ความเป็นมา

ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19

เป็นช่วงที่ประเทศไทยกำลังอยู่ในระหว่าง การเปลี่ยนแปลงและพัฒนาในทุกด้านพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรง ประกาศเลิกทาส ทรงเปลี่ยนระบบราชการโดยนำเอาระบบตุลาการเยี่ยงตะวันตกมาใช้ มีการปรับปรุงการเก็บภาษีแผ่นดิน มีการค้าขายติดต่อกับต่างประเทศ จัดตั้งกรมไปรษณีย์โทรเลข กรมรถไฟและปรับปรุงระบบสาธารณูปโภคต่างๆให้ดีขึ้น  ซึ่งในขณะ นั้นประเทศเพื่อนบ้านในแถบเอเชียกำลังเผชิญกับการขาดแคลนและโรคภัยไข้เจ็บ ต่างๆ แต่ชาวไทยส่วนใหญ่มีความเป็นอยู่อย่างสมบูรณ์ ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ  คนไทยเป็นคนที่รักสันติ ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธและอิสลาม (ผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามนั้นส่วนมากอยู่ทางภาคใต้ของประเทศไทย)

ค.ศ. 1838 งานประกาศพระกิตติคุณของโปรแตสแตนท์ได้เข้ามาสู่ประเทศไทย โดยได้รับอนุญาตจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวให้ประกาศพระ กิตติคุณทางภาคเหนือของประเทศไทยและลาว (ซึ่งในขณะนั้นเป็นดินแดนไทย)  คณะมิชชั่นที่ทำงานในแถบนั้นคือ คณะเพรสไบทีเรียน
ค.ศ. 1861 คณะเพรสไบทีเรียนได้ตั้งโรงพิมพ์ขึ้นในกรุงเทพฯ โดยมีจุดประสงค์เพื่อจัดพิมพ์พระคัมภีร์ออกเผยแพร่ โรงพิมพ์แห่งนี้ได้ร่วมมือกับสมาคมพระคริสตธรรมอเมริกาในการจัดพิมพ์พระคริ สตธรรมคัมภีร์ที่แปลเป็นภาษาไทยแล้วออกจำหน่ายจ่ายแจกประชาชนในสมัยนั้น นับได้ว่า เป็นการเริ่มต้นของสมาคมพระคริสตธรรมแห่งอเมริกาในประเทศไทย
โรงพิมพ์ของสภาคริสตจักรฯ(คณะเพรสไบทีเรียน) ซึ่งตั้งขึ้นเมื่อปี 1861 ดูและและดำเนินการโดย ดร.แมคโดนัลด์ มีสมาคมพระคริสตธรรมอเมริกาสนับสนุนเงินปีละ 1,000 เหรียญเพื่อให้โรงพิมพ์ใช้จ่ายในการจัดพิมพ์และจำหน่ายจ่ายแจก โรงพิมพ์นี้ได้จัดพิมพ์พระคริสตธรรมคัมภีร์ทั้งเล่มได้พิมพ์สำเร็จเมื่อวัน ที่ 16 กันยายน 1894 และพระธรรมบทเพลงซาโลมอนเป็นพระธรรมเล่มสุดท้ายที่พิมพ์ โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน มีหมอบรัดเลย์เป็นผู้อำนวยการ ในปี 1863  เริ่ม แรกหมอบรัดเลย์ได้เขียนจดหมายถึงสมาคมพระคริสตธรรมอเมริกาเพื่อขอจำหน่าย จ่ายแจกพระคริสตธรรมคัมภีร์ในโรงพยาบาลและนำรายได้จากการจำหน่ายไปใช้ใน กิจการของโรงพยาบาล ซึ่งนอกจากสมาคมพระคริสตธรรมอเมริกาจะอนุญาตให้จำหน่ายแล้วยังสนับสนุนด้วย เงินปีละ 500 เหรียญสหรัฐอีกด้วย

ผลการจำหน่ายจ่ายแจกของ โรงพิมพ์โดย ดร.แมคโดนัลด์ พอสรุปได้ว่า

– งานจำหน่ายสมัยนั้นส่วนมากจะเป็นกลุ่มมิชชั่นนารีซึ่งมีกำลังคนจำกัด
– เนื่องจากคนไทยเคยได้รับการแจกหนังสือฟรีมาตลอดเวลา เมื่อต้องเสียเงินซื้อก็ไม่ค่อยซื้อกัน ดังนั้นทำให้ยอดการจำหน่ายลดลง
– กำลังการผลิตในสมัยนั้นยังมีขีดความสามารถน้อยมาก ไม่พอแก่ความต้องการของคนไทยที่มีมากขึ้น
ค.ศ.1939 มีการเปลี่ยนชื่อจากประเทศสยามมาเป็นประเทศไทย  และชื่อสมาคมพระคริสตธรรมก็เปลี่ยนเป็นสมาคมพระคริสตธรรม อเมริกาในไทย
ค.ศ.1958 สมาคมพระคริสตธรรมอเมริกาในประเทศไทย เป็น “หอพระคริสตธรรมไทย” หรือ Thailand Bible House เพื่อ ให้มีความเป็นไทยมากขึ้น
ค.ศ.1978 หอพระคริสตธรรมไทย ได้จดทะเบียนเป็นสมาคมกับกองกำกับการ 3 (กองตำรวจสันติบาล กรมตำรวจ กระทรวงมหาดไทย) เปลี่ยนชื่อเป็น “สมาคมพระคริสตธรรมไทย” จนถึง ปัจจุบัน
ประวัติสำนักงานที่ตั้งของสมาคมฯ
ค.ศ.1938 เป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันท มหิดลขึ้นครองราชย์ และรัฐบาลได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 1938  ศจ.แฟรงกลินได้หาซื้อตึกที่ทำการของสมาคมฯ และท่านได้ตกลงซื้อบ้านเลขที่ 703 ถนนสาธรเหนือ ต.สีลม อ.บางรัก ซึ่งอยู่ใกล้กับโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย เป็นที่ทำการของสมาคมฯ ประกอบด้วยตัวตึก 2 ชั้น ตัวอาคารทันสมัยแบบยุโรปตามความนิยมของต่างชาติในสมัยนั้น (ต่อมามีการเปลี่ยนบ้านเลขที่เป็น 150)
ค.ศ.1981 เลขาธิการสมาคมฯ ในยุคนั้นคือ ศจ.ทรงเดช กุสาวดี ได้ให้วิศวกรมาสำรวจความเสียหายของอาคารเพื่อทำการซ่อมแซมเนื่องจาก ตัวอาคารมีการใช้งานมายาวนานและเริ่มทรุดโทรม เมื่อวิศวกรรายงานว่าอาคารอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถซ่อมแซมได้แล้ว ประกอบกับขณะนั้นมีการก่อสร้างสะพานตากสิน ซึ่งปลายสะพานมีความยาวเกือบถึงหน้าสมาคมฯ เมื่อก่อสร้างสะพานเสร็จก็จะมียานพาหนะมาใช้สะพานดังกล่าวมากจะส่งผลให้ตัว อาคารทรุดและพังเร็วยิ่งขึ้น  กรรมการอำนวยการเห็นควรให้ย้าย สำนักงานและหาซื้ออาคารที่เหมาะสมเป็นสำนักงาน เมื่อขายที่ดินและอาคารสำนักงานเก่าได้แล้วจึงได้นำเงินมาซื้อห้องแถว 4 คูหาริมถนนวิภาวดีทำเป็นสำนักงานและอาคารด้านในอีก 3 คูหาเป็นสต๊อกเก็บสินค้าในเวลาต่อมา
อาคารใหม่ของสมาคมพระคริสตธรรมไทยตั้งอยู่ที่เลขที่ 319/52 – 55 ถ.วิภาวดีรังสิต  พญาไท กทม. ได้มีการทำพิธีเปิดอาคารสมาคมฯในวันที่ 27 กันยายน ค.ศ.1981 โดยมี ดร.ธนู แสวงศักดิ์ อธิบดีกรมศาสนา เป็นประธาน และได้ใช้สำนักงานนี้มาถึงปัจจุบัน

ลำดับเลขาธิการสมาคมพระคริสตธรรมไทยตั้งแต่ยุคแรก–ปัจจุบัน

ค.ศ.1886–1889  ดร.ลูเธอร์ เอส กูลลิค ซึ่งเป็นเลขาธิการสมาคมฯประเทศจีนในขณะนั้นเข้ามารับงานของสมาคมฯในประเทศ ไทยอีกแห่ง  ช่วงนั้นมีการสั่งงด(ในอนุสรณ์ 100 ปีไม่ได้ระบุไว้ว่าใครสั่งงด)ไม่ให้แจกพระคริสตธรรมคัมภีร์ด้วยการให้เปล่า แต่ผู้รับจะเสียเงินซื้อในราคาที่ต่ำกว่าทุนมาก แม้ว่าตอนนั้นจะมีปัญหาเกี่ยวกับอาสาสมัครจำหน่ายซึ่งมีจำนวนลดลงแต่ยอดการ จำหน่ายกลับสูงขึ้นถึง 4 เท่า ที่เป็นเช่นนั้นเนื่องจากพระธรรมสุภาษิตเป็นคำกลอนและพระคริสตธรรมคัมภีร์ คัดตอนเล่มอื่นก็พิมพ์ด้วยตัวหนังสือที่ใหญ่ทำให้เป็นที่ชื่นชอบของผู้อ่าน โดยทั่วไป
ค.ศ.1889-1907 ศจ.จอห์น คาร์ริงตัน เป็นเลขาธิการคนแรกฯประจำประเทศไทยอย่างเป็นทางการ
– ศจ. จอห์น คาร์ริงตันเคยเป็นมิชชั่นนารีของสภาคริสตจักรในประเทศไทยมาก่อน ท่านได้ลาออกจากการเป็นศิษยาภิบาลที่ซานฟรานซิสโกมารับตำแหน่งเลขาธิการ สมาคมฯ เต็มเวลา  ในช่วงปลายปีแรกการจำหน่ายเพิ่มขึ้นถึงสาม เท่าตัว ตัวเลขเพิ่มขึ้นกว่า 7,000 เล่มและจำนวนการสั่งพิมพ์เพิ่มขึ้นกว่า 4 เท่าตัวภายใน 10 ปี ซึ่งหมายความถึงค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานก็เพิ่มมากขึ้นจากเดิม 1,178 ดอลล่าร์ เป็น 4,144 ดอลล่าร์ต่อปี
– จากประสบการณ์การทำงานรับใช้พระเจ้าของ ศจ.คาร์ริงตัน ท่านได้ถ่ายทอดสิ่งที่น่าสนใจเป็นคำพูดของท่าน ดังนี้  “เรา ได้ประกาศพระกิตติคุณเข้าไปในหลายจังหวัด ได้ประกาศเข้าไปในหมู่บ้านต่างๆ หนังสือพระคริสตธรรมคัมภีร์จำนวนมากได้ขายไป คนหลายร้อยคนได้พบกับพระเจ้า ซึ่งคนเหล่านั้นไม่มีโอกาสได้ยินข่าวประเสริฐจากมิชชั่นนารีหรือผู้รับใช้ พระเจ้าคนอื่นๆเลย ที่กรุงเทพฯ ข้าพเจ้าได้มีโอกาสไปเยี่ยมราษฎรชาวกรุงเทพฯตามถนนหนทาง ตรอกซอกซอยต่างๆตามวัดวาอารามเพื่อจำหน่ายจ่ายแจกพระวจนะของพระเจ้าแก่คน เหล่านั้น”
หลังจากนั้นไม่กี่ปี ท่านได้บันทึกเอาไว้ว่า “เราได้นำ พระคริสตธรรมคัมภีร์ของสมาคมฯเข้าไปจำหน่ายในบ่อนการพนัน ในโรงฝิ่น ในโรงเหล้า ร้านหนังสือ ร้านตัดผม บนเรือ ในเรือนแพ ในย่านของคนยากจนในย่านของคนร่ำรวย”
– ในตอนต้นของศตวรรษที่ 20 เป็นครั้งแรกที่พระคริสตธรรมคัมภีร์ทั้งเล่มได้ถูกพิมพ์เป็นภาษาไทย  นอก จากนั้นยังมีพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ พระธรรมคัมภีร์ตอนต่างๆ จากพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมและใหม่และ ภาษาลาว  พระคริสตธรรมคัมภีร์ภาษาเขมร พระกิตติคุณลูกาและกิจการภาษาเขมรก็ถูกพิมพ์ขึ้นในช่วงนี้เช่นกัน หนังสือทั้งหมดนี้ได้รับการสนับสนุนจากสมาคมพระคริสตธรรมอเมริกาทั้งสิ้น
ค.ศ.1907–1912 ศจ.ดับบลิว.เอ็ม. คาเมอร์ตันได้มารับหน้าที่แทนต่อจาก ศจ.คาร์ริงตัน  ท่านเดิน ทางเพื่อจ่ายแจกพระวจนะของพระเจ้าหลายครั้ง ทั้งทางเรือและเกวียนเทียมด้วยวัวยังจังหวัดต่างๆในประเทศไทย

ปลาย ค.ศ.1912–1932 ศจ.โรเบิร์ต  เออร์วิน

– สิ่งแรกที่ท่านทำคือสะสางเรื่องบัญชีและแก้ไขงานทางด้านบริหารให้ทันสมัย  ท่านเห็นว่าการที่เลขาธิการจะออกไปจำหน่ายจ่ายแจกเองนั้นย่อมไม่ คุ้มค่า  ท่านจึงจ้างคนงานที่จะช่วยทำงาน ศจ.เออร์วินได้เชิญมิชชั่นนารีให้ว่าจ้างคริสเตียนพื้นเมืองมาอบรมการ จำหน่ายจ่ายแจกพระคริสตธรรมคัมภีร์พร้อมทั้งประกาศพระกิตติคุณไปด้วย โดยสมาคมฯสนับสนุนค่าจ้างและค่าเดินทางให้ ซึ่งการนี้ช่วยให้งานสมาคมฯคล่องตัวยิ่งขึ้น  เมื่อมีการ เปลี่ยนแปลงระบบการทำงาน การจำหน่ายจึงเพิ่มขึ้นและรวดเร็ว ทันต่อความต้องการพระวจนะพระเจ้าของผู้คน
– สิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้การจำหน่ายประสบความสำเร็จ คือ มีการสัมมนาผู้แทนจำหน่ายพระคริสตธรรมคัมภีร์เต็มเวลา มีศูนย์อบรมผู้จำหน่าย ในปีค.ศ. 1918 ศจ. เกรแฮม ฟูลเลอร์ซึ่งเป็นมิชชั่นนารีสภาคริสตจักรได้จัดตั้งระบบ “ Colporteur” ซึ่งเป็นระบบที่ให้ผู้จำหน่ายมีขอบข่ายการควบคุมในการ จำหน่ายให้เกิดผลมากยิ่งขึ้น
– ศจ.เออร์วินเริ่มโครงการประกาศพระกิตติคุณกับคนตาบอดโดยจัดทำระบบอักษรนูน (Braille) ซึ่งเป็นภาษาสำหรับคนตาบอด เริ่มต้นด้วยพระคริสตธรรมคัมภีร์คัดตอน (พระกิตติคุณ) ทั้ง 2 เล่ม
ค.ศ.1927 ทางสมาคมฯได้ซื้อเครื่องทำอักษรนูน เพื่อทำพระคริสตธรรมคัมภีร์สำหรับคนตาบอด
ค.ศ.1930 พระธรรมคัดตอนสำหรับคนตาบอดก็พิมพ์เสร็จ
ค.ศ.1931–1946 ศจ.โรเบิร์ต โอ แฟรงกลิน
– เริ่มต้นจากการเป็นศิษยาภิบาลที่คริสตจักรเพรสไบทีเรียนในเมืองเออร์วิน รัฐเทนเนสซี่  ท่านและภรรยารักชาวสยามมากและหวังจะเห็นพระคำ ของพระเจ้าถูกหว่านไปทั่วดินแดนนี้ ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและเปลี่ยนแปลงหาร ปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบรัฐธรรมนูญ มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลสะท้อนถึงการทำงานของสมาคมพระคริสตธรรมไทยด้วย แม้จะเผชิญกับปัญหารอบด้านแต่ท่านก็สามารถเผชิญได้ด้วยความทรหดอดทนอย่างน่า ยกย่อง
– ศจ.แฟรงกลินพยายามทุกวิถีทางที่จะส่งเสริมให้คริสตจักร องค์กรหน่วยงานคริสตชนมีภาระในการจำหน่ายจ่ายแจกพระคำของพระเจ้าร่วมกับมิ ชชั่นนารี ความกระตือรือร้นในการทำงานของท่านได้เพิ่มความสนใจของชาวอีสานในเรื่องราว ของพระเจ้า มีการเปิดโรงเรียนศาสนศาสตร์ที่โคราชและชั้นเรียนพิเศษสำหรับการประกาศพระ กิตติคุณโดยการจำหน่ายพระคริสตธรรมคัมภีร์ โดยคณะซี เอ็ม เอ มิชชั่น
– ปี 1941 เป็นช่วงที่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 และคริสเตียนถูกข่มเหงอย่างหนักรวมทั้งองค์กรหน่วยงานคริสเตียนด้วย มีรายงานว่า ศจ. แฟรงกลินถูกกักขังและจะส่งตัวกลับอเมริกาในปีค.ศ. 1942  แต่แล้ว ศจ. แฟรงกลิน ก็ได้กลับมาทำงานในสมาคมฯอีกครั้งในปีค.ศ. 1946 เพื่อตรวจดูสภาพความเรียบร้อยของตัวตึกและเตรียมงานให้เลขาธิการคนใหม่  สภาพบ้านเมืองกรุงเทพฯหลังสงครามยุติไม่ได้ทำให้ท่านท้อใจแต่อย่าง ใด ท่านชื่นชมยินดีที่ได้เห็นว่าของสำคัญไม่ได้ถูกทำลายไป ทรัพย์สินของสมาคมฯยังอยู่ครบ และหลังจากนั้นกว่า 4 สัปดาห์ที่ทำการซ่อมแซมตัวตึกจนแล้วเสร็จ

ค.ศ.1946–1956 ศจ.ปี เตอร์ โวท

ค.ศ. 1947 ได้แถลงถึงโครงการ 5 ปีในการทำงานและได้ตั้งเป้าในการจำหน่ายแจกจ่ายพระวจนะของพระเจ้าให้ได้ 500,000 เล่ม  โดยเริ่มพร้อมกับโครงการขยายคริสตจักรของสภาคริ สตจักรในประเทศไทย  หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง รัฐบาลสนับสนุนให้ประชาชนมีการศึกษามากขึ้น เป็นเหตุให้ความต้องการพระคริสตธรรมคัมภีร์ในหมู่ผู้ได้รับการศึกษามีเพิ่ม ขึ้น
– โครงการ 5 ปี จำต้องใช้ผู้จำหน่ายพระคริสตธรรมคัมภีร์เพิ่มขึ้น และนั่นหมายถึงงบประมาณที่จะเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัวหลายเท่าตัว
ค.ศ.1948–1949 การจำหน่ายได้เพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากการขาดแคลนพระคริสตธรรมคัมภีร์ในช่วงสงคราม แต่ปี ค.ศ. 1950 ความต้องการก็ถึงจุดอิ่มตัว การจำหน่ายได้เฉพาะในจังหวัดที่สำคัญๆและการเพิ่มยอดจำหน่ายก็ทำได้โดยเพิ่ม ผู้จำหน่ายให้เดินทางไปจำหน่ายตามที่ต่างๆก็ต้องเพิ่มงบประมาณค่าจ้างและค่า เดินทางขึ้นด้วย
ค.ศ. 1954 มิชชั่นนารีในประเทศไทยจึงเปลี่ยนวิธีการจำหน่ายพระคริสตธรรมคัมภีร์ จากการจำหน่ายแบบคนต่อคน เปลี่ยนเป็นองค์กรหน่วยงานหรือคริสเตียนเป็นผู้จำหน่าย โดยการประกาศด้วยรูปภาพเรื่องราวของพระเยซู แล้วเชิญชวนให้ผู้ฟังซื้อพระคริสตธรรมคัมภีร์

ค.ศ.1956–1958 ศจ.มิง ซี เซา

– สิ่งแรกที่ท่านทำ คือ เปลี่ยนชื่อ สมาคมพระคริสตธรรมอเมริกาในประเทศไทย เป็น “หอพระคริสตธรรมไทย” หรือ Thailand Bible House เพื่อให้สมาคมฯในประเทศไทยมีความเป็นไทยมากขึ้น
– สนับสนุนโครงการ World Wide Bible Reading และ Bible Sunday มีโปสเตอร์ติดตามคริสตจักร และตามร้านหนังสือต่างๆ ทั้งยังโฆษณาผ่านรายการวิทยุโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์สยามรัฐและบางกอกโพสต์ด้วย ตอนนั้นได้วางขายพระคริสตธรรมคัมภีร์ตามร้านหนังสือต่างๆถึง 26 แห่ง รวมในร้านที่ท่าอากาศยานดอนเมืองด้วย
– ผลักดันให้มีการจำหน่ายในต่างจังหวัดมากขึ้นเท่าที่จะมากได้ และบางที่รถไฟไปไม่ถึง และท่านได้ขออนุญาตจากรัฐบาลวางพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาษาจีนและอังกฤษตามสถาน ที่สำคัญต่างๆเช่น สนามบินดอนเมือง โรงแรมใหญ่ๆ ที่ทำการไปรษณีย์และสถานีรถไฟเป็นการบริการฟรี  ฝ่ายการต่าง ประเทศพอใจในสิ่งที่ ศจ. มิง ซี เซามากและอนุมัติงบประมาณสนับสนุนตามมาอย่างเพียงพอ
ค.ศ.1958–1960 ศจ.ลิออน ไวล์เดอร์
ค.ศ.1960–1962 ศจ.อาเธอร์ อี. เคราซ์
ค.ศ.1962–1971 ศจ.ชาน ยัง ชอย (ชาวเกาหลี)
– ยอดจำหน่ายปีค.ศ. 1962 – 1965  เพิ่มขึ้นจาก 767,000 เป็น 1,427,000 เล่ม และในปี 1967 จำหน่ายถึง 2,000,000 เล่ม ด้วยการจัดหาอุปกรณ์และเครื่องมือช่วยในการออกจำหน่าย เช่น เครื่องเสียง, รถจักรยานยนต์, การออกร้านจำหน่าย
– ศจ. ชาน ยัง ชอย เป็นผู้ริเริ่มให้ความสำคัญในการนำพระคัมภีร์ไปถวายวัด เพื่อชายไทยที่บวชเรียนจะมีโอกาสศึกษาพระวจนะของพระเจ้าได้ด้วย

ค.ศ.1971–1975 ศจ.บุญครอง ปิฎ กานนท์
ค.ศ.1975–1986 ศจ.ทรงเดช กุสาวดี
– หอพระคริสตธรรมไทย ได้จดทะเบียนเป็นสมาคมกับกองกำกับการ 3 (กองตำรวจสันติบาล  กรมตำรวจ  กระทรวงมหาดไทย) เปลี่ยนชื่อเป็น “สมาคมพระคริสตธรรมไทย” จนถึง ปัจจุบัน ซึ่งในการจดทะเบียนเป็นสมาคมฯ จำเป็นต้องมีสมาชิก มีธรรมนูญและกรรมการอำนวยการเพื่อดำเนินงานของสมาคมฯและมีการประชุมสมัชชา ดังนั้น จึงได้จัดการประชุมสมัชชาสมาคมฯ เป็นครั้งแรกในวันที่ 9 ธันวาคม ค.ศ. 1978 และต่อมามีการประชุมกรรมการอำนวยการอย่างน้อยปีละ 4 ครั้งและประชุมสมัชชาปีละ 1 ครั้ง
ค.ศ.1986 ศจ.สมดี ภูสอดสี
– ได้เริ่มต้นจัดทำหนังสือ “เฉลิมพระเกียรติ” จำนวน 300,000 เล่มให้คริสตชนได้ใช้แจกพี่น้องชาวไทยในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ และใบปลิวจำนวน 300, 000 ชุด และได้นำหนังสือและใบปลิวจำนวน 60,000 เล่มไปแจกให้กับผู้เข้าชม “เรือดูโลส” หรือห้อง สมุดลอยน้ำลำแรกที่มาแวะเยี่ยมประเทศไทยในปี 1987 อีกด้วย
ปี 1988 สมาคมพระคริสตธรรมอเมริกาได้มีการประชุมประจำปีของสมาคมฯ และที่ประชุมมีมติเลือกพระสังฆราชยอด  พิมพิสาร รองประธานกรรมการอำนวยการของสมาคมพระคริสตธรรมไทยเป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์ ตลอดชีพ เนื่องจากท่านได้บำเพ็ญประโยชน์อย่างใหญ่หลวงแก่สมาคมพระคริสตธรรมไทย แก่สหสมาคมพระคริสตธรรมภาคพื้นเอเชียแปซิฟิคและแก่สมาคมพระคริสตธรรมโลก