ความเป็นมา

ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19

เป็นช่วงที่ประเทศไทยกำลังอยู่ในระหว่าง การเปลี่ยนแปลงและพัฒนาในทุกด้านพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรง ประกาศเลิกทาส ทรงเปลี่ยนระบบราชการโดยนำเอาระบบตุลาการเยี่ยงตะวันตกมาใช้ มีการปรับปรุงการเก็บภาษีแผ่นดิน มีการค้าขายติดต่อกับต่างประเทศ จัดตั้งกรมไปรษณีย์โทรเลข กรมรถไฟและปรับปรุงระบบสาธารณูปโภคต่างๆให้ดีขึ้น  ซึ่งในขณะ นั้นประเทศเพื่อนบ้านในแถบเอเชียกำลังเผชิญกับการขาดแคลนและโรคภัยไข้เจ็บ ต่างๆ แต่ชาวไทยส่วนใหญ่มีความเป็นอยู่อย่างสมบูรณ์ ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ  คนไทยเป็นคนที่รักสันติ ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธและอิสลาม (ผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามนั้นส่วนมากอยู่ทางภาคใต้ของประเทศไทย)

ค.ศ. 1838 งานประกาศพระกิตติคุณของโปรแตสแตนท์ได้เข้ามาสู่ประเทศไทย โดยได้รับอนุญาตจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวให้ประกาศพระ กิตติคุณทางภาคเหนือของประเทศไทยและลาว (ซึ่งในขณะนั้นเป็นดินแดนไทย)  คณะมิชชั่นที่ทำงานในแถบนั้นคือ คณะเพรสไบทีเรียน
ค.ศ. 1861 คณะเพรสไบทีเรียนได้ตั้งโรงพิมพ์ขึ้นในกรุงเทพฯ โดยมีจุดประสงค์เพื่อจัดพิมพ์พระคัมภีร์ออกเผยแพร่ โรงพิมพ์แห่งนี้ได้ร่วมมือกับสมาคมพระคริสตธรรมอเมริกาในการจัดพิมพ์พระคริ สตธรรมคัมภีร์ที่แปลเป็นภาษาไทยแล้วออกจำหน่ายจ่ายแจกประชาชนในสมัยนั้น นับได้ว่า เป็นการเริ่มต้นของสมาคมพระคริสตธรรมแห่งอเมริกาในประเทศไทย
โรงพิมพ์ของสภาคริสตจักรฯ(คณะเพรสไบทีเรียน) ซึ่งตั้งขึ้นเมื่อปี 1861 ดูและและดำเนินการโดย ดร.แมคโดนัลด์ มีสมาคมพระคริสตธรรมอเมริกาสนับสนุนเงินปีละ 1,000 เหรียญเพื่อให้โรงพิมพ์ใช้จ่ายในการจัดพิมพ์และจำหน่ายจ่ายแจก โรงพิมพ์นี้ได้จัดพิมพ์พระคริสตธรรมคัมภีร์ทั้งเล่มได้พิมพ์สำเร็จเมื่อวัน ที่ 16 กันยายน 1894 และพระธรรมบทเพลงซาโลมอนเป็นพระธรรมเล่มสุดท้ายที่พิมพ์ โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน มีหมอบรัดเลย์เป็นผู้อำนวยการ ในปี 1863  เริ่ม แรกหมอบรัดเลย์ได้เขียนจดหมายถึงสมาคมพระคริสตธรรมอเมริกาเพื่อขอจำหน่าย จ่ายแจกพระคริสตธรรมคัมภีร์ในโรงพยาบาลและนำรายได้จากการจำหน่ายไปใช้ใน กิจการของโรงพยาบาล ซึ่งนอกจากสมาคมพระคริสตธรรมอเมริกาจะอนุญาตให้จำหน่ายแล้วยังสนับสนุนด้วย เงินปีละ 500 เหรียญสหรัฐอีกด้วย

ผลการจำหน่ายจ่ายแจกของ โรงพิมพ์โดย ดร.แมคโดนัลด์ พอสรุปได้ว่า

– งานจำหน่ายสมัยนั้นส่วนมากจะเป็นกลุ่มมิชชั่นนารีซึ่งมีกำลังคนจำกัด
– เนื่องจากคนไทยเคยได้รับการแจกหนังสือฟรีมาตลอดเวลา เมื่อต้องเสียเงินซื้อก็ไม่ค่อยซื้อกัน ดังนั้นทำให้ยอดการจำหน่ายลดลง
– กำลังการผลิตในสมัยนั้นยังมีขีดความสามารถน้อยมาก ไม่พอแก่ความต้องการของคนไทยที่มีมากขึ้น
ค.ศ.1939 มีการเปลี่ยนชื่อจากประเทศสยามมาเป็นประเทศไทย  และชื่อสมาคมพระคริสตธรรมก็เปลี่ยนเป็นสมาคมพระคริสตธรรม อเมริกาในไทย
ค.ศ.1958 สมาคมพระคริสตธรรมอเมริกาในประเทศไทย เป็น “หอพระคริสตธรรมไทย” หรือ Thailand Bible House เพื่อ ให้มีความเป็นไทยมากขึ้น
ค.ศ.1978 หอพระคริสตธรรมไทย ได้จดทะเบียนเป็นสมาคมกับกองกำกับการ 3 (กองตำรวจสันติบาล กรมตำรวจ กระทรวงมหาดไทย) เปลี่ยนชื่อเป็น “สมาคมพระคริสตธรรมไทย” จนถึง ปัจจุบัน
ประวัติสำนักงานที่ตั้งของสมาคมฯ
ค.ศ.1938 เป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันท มหิดลขึ้นครองราชย์ และรัฐบาลได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 1938  ศจ.แฟรงกลินได้หาซื้อตึกที่ทำการของสมาคมฯ และท่านได้ตกลงซื้อบ้านเลขที่ 703 ถนนสาธรเหนือ ต.สีลม อ.บางรัก ซึ่งอยู่ใกล้กับโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย เป็นที่ทำการของสมาคมฯ ประกอบด้วยตัวตึก 2 ชั้น ตัวอาคารทันสมัยแบบยุโรปตามความนิยมของต่างชาติในสมัยนั้น (ต่อมามีการเปลี่ยนบ้านเลขที่เป็น 150)
ค.ศ.1981 เลขาธิการสมาคมฯ ในยุคนั้นคือ ศจ.ทรงเดช กุสาวดี ได้ให้วิศวกรมาสำรวจความเสียหายของอาคารเพื่อทำการซ่อมแซมเนื่องจาก ตัวอาคารมีการใช้งานมายาวนานและเริ่มทรุดโทรม เมื่อวิศวกรรายงานว่าอาคารอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถซ่อมแซมได้แล้ว ประกอบกับขณะนั้นมีการก่อสร้างสะพานตากสิน ซึ่งปลายสะพานมีความยาวเกือบถึงหน้าสมาคมฯ เมื่อก่อสร้างสะพานเสร็จก็จะมียานพาหนะมาใช้สะพานดังกล่าวมากจะส่งผลให้ตัว อาคารทรุดและพังเร็วยิ่งขึ้น  กรรมการอำนวยการเห็นควรให้ย้าย สำนักงานและหาซื้ออาคารที่เหมาะสมเป็นสำนักงาน เมื่อขายที่ดินและอาคารสำนักงานเก่าได้แล้วจึงได้นำเงินมาซื้อห้องแถว 4 คูหาริมถนนวิภาวดีทำเป็นสำนักงานและอาคารด้านในอีก 3 คูหาเป็นสต๊อกเก็บสินค้าในเวลาต่อมา
อาคารใหม่ของสมาคมพระคริสตธรรมไทยตั้งอยู่ที่เลขที่ 319/52 – 55 ถ.วิภาวดีรังสิต  พญาไท กทม. ได้มีการทำพิธีเปิดอาคารสมาคมฯในวันที่ 27 กันยายน ค.ศ.1981 โดยมี ดร.ธนู แสวงศักดิ์ อธิบดีกรมศาสนา เป็นประธาน และได้ใช้สำนักงานนี้มาถึงปัจจุบัน

อ่านต่อคลิกที่นี่