หัวเราะเป็นยาอย่างดี

หัวเราะเป็นยาอย่างดี นักโทษกลุ่มหนึ่ง ผลัดกันเล่าเรื่องขำขันจนซ้ำไปซ้ำมา  ในที่สุดก็มีผู้เสนอให้บอกแค่หมายเลขเรื่องขำขันก็พอเพื่อประหยัดเวลาหากใครต้องการนำเรื่องเก่าขึ้นมาเล่าอีก “แกจำเรื่องที่ 45 ได้ไหม?”  นักโทษคนหนึ่งเอ่ยขึ้น คนอื่นๆ เริ่มยิ้ม “แล้วเรื่องที่ 12 ล่ะ เป็นไง?” อีกคนหนึ่งแทรกขึ้นมา คนอื่นๆ  เริ่มหัวเราะคิกคัก “เรื่องที่ 72 ล่ะ?” ทุกคนยิ้มกว้างเว้นแต่คนเดียวที่หัวเราะเป็นบ้าเป็นหลัง เมื่อเสียงหัวเราะหยุดลง คนอื่นๆ จึงถามขึ้นว่า “ทำไมแกจึงขำขนาดนั้น?” นักโทษคนนั้นจึงยิ้มกว้าง พลางพูดขึ้นว่า “ก็ฉันเพิ่งฟังเป็นครั้งแรกนี่นา!” ผมอ่านพบเรื่องนี้แล้วอดยิ้มคนเดียวไม่ได้ดีนะที่ผมควบคุมตัวเองได้ไม่เช่นนั้นผมคงจะหัวเราะงอหงายออกมาอย่างนักโทษในเรื่องนั้นก็ได้ คนอะไรขำได้เป็นบ้าเป็นหลังแค่ได้ยินหมายเลขเท่านั้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนสุดท้ายที่ไม่เคยได้ยินเรื่องที่อยู่เบื้องหลังหมายเลข 72 นั้นเลย! แต่กลับหัวเราะกลิ้งไปเลย! อย่างไรก็ตามผมว่าในยุคที่เศรษฐกิจของชาติเป็นอัมพาตนี้  ยิ้มหรือหัวเราะไว้ก่อนจะเป็นยาบำรุงหัวใจที่ดี  แถมยังฟรีอีกด้วย! ผมชอบคำของดไวท์  ดี ไอเซนฮาวร์ อดีตประธานาธิบดีชายชาติทหารที่โด่งดังของสหรัฐอเมริกา ที่กล่าวไว้ว่า “หัวเราะ จะบรรเทาความตึงเครียด ลดความเจ็บปวดของความผิดหวัง และเพิ่มกำลังใจให้สามารถฟันฝ่าภารกิจน่ากลัวที่รอคอยอยู่เบื้องหน้า!” ใช่ครับในช่วงเวลาที่ยากลำบากของชีวิตคงไม่มีอะไรดีกว่าการได้หัวเราะอย่างเต็มที่! คนที่มีอารมณ์ขันอยู่ในหัวใจ  แทบไม่ต้องพยายามสร้างเรื่องตลก  เพราะเขาเพียงแค่ตระหนักถึงเรื่องตลกที่มีอยู่แล้วในชีวิตก็พอ  รับรองว่าได้หัวเราะงอหงาย แน่ๆ ! เหมือนคำกลอนบทหนึ่งที่เขียนไว้ว่า “แม้ความจริงสิ่งทั้งหลายรอบกายเรา  อาจน้ำเน่าน่าเบื่อจนเหลือเข็ญ แต่หากเราเข้าใจมองสอดส่องเป็น […]

พระคัมภีร์ดิจิทัลหรือพระคัมภีร์เป็นเล่มอย่างไหนดีกว่ากัน?

พระคัมภีร์ดิจิทัลหรือพระคัมภีร์เป็นเล่มอย่างไหนดีกว่ากัน? ในยุคเทคโนโลยีสารสนเทศ (ยุคไอที) เข้ามามีส่วนในชีวิตของมนุษย์มากขึ้น จึงได้เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและการสื่อสารอย่างมากมาย  รวมทั้งการอ่านของประชาชนด้วย  การอ่านพระคัมภีร์ของคริสตชนก็เปลี่ยนไปเช่นเดียวกันเมื่อโทรศัพท์สมาร์ทโฟนแท็ปเล็ตแพร่หลายโดยเฉพาะในหมู่เยาวชนและคนรุ่นใหม่ที่นิยมการอ่านหนังสือและอ่านพระคัมภีร์ทางแอพพลิเคชั่นซึ่งสะดวกและไม่ต้องถือพระคัมภีร์เล่มใหญ่ติดตัวแม้ไปโบสถ์ก็ไม่ถือพระคัมภีร์เพราะทุกอย่างอยู่ในโทรศัพท์มือถือแท็ปเล็ตคอมพิวเตอร์ขนาดพกพาที่ใช้ง่ายมีรูปแบบการใช้งานหลากหลายสะดวกสบาย ผู้เขียนเองก็ใช้อุปกรณ์ทุกอย่างที่กล่าวมานี้ เพราะสะดวก รวดเร็ว ไม่ต้องพกหนังสือศัพท์สัมพันธ์ พระคัมภีร์ฉบับแปลต่างๆ ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่จะหอบหิ้วติดตัว ส่วนการเฝ้าเดี่ยว อ่านหนังสือพระคัมภีร์หลายฉบับแปล ได้ประโยชน์สองทาง การใช้พระคัมภีร์จากโทรศัพท์หรือแท็ปเล็ตมีข้อดีและข้อด้อยที่ควรพิจารณาดังนี้ การอ่านพระคัมภีร์เป็นเล่ม ทำให้ได้สัมผัสความเป็นหนังสือ การหยิบและเปิดพระวจนะของพระเจ้าขึ้นมา ผู้อ่านแสดงออกของความปรารถนาจะสัมผัสกับพระวจนะนั้น เมื่อเปิดไปแต่ละหน้า จะรู้สึกถึงความบริสุทธิ์ ศักดิ์สิทธิ์ของพระวจนะ ทำให้มือ ตา โสตประสาท ได้สัมผัสกับพระวจนะและการสถิตอยู่ของพระเจ้า  การอ่านพระคัมภีร์จากโทรศัพท์มือถือจะไม่ให้ความรู้สึกนี้มากนักเพราะคุ้นเคยกับการอ่านข้อมูลหรือใช้แอพพลิเคชั่นสื่อสารอื่นๆซึ่งส่วนใหญ่ไม่เกี่ยวข้องกับจิตวิญญาณ พระคัมภีร์เป็นเล่มวางใจได้ ผู้อ่านหนังสือพระคัมภีร์ไม่ต้องห่วงแบ็ตเตอรี่หมด หรือ “ไว–ไฟ” ไม่เสถียร ไม่ต้องมีการอัพเดด ไม่มีตกรุ่นล้าสมัย แม้ไปในสถานที่ไม่มีไฟฟ้า ไม่ต้องห่วงจะไม่มีพระวจนะอ่าน การเขียนโน้ตและความทรงจำดีๆ เมื่อใดที่อ่านพระคัมภีร์ พบข้อความที่ชื่นชอบ มีความหมายต่อชีวิต จึงเขียนโน้ต หรือเขียนคำอธิบาย โยงข้อพระคัมภีร์ที่มีเนื้อหาเดียวกัน หรือความประทับใจอื่นๆ พระคัมภีร์ที่พิมพ์เป็นตัวหนังสือเล่มนั้นจะกลายเป็นสมบัติที่ทรงคุณค่าตลอดไป คุณอาจขอให้ผู้ที่อ่านพระคัมภีร์ที่พิมพ์เป็นเล่มเปิดดู ก็จะพบข้อความ การขีดเส้นใต้ โน้ตต่างๆ ที่น่าสนใจ มีความคุ้นเคย  เครื่องมือใดที่ใช้สม่ำเสมอเป็นเวลานานจะทำให้คุ้นเคยผู้อ่านพระคัมภีร์เป็นเล่มมาก่อนเป็นเวลานานเมื่ออ่านปีแล้วปีเล่าจะพบว่าคุ้นเคยกับพระคัมภีร์เล่มที่อ่านเป็นประจำหน้าที่อ่านข้อพระธรรมที่ผ่านตาซ้ำๆจะค้นหาได้อย่างรวดเร็วง่ายดายโดยอาจไม่ต้องจำบทหรือข้อเพียงนึกขึ้นได้ว่าข้อความนั้นอยู่ส่วนไหนก็สามารถเปิดค้นหาได้ทันที สิ่งเดียว […]

ต้นเหตุของสงคราม

ต้นเหตุของสงคราม ในขณะที่ประยุทธกำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่  ประถมผู้เป็นบุตรชายเดินเข้ามา และถามว่า….. “พ่อ! สงครามเกิดขึ้นได้อย่างไรครับ?” ประยุทธผู้เป็นบิดา วางหนังสือพิมพ์ลงแล้วอ้าปากตอบว่า….. “อ๋อ! เรื่องนี้…อืมม์…. พ่อจะยกตัวอย่าง อย่างกรณีที่ไทยตีกันกับลาว”   ยังไม่ทันที่คุณประยุทธผู้เป็นพ่อจะพูดจบ  คุณรจนาผู้เป็นแม่ก็สอดขึ้นมาทันที    “ทำไมต้องเอาเรื่องไทยไปเปรียบกับลาวล่ะ… ทั้งสองเป็นเพื่อนบ้านกันไม่ใช่หรือ?” “นี่เป็นแค่เรื่องสมมุติเท่านั้น” คุณพ่อรีบตอบ คุณแม่ก็เลยแหวขึ้นมาว่า….  “ทำไมต้องตั้งข้อสมมุติโง่ๆ อย่างนั้นด้วยเล่า?” คุณพ่อชักเริ่มมีโมโห จึงระเบิดอารมณ์ออกมาว่า “แกนี่ โง่เง่าเหมือนวัวตัวเมียจริงๆ”  ผู้เป็นแม่ก็เลยสวนกลับในทันควันว่า….. “ถ้าฉันเป็นเหมือนวัวตัวเมีย แกก็เป็นวัวตัวผู้น่ะซี!!” ก่อนที่คุณประยุทธผู้เป็นพ่อจะโต้ตอบ  ประถมผู้เป็นลูกก็สอดขึ้นมาทันทีว่า “พ่อครับ! พ่อไม่ต้องตอบแล้วล่ะครับ!  เพราะผมรู้แล้วว่า สงครามมันเกิดขึ้นได้อย่างไร” ผมอ่านดูแล้ว เห็นภาพพจน์จริงๆ  แม้ไม่รู้ว่าเรื่องข้างต้นเป็นเรื่องจริงหรือไม่? ใช่ครับ การทะเลาะกันมักจะนำไปสู่สงครามใหญ่ได้อย่างไม่ยากเย็น   การทะเลาะกันจึงไม่ใช่สิ่งดีที่น่ากระทำ!  เพราะมันมีแต่สร้างความเจ็บปวด และความหายนะให้แก่ผู้ที่เป็นคู่กรณี ญาติมิตรและคนรอบข้างอยู่เสมอ! ไม่รู้เหมือนกันว่า ใครหนอที่เป็นผู้ที่พรรณนาผลที่เกิดขึ้นจากการทะเลาะกันไว้อย่างน่าคิด ดังนี้ ทะเลาะกับเมีย เพลียใจที่สุด ทะเลาะกับผัว ปวดหัวที่สุด ทะเลาะกับแฟน แค้นใจที่สุด […]

ม้าแก่

ม้าแก่ เศรษฐีคนหนึ่งมีม้าแก่ตัวหนึ่งที่เคยใช้งานมานานปีแล้ว แต่เวลานี้มันชรามากจนทำอะไรไม่ได้ เศรษฐีจึงคิดว่า… “ม้าตัวนี้ไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว ข้าจะหาม้าหนุ่มตัวใหม่มาใช้งานแทน”  คิดแล้วจึงไล่ม้าแก่นั้นออกไปจากฟาร์มของเขา ในเมืองนั้นมีพระราชาที่ทำคล้ายๆ กับพ่อขุนรามคำแหง และเปาบุ้นจิ้น คือ ทรงแขวนระฆังมีเชือกยาวไว้หน้าประตู เมื่อใดที่ประชาชนเดือดร้อนก็มาดึงระฆังร้องทุกข์ได้ วันหนึ่งพระราชาเห็นว่าเชือกเก่าแล้ว จึงรับสั่งกับคนสวนว่า “เชือกเก่าใช้ไม่ได้แล้ว เจ้าจงไปหาเชือกเส้นใหม่มาเปลี่ยน” “พระเจ้าค่ะ”  คนสวนรับพระบัญชา แต่เขาเห็นว่า ระยะหลังไม่ค่อยมีใครมาดึงเชือกร้องทุกข์เลย จึงไม่รีบร้อนไปซื้อเชือก แต่แก้ขัดไปก่อนด้วยการตัดหญ้ามาควั่นเป็นเชือกยาวสำหรับดึงระฆังแล้วกลับไปบ้าน ส่วนเจ้าม้าแก่ที่กำลังหิวโหยเดินสอดส่ายหาหญ้ากินเป็นอาหาร เห็นหญ้าเส้นยาวที่แขวนกับระฆังก็งับเข้าปาก หมายกินให้หายหิว เป็นเหตุให้ระฆังถูกโยกสั่นดัง “ติงๆ ตังๆ” พระราชาจึงทรงบัญชาให้มหาดเล็กออกไปดู “ผู้ที่ตีระฆังเป็นม้าแก่ตัวหนึ่งพระเจ้าค่ะ” มหาดเล็กรายงาน “เจ้าจงออกไปสืบดูทีว่าเป็นม้าของใคร”  ทำไมมาสั่นระฆังหน้าวังข้า พระราชาพระบัญชา จากนั้นไม่นาน มหาดเล็กก็กลับมารายงานว่า “ม้าแก่ตัวนี้เป็นม้าของเศรษฐีคนหนึ่ง แต่ตอนนี้เจ้าของไม่ต้องการมันแล้ว  เพราะมันแก่เกินกว่าจะใช้งานได้แล้ว มันถูกไล่ออกมาไม่มีอะไรกิน เมื่อพบเชือกที่คนสวนทำด้วยหญ้าจึงใช้ปากงับหมายจะกิน จึงดึงเชือกจนเกิดเสียงตึงตังพระเจ้าค่ะ”  มหาดเล็กรายงาน “ถ้าอย่างนั้น ทหารจงไปตามเศรษฐีคนนั้นมาหาเราโดยด่วน และพาเจ้าม้าตัวนั้นไปกินหญ้าในสวนของเราก่อน” พระราชาทรงบัญชา เมื่อเศรษฐีเจ้าของม้าชรามาถึง  “เจ้าเป็นเจ้าของม้าชราตัวนั้นใช่หรือไม่”  พระราชาทรงถาม “ใช่ พระเจ้าค่ะ” เศรษฐีตอบ “ทำไมเจ้าจึงไล่มันออกมา?” พระราชาตรัสถาม […]

บทเรียนจากไวรัสโควิด 19

บทเรียนจากไวรัสโควิด 19 ประวัติศาสตร์ของโลกบันทึกไว้อีกครั้งว่า ได้เกิดโรคระบาดใหม่ชื่อ โควิด-19 ทำให้ประชากรโลกกว่า 30 กว่าล้านคนติดโรค และมีผู้เสียชีวิตอีกล้านกว่าคน อย่างไรก็ตาม มีคำกล่าวว่า ในวิกฤตย่อมมีโอกาส  ท่ามกลางปัญหาและผลกระทบจากไข้หวัดไวรัสโควิด-19 มีบทเรียนสิบประการที่คริสตชนควรเรียนรู้ บทเรียนที่ 1  เกิดขึ้นฉับพลันไม่ทันตั้งตัว การระบาดของโควิด 19 เกิดการระบาดโดยที่ไม่มีการระวังตัว จากประเทศจีน ระบาดไปทั่วโลก เป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีการคาดคิดมาก่อน ขณะที่ชาวโลกมีความสุขกับชีวิต การเดินทางท่องเที่ยว การแข่งขันกีฬา  ธุรกิจ และกิจกรรมอื่นๆ ดำเนินไปตามปกติ ทันทีที่โควิด-19 ระบาด ทุกอย่างหยุดชะงักไปทั่วโลกอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาหลังสงครามโลกครั้งที่สอง คนทั้งโลกช็อกไม่ทันตั้งตัว มีผู้ติดเชื้อแล้วกว่า 30 ล้านคน เสียชีวิตกว่า 1 ล้านคน  บทเรียนนี้สอนให้เรารู้ว่า โลกไม่มีความแน่นอน ในอดีตอัครทูตเปาโลเคยเตือนคริสตชนยุคอาณาจักรโรมันสงบสุข เรียกกันในสมัยนั้นว่า “สันติภาพโรมัน” (Pax Romana) เป็นเวลานาน 200 ปี ที่บ้านเมืองสงบร่มเย็น  แต่เปาโลเตือนคริสตชนให้เตรียมตัวพร้อมเสมอกับเหตุการณ์เลวร้ายที่อาจเกิดขึ้นเมื่อไรก็ได้ “เมื่อ​เขา​พูด​กัน​ว่า ‘สงบ​สุข​และ​ปลอด​ภัย​แล้ว’ เมื่อ​นั้น​แหละ​ความ​พินาศ​ก็​จะ​มา​ถึง​ทัน​ที เหมือน​กับ​ความ​เจ็บ​ปวด​มา​ถึง​หญิง​มี​ครรภ์ […]

ขอแสดงความอาลัย ผป.วิจิตร วงศ์เกียรติขจร 3-20

ขอแสดงความอาลัย ผป.วิจิตร วงศ์เกียรติขจร     ขอแสดงความอาลัย ผป.วิจิตร วงศ์เกียรติขจร กรรมการอำนวยการสมาคมพระคริสตธรรมไทย ที่ท่านจากไปอยู่กับพระเจ้า เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2020 โดยมีพิธีไว้อาลัยในวันที่ 9-11 พฤษภาคม 2020 ณ คริสตจักรใจสมาน รามคำแหง     มีพิธีฝังร่างในวันที่ 12 พฤษภาคม 2020 เวลา 11.30 น. ที่สุสานสุขนิรันดร์ อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี  และเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2020 เวลา 18.00 น. ศจ.ดร.เสรี หล่อกัณภัย ได้ไปร่วมพิธีไว้อาลัยและเทศนา ขอพระเจ้าทรงปลอบประโลมใจครอบครัววงศ์เกียรติขจร ผู้ปกครองวิจิตร วงศ์เกียรติขจร กรรมการอำนวยการสมาคมพระคริสตธรรมไทย ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2001 จนถึงปัจจุบัน สมาคมพระคริสตธรรมไทย

มาดามชิน คัดลอกพระคัมภีร์ 4-20

มาดามชิน คัดลอกพระคัมภีร์ วันที่ 11 มีนาคม 2020  ศจ.ดร.เสรี หล่อกัณภัย เลขาธิการสมาคมพระคริสตธรรมไทย ได้พบกับ ศจ.ดร.ฮองซิก ชิน หรือ อ.ชิน ที่บ้านเปาโล ซ.วชิรธรรมสาธิต 27  เพื่อสัมภาษณ์ อ.ซูนยอง ชิน หรือ มาดามชิน เรื่อง “การคัดลอกพระคัมภีร์ด้วยมือ(ภาษาอังกฤษ)”  มาดามชินได้เป็นพยานให้ฟังว่า พี่ชายป่วยด้วยโรคมะเร็ง หมอบอกว่าจะสามารถมีชีวิตอยู่ได้ 3 เดือน พี่ชายจึงได้เริ่มคัดลอกพระคัมภีร์ด้วยมือ ปรากฏว่าท่านยังมีชีวิตอยู่ได้ถึง 2 ปี โดยไม่มีอาการเจ็บใดๆ แล้วจึงจากไปอยู่กับพระเจ้า  ส่วนมาดามชินตอนท่านอายุ 66 ปี  ได้รับของขวัญเป็นสมุดคัดพระคัมภีร์เล่มหนึ่งจากประเทศเกาหลี จึงเริ่มต้นคัดลอกพระคัมภีร์ภาษาเกาหลีตั้งแต่นั้นมา ส่วนเล่มภาษาอังกฤษนี้ ได้เริ่มต้นคัดพระธรรมปฐมกาลเมื่อวันที่ 4 พ.ย.2003 จนเสร็จถึงพระธรรมวิวรณ์ ในวันที่ 3 พ.ย. 2013 ใช้สมุดคัดไปทั้งหมด 8 เล่ม เป็นระยะเวลา 10 ปีเต็มพอดี  […]

พระคัมภีร์ ศจ.ย่วญ เตียงหยก 1/20

พระคัมภีร์ ศจ.ย่วญ เตียงหยก พระคัมภีร์ ของ ศจ.ย่วญ เตียงหยก การค้นพบพระคัมภีร์ของ ศจ.ย่วญ เตียงหยก เป็นเรื่องที่อัศจรรย์อีกเรื่องหนึ่ง  ในปี 2019 อ.พิษณุ อรรฆภิญญ์ นักประวัติศาสตร์โปรเตสแตนต์ ทราบว่ามีพระคัมภีร์โบราณเล่มนี้ ซึ่งมีค่าทางประวัติศาสตร์และรู้สึกเสียดายมากหากเล่มนี้สูญหายไป จึงได้พยายามค้นหาพระคัมภีร์เล่มดังกล่าวอีกครั้ง คาดว่าจะอยู่กับ อ.รดี (แดง) สิริธารารักษ์  เหลนของ ศจ.ย่วญ เตียงหยก จึงได้ติดต่อสอบถาม ศาสนาจารย์ สุรพล ภูประพันธ์ (สามีของ อ.รดี) ได้รับคำตอบว่าพระคัมภีร์เล่มดังกล่าวยังอยู่ และได้นำไปมอบให้กับ ศาสนาจารย์ ดร.เสรี หล่อกัณภัย ที่สมาคมพระคริสตธรรมไทย ถนนวิภาวดีรังสิต ไปแล้วตั้งแต่ปี 1999  ซึ่งสมาคมฯ ได้เก็บรักษาไว้อย่างดี ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา 20 ปี (1999-2019)   พระคัมภีร์โบราณเล่มนี้ ผลิตในปี 1905 ตีพิมพ์ที่โรงพิมพ์ศิริเจริญ บางกอก (ไม่แน่ใจว่าเป็นโรงพิมพ์เพรสไบทีเรียน สำเหร่) ตีพิมพ์ครั้งที่ 7 โดย สมาคมพระคริสตธรรมไทย ในสมัยที่ ศจ.จอห์น คาริงตัน ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคนแรก(1889 – 13 ต.ค.1912)  จึงเชื่อว่านี่คือพระคัมภีร์ภาษาสยามเล่มแรกที่พิมพ์ในนามสมาคมพระคริสตธรรมไทย […]

แผนการ แห่งความรอด ของพระเจ้า 4/19

แผนการ แห่งความรอด ของพระเจ้า นานมาแล้วในศตวรรษที่หนึ่ง นายคุกผู้ว้าวุ่นใจถามผู้นำคริสตชนสองท่านว่า “ข้า​แต่​ท่าน ข้าพ​เจ้า​ต้อง​ทำ​อย่าง​ไร​จึง​จะ​ได้​รับ​ความ​รอด?” (กจ.16:30) นี่คือคำถามสำคัญที่สุดซึ่งไม่ว่าใครต่างก็ถามเพื่อจะรู้ความจริง เราว้าวุ่นใจไม่เพียงเพราะความชั่วร้ายที่มีให้เห็นอย่างดาษดื่นในโลกนี้เท่านั้น ในใจของเราก็มีความผิดอยู่มากมายด้วยเช่นกัน เรารู้สึกสำนึกผิด ในความชั่วที่ออกมาจากคำพูด และการกระทำของตนเอง สามัญสำนึกบอกเราว่าเป็นสิ่งที่ ไม่ถูกต้อง บางทีเรารู้สึกตัวว่าตนสมควรถูกพระเจ้าพิพากษา หากเป็นเช่นที่ว่านี้ เราจะแก้ไขอย่างไร หรือมีอะไรบ้างที่แก้ไขไปแล้ว ที่จะช่วยกอบกู้เราจากสภาพที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้? คำตอบอยู่ที่การเข้าใจแผนการของพระเจ้าโดยสังเขปและราชกิจเพื่อนำเอาความรอดมาให้เราทั้งหลาย ดังรายละเอียดความจริงที่จะนำมาเปิดเผยให้เห็นชัดเจนดังนี้ แผนการของพระเจ้าโดยสังเขป การเนรมิตสร้าง พระเจ้าทรงเนรมิตสร้างโลกและสรรพสิ่งในนั้น “ใน​ปฐมกาล ​พระ​เจ้า​ทรง​เนรมิต​สร้างฟ้า​และ​แผ่นดิน​…พระ​เจ้า​จึง​ทรง​สร้าง​มนุษย์​ขึ้น​ตาม​พระ​ฉายา​ของ​พระ​องค์ ตาม​พระ​ฉายา​ของ​พระ​เจ้า​นั้น ​พระ​องค์​ทรง​สร้าง​มนุษย์​ขึ้น” (ปฐก.1:1,27) พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ให้เหมือนกับพระองค์ เพื่อจะมีความผูกพันใกล้ชิดกับพระองค์อย่างแนบแน่น เมื่อทุกสิ่งสำเร็จแล้ว พระเจ้า “ทรง​เห็น​ว่า​ดี​นัก” (ปฐก.1:31) การกบฏ แม้นว่าอาดัมและเอวา มนุษย์คู่แรกที่พระเจ้าทรงสร้างมีเสรีภาพอย่างเต็มที่ ในการมีชีวิตที่สนิทสนมและไว้วางใจพระองค์ ทว่าพวกเขากลับเลือกกบฏต่อพระองค์ (ปฐก. 3:1-7) ทั้งนี้เพราะพระเจ้าทรงประสงค์ให้อาดัมเป็นผู้แทนของมนุษยชาติ ความบาปของเขาจึงเป็นหายนะอันใหญ่หลวงไม่เพียงเกิดขึ้นกับตัวเขาเท่านั้น หายนะนี้เกิดขึ้นกับเราทั้งหลายด้วย “การ​พิพากษา​ลงโทษ​ได้​มาถึง​คน​ทั้ง​ปวง เพราะ​การ​ละเมิด​ครั้ง​เดียว” (โรม 5:18) ความสัมพันธ์ที่เรามีกับพระเจ้าจึงขาดสะบั้นลง แทนการได้ชื่นชมยินดีในความชอบพระทัยของพระองค์ เรากลับต้องเผชิญกับพระพิโรธอันชอบธรรมของพระเจ้า จิตวิญญาณของเราทั้งหลายต้องตาย […]

หนุ่มแน่น แม้นชรา ตอนที่ 2 3/19

หนุ่มแน่น แม้นชรา ตอนที่ 2 วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2019 เป็นอีกคำรบหนึ่งที่ผู้เขียนเดินทางไปเยือนประเทศจอร์แดน จึงถือโอกาสไปเยี่ยมชมสถานที่ซึ่งมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ จากที่ราบโมอับ เราขึ้นสู่ภูเขาเนโบ ณ ยอดปิสกาห์ อากาศแจ่มใส สามารถมองเห็นทะเลสาบกาลิลีอยู่ไกลสุดขอบฟ้าทางทิศเหนือ มองลงมาเห็นเมืองเยรีโคและขุนเขาที่ด้านหลังคือ กรุงเยรูซาเล็ม ภาพที่อยู่ตรงหน้า เหมือนที่โมเสสเคยเห็นในอดีตกว่า 3,000 ปีที่แล้ว เมื่อพระเจ้าทรงให้ท่านเห็นแผ่นดินทั้งหมดที่พระองค์ทรงสัญญาไว้กับบรรพบุรุษของอิสราเอล ทรงตรัสกับโมเสสว่า “นี่คือแผ่นดินซึ่งเราได้ปฏิญาณต่ออับราฮัม อิสอัค และ ยาโคบว่า ‘เราจะให้แก่ลูกหลานของเจ้า’ เราให้เจ้าเห็นกับตา แต่เจ้าจะไม่ได้เข้าไปในแผ่นดินนั้น” (ฉธบ.34:4) พระเจ้าไม่อนุญาตให้โมเสสเข้าไปในแผ่นดินแห่งพันธสัญญา ทรงเห็นว่า ถึงเวลาที่ผู้รับใช้คนนี้ควรพักผ่อนได้แล้ว จึงส่งต่อความเป็นผู้นำให้แก่คนรุ่นต่อไป หากมองด้วยสายตามนุษย์ แม้โมเสสอายุมากก็จริง แต่สภาพร่างกายยังทำงานต่อไปได้อีกหลายปี การสิ้นชีวิตของท่านเป็นไปตามที่พระเจ้าทรงเห็นว่าเหมาะสม “โมเสส​ผู้​รับ​ใช้​ของ​พระ​ยาห์​เวห์ จึง​สิ้น​ชีวิต​ที่​นั่น​ใน​แผ่น​ดิน​โม​อับ ตาม​พระ​ดำ​รัส​ของ​พระ​ยาห์​เวห์” (ฉธบ.34:5) แม้ในขณะ “เมื่อโมเสสสิ้นชีวิตนั้นท่านมีอายุหนึ่งร้อยยี่สิบปี นัยน์ตาของท่านไม่ได้มัวไป หรือกำลังของท่านก็ไม่ถดถอย” (ฉธบ.34:7) ก็ตาม เหตุผลที่โมเสสและคนอิสราเอลต้องปฏิบัติตามบัญญัติสุขภาพ อิสราเอลชนเป็นชาติบริสุทธิ์ที่ทรงเลือกของพระเจ้าผู้บริสุทธิ์ จึงต้องบริสุทธิ์ (ลนต.11:44-45) อิสราเอลเป็นอา​ณา​จักร​ปุโร​หิต […]

1 2 3 7