ความจำเจที่ไม่น่าเบื่อ

เรามักพูดกันอยู่เสมอว่า อะไรจำเจเป็นเรื่องที่น่าเบื่อใครก็อยากออกจากสภาพของความจำเจที่ต้องเผชิญนั้น เพราะต้องการพ้นจากความเบื่อหน่าย มนุษย์เราทั้งหลายไม่ชอบทั้งความจำเจ และความเบื่อหน่ายเอาเสียเลย แต่มีความจริงบางประการ อันเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่าง มารดาและบุตร ซึ่งสอดคล้องกับความจำเจและความน่าเบื่ออันจะบรรยายต่อไปนี้ ซึ่งแตกต่างจากความรู้สึกทั่วไปของมนุษย์ ความรู้สึกทั่วไปของมนุษย์มีอยู่ว่า เรื่องใดที่จำเจจะเป็นเรื่องน่าเบื่อ อาจเป็นการทำงาน การบ่น การอยู่ในสภาพเดิมๆ การไม่มีความเปลี่ยนแปลง การรู้สึกเป็นภาระที่ต้องต่อสู้ทุกเมื่อเชื่อวัน และอะไรอีกทำนองนั้น มีความสัมพันธ์ประเภทหนึ่ง ซึ่งก็เป็นความรู้สึกทั่วไปของมนุษย์ และเป็นเรื่องธรรมดาของคนด้วย แต่แตกต่างไปจากความรู้สึกในขั้นต้นที่กล่าวถึงนั้น ก็คือความสัมพันธ์ระหว่างมารดากับบุตร หรืออาจจะเรียกว่าความรักระหว่างแม่กับลูกก็เป็นได้ ความสัมพันธ์ประเภทนี้ เป็นความจำเจชนิดหนึ่ง ก็คือ ต่อเนื่องกันเรื่อยไป เหมือนเดิม ไม่มีความเปลี่ยนไป อยู่ในวัฏจักร อยู่ในสารบบ แต่ไม่ใช่สิ่งที่น่าเบื่อหน่ายแต่ประการใดทั้งสิ้น แม่จะไม่เบื่อลูก แม่จะไม่รู้สึกว่า ทำไมต้องทำสิ่งนั้นสิ่งนี้อันเป็นการปรนนิบัติลูก ซึ่งเป็นเรื่องน่าเบื่อ เป็นเรื่องไม่อยากทำ เป็นเรื่องทำไม่ได้ แต่แม่จะพยายามทำในสิ่งที่คิดว่าดีที่สุดสำหรับลูก แล้วก็ทำอย่างไม่เบื่อ ไม่รู้สึกจำเจ ไม่เห็นว่าน่าลำบากใจแต่ประการใด อะไรทำให้ความจำเจไม่น่าเบื่อ เพราะแม่มีความรักที่ให้แก่บุตรของตน หากจะรักแล้วก็ไม่รู้สึกว่าน่าเบื่อหน่ายหรือ น่าจำเจเพราะเรื่องที่ต้องทำอยู่เป็นประจำ เป็นเรื่องที่ทำออกมาด้วยความรักนั่นเอง พระคำของพระเจ้าบอกเราให้ทราบถึงความรักที่แท้จริง อันเป็นความรักแบบที่พระเจ้า ประทานให้เป็นรูปแบบ ก็คือ ความรักนั้นก็อดทนนาน และกระทำคุณให้ (1 โครินธ์13:4) แม่จะเพียรพยายามเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ […]

ความขัดแย้งในหมู่ผู้เชื่อ

วันนี้ผมอยากเขียนเกี่ยวกับหลักข้อเชื่อในชีวิตคริสเตียน ข้อนึงที่คนไทยรู้สึกว่าจะทำได้ยาก นั้นคือ ความขัดแย้งในหมู่ผู้เชื่อ สำหรับคนไทยนั้นความขัดแย้งมีอยู่จริง ดูได้ในทางโทรทัศน์ แต่วำหรับคริสเตียนไทยนั้น หลายคนคิดว่าความขัดแย้งเป็นบาป ก่อมาจากบาป หรือจะทำให้เกิดบาป ความจริงแล้วถูกต้องแค่ 33.33 % เพราะว่าความขัดแย้งไม่ได้เป็นบาปแต่อย่างใด หรือก่อจากความบาปแต่อย่างใด แต่มีโอกาสนำไปสู่ความบาปได้ ความจริงเรื่องความขัดแย้งในหมู่คริสตชนนั้นนำมาสู่ความเข้าใจผิดหลายอย่าง 1.การเผชิญหน้า คริสตชนไทยไม่ชอบการเผชิญหน้า คนไทยและวัฒนธรรมไทยไม่ส่งเสริมการเผชิญหน้ากัน ตอนผมเรียนอยู่ที่สหรัฐอมเริกาจำได้ว่าผมทำบางอย่างที่ไม่ควรในวัฒนธรรมของชาวตะวันตก เพื่อนผมที่เป็นคนอเมริกันตรงเข้ามาหาผม มองตาผมแล้วบอกผมว่า “วาระคุณทำอย่างนั้นไม่ได้ ไม่ควร… คุณต้องไปขอโทษเค้า”  มีกี่คนที่กล้าบอกคุณอย่างนี้ คริสตชนไทยควรเผชิญหน้ากันเมื่อเกิดความขัดแย้งไม่ใช่เพื่อจะทำให้เสียหน้า  แพ้  หรือยอมรับความผิด แต่เพื่อถวายเกียรติต่อพระเจ้า พระคัมภีร์สอนไว้ใน มัทธิว 5 : 24 ว่า “จงวางเครื่องบูชาไว้ที่หน้าแท่นบูชา และกบัไปคืนดีกับพี่น้องของผู้นั้นเสียก่อน แล้วจึงค่อมาถวายเครื่องบูชาของท่าน” พระองค์กำลังบอกเราง่ายๆ ว่า ถ้าเราไม่สามารถเผชิญหน้า และคืนดีกับมนุษย์ที่เรามองเห็น พุดคุย มีความสัมพันธ์ได้แล้ว นับอะไรกับพระเจ้าที่เรามองไม่เห็น 2. คริสตชนไม่จำเป็นจะต้องมีความเห็นเหมือนกันเสมอ หลายคนคิดว่าโบสถ์หรือคริสตจักรที่ดีคือ คริสตจักรที่ไม่มีปัญหา ทุกคนเห็นด้วยพร้อมต้องกันตลอดเวลา ในความเป็นจริงแล้ว คริสตจักรในโลกนี้และในประวัติศาสตร์ ไม่มีคริสตจักรใดที่เห็นด้วยกันทุกคนทุกเรื่อง คริสตชนหลายคนบอก […]

ข้อคิดสะกิดใจ เรื่องรายจ่ายที่ซ่อนอยู่

ถ้วยที่เราจะดื่มนั้นท่านจะดื่มได้หรือ?”… มัทธิว 20:22 นักธุรกิจมักจะกล่าวถึง “รายจ่ายที่ซ่อนเร้นอยู่” ค่าใช้จ่ายมักจะไม่ชัดเจนเมื่อเราเริ่มโครงการโดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ยังไม่มีประสบการณ์ รายจ่ายที่ซ่อนเร้นอยู่อาจเป็นเหตุให้ธุรกิจนั้นๆ ดำเนินต่อไปไม่ได้ ดังนั้นเราจึงต้องพยายามสำรวจอย่างถี่ถ้วนก่อนเริ่มโครงการใดๆคำขอร้องของมารดาของสองพี่น้องตระกูลเศเบดต่อพระเยซูเจ้า ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาของแม่ที่ห่วงลูก ท่าทีของพระเยซูเจ้าต่อคำขอร้องของนางชี้ให้เห็นว่านางยังขาดความเข้าใจ และการเป็นศิษย์ติดตามพระองค์ ย่อมมีรายจ่ายที่ซ่อนเร้นอยู่ พระองค์ตรัสกับนางว่า นางไม่รู้ว่านางกำลังขออะไร เหตุว่าการเป็นสาวกของพระองค์ย่อมต้องมีความเจ็บปวด และการอุทิศตนอย่างไม่เห็นแก่ตัวเป็นการเดิมพัน ในช่วงชีวิตของพระเยซูเจ้าในโลกนี้ มีผู้คนเป็นจำนวนมากที่สนใจในคำสอนของพระองค์ และประทับใจในอัศจรรย์ที่พระองค์ทรงกระทำ แต่เมื่อพระองค์ตรัสเกี่ยวกับความทุกข์ทรมาน พวกเขาก็เริ่มถอยหลัง สำหรับพวกเขาความทุกข์ทรมาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเป็นศิษย์ของพระองค์นั้นนับว่าเป็นสิ่งที่คิดไม่ถึง การนำมาเป็นส่วนหนึ่งของคุณสมบัติการเป็นศิษย์ของพระองค์นั้นนับว่าเป็นสิ่งที่ไม่เมหาะไม่ควร พระองค์ทรงนำมาต่อเติมโดยพวกเข้าไม่รู้ล่วงหน้า แต่การเสียสละการแบกกางเขน ล้วนเป็นส่วนสำคัญในการเป็นศิษย์ ดังที่พระองค์ตรัสเตือนไว้ ความทุกข์ทรมานมิได้ถูกซ่อนเร้นไว้เลย พระเยซูเจ้าได้ตรัสไว้อย่างชัดเจน สิ่งที่สำคัญคือ เราต้องเข้าใจว่า ความไม่เห็นแก่ตัว การแบกกางเขนติดตามพระคริสต์นั้นก็ด้วยเหตุผลที่ว่า พระเยซูเจ้าทรงเผยว่า การกลับคืนพระชนม์ของพระองค์ ย่อมเป็นผลอันสืบเนื่องมาจากการที่พระประสงค์ของพระบิดา อีกฟากหนึ่งของความทุกข์ทรมานก็คือความรุ่งโรจน์ตลอดนิรันดร บทอธิษฐานภาวนา ข้าแต่พระเจ้า โปรดทรงช่วยอย่าให้ลูกแสวงหาความรุ่งเรือง โดยผ่านทางความต้องการที่จะมีพลังและอำนาจ โปรดได้ทรงประทานพระหรรษทาน (พระคุณ) ให้ลูกปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระองค์ ด้วยการยกกางเขนขึ้นแบกในแต่ละวัน และโปรดให้ลูกสำนึกว่า การกระทำดังนี้ลูกกำลังร่วมมือกับพระองค์ในการไถ่ให้รอดพ้นอาแมน พระคุณเจ้ายอร์ช ยอด พิมพิสาร

ข้อคิดสะกิดใจ เรื่องท่านยังไม่เข้าใจอีกหรือ?

“…ขอพระองค์โปรดอธิบายให้ข้าพระองค์ทั้งหลายเข้าใจอุปมา…” มัทธิว 13:36 เรามักจะคิดว่า พระเยซูเจ้าทรงใช้นิทานเปรียบเทียบในการเทศน์สอนของพระองค์ เพราะมันเป็นสิ่งที่ช่วยให้เข้าใจง่ายขึ้น ไม่จำเป็นต้องอธิบายมากนัก ที่เราคิดดังนี้ อานเป็นเพราะเราได้ยินนิทานเปรียบเทียบนี้บ่อยๆ สำหรับสานุศิษย์ของพระคริสต์เจ้าและผู้ที่รับฟังพระองค์เป็นครั้งแรก แม้พระองค์จะทรงให้คำเปรียบเทียบที่พวกเขาคุ้นเคยในชีวิตประจำวัน แต่บางครั้งพวกเขาก็ไม่สามารถเข้าใจได้ เมื่อได้ยินเป็นครั้งแรก พระวรสารที่เรานำมาพิจารณานี้ เป็นพระวรสารช่วงที่พระเยซูเจ้าทรงเล่านิทานเปรียบเทียบหลายเรื่อง โดยมิได้ทรงอธิบาย และดูเหมือนว่าพวกสาวกมิได้เข้าใจ พวกเขาลืมหมดทุกอย่างหรือ? หรือว่าเป็นเรื่องที่พวกเขาไม่สามารถเข้าใจได้ มีอะไรพิเศษไหมที่พวกเขาไม่สามารถเข้าใจได้? พระเยซูเจ้าทรงอธิบายถึงความหมายให้พวกเขาฟังด้วยความเพียรทน เหตุว่าถ้าพวกเขาเองไม่เข้าใจ พวกเขาก็จะไม่สามารถช่วยผู้อื่นให้เข้าใจได้ พระเยซูเจ้าตรัสว่า เมล็ดที่ดีก็คือบรรดาสานุศิษย์ของพระองค์ที่อยู่ทั่วโลก พวกเขาเจริญชีวิตที่ห้อมล้อมไปด้วยความชั่วช้า ดังเช่นพวกสาวก เราจะเมินเฉยต่อความชั่วช้าทั้งหลายนี้ไม่ได้พระอาณาจักรของพระเจ้าประกอบด้วยนักบุญและคนบาป พระเจ้าทรงปล่อยให้ความดีและความชั่วอยู่เคียงข้างกัน ในด้านเกษตรต้นหญ้าไม่สามารถผลิตเมล็ดข้าวได้ ตามแนวพระวรสารผู้ที่ไม่ผลิตผลอาจเปลี่ยนแปลงได้ สิ่งที่ดูเมหือนว่าเป็นต้นหญ้าธรรมดา อาจเริ่มผลิดอกออกผลได้ในวันต่อมา พระเจ้าทรงปรารถนาให้คนชั่วเปลี่ยนแปลงและไม่เป็นคนชั่ว ตลอดไป แต่พระองค์มิได้ทรงบังคับการเปลี่ยนแปลง พระองค์ทรงเปี่ยมด้วยความพากเพียรและอดทน ก่อนที่จะมีการแบ่งแยกครั้งสุดท้าย ในวันนี้มีอะไรบ้างที่ฉันสามารถทำได้เพื่อให้โลกเป็นที่ที่ดีกว่านี้? บทอธิษฐานภาวนา ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ประทานพระพรแห่งเสรีภาพฝ่ายจิตวิญญาณแก่ลูก พระองค์ทรงกระทำกับลูกด้วยความระมัดระวัง และทรงเคารพเสรีภาพที่ประทานให้แก่ลูก พระองค์ทรงปล่อยให้ลูกทำผิดแต่พระองค์ก็มิได้ทรงถอยห่างไปจากลูก โปรดประทานหูที่พร้อมเสมอที่จะรับฟังพระวาจาของพระองค์ และให้ลูกมีหัวใจที่จะนำไปปฏิบัติด้วยเทอญ อาแมน พระคุณเจ้ายอร์ช ยอด พิมพิสาร

ข้อคิดสะกิดใจ เรื่อง ผู้ที่กระทำตามคำสัญญา

ท่านอาจารย์ ท่านไปทางไหน ข้าพเจ้าจะตามท่านไปทางนั้น” (มัทธิว 8:19) การให้คำมั่นสัญญา นับเป็นการกระทำที่ล่อแหลม หลายครั้งเรามิได้รู้ดีเพียงพอว่าการกระทำตามสิ่งที่เราสัญญาไว้นั้นมีราย ละเอียดอะไรบ้าง และเหตุการณ์อาจเปลี่ยนแปลงไปได้ซึ่งเป็นเหตุให้การปฏิบัติตามนั้นยากยิ่งขึ้น และนี่คือจุดประสงค์ของคำมั่นสัญญา กล่าวคือการให้ความมั่นใจ ซึ่งย่อมพิสูจน์ได้ด้วยกาลเวลา เป็นการ กระทำที่มั่นคงมากขึ้น เหตุว่าเราปรารถนาที่จะปฏิบัติตาม การปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาเป็นการดำเนินชีวิตที่สมศักด์ิศรีของการเป็นมนุษย์ และทำให้เราเป็นผู้ที่น่าไว้ใจ คัมภีราจารย์ (ธรรมาจารย์) คนหนึ่งกล่าวกับพระเยซูเจ้าว่า “ข้าพเจ้าอยากติดตามพระองค์ไปทุกแห่ง” นั้นเป็นคำพูดที่เปี่ยมด้วยความกระตือรือร้น และปรารถนาที่จะอยู่ใกล้ชิดกับพระองค์ เขาพอจะทราบหรือเปล่าว่า เขากำลังสัญญาอะไร การเป็นไปได้ที่บุคคลผู้นั้นกระทำตามที่เขาสัญญา แต่เรามิได้ยินอะไรเกี่ยวกับบุคคลผู้นี้อีกอาจเป็นไปได้ที่ความกระตือรือร้นของเราเย็นชาลงและเมื่อการติดตามพระเยซูเจ้าชักจะลำบาก ความตั้งใจของเราเริ่มคลอนแคลน แล้วเขาก็เลิกติดตามพระองค์ สิ่งนี้มักจะเป็นแนวทางของเรา เราเริ่มต้นอย่างเร่าร้อน แต่เมื่อเราถูกทดลองใจเกี่ยวกับสิ่งที่เราสัญญาไว้ เมื่อเราต้องเผชิญกับความยากลำบาก แบบอย่างของพระเยซูเจ้าแสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงมั่นคงในพระสัญญาของพระองค์ ทรงนอบน้อมต่อพระประสงค์ของพระบิดา ทรงอุทิศพระองค์ในการช่วยผู้ที่พระองค์ได้เสด็จมารับใช้และบันดาลให้รอดพ้น พระองค์คือแบบอย่างที่ดีเยี่ยมในการที่ทรงปฏิบัติตามพระสัญญา หากเราดำเนินตามพระเยซูเจ้า สนใจในพระวาจาของพระองค์ มุ่งหน้าไปยังพระองค์ เราก็จะได้รับการเปลี่ยนแปลงให้เหมือนกับพระองค์ เดชะพระหรรษทาน (โดยพระคุณ) ของพระองค์ เป็นผู้ที่ปฏิบัติตามคำมั่นสัญญา เราก็จะเรียนรู้ถึงการดำเนินชีวิตที่ดี ครบถ้วน ไว้ใจได้ พระสัญญาที่พระเจ้าประทานแก่เรา เราไว้ใจได้ ให้เราวอนขอพระองค์ได้ทรงช่วยให้เรากระทำตัวเช่นเดียวกัน บทอธิษฐานภาวนา ข้าแต่พระเจ้า ผู้ทรงเปี่ยมด้วยความรัก อาศัยบรรดาประกาศก […]

ข้อคิดสะกิดใจ พินิจสาส์นวันสื่อในบริบทของการนำไปใช้

พินิจสาส์นวันสื่อในบริบทของการนำาไปใช้  แนวทางที่พระศาสนจักรมอบให้คริสตชน ไม่ใช่กฎระเบียบข้อบังคับแต่เป็นข้อเสนอแนะข้อคิดเห็นที่ผ่านการตกตะกอนทางความคิดและการเฝ้ามองการเคลื่อนไปของโลกด้วยสายตาแห่งจิตวิญญาณที่จาริกไปพร้อมกับโลกใบนี้แน่นอนคำถามเดียวกันอาจมีคำตอบหลากหลายสังคมไทยอาจตอบโลกของสื่อสารมวลชนกับการมาถึงของยุคทีวีดิจิตอลเพียงใครจะถือครองหรือได้ประโยชน์มากน้อยกว่ากันเม็ดเงินจะหมุนเข้ารัฐบาลเท่าไหร่ ใครจะถือสิทธิ์และช่วงชิงผลกำไรต่อปี ที่ถือว่าเป็นความก้าวหน้าขององค์กรท่ามกลางความเคลื่อนไหวอันร้อนระอุ พระศาสนจักรไม่ได้คิดแค่นั้นมาอ่านสาส์นวันสื่อมวลชนสากล ไปพร้อม ๆ กันกับการตีความให้เข้าใจมากขึ้นและปรับใช้ในชีวิต ประเด็นที่ 1 ปูพื้นฐานกันก่อน ปกติแล้วพระศาสนจักรคาทอลิกมีหน่วยงานที่ดูแลเกี่ยวกับงานสื่อสารมวลชนชื่อว่า สมณสภาสื่อสารสังคม สันตะสำนัก โดยมีพระอัครสังฆราชเคลาดิโอ เชลลี เป็นประธาน และวันฉลองนักบุญฟรังซิส เดอ ซาลส์ คือวันที่ 24 มกราคม ของทุกปี องค์สมเด็จพระสันตะปาปาจะออกสาส์นที่เราเรียกว่าสาส์นวันสื่อมวลชนสากล ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 47 ในหัวข้อที่ว่า “เครือข่ายของสื่อมวลชน ประตูแห่งความจริงและความเชื่อช่องทางใหม่แห่งการเผยแผ่พระวรสาร” ออกในสมณสมัยของสมเด็จพระสันตะปาปากิตติคุณเบเนดิกต์ ที่ 16 แต่วันสื่อมวลชนจะอยู่ในเดือนพฤษภาคม ซึ่งมาสู่ยุคสมัยของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสแล้วสำาหรับพระศาสนจักรไทยเราทำการฉลองวันสื่อมวลชนสากลในอาทิตย์แรกของเดือนสิงหาคมที่เปิดประเด็นไว้แบบนี้เพราะผู้เขียนสังเกตว่าแม้จะมีผู้นำาต่างกัน แต่กระแสธารของความเป็นหนึ่งเดียว สามารถดำเนินต่อไปอย่างไม่ติดขัดเอกภาพภราดรภาพ ความเป็นหนึ่งเดียวกัน เป็นสิ่งที่พระศาสนจักรสื่อให้โลกได้เห็นเสมอมา ประเด็นที่ 2 ชัดเจนเมื่อย่อหน้าแรกบรรทัดที่สาม กล่าวว่า “เครือข่ายการสื่อสารในแบบดิจิตอล ซึ่งช่วยเสริมสร้างเวทีใหม่” หน้าที่หนึ่งของสื่อมวลชนคาทอลิกประเทศไทยคือการติดตามความเคลื่อนไหวของสื่อมวลชน เพื่อตอบรับร่วมมือแบ่งปันความคิดเห็นในเวทีระดับต่างๆ ข้อมูลจากการประชุมเรื่องทีวีดิจิตอล ในเวทีเสวนาเรื่องประโยชน์สาธารณะจากการจัดสรรคลื่นความถี่ในกิจการทีวีดิจิตอล มีข้อมูลที่น่าสนใจคือ “ตามที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้กำาหนดการเปลี่ยนผ่านการรับส่งสัญญาณโทรทัศน์จากระบบอนาล็อกไปสู่ระบบดิจิตอลโดยมีเป้าหมายเริ่มทดลองการแพร่ภาพภายในปี 2556 เริ่มเปิดประมูลใบอนุญาตประกอบกิจการทีวีดิจิตอลได้ภายในกลางปี 2556 อีกทั้งยังได้กำหนดให้ครัวเรือนในเมืองใหญ่สามารถรับสัญญาณในระบบดิจิตอลได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80ภายใน 5 ปี จนสุดท้ายจะเริ่มกระบวนการยุติการให้บริการระบบอนาล็อกในช่วงเดือนมกราคม 2558 ซึ่งถือเป็นการปิดฉากยุคอนาล็อก สู่ยุคดิจิตอล ของวงการโทรทัศน์เมืองไทยอย่างเป็นทางการ” […]

ข้อคิดจากพระธรรมยอห์น

สวัสดีค่ะ พวกหนู ด.ญ.ตวงพร และ ด.ญ.รวมพร ชัยเฉลิมวุฒิพงศ์ ในนามคริสตจักรที่2 สามย่าน ขอขอบคุณพระเจ้าที่ทางสมาคมพระคริสตธรรมไทย ได้จัดให้มีการแข่งขันซูเปอร์จิ๋วเจาะโลกพระคัมภีร์ขึ้น พวกหนูได้มีโอกาสเข้าร่วมการแข่งขัน เริ่มจาก ป.4-ม.2 รวมก็ 5 ครั้งแล้ว พระเจ้าก็ประทานรางวัลผ่านการแข่งขันทุกปี เมื่อได้รับข่าวการรับสมัครเข้าแข่งขันในแต่ละปี ผู้ใหญ่ในครอบครัวก็จะสนับสนุนให้เข้าร่วมการแข่งขัน จุดมุ่งหมายคือต้องการให้พวกหนูได้อ่าน ศึกษา ค้นหาความจริง และจดจำพระวจนะของพระเจ้า เพื่อให้พระคำของพระเจ้าปักแน่นเป็นฤทธิ์เดชอยู่ในชีวิตของพวกหนูขอบคุณที่พระเยซูคริสต์เจ้าทรงรักพวกหนูและเมตตาตอบคำอธิษฐานอยู่เสมอ สำหรับพระธรรมยอห์นซึ่งเป็นหนึ่งในกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ ซึ่งพวกหนูก็พยายามอ่านโดยการขอการทรงนำจากพระเจ้า ขอประทานสติปัญญา ความจำ ความเข้าใจ และหนูก็พอเข้าใจ ดังนี้ พระวาทะทรงเป็นพระเจ้า มาบังเกิดเป็นมนุษย์คือพระเยซูคริสต์คือพระบุตรพระบิดา พระเจ้าและพระบุตรเป็นอันหนี่งกันเดียวกัน ร่วมกันสร้างโลก ในยอห์นบทที่ 1:2-3 และทรงรักโลก ยอห์นบทที่ 3:16 พระบุตรอยู่ในโลกทรงกระทำราชกิจมากมายกระทำหมายสำคัญการอัศจรรย์หลายๆ อย่าง ทรงสั่งสอนด้วยสิทธิอำนาจ รักษาโรคภัยไข้เจ็บ คนตาบอด คนง่อย คนอัมพาตให้หาย คนตายให้ฟื้น พระองค์เมตตาต่อหญิงชาวสะมาเรีย แม้ไม่มีใครคบหากับนาง แต่พระองค์ยังสนทนากับนาง ทำให้นางได้มีความเข้าใจและเชื่อวางใจในพระองค์ นางก็ได้นำชาวเมืองสิคาร์จำนวนมากมาเชื่อและรับความรอดจากพระเยซูคริสต์ พระองค์เป็นแบบอย่างในเรื่องการดูแลรักษาพระวิหาร เป็นแบบอย่างเรื่องอาหารที่เหลือไม่ทิ้งขว้าง […]

ขนมปัง

ขนมปัง“เราสงสารประชาชน” มาระโก 8:2 ยอห์นเป็นช่างทำขนมปังมืออาชีพ เขาชอบการทำขนมปัง และปัจจุบันก็มีอาชีพทำขนมปัง เมื่อจบการศึกษาเขาก็มุ่งหน้าเป็นช่างทำขนมปัง และเรียนรู้จากประสบการณ์ในการทำางานในร้านอาหารหลายแห่ง เขาชอบกลิ่นของขนมปัง จนในที่สุดเขามั่นใจว่าเขามีกระแสเรียกให้เป็นช่างทำาขนมปัง ปัจจุบันเขามีธุรกิจเป็นช่างทำาขนมปัง เขาเข้านอนแต่หัวค่ำและตื่นขึ้นมาก่อนเที่ยงคืนเพื่อทำขนมปัง ซึ่งในเช้าวันรุ่งขึ้นจะปรากฏบนโต๊ะอาหารเช้าของผู้มีชื่อเสียงมากมายหลายท่านขนมปังก็มีบทบาทในชีวิต  ของพระเยซูเจ้าการที่พระองค์ทรงเลี้ยง คนเป็นจำนวนมากจากขนมปังสองสามก้อน เป็นเครื่องหมายว่า พระองค์ทรงสามารถเลี้ยงโลกทั้งโลก ปังดังกล่าวคือพระองค์เองเป็นปังบันดาลชีวิต  สิ่งที่พระเยซูเจ้าทรงเป็นห่วงก็คือ พระองค์ไม่ทรงปรารถนาให้ประชาชนต้องหิวโหย มิใช่หิวโหยอาหารด้านฝ่ายกาย แต่เป็นอาหารฝ่ายจิตวิญญาณ องค์พระผู้เป็นเจ้าพระองค์เองทรงเป็นอาหารประจำวันของเรา“ผู้ที่เข้ามาหาเราจะไม่หิวโหยเมื่อจากเราไป”อาศัยพระศาสนจักรของพระองค์ พระเยซูเจ้าทรงปรารถนาที่จะหล่อเลี้ยงโลกที่หิวโหยและปังที่เราแบ่งปันเป็นอาหารฝ่ายร่างกาย และฝ่ายจิตวิญญาณ ที่ใดที่มีคนร้องขออาหาร เป็นหน้าที่ ของพระศาสนาจักร ที่จะพยายามตอบสนอง กระแสเรียกของเราคือการเป็นช่างทำขนมปัง เพื่อหล่อเลี้ยงบรรดาผู้หิวโหยในโลกนี้ ในศีลมหาสนิทองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเชื้อเชิญเราให้นั่งลง เพื่อจะได้รับการหล่อเลี้ยงจากพระองค์แล้วออกจากที่นี่ไปแบ่งปันปังนี้แก่บรรดาผู้ที่อดยาก บทอธิษฐานภาวนา  ข้าแต่พระบิดาเจ้าสวรรค์ องค์พระบิดาและพระเจ้าแห่งชีวิตลูกทั้งหลาย โมทนาคุณพระองค์สำาหรับการหล่อเลี้ยงที่ข้าพเจ้าได้รับปังอันบันดาลชีวิตในองค์พระบุตร จากพลังที่ลูกได้จากอาหารนี้ โปรดบันดาลให้ลูกแต่ละคนมีจิตใจกว้างขวางในการแบ่งปันอาหารของลูกทั้งหลายกับทุกคนที่แสวงหาพระองค์ ทั้งนี้ เดชะพระบารมีพระคริสตเจ้าของลูกทั้งหลาย อาแมน พระคุณเจ้ายอด พิมพิสาร

การเสด็จกลับมาครั้งที่สองของพระเยซู ความหวังอันน่ายินดี (ตอนจบ)

การเสด็จกลับมาครั้งที่สองของพระเยซู ความหวังอันน่ายินดี(ตอนจบ) ศาสนาจารย์ ดร.สุรเชษฐ์ อินสม ความเดิมจากตอนที่แล้ว กล่าวถึงแผ่นดินของพระเจ้าเกี่ยวข้องกับการเสด็จกลับมาครั้งที่สองและลักษณะการเสด็จกลับมาของพระเยซู ซึ่งแตกต่างจากการเสด็จมาครั้งแรกเมื่อสองพันปีที่แล้ว ในตอนสุดท้ายนี้เราจะมาหาคำตอบจากคำถามที่ว่าพระองค์จะเสด็จมาทำไม และทำไมการเสด็จมาจึงเนิ่นช้า?พระเยซูเจ้าของเราจะต้องเสด็จมาเพื่อให้แผนการไถ่ให้รอดสำเร็จ เพราะการเสด็จกลับมาครั้งที่สองคือคำตอบของพระเจ้าแก่มวลมนุษย์และแม้แต่ซาตานศัตรูของพระองค์ก็รู้ดีว่าพระเยซูจะเสด็จกลับมา มันจึงมุ่งมั่นแผนการทำลายอย่างไม่หยุดยั้งของพระประสงค์การเสด็จกลับมาครั้งที่สองของพระเยซู7 ประการ 1. พระเยซูเสด็จมาเพื่อรวบรวมบรรดาผู้ที่เลือกสรร ในสมัยพันธสัญญาเดิม ปุโรหิตเป่าแตรเรียกประชาชนเมื่อมีการประชุมใหญ่อย่างไร(กดว. 10:2)ในวันสุดท้ายของโลก ทูตสวรรค์ผู้มีอำนาจจะเรียกคนทั้งหลาย “ ด้วยเสียงแตรที่ดังมาก” เพื่อรวบรวมบรรดาผู้ที่เลือกสรรไว้แล้วจากทั้งสี่ทิศ (มธ.24:31มก.13:27) การ “รวบรวม” สะท้อนให้เห็นถึงความหวังที่ชาวอิสราเอลใคร่เห็นพระเจ้าจะทรงรวบรวมบรรดาชาวยิวที่กระจัดกระจายไปทั่วกลับมา ตาม พระสัญญาของพระองค์(ตัวอย่าง ฉธบ.30:32-2016 180416.indd 14 4/5/2559 6:51อสย.43:3-5 อสค.39:27) หลังจากที่คนเหล่านั้นกระจัดกระจายไปทั่วโลก เพื่อเป็นพยานให้แก่พระ-เยซูคริสต์ (กจ.1:8) บรรดาสาวกจะมารวมตัวกันอีกครั้ง บรรดาผู้เชื่อของพระเยซูก็มีความหวังเช่นเดียวกัน เมื่อพระองค์จะทรงรวบรวมธรรมิกชนและรับทุกคนไปกับพระองค์ 2. พระเยซูเสด็จมาเพื่อเรียกคนที่ตายแล้วให้เป็นขึ้นมา บรรดาผู้เชื่อที่เสียชีวิตจะได้รับสิทธิพิเศษยิ่งที่มีส่วนในการเป็นขึ้นมาจากความตายของพระเยซู“ ถ้าเราเข้าสนิทกับพระองค์แล้วในการตายอย่างพระองค์ เราก็จะเข้าสนิทกับพระองค์ในการเป็นขึ้นจากตายอย่างพระองค์ (รม.6:5 ฟป.3:10) การเป็นขึ้นมาจากความตายของพระเยซูทำให้เรามีความหวังใจ (1 ปต.1:3; 1 ธส.4:14) เป็นสิ่งยืนยันพระสัญญาของพระองค์ (ยน.6:40) หากพระเยซูไม่เรียกให้คนตายคืนชีวิต […]

การเสด็จกลับมาครั้งที่สองของพระเยซู ความหวังอันน่ายินดี (ตอนที่ 2)

การเสด็จกลับมาครั้งที่สองของพระเยซู ความหวังอันน่ายินดี (ตอนที่ 2) ศาสนาจารย์ ดร.สุรเชษฐ์ อินสม ความเดิมจากตอนที่แล้ว ผู้เขียนกล่าวถึงคำสอนเรื่องการเสด็จกลับมาครั้งที่สองของพระเยซู ซึ่งเป็นความหวังอันสูงสุดของผู้เชื่อพระเยซู การเสด็จมาครั้งที่สองคือศูนย์กลางแห่งความหวังของเรา คำศัพท์ที่อัครทูตใช้สื่อสารกับผู้เชื่อเกี่ยวกับการเสด็จกลับมาครั้งที่สองของพระเยซู ได้แก่“ความหวัง” และ “มารานาธา” นอกจากนี้ยังมีคำอื่นอีกที่เราควรรู้จักได้แก่ 3. การขอบพระคุณ คำนี้มีปรากฏอยู่ในพิธีต่างๆของคริสตจักรยุคแรกอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพิธีมหาสนิท อัครทูตเปาโลใช้คำว่า“ขอบพระคุณ” ในอารัมภบทของจดหมายที่ส่งไปยังคริสตจักรต่างๆ คำว่า ขอบพระคุณ แสดงถึงความเชื่อที่ผู้พูดมีต่อพระเจ้า เมื่ออัครทูตเขียนไปยังคริสตจักรต่างๆ หนุนใจให้ขอบพระคุณ ผู้อ่านจะกล่าวคำว่า “อาเมน” คำขอบพระคุณมักลงท้ายด้วยการกล่าวถึงการเสด็จกลับมาครั้งที่สอง(1 คร.1:7 อฟ. 1:10,1 ธก.1:6, 2 ธก.1:7-10 และ 1 ปต.1:5) การกล่าวถึงการเสด็จกลับมาครั้งที่สองในการขอบพระคุณแสดงให้เห็นว่า ความหวังใจในการเสด็จกลับมาเป็นสิ่งที่อยูในแก่นของความเชื่อและการนมัสการของคริสตจักรยุคอัครสาวก สำหรับคริสตจักร “การเสด็จมา” ของพระเยซูปรากฏอยู่ในการประทับอยู่ของพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นมัดจำมรดกที่จะได้รับ (อฟ.1:13-14) การเสด็จมาของพระวิญญาณไม่ใช่พระสัญญาสุดท้าย บุตรมนุษย์ยังจะต้องเสด็จมาบนท้องฟ้า 4. บุตรมนุษย์ พระเยซูทรงกล่าวถึงพระองค์เป็น“บุตรมนุษย์” หลายครั้ง คำนี้มาจากดาเนียล 7:13 ซึ่งกล่าวถึงบุตรมนุษย์ซึ่งจะปรากฏในวาระสุดท้าย ในฐานะของพระเมสสิยาห์ ซึ่งพระเยซูตรัสไว้ว่า พระองค์จะเสด็จมาด้วยฤทธานุภาพ เพื่อพิพากษา(ดนล.7:13-14) […]

1 2 3