โกรธได้ แต่อย่าทำบาป (Be Angry and Do Not Sin)
ความโกรธเป็นบาปหรือไม่ เป็นไปได้หรือไม่ที่จะโกรธอย่างไม่บาป ทำไมคนถึงโกรธ เราจะจัดการกับความโกรธของเราอย่างไร English version
ความโกรธเป็นบาปหรือไม่ เป็นไปได้หรือไม่ที่จะโกรธอย่างไม่บาป ทำไมคนถึงโกรธ เราจะจัดการกับความโกรธของเราอย่างไร English version
คำว่า “รับพระเกียรติ” ในพระกิตติคุณยอห์นมีความหมายอย่างไรบ้าง? คำถาม คำว่า “รับพระเกียรติ” ในพระกิตติคุณยอห์นมีความหมายอย่างไรบ้าง? คำตอบ หากเราอ่านพระกิตติคุณยอห์นทั้งเล่ม เราจะเห็นว่าคำว่า “รับพระเกียรติ” มีอยู่มากมายในพระกิตติคุณยอห์น แสดงว่าคำนี้เป็นคำสำคัญคำหนึ่งของพระธรรมเล่มนี้ คำว่า “รับพระเกียรติ” นี้เป็นคำกริยาในภาษากรีกที่มาจากรากศัพท์คำว่า δοξάζω (โดซาโส) ที่แปลว่า “ให้เกียรติ” แต่คำว่า “รับพระเกียรติ” เป็นไวยากรณ์ของการถูกกระทำคือมีคนอื่นมอบเกียรติให้ และภาษาไทยเราใช้ราชาศัพท์ว่า “รับพระเกียรติ” แสดงว่าเกียรติที่ได้รับนี้มาจากพระเจ้า พระเจ้าเป็นผู้ประทานให้ นอกจากคำว่า โดซาโสแล้วยังมีรากศัพท์ในภาษาฮีบรูอีกตัวหนึ่งที่เป็นคำกริยาที่แปลว่า “ให้เกียรติ” คือคำว่า τιμάω (ทีมาโอ) และรากศัพท์ที่มีความหมายตรงกันข้ามคือ ἀτιμάζω (อทิมาโส) แปลว่าหลู่เกียรติ นอกจากคำกริยาแล้ว พระธรรมยอห์นได้ใช้คำนามหลายครั้งด้วยรากศัพท์ของคำนามคือ δόξα (โดซา) ซึ่งแปลว่า “เกียรติ” หรือ “พระสิริ” คำว่า “รับพระเกียรติ” นี้ ถ้าดูตามความหมายกว้างๆ ก็จะหมายความว่า ได้รับการยกย่องเชิดชูจากพระเจ้า และคำว่า “ได้รับเกียรติ” คนส่วนใหญ่มักจะคิดถึงการมีตำแหน่งสูงที่คนเห็นแล้วจะต้องยกย่อง ให้ความเคารพ […]
ใครคือทูตสวรรค์ ในพระธรรมดาเนียล และมีหน้าที่อะไร เมื่อเราอ่านพระธรรมดาเนียล ก็จะพบว่ามีความฝันและนิมิตมากมายปรากฏอยู่ในพระธรรมเล่มนี้ และการจะเข้าใจความฝันหรือนิมิตเหล่านี้ก็ไม่ใช่ง่าย หลายครั้งต้องอาศัยการอธิบายจากทูตสวรรค์ อีกทั้งโดยทั่วไปในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม เราจะไม่พบชื่อเฉพาะของทูตสวรรค์ แต่ในพระธรรมดาเนียลมีชื่อเฉพาะของทูตสวรรค์ปรากฏคือ “กาเบรียล” (8:16) กับ “มีคาเอล” (10:13) และโดยทั่วไปทูตสวรรค์ในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมมักจะเป็นผู้มาแจ้งข่าว หรือเป็นตัวแทนของพระเจ้ามาพบกับประชากรของพระองค์ แต่ในพระธรรมดาเนียล ทูตสวรรค์ยังมีบทบาทอีกหลายอย่าง เราจะมาพิจารณาด้วยกันว่า ทูตสวรรค์ที่ปรากฏอยู่ในพระธรรมเล่มนี้มีใครบ้าง และทำอะไรบ้าง คนที่ดูเหมือนองค์เทพบุตรที่อยู่ ในเตาไฟพร้อมกับเพื่อนทั้งสามคนของดาเนียล (3:24-25) หลังจากที่ชัดรัค เมชาค และอาเบดเนโก ไม่ยอมกราบนมัสการปฏิมากรทองคำที่กษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ สร้างขึ้น ทั้งสามคนก็ถูกโยนลงไปในเตาไฟ แต่แทนที่จะมีคนเพียงสามคนอยู่ในเตาไฟ เนบูคัดเนสซาร์กลับเห็นคนสี่คนเดินอยู่ในเตาไฟ พระคัมภีร์ไม่ได้ระบุว่าเพื่อนทั้งสามของดาเนียลเห็นชายคนที่สี่นี้หรือไม่ เป็นไปได้ว่าพวกเขาอาจจะไม่เห็น เพราะพวกเขาไม่ได้แสดงความเคารพหรือสนทนากับชายคนที่สี่นี้ และในข้อ 28 เนบูคัดเนสซาร์เข้าใจว่าชายคนที่สี่นี้คือทูตสวรรค์ ซึ่งทำหน้าที่มาช่วยกู้เพื่อนทั้งสามของดาเนียลให้ปลอดภัยจากไฟ จนแม้เปลวไฟที่ร้อนแรงนั้นก็ไม่สามารถทำอันตรายพวกเขาทั้งสามคนเลย ทูตสวรรค์ที่ปรากฏในความฝัน ของกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ (4:13-17) โดยทำหน้าที่เป็นผู้ประกาศคำพิพากษาเนบูคัด-เนสซาร์ เพราะเนบูคัดเนสซาร์เย่อหยิ่งในความสำเร็จของพระองค์เอง ความฝันนี้ทำให้พระองค์ต้องเรียกดาเนียลมาอธิบายแก้ฝัน และเมื่อทราบความหมายของฝันนั้นแล้ว ดาเนียลก็ได้เตือนพระองค์ให้กลับใจใหม่และดำเนินชีวิตให้ดี (ข้อ 27) แสดงให้เห็นว่าก่อนที่พระเจ้าจะทรงลงโทษ พระองค์ก็ทรงเตือนก่อนโดยทางทูตสวรรค์ที่ทำหน้าที่ประกาศคำพิพากษา แต่หลังจากผ่านไปได้ 12 […]
ทำไมจึงเป็น “ปาเลสไตน์”? ถาม ทำไมแผ่นดินอิสราเอลโบราณในพระคัมภีร์จึงถูกเรียกว่า “ปาเลสไตน์” มาจนถึงปัจจุบัน ตอบ เพราะมีการบังคับเปลี่ยนชื่อเรียกเสียใหม่ในช่วงต้นศตวรรษที่ 2 เกิดอะไรขึ้นและทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? เชิญเรามาพิจารณา และสืบค้นเรื่องนี้ไปด้วยกัน ก่อนจะเป็นอิสราเอล ตั้งแต่ก่อนสมัยของอับราฮัมบิดาของชนชาติอิสราเอล แผ่นดินนี้เป็น “เขตของคนคานาอัน” (ปฐก.10:6,15-19) เพราะชนพื้นเมืองต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในแผ่นดินนี้แต่โบราณหลังเหตุการณ์น้ำท่วมโลก ล้วนสืบเชื้อสายมาจากบุตรของฮามที่ชื่อว่า “คานาอัน” (ปฐก.9:18,22) แล้วแผ่นดินนี้ก็ถูกเรียกว่า “แผ่นดินคานาอัน” ตั้งแต่ใน ปฐมกาล 11:31 เป็นต้นมา ต่อมาเมื่อพระเจ้าทรงเรียกอับราฮัมให้ออกเดินทางไปยังแผ่นดินที่พระองค์จะทรงประทานให้ อับราฮัมก็ได้เดินทางจนมาถึงแผ่นดินคานาอัน แล้วพระเจ้าก็ทรงสำแดงให้ท่านทราบว่าคือแผ่นดินนี้เองที่พระองค์จะทรงประทานให้แก่เชื้อสายของท่าน (ปฐก.12:4-7; 13:12,14-18; 17:8; ฉธบ.34:1-4) และแล้วลูกหลานของท่านคือชาวอิสราเอลทั้ง 12 เผ่า ก็ได้เข้ายึดครองแผ่นดินนี้ในสมัยของโยชูวา แต่ก็ยังไม่ได้ทำลายหรือขับไล่ชนพื้นเมืองในแผ่นดินนี้จนหมด ชนพื้นเมืองที่ยังหลงเหลืออยู่เหล่านี้จึงเป็นปัญหาเรื้อรังของพวกเขาในเวลาต่อมา ชนพื้นเมืองคานาอันกลายเป็นเสี้ยนหนามของคนอิสราเอลทั้งด้านการเมืองและด้านจิตวิญญาณนับตั้งแต่ยุคผู้วินิจฉัยเป็นต้นมา โดยศัตรูตัวฉกาจที่โด่งดังที่สุดของคนอิสราเอลคือ ชาวฟีลิสเตีย ซึ่งแท้จริงแล้วไม่ได้เป็นเชื้อสายของคานาอัน (ปฐก.10:6, 13-14) แต่เป็นกลุ่มชนที่อพยพมาทางทะเลและขึ้นฝั่งมาตั้งรกรากบนแผ่นดินคานาอันตั้งแต่สมัยโบราณเช่นกัน โดยมีหัวเมืองที่สำคัญอยู่ 5 เมืองได้แก่ อัชโดด อัชเคโลน กาซา เอโครน […]
หลุมฝังศพของยาโคบอยู่ที่ เมืองเฮโบรนหรือเมืองเชเคมกันแน่? เมื่ออ่านพระธรรมปฐมกาลบทที่ 49:29-32 เราจะเห็นว่าพระธรรมตอนนี้ระบุว่าที่ฝังศพของยาโคบอยู่ที่เฮโบรน แต่ในกิจการ 7:14-16 กลับบอกว่าอุโมงค์ฝังศพของยาโคบและบรรพบุรุษอื่นๆ อยู่ที่เมืองเชเคม และยังบอกว่าอุโมงค์นี้เป็นอุโมงค์ที่อับราฮัมซื้อมาจากบุตรของฮาโมร์ในเชเคม ซึ่งถ้าเราอ่านปฐมกาล 23:17-19 เราจะพบว่าอับราฮัมได้ซึ้อนากับถ้ำจากเอโฟรนในมัคเปลาห์ซึ่งอยู่หน้ามัมเร เพื่อเป็นที่ฝังศพของซาราห์ ส่วนยาโคบนั้นได้ซื้อที่นาในเชเคมจากบุตรของฮาโมร์ หลังจากที่กลับมาจากปัดดานอารัม (ปฐก.33:18-19) แต่ในพระคัมภีร์เดิมไม่ได้บอกว่ายาโคบซื้อมาเพื่อเป็นที่ฝังศพ อย่างไรก็ดีในพระธรรมโยชูวา 24:32 ได้บอกว่าคนอิสราเอลได้นำกระดูกของโยเซฟฝังไว้ที่เชเคมในส่วนที่ดินซึ่งยาโคบซื้อไว้จากบุตรหลานของฮาโมร์บิดาของเชเคม เมืองเชเคมจัดเป็นเมืองลี้ภัยเมืองหนึ่งที่อยู่ในเผ่าเอฟราอิมซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโยเซฟ ดังนั้นโยเซฟจึงถูกฝังไว้ในเชเคม และเป็นตามสัญญาที่ยาโคบได้ให้ไว้กับโยเซฟในปฐมกาล 48:22 “ยิ่งกว่านั้นอีก พ่อยกเชเคมที่พ่อยึดจากมือคนอาโมไรต์ ด้วยดาบและธนูของเรานั้นให้แก่เจ้า แทนที่จะให้พี่น้องของเจ้า” ถึงแม้อับราฮัมไม่ได้เป็นผู้ซื้อที่ดินในเมืองเชเคม แต่ท่านได้เคยอาศัยอยู่ที่นั่นเมื่อท่านออกมาจากเมืองฮารานและเข้าไปยังดินแดนคานาอัน (ปฐก.12:6-7) เมื่ออับราฮัมอยู่ที่เชเคม ท่านก็ได้สร้างแท่นบูชาแด่พระยาห์เวห์ เป็นไปได้ว่าต่อมาภายหลังยาโคบได้ซื้อที่ดินผืนเดียวกับที่อับราฮัมเคยตั้งรกรากเมื่อเข้ามายังดินแดนคานาอัน หากเราเดินทางไปยังอิสราเอล เราจะพบว่าที่ฝังศพของอับราฮัม ซาราห์ อิสอัค เรเบคาห์ ยาโคบยังคงอยู่ที่เฮโบรน เมืองเฮโบรนเคยเป็นเมืองหลวงของยูดาห์ ปัจจุบันทั้งคนยิวและมุสลิมถือว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เมืองเฮโบรนนี้อยู่ในอาณาเขตของยูดาห์ และ ปฐมกาล 50:13 ได้ยืนยันการฝังศพของยาโคบที่เฮโบรนว่า “คือบรรดาบุตรนำศพไปยังดินแดนคานาอัน แล้วฝังไว้ในถ้ำที่อยู่ในนาชื่อ มัคเป-ลาห์ เป็นนาซึ่งอับราฮัมซื้อไว้จากเอโฟรนคนฮิตไทต์เป็นสุสาน อยู่หน้ามัมเร” นักวิชาการทางพระคัมภีร์พยายามหาคำตอบที่จะแก้ไขปัญหาความแตกต่างนี้ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น […]
ทำไมจึงมีการเพิ่มเชิงอรรถ “พระคุณแทนพระคุณ” ใน ยอห์น 1:16? คริสเตียนไทยคุ้นเคยกับวลี “พระคุณซ้อนพระคุณ” ในพระธรรมยอห์น 1:16 เป็นอย่างดี หลายคนอาจสงสัยว่า วลีนี้ “พระคุณซ้อนพระคุณ” หมายความว่าอย่างไร และทำไมพระคัมภีร์ฉบับมาตรฐาน 2011 จึงต้องใส่เชิงอรรถว่า “แปลได้อีกว่า พระคุณแทนพระคุณ” เราจะมาพิจารณาความหมายนี้ด้วยกัน ในพระคัมภีร์กรีก วลีนี้ใช้ว่า อ่านว่า “คาริน แอนไท คาริโทส” (charin anti charitos) ที่น่าสนใจคือ พระคัมภีร์ไทยฉบับแปลของสมาคมพระคริสตธรรมไทย ไม่ว่าจะเป็นฉบับ 1971 ฉบับพันธสัญญาใหม่ 2000 หรือฉบับมาตรฐาน 2011 ทุกฉบับจะแปลเป็น “พระคุณซ้อนพระคุณ” ส่วนองค์กรอมตธรรม ฉบับอมต-ธรรมร่วมสมัยก็แปลตามฉบับ NIV ว่า “พระพรครั้งแล้วครั้งเล่า” แต่สำหรับพระคัมภีร์ภาษาอังกฤษมีการแปลที่หลากหลายกว่า ดังตัวอย่างเช่น KJV (1611/1769), NKJ, ASV, Wycliffe NT: “grace for grace” […]
พระเยซูทรงเรียก เปโตรเป็นสาวกเมื่อไร? คำถาม พระเยซูทรงเรียกให้เปโตรเป็นสาวกเมื่อไร เพราะสิ่งที่บันทึกไว้ในยอห์น ไม่ตรงกับที่ปรากฏในมาระโกและมัทธิว . คำตอบ หากเราอ่านเรื่องราวใน มาระโก 1:16-18 [ขณะที่พระองค์เสด็จไปตามชายทะเลสาบกาลิลี ก็ทอดพระเนตรเห็นชาวประมงสองคน คือซีโมนและอันดรูว์น้องของซีโมน กำลังทอดแหอยู่ในทะเลสาบ พระเยซูตรัสกับพวกเขาว่า “จงตามเรามา เราจะตั้งพวกท่านให้เป็นผู้หาคนเหมือนหาปลา” พวกเขาก็ละแหตามพระองค์ไปทันที] เราก็คงคิดว่าพระเยซูพบเปโตรครั้งแรกที่ทะเลสาบ กาลิลี แล้วเมื่อพระองค์เรียกเปโตรให้ตามพระองค์ไป เขาก็ยอมทิ้งงานและอาชีพของเขาเพื่อติดตามคนที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อน . แต่เมื่อเรามาอ่านยอห์น 1:35-42 [รุ่งขึ้น ยอห์นยืนอยู่ที่นั่นอีกกับศิษย์ของท่านสองคน และท่านมองดูพระเยซูขณะที่พระองค์เสด็จผ่านไป และท่านกล่าวว่า “จงดูพระเมษโปดกของพระเจ้า” ศิษย์สองคนนั้นได้ยินท่านพูดอย่างนี้ก็ติดตามพระเยซูไป พระเยซูทรงเหลียวหลังกลับและทอดพระเนตรเห็นเขาทั้งสองตามพระองค์มา จึงตรัสถามเขาว่า “ท่านหาอะไร?” เขาทั้งสองทูลพระองค์ว่า “รับบี (ซึ่งแปลว่าท่านอาจารย์) ท่านพักอยู่ที่ไหน?” พระองค์ตรัสตอบพวกเขาว่า “มาดูเถิด” เขาก็ไปและเห็นที่ซึ่งพระองค์ประทับ และวันนั้นก็พักอยู่กับพระองค์ เพราะขณะนั้นประมาณสี่โมงเย็นแล้ว คนหนึ่งในสองคนนั้นที่ได้ยินยอห์นพูดและติดตามพระองค์ไป คืออันดรูว์น้องชายของซีโมนเปโตร แล้วอันดรูว์ก็ไปหาซีโมนพี่ชายของตนก่อน และบอกเขาว่า “เราพบพระเมสสิยาห์แล้ว” (ซึ่งแปลว่าพระคริสต์) อันดรูว์จึงพาซีโมนไปเฝ้าพระเยซู เมื่อพระเยซูทอดพระเนตรเขาแล้วก็ตรัสว่า “ท่านคือ ซีโมนบุตรยอห์น […]
ทำไมพระธรรมมาลาคี 2:15 จึงแปลหลากหลาย? คำถาม ทำไมพระธรรมมาลาคีบทที่สองข้อที่สิบห้าจึงมีคำแปลหลากหลายและต่างกันในพระคัมภีร์ฉบับต่างๆ ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ? ทำไมคำแปลของสมาคมพระคริสตธรรมไทยจึงต่างจากฉบับอื่น? คำตอบ เมื่อพิเคราะห์ดูการเปรียบเทียบคำแปลข้างล่างนี้ เรามองเห็นความจริงตามที่ผู้อ่านได้เสนอมา ในพระคัมภีร์ไทย เราพบคำแปลต่างกันสองกลุ่มได้แก่ กลุ่มที่หนึ่ง พระคัมภีร์ฉบับต่างๆ ของสมาคมพระคริสตธรรมไทยได้แก่ ฉบับ 1940 ฉบับ 1971 และฉบับมาตรฐาน 2011 กับกลุ่มที่สอง พระคัมภีร์ฉบับอื่นๆ ได้แก่ ฉบับคาทอลิก (ThCB) ฉบับอมตธรรมร่วมสมัย (TNCV) และฉบับคิงเจมส์ไทย (ThKJ) เมื่อดูให้ละเอียดก็พบว่าความแตกต่างหลักอยู่ที่สองประโยคแรก นอกนั้นเนื้อความก็จะเหมือนๆ กัน . พระคัมภีร์ไทยฉบับต่างๆ พระธรรมมาลาคี 2:15 กลุ่มที่หนึ่ง พระคัมภีร์ฉบับ 1940 แต่ไม่มีสักคนเดียวในพวกท่านมีศีลธรรม ไม่มีสักคนเดียวปรารถนาจะมีบุตรจากพระเจ้า จงระวังตัวนะ อย่าได้ประพฤติไม่ซื่อตรงต่อเมียซึ่งได้กันเมื่อครั้งหนุ่มสาว พระคัมภีร์ฉบับ 1971 แต่ไม่มีสักคนหนึ่งที่มีสติจะกระทำอย่างนี้ ผู้มีสตินั้นย่อมประสงค์สิ่งใด ย่อมประสงค์ลูกหลานที่เชื่อฟังพระเจ้า ดังนั้น จงระวังตัวนะ อย่าให้ผู้ใดทรยศต่อภรรยาคนที่ได้เมื่อหนุ่มนั้นพระคัมภีร์ฉบับ 2011 แต่ไม่มีสักคนหนึ่งที่มีสติจะทำอย่างนี้ ผู้มีสตินั้นย่อมประสงค์อะไร? ย่อมประสงค์ลูกหลานที่เชื่อฟังพระเจ้า ดังนั้นจงระวังตัวให้ดี อย่าให้ผู้ใดทรยศต่อภรรยาคนที่ได้เมื่อหนุ่มนั้น กลุ่มที่สอง Thai Catholic […]
ทำไมฮามาน จึงอาฆาตแค้นโมรเดคัยอย่างรุนแรง? คำถาม ทำไมฮามานจึงอาฆาตแค้นโมรเดคัยอย่างรุนแรง? คำตอบ พระธรรมเอสเธอร์เป็นหนังสือเล่มสุดท้ายในหมวดประวัติศาสตร์สมัยอาณาจักรเปอร์เซีย เป็นหนังสือที่น่าสนใจ ผู้เขียนมีวิธีการเล่าเรื่องในแบบของตัวเอง แม้เนื้อหาของพระธรรมเล่มนี้จะไม่มีการกล่าวอ้างพระนามพระเจ้าแม้แต่ครั้งเดียว ไม่มีการกล่าวถึงธรรมเนียมปฏิบัติในศาสนายิว เช่น การนมัสการ การอธิษฐาน หรือการถวายเครื่องบูชา แต่ผู้เขียนมีการกล่าวถึงการอดอาหารของโมรเดคัย และการแต่งตัวด้วยเสื้อผ้ากระสอบ ในเวลาที่โมรเดคัยได้ยินคำกฤษฎีกาของฮามาน ในเรื่องการอดอาหารนี้ ต้องเข้าใจว่ามักเกิดควบคู่ไปกับการสารภาพบาป การใคร่ครวญในพระวจนะของพระเจ้าและการอธิษฐาน ยิ่งกว่านั้นเมื่อพระนางเอสเธอร์เตรียมตัวเข้าพบพระราชาเซอร์ซีส (หรือ อาหสุเอรัส) เพื่อขอความกรุณาต่อคนยิว พระนางได้ขอให้คนยิวอดอาหารเพื่อพระนางถึงสามวัน ทั้งนี้ผู้อ่านต้องเข้าใจว่า การเข้าพบกษัตริย์ในเวลานั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แม้ว่าพระนางเอสเธอร์จะเป็นหนึ่งในมเหสีก็ตาม เพราะหากไม่ได้รับอนุญาตก่อน หรือหากกษัตริย์ไม่ทรงเรียกให้เข้าพบ การเข้าพบพระองค์ก็เป็นเรื่องที่เสี่ยงถึงขั้นเสียชีวิตได้ พระนางเอสเธอร์ต้องใช้ความกล้าหาญมากในการขอเข้าพบกษัตริย์ พระนางจึงต้องการพลังอธิษฐานจากพวกคนยิวด้วย นอกจากนี้ผู้อ่านยังพบกับเรื่องราวของเทศกาลปูริม ซึ่งคนยิวในปัจจุบันยังถือปฏิบัติเทศกาลนี้อยู่ในศาลาธรรมของพวกเขา . ผู้เขียนพระธรรมเอสเธอร์ จึงมีจุดประสงค์ที่จะให้ผู้อ่านทราบว่า พวกยิวนั้นได้รับการช่วยกู้จากพระเจ้า ก็เพราะพระเจ้าทรงควบคุมอยู่เหนือบรรดาเหตุการณ์เหล่านี้ แม้ว่าผู้เขียนจะไม่ได้กล่าวถึงพระนามของพระเจ้าก็ตาม มีหลายเหตุการณ์ที่ดูเหมือนว่าน่าจะเป็นเหตุบังเอิญ แต่แท้จริงแล้วมันยิ่งกว่าบังเอิญ นั่นคือ พระเจ้าทรงควบคุมทุกเหตุการณ์ แม้เราที่เป็นมนุษย์จะไม่ได้ตระหนักว่าพระองค์ทรงควบคุมอยู่ก็ตาม พระธรรมเอสเธอร์จึงให้บทเรียนสำคัญคือ ไม่ว่าเราจะอยู่ในชุมชนใด พระเจ้าผู้บริสุทธิ์ทรงควบคุมอยู่เหนือชีวิตเราทั้งหลายในทุกสถานการณ์ ในทุกที่ที่เราอยู่ พระองค์ไม่ทรงทอดทิ้งคนของพระองค์ . แค้นนี้ต้องชำระ อิสราเอลกับคนอามาเลข หัวข้อหนึ่งที่ผู้เขียนพระธรรมเอสเธอร์ได้วางไว้อย่างน่าสนใจ […]
พระเยซู มาเพื่อชนชาติ อิสราเอลเท่านั้น หรือมาเพื่อคนทั้งโลก? คำถาม พระเยซูมาเพื่อชนชาติอิสราเอลเท่านั้นหรือมาเพื่อคนทั้งโลก? ความหมายของ มัทธิว 15:24 ที่บันทึกว่า พระองค์ (พระเยซู) ตรัสตอบว่า “เราไม่ได้รับใช้มาหาใคร เว้นแต่แกะหลงของวงศ์วานอิสราเอล” คืออะไร . คำตอบ คำถามนี้เป็นคำถามที่น่าสนใจมากครับ เพราะสำหรับคริสเตียนแล้ว พระเยซูมาเพื่อคนทั้งโลก ไม่ได้มาเพื่อคนยิวเท่านั้น เราต่างก็ท่องยอห์น 3:16 ได้ทุกคนที่ว่า “พระเจ้าทรงรักโลกดังนี้ คือได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์” พระบุตรในข้อนี้หมายถึงพระเยซูคริสต์ ซึ่งได้ยืนยันว่า พระเยซูเสด็จมาในโลกนี้เพื่อไถ่คนทั้งโลกไม่ใช่เฉพาะพวกยิวเท่านั้น ตามประวัติศาสตร์พระองค์เกิดเป็นมนุษย์ในครอบครัวของยิว อยู่ภายใต้วัฒนธรรมและความเชื่อของคนยิว และเป็นคนยิวที่สมบูรณ์ การที่พระเยซูคริสต์ได้เกิดเป็นคนยิวนั้นก็เพื่อให้เป็นไปตามสัญญาที่พระเจ้าสัญญาไว้กับอับราฮัม และกษัตริย์ดาวิด ซึ่งปรากฏชัดในลำดับพงศ์ของพระเยซูในมัทธิว 1:1 “หนังสือลำดับพงศ์ของพระเยซูคริสต์ ผู้เป็นเชื้อสายของดาวิด ผู้สืบตระกูลมาจากอับราฮัม” พระเจ้าทรงสัญญากับอับราฮัมว่า “เราจะอวยพรคนที่อวยพรเจ้า เราจะสาปคนที่แช่งเจ้า บรรดาเผ่าพันธุ์ทั่วโลกจะได้พรเพราะเจ้า” พระเจ้าต้องการให้อับราฮัมและเชื้อสายของท่านเป็นพรแก่คนทั้งโลก ไม่ใช่เป็นพรแก่คนที่เกิดมาจากอับราฮัมเท่านั้น ในพระธรรมมัทธิวบทสุดท้ายนั้น ก่อนที่พระเยซูจะเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ พระองค์ทรงกำชับสาวกให้นำคนทุกชาติให้มาเป็นสาวกของพระองค์ “พระเยซูจึงเสด็จเข้ามาใกล้แล้วตรัสกับพวกเขาว่า ‘สิทธิอำนาจทั้งหมดในสวรรค์ก็ดี ในแผ่นดินโลกก็ดีทรงมอบไว้แก่เราแล้ว เพราะฉะนั้น […]