข้าร่วมอบรมทั้งหมด 40 คน และยังมีผู้ที่เตรียมตัวสำหรับการลงทะเบียนในรอบ 2 ซึ่งคาดว่าจะจัดขึ้นในต้นปี 2020 อีกด้วย

ไม่มีแรงแม้จะหายใจ สู่พลังจากภายในเพื่อรับใช้ ฉบับที่ 1/2020

     คุณพัลลภา หรือเจนนี่​ ค๊อค อายุ 43 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ทำงานที่เทศบาลเมืองคูคต ปทุมธานี ตำแหน่งนักวิชาการศึกษา  สมรสกับ ศจ.สตีฟ ปีเตอร์ ค๊อค   เป็นสมาชิกคริสตจักรสปริงวัลเล่ย์ สังกัดคริสตจักรร่มเย็น รู้จักพระเจ้า เกิดในครอบครัวที่ไม่ได้เป็นคริสเตียน และได้รู้จักพระเจ้าผ่านทางใบปลิวตอนอายุประมาณ 8 ขวบ เพราะในทุก ๆ วันเสาร์ คุณพ่อมักจะพาไปทำงานด้วย จึงได้มีโอกาสเจอคนแปลกหน้าที่ยืนแจกใบปลิวอยู่ที่ถนนอยู่บ่อย ๆ และด้วยความที่เป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือ จึงเก็บใบปลิวเหล่านั้นมาอ่านทุกใบ อ่านซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบ แล้วก็มีความรู้สึกอยากเป็นคริสเตียนจึงไปบอกกับคุณพ่อ คุณพ่อก็ไม่ว่าอะไรและยังบอกว่าถ้ามีโอกาสจะพาไปโบสถ์ แต่เนื่องจากไม่รู้จักใครที่เป็นคริสเตียนจึงไม่มีโอกาสได้ไปโบสถ์ จนกระทั่งอายุประมาณ 28 ปี ชีวิตต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ มากมาย และในเวลานั้นมีความรู้สึกเหนื่อย ท้อแท้ และสิ้นหวัง จึงคิดว่าการมีชีวิตคือความทุกข์ทรมาน ไม่ต้องการเวียนว่ายตายเกิด ทำอย่างไรจึงจะหลุดพ้นและไปสวรรค์ได้ แล้ววันหนึ่งก็มีความรู้สึกว่ามีใครสักคนที่กำลังเฝ้ามองดูเราอยู่ และคอยช่วยเหลืออยู่เงียบ ๆ ทุกครั้งที่นึกในใจว่าต้องการความช่วยเหลือ ความช่วยเหลือก็มาโดยที่ไม่ได้เอ่ยปากบอกกับใคร จึงคิดว่าคงไม่ใช่ความบังเอิญ และความบังเอิญคงไม่มีมาบ่อย […]

ทำไมพระคัมภีร์ฉบับมาตรฐาน แปล 1 ยอห์น 5:19 “…แต่โลกทั้งหมดอยู่ในมือของมารร้าย”

     ทำไมพระคัมภีร์ฉบับมาตรฐาน 2011 แปล 1 ยอห์น 5:19 ว่า “…แต่โลกทั้งหมดอยู่ในมือของมารร้าย” ทั้งๆ ที่ในภาษากรีกไม่มีคำว่า “มือ” หรือ “อานุภาพ” แต่ตามตัวอักษรของข้อนี้ในต้นฉบับกรีกแปลว่า “ทั่วทั้งโลกอยู่ใต้การปิดบังของมารร้าย!” ?      ก่อนอื่นขออธิบายว่า การแปลพระคัมภีร์ของสมาคมพระคริสตธรรมไทยนั้น ไม่ได้แปลโดยบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่แปลโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของภาษาเดิมของพระคัมภีร์ และมีความรู้เรื่องศาสนศาสตร์อย่างดี การแปลพระธรรมแต่ละเล่มนั้นจะต้องผ่านขั้นตอนหลายขั้นตอน ขั้นตอนแรกคือเมื่อผู้แปลคนแรกแปลเสร็จ ก็จะต้องส่งต่อให้ผู้แปลคนที่สองเพื่อตรวจสอบการแปลเพื่อความถูกต้อง นอกจากนั้นยังส่งให้อนุกรรมการตรวจสอบคำแปลอ่านด้วย หลังจากที่ได้รับคำเสนอแนะจากผู้แปลคนที่สองและอนุกรรมการตรวจสอบคำแปลแล้ว ผู้แปลคนแรกจะทำการแก้ไข และส่งให้ที่ปรึกษาฝ่ายการแปลของสหสมาคมพระคริสตธรรมสากล (United Bible Societies) ซึ่งเป็นนักวิชาการที่มีความสามารถในเรื่องการแปลพระคัมภีร์โดยเฉพาะ  สหสมาคมพระคริสตธรรมสากล เป็นองค์กรที่ทำการแปลพระคัมภีร์มากที่สุดในโลก และได้จัดทำคู่มือการแปลพระคัมภีร์ให้กับผู้แปลทั่วโลก เพื่อให้การแปลพระคัมภีร์ทั่วโลกมีมาตรฐาน สมาคมพระคริสตธรรมไทยเป็นสมาชิกสมบูรณ์ของสหสมาคมพระคริสตธรรมสากล ดังนั้นการแปลพระคัมภีร์ของสมาคมพระคริสตธรรมไทยจึงเป็นการแปลที่ได้มาตรฐานสากล ผู้อ่านทุกท่านจึงสามารถมั่นใจได้ว่า พระคัมภีร์ที่แปลโดยสมาคมพระคริสตธรรมไทยนั้นเป็นพระคัมภีร์ที่น่าเชื่อถือและถูกต้อง      อีกประการหนึ่งเมื่อพิจารณาคำถามนี้แล้ว จะเห็นว่าข้อความที่ยกมานี้เป็นเพียงครึ่งหลังของ 1 ยอห์น 5:19 โดยไม่ได้พิจารณาครึ่งแรกของข้อนี้ซึ่งมีข้อความว่า “เรา​​รู้​ว่า​เรา​เกิด​จาก​พระ​เจ้า” เมื่อเราดูย้อนกลับไปยังข้อที่ 18 ผู้อ่านก็จะสามารถรู้ได้ว่า […]

ทำไมประโยคเดียวถึงแปลได้ 2 แง่มุม

ถาม : คำแปลในพระธรรม สุภาษิตบทที่ 11 ข้อ 30 บรรทัดที่สองซึ่งมีเนื้อ ความว่า “การฝ่าฝืนกฎหมายย่อมทำลายชีวิต” นั้นดู จะไม่ถูกต้อง เพราะพระคัมภีร์อังกฤษแปลว่า “And he who is wise wins souls.’ (เขาผู้มีสติปัญญาย่อมนำวิญญาณ – ดูหมายเหตุท้ายบทความ)  และพระคัมภีร์ไทยฉบับแปลเก่า มีเนื้อความว่า “และบุคคล ผู้มีปัญญาย่อมมีชัยแก่วิญญาณหลายดวง” ขอให้ทางสมาคมฯ ช่วยพิจารณาดูให้ดีด้วย ตอบ : สำหรับ เรื่องที่เสนอมานั้น เราได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วนทั้งจากสำเนาต้นฉบับฮีบรูและฉบับอังกฤษมาตรฐาน หลายฉบับ ประกอบกับได้ศึกษาจากหนังสือคู่มือพระธรรมสุภาษิตของสหสมาคมพระคริสตธรรม สากลด้วย จึงอยากจะเรียนให้ผู้อ่านทราบเป็นขั้นตอนดังนี้ เรื่องธรรมดาที่ไม่ธรรมดา  เมื่อเราอ่านพระคัมภีร์อย่างจริงจัง และอ่านเปรียบเทียบกันต่างฉบับ บางครั้งเราพบความแตกต่างมากบ้างน้อยบ้าง แต่เมื่อแตกต่างกันมากจริงๆ ก็ทำให้คิดว่าฉบับไหนถูกต้อง ฉบับไหนไม่ถูกต้อง แต่จะมีสักกี่คนที่คิดว่าทำไมจึงแปลต่างกัน? บางครั้งการแปล ต่างกันมาจาก 1. หลักการแปลที่ต่างกัน เช่น บางฉบับมีหลักค่อนข้างเคร่งครัดในการแปลตรงตัวอักษรยกตัวอย่าง Young’s Literal Translation, American Standard Version เป็นต้น แต่บางฉบับแปลแบบเอาความหมาย ยกตัวอย่าง Good News Bible, New Living Translation เป็นต้น 2. การยึดสำเนาต้นฉบับภาษาเดิมต่างกันใน การแปลพระคัมภีร์บางข้อ บางฉบับยึดฉบับฮีบรูเป็นหลัก บางฉบับยึดฉบับกรีกเป็นหลัก เข้าเนื้อหา  เมื่อสังเกตคำแปลแต่ละฉบับในสุภาษิตข้างต้น เราพบคำแปลแตกต่างกันมาก พระคัมภีร์ฉบับ 1971 ที่ใช้กันอยู่ทั่วไปแปลในทางลบว่า “การฝ่าฝันกฎหมายย่อมทำลายชีวิต” ส่วนฉบับ 1940 แปลในทางบวกว่า “และบุคคลผู้มีปัญญาย่อมมีชัยแก่วิญญาณ หลายดวง” และในฉบับ New […]

1 2 3 13