ข้อหาย ข้อความหายและข้อความเปลี่ยน…แจ้งสมาคมฯ

       ข้อหายข้อความหายและข้อความเปลี่ยน…แจ้งสมาคมฯ ในคอลัมน์ประจำฉบับนี้ ฝ่ายแปลขอเก็บรวบรวมคำถามของผู้อ่านพระคัมภีร์ใหม่ฉบับมาตรฐานแล้วสงสัยได้ถามมา โดยจัดแบ่งเป็นสามหมวดดังนี้คือ 1.) เกี่ยวกับข้อพระคัมภีร์ที่หายไป ยกตัวอย่างมาระโก 9:44, 46และ 2โครินธ์ 13:14  2.) เกี่ยวกับข้อความที่หายไป ยกตัวอย่าง มาระโก 9:24,29; มัทธิว 24:7และ 1ยอห์น 5:7  3.) เกี่ยวกับคำแปลเก่าที่หายไป และถูกแทนที่ด้วย คำแปลใหม่ ยกตัวอย่าง คำแปลเก่าว่า  “น้ำองุ่น” หายไปโดยถูกแทนที่ด้วยคำแปลใหม่ว่า  “เหล้า  องุ่น” ในยอห์น 2:3และที่อื่นๆ อีก 33 ที่ในพระคัมภีร์ใหม่คำถามเหล่านี้คือ ทำไมสมาคมพระคริสตธรรมไทยทำข้อพระคัมภีร์หายไป ? ทำไมแปลตกข้อความสำคัญไป? ทำไมไม่รักษา คำแปลเก่า ที่ดีและเหมาะกว่า คำแปลใหม่ในวัฒนธรรมไทย? คำถามข้างต้นเกิดจากการที่ผู้อ่าน ได้อ่านพระคัมภีร์ไทยฉบับมาตรฐาน เปรียบเทียบกับฉบับอื่นๆ  เช่น พระคัมภีร์ไทยฉบับ 1940 (หรือที่เรียกว่า ฉบับแปลเก่า ที่เริ่มต้นชื่อพระธรรมว่า เยเนซิศเอ็กโซโด ฯลฯ) หรือ ฉบับคิงเจมส์ […]

การใช้สรรพนามที่ถูกต้องและเหมาะสมมีความสำคัญในการแปลพระคัมภีร์อย่างไร?

การใช้สรรพนามที่ถูกต้องและเหมาะสมมีความสำคัญใน การแปลพระคัมภีร์อย่างไร ถาม : การใช้ สรรพนามที่ถูกต้องและเหมาะสมมีความสำคัญในการแปลพระคัมภีร์อย่างไร ตอบ : เรื่อง นี้เป็นเรื่องที่ฝ่ายแปลเอาใจใส่และใช้เวลาในการพิจารณาเพื่อหาสรรพนามที่ ถูกต้องเหมาะสมตาม เหตุการณ์  เวลา สถานที่ และสถานะของบุคคล ตัวอย่างเช่นเมื่ออับราฮัมพาซาราห์ไปยังดินแดนเนเกบ และไปอยู่เมืองเก-ราห์ในฐานะผู้อาศัย ท่านเกรงว่าจะถูกคนในเมืองทำร้าย จึงได้ให้ซาราห์บอกคนอื่นว่านางเป็นเพียงน้องสาว ไม่ให้บอกว่าเป็นภรรยาของท่าน กษัตริย์อาบีเมเลคซึ่งเป็นพระราชาของเมืองเก-ราห์เข้าใจว่านางซาราห์เป็น น้องสาวของอับราฮัมจึงไปรับนางซาราห์มา แต่ในคืนนั้น พระเจ้าทรงเตือนกษัตริย์อาบีเมเลคทางพระสุบินและทั้งทรงเปิดเผยให้รู้ว่าอับ ราฮัมเป็นผู้เผยพระวจนะ เมื่อกษัตริย์ตื่นบรรทมแต่เช้ามืด ทรงตรัสเรียกอับราฮัมมาเข้าเฝ้าและต่อว่าท่าน ในบริบทนี้ผู้แปลประสบปัญหาว่าจะใช้สรรพนามอะไรระหว่างกษัติริย์กับอับราฮัม โดยทั่วไปกษัตริย์อาบีเมเลคย่อมมีตำแหน่งสูงกว่าอับราฮัมซึ่งเป็นคนธรรมดา สามัญ พระคัมภีร์ฉบับ 1971 และฉบับแก้ไขคำแปลจึงได้กำหนดให้ กษัตริย์อาบีเมเลคเรียกอับราฮัมว่า “เจ้า” และ เรียกตัวพระองค์เองว่า “เรา” ส่วนอับราฮัมเรียก กษัตริย์อาบีเมเลคว่า “ฝ่าพระบาท” และแทนตัวเอง ว่า “ข้าพระบาท” ดังที่ปรากฏในปฐมกาล 20:1-18 แต่เมื่อมาถึงบทที่ 21:22-331971 มีการใช้สรรพนามที่ ไม่เสมอต้นเสมอปลาย คือบางครั้งกษัตริย์อาบีเมเลคจะใช้คำว่า “เจ้า” กับอับราฮัม บางครั้งก็ใช้คำว่า “ท่าน” เช่นใน ข้อ 22 ใช้คำว่า […]

การแปลพระคัมภีร์และการอธิบายพระคัมภีร์ต้องยึดหลักจากภาษาเดิมหรือไม่? อย่างไร?

คำถาม : การแปลพระคัมภีร์และการอธิบายพระคัมภีร์ต้องยึดหลักจากภาษาเดิมด้วยหรือไม่ อย่างไร? คำตอบ : สำหรับ คำถามช่วงแรกนั้น ตอบได้เลยว่าต้องยึดหลักจากภาษาเดิมแน่นอน เพราะว่าพระคัมภีร์เขียนโดยใช้ภาษาฮีบรูและภาษากรีก ผู้เขียนต้องการสื่อความจริงโดยสองภาษานี้ที่พวกเขาคุ้นเคย ภาษาทั้งสองมีความแตกต่างกับภาษาไทยอย่างแน่นอน คนที่ใช้ภาษาทั้งสองก็มีวัฒนธรรมและสภาพเบื้องหลังที่ต่างจากคนไทย คำหรือข้อความที่เขาเขียนนั้นอาจมีความหมายต่างจากคำไทย แม้จะเป็นคำที่เหมือนกัน เช่น เมื่อเปาโลกล่าวว่าให้ทาสเชื่อฟังนาย (อฟ.6:5) ทาสในสังคมโรมันและโดยเฉพาะสังคมยิวในสมัยนั้นแตกต่างจากทาสในสังคม ไทยสมัยก่อนมาก ทาสของพวกเขาเป็นชนชั้นในสังคมที่ไม่มีสิทธิในการเป็นเจ้าของตัวเอง แต่ไม่ใช่ชนชั้นต่ำที่ทำงานต่ำต้อยและถูกดูหมิ่นเสมอไปดังเช่นในสังคมไทย ทาสในสังคมโรมันหรือยิวมีบทบาทหลากลายในบ้านนายหรือในสังคม ทาสบางคนมีอำนาจหน้าที่เป็นผู้ดูแลหรือจัดการบ้านแทนนายของตนเอง ทาสของทางราชการบางคนเป็นหมอ บางคนทำหน้าที่แทนข้าราชการเมื่อจำเป็น บางคนทำหน้าที่เหมือนตำรวจของทางการ ทาสจำนวนไม่น้อยจึงเป็นคนที่สังคมให้ความเคารพนับถือ นอกจากนี้พวกเขามีอิสระพอควรที่จะนับถือศาสนาหรือร่วมกิจกรรมทางศาสนาโดย เฉพาะในสังคมยิว บางครั้งคำในภาษาเดิมบางคำไม่สามารถหาคำแปลที่มีความหมายเหมือนกันหรือใกล้ กัน จึงมีการหาคำที่มีส่วนคล้ายกันบ้างมาแปล เช่น ในสดุดี 2:2 “…ต่อสู้ พระเจ้าและผู้รับการเจิมของพระองค์” “ผู้รับการเจิม” แปล จากคำว่า “เมสสิยาห์” ในภาษาเดิมซึ่งในที่นี้ หมายถึงกษัตริย์ที่พระเจ้าทรงแต่งตั้ง คำว่า “เมสสิยา” ใน ภาษาเดิมหมายถึงผู้ที่ได้รับการเทน้ำมันลงบนศีรษะเพื่อแต่งตั้งให้เป็น ปุโรหิต หรือกษัตริย์ หรือผู้เผยพระวจนะ (1 ซมอ.16:13) พิธีนี้ไม่มีในสังคมไทย จึงมีการหาคำที่มีส่วนคล้ายกันบ้างคือ “การเจิม” ที่มีนัยของพิธีกรรมมาแปลคำว่า “เม […]

การแปลที่ซื่อสัตย์เป็นอย่างไร ?

       คอลัมน์ “ท่านถาม ฝ่ายแปลตอบ” ฉบับนี้ตอบคำถามของท่านที่ถามเกี่ยวกับคำแปลในพระธรรมเฉลยธรรมบัญญัติ 15:18 และพระธรรมดาเนียล 11:32 ตามลำดับ โดยผู้ถามเห็นว่าฉบับมาตรฐานแปลผิดและแปลไม่ตรงความหมายในภาษาเดิม ดังนั้นทางฝ่ายแปลขอเรียนตอบท่านดังนี้ พระธรรมเฉลยธรรมบัญญัติ 15:18        ฉบับ 1971        เมื่อท่านปล่อยเขาให้เป็นอิสระนั้น ท่านอย่ารู้สึกหนักอกหนักใจ เพราะว่าเขาไดรับใช้ท่านมา เจ็ดปี ด้วยค่าแรงครึ่งหนึ่งของลูกจ้างเท่านั้น พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านจะทรงอำนวยพระพรแก่ท่าน ในการที่ท่านได้กระทำนั้น       ฉบับ 2011 เมื่อท่านปล่อยเขาให้เป็นอิสระนั้น ท่านอย่ารู้สึกหนักใจ เพราะเขาได้รับใช้ท่านมา หกปี ด้วยแรงงานสองเท่าของคาแรงลูกจ้าง และพระยาห์เวห์พระเจ้าของท่านจะทรงอวยพรแก่ท่านในทุกสิ่งที่ท่านได้ทำนั้น        คำถาม พระคัมภีร์ฉบับมาตรฐาน 2011 น่าจะมีการแปลผิดใน พระธรรมเฉลยธรรมบัญญัติ 15:18 คือน่าจะแปลเป็น “ด้วยแรงงานครึ่งหนึ่งของค่าแรงของลูกจ้างเท่านั้น” โดยเทียบเคียงกับฉบับก่อน หน้านี้คือฉบับ 1971 นอกจากนี้ฉบับภาษาอังกฤษหลายๆฉบับ ก็แปลว่า “ค่าจ้างเพียงครึ่งเดียว”       […]

กรุงเยรูซาเล็มเป็นของเผ่ายูดาห์หรือเบนยามิน

คำถาม  เมื่ออ่านพระธรรมผู้วินิจฉัยบทที่ 1ข้อ 8 และข้อ 21 ทำให้เกิดข้อสงสัยขึ้นมาว่า กรุงเยรูซาเล็มเป็นของเผ่าไหนกันแน่ เป็นของเผ่ายูดาห์ หรือ เผ่าเบนยามิน อีกประการหนึ่งก็คือทำไมเมื่อเผ่ายูดาห์ยึดและเผาเมืองไปแล้ว ยังมีชาวเยบุสเหลืออยู่ คำตอบ  เมื่ออ่านพระธรรมสองข้อนี้พร้อม ๆ กัน ก็ดูเหมือนว่าจะขัดแย้งกัน ดังนั้นเราต้องมาพิจารณาความเป็นมาของการยึดครองแผ่นดินคานาอันของคนอิสราเอล ว่าพวกเขามีการปฏิบัติอย่างไร เมื่อโยชูวานำชนชาติอิสราเอลเข้าโจมตีแผ่นดินคานาอันนั้น คนอิสราเอลถูกต่อต้านจากชาวคานาอันที่รวมตัวกันพระธรรมโยชูวาบันทึกว่า กษัตริย์อาโดนีเซเดกกษัตริย์ที่ปกครองเยรูซาเล็มได้รวบรวมกษัตริย์อีก 4 องค์มาต่อสู้กับคนอิสราเอล” ด้วยเหตุนี้อาโดนีเซเดกกษัตริย์แห่งเยรูซาเล็มจึงทรงให้ไปหาโฮฮัมกษัตริย์แห่งเฮโบรนและปิรามกษัตริย์แห่งยารมูทและยาเฟียกษัตริย์แห่งลาคีชและเดบีร์กษัตริย์แห่งเอโลน” (ยชว.10:3) เมื่อทำการรบกษัตริย์ทั้งห้าก็ได้พ่ายแพ้ต่อกองทัพอิสราเอลกษัตริย์ทั้งห้าได้เข้าไปแอบในถ้ำ โยชูวาได้สั่งให้ทหารปิดปากถ้ำไว้แล้วให้ทหารไล่ติดตามทหารที่เหลือไปจนทหารที่แตกพ่ายได้เข้าไปอยู่ในเมือง โยชูวาจึงให้ทหารนำกษัตริย์ทั้งห้าออกมาประหารชีวิตเมื่อประหารชีวิตกษัตริย์เหล่านี้แล้วก็ได้ยกกองทัพไปยึดเมืองได้อีกหลายเมือง แต่ไม่ได้กล่าวถึงการยึดเยรูซาเล็ม (โยชูวา10:22-43) เป็นไปได้ว่าหลังจากสมัยของโยชูวายังมีคนเหลืออยู่ในกรุงเยรูซาเล็ม ต่อมาในสมัยผู้วินิจฉัยเผ่ายูดาห์และเผ่าสิเมโอนได้ยกกองทัพเข้ายึดอาณาเขตที่ได้ถูกจัดแบ่งไว้ให้ ซึ่งเมื่อเราพิจารณาชื่อเมืองที่โยชูวาแบ่งให้เผ่าต่างๆ เราก็จะพบว่าชื่อของเยรูซาเล็มปรากฏอยู่ในอาณาเขตของเผ่ายูดาห์ ตามโยชูวา 15:63 ที่กล่าวว่า “แต่คนเยบุสซึ่งเป็นชาวเมืองเยรูซาเล็มนั้นคนยูดาห์ไม่สามารถขับไล่ไปได้คนเยบุสจึงอาศัยอยู่กับคนยูดาห์จนถึงทุกวันนี้” ในขณะเดียวกันเผ่าเบนยามินก็ได้รับเยรูซาเล็มเป็นมรดกด้วยในโยชูวา18:28 “เศลาหะเอเลบุส (คือเยรูซาเล็ม) กิเบอาห์และคีริยาทรวมเป็น 14 เมืองกับหมู่บ้านโดยรอบเมืองนั้นๆ ด้วย นี่เป็นมรดกของพงศ์พันธุ์เบนยามินตามตระกูลของเขา” เมื่อเราพิจารณาจากแผนที่ประกอบเราก็อาจจะพอเข้าใจได้ว่าเยรูซาเล็มเป็นเมืองที่อยู่ชายแดนของทั้งสองเผ่า บางส่วนของเมืองอาจจะอยู่ในส่วนของยูดาห์และอีกส่วนอยู่ในเขตแดนของเบนยามิน ลักษณะที่เมืองหนึ่งอยู่ในสองอาณาเขต ก็พอให้เราเห็นได้ในปัจจุบัน เช่น Kansas City ซึ่งเป็นเมืองเก่าแก่ของประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อมีการแบ่งเขตแดนของรัฐใหม่เมือง Kansas ส่วนใหญ่จะอยู่ในเขตของรัฐ Missouri อีกส่วนหนึ่งที่ไม่ค่อยเจริญนักก็จะอยู่ในเขตของรัฐ Kansas และจะถูกเรียกรวมกันว่า Kansas City metropolitan area […]

1 2 3