ข้าพเจ้าไม่ตายแต่ข้าพเจ้าจะเป็น

 

       ดิฉันชื่อณัฐฉัตรา วงศ์อุสาหะกุล นามสกุลเดิม คุณีย์พันธุ์ อายุ 52 ปี เป็นพยาบาลระดับ 6 แผนกกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลจุฬาฯ ดิฉันทำงานที่นี่เป็นเวลา 30 ปีแล้วตั้งแต่เรียนจบเมื่อ พ.ศ. 2518

       เดิมดิฉันเป็นพุทธศาสนิกชนและคิดว่าคนไทยและคนเอเซียจะต้องนับถือศาสนาพุทธ ในขณะที่ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาของฝรั่ง คนที่นับถือคริสต์คือคนที่มาจากโรงเรียนฝรั่ง หรือเรียนมาจากเมืองฝรั่ง หรือมีเชื้อสายฝรั่ง และฝรั่งที่มาเลื่อมใสศาสนาพุทธเป็นฝรั่งที่ฉลาดมาก ดิฉันและสามีเคยไปวิ่งออกกำลังกายที่สวนลุมพินีซึ่งอยู่ตรงข้ามกับโรงพยาบาลจุฬาฯ หลังเลิกงานและในวันหยุด เมื่อเห็นคนแจกใบปลิวเพื่อโฆษณาชวนเชื่อเรื่องของศาสนาคริสต์ ดิฉันรู้สึกว่าคนเหล่านั้นช่างไร้สาระและงมงายจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพระเจ้าสร้างโลกหรือพระเยซูมาตายบนไม้กางเขนเพื่อไถ่บาปมนุษย์ นั่นก็เป็นแค่เรื่องของพระเยซูซึ่งเป็นศาสดาของศาสนาหนึ่งเท่านั้น และคิดว่าโลกเป็นดาวดวงหนึ่งที่เย็นลงทำให้สิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้ และดำรงอยู่ได้ด้วยพลังจักรวาลซึ่งมีอยู่แล้วตามธรรมชาติ ดิฉันจะขยำใบปลิวนั้นทิ้งไปแม้จะเห็นใจคนเหล่านั้นอยู่บ้างที่ต้องมาเดินแจกใบปลิวที่ไม่มีใครอยากอ่าน

สามีของดิฉันชื่อคุณสินชัย วงศ์อุสาหะกุล จบการศึกษาสาขาเทคนิคการแพทย์จากมหาวิทยาลัยมหิดล เป็นนักเรียนเหรียญทองเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง และจบปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจที่สถาบันบัณฑิตย์พัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) คุณสินชัยเคยทำงานในบริษัทใหญ่หลายแห่ง เช่น เป็ปซี่ เรมี่มาร์แตง (Remy Martin) และสุดท้ายเป็นผู้จัดการฝ่ายขายบริษัท ซินเจนต้า ประเทศไทย จำกัด ทำกิจการด้านเคมีเกษตร คุณสินชัยมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงดี แต่เมื่อแต่งงานใหม่ๆ เขาจะพูดว่าเขาอาจจะมีอายุไม่ยืนโดยไม่ทราบเหตุผลที่แท้จริง คุณพ่อคุณแม่เขาเสียชีวิตไปแล้วและและเขาไม่มีญาติพี่น้องที่ไหนอีกเลยยก เว้นพี่สาวคนเดียวซึ่งไปตั้งรกรากอยู่ที่สหรัฐอมริกาหลายปีมาแล้ว เราเป็นคู่สามีภรรยาที่รักกันมากแต่เราตัดสินใจที่จะชะลอเรื่องการมีลูกไป ก่อนเพื่อจะดูแลซึ่งกันและกัน แม้เมื่อคุณสินชัยจะต้องไปประชุมต่างประเทศหรือในประเทศที่ต้องพักค้างคืน ที่โรงแรมดิฉันก็จะไปพักกับเขาด้วยทั้งที่บ้านอยู่ไม่ไกล เราแทบจะไม่เคยจากกันเลยตลอดระยะเวลา 20 ปีที่เราอยู่ด้วยกัน

วันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2545 ซึ่งเป็นวันแรงงานแห่งชาติ ดิฉันได้เตือนให้สามีใช้วันหยุดของเขาไปตรวจสุขภาพประจำปีเพราะเขาเคร่งเครียดกับการทำงานมากและไม่ค่อยมีเวลาว่าง ผลการตรวจสุขภาพและเอ็กซ์เรย์ปอดด้านหน้าพบว่ามีก้อนเนื้อที่บริเวณชายปอดข้างซ้ายใหญ่ขนาด 1 เซนติเมตร หมอแนะนำให้รีบตัดก้อนเนื้อนั้นทิ้งก่อนที่จะลุกลาม เราทั้งคู่เห็นด้วย แต่ในวันผ่าตัด หมอได้เอ็กซ์เรย์ด้านข้างพบว่าก้อนเนื้อนั้นอยู่บริเวณด้านบนของปอด หลังการผ่าตัดก็พบว่ามีก้อนเนื้ออยู่ที่ขั้วปอดด้วย การผ่าตัดเอาออกไม่หมดเพราะบางส่วนของเนื้องอกนี้เข้าไปอยู่ที่เยื่อหุ้มหัวใจแล้ว เนื้องอกมีการลุกลามและผลการตรวจชิ้นเนื้อพบว่าเป็นมะเร็งขั้นที่ 3 แต่ผ่าตัดออกได้แค่ 70% เท่านั้น ต้องรักษาด้วยการฉายแสงและเคมีบำบัด (เคโม) ดิฉันรู้สึกงงมากและถามอาจารย์แพทย์ว่ามีการดูฟิล์มผิดได้ด้วยหรือ อาจารย์ก็ไม่แน่ใจว่าภาพมันไปซ้อนกันอยู่ตรงไหน ถึงตรงนี้ ดิฉันรู้แล้วว่าเขาเป็นมะเร็งปอดแต่ไม่ใช่เพราะการสูบบุหรี่เพราะเขาไม่สูบบุหรี่ มะเร็งชนิดนี้อาจเกิดจากความเครียดกับงาน การรับประทานอาหารไม่ถูก ฯลฯ บางคนก็อยู่ได้ไม่เกิน 5 เดือน ดิฉันมีความทุกข์มากและไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเราเพราะเรากำลังมีความสุขมาก แล้วคุณสินชัยก็ฉายแสงตามคำแนะนำของหมอถึง 15 ครั้ง ให้เคโม 5 – 6 ครั้งด้วยตัวยาที่ทันสมัยที่สุดแต่ก็เอาไม่อยู่ ต่อมามีอาการต่อมน้ำเหลืองโต หมอก็เปลี่ยนยาใหม่และบอกดิฉันว่านี่เป็นมะเร็งที่ร้ายแรงที่สุดซึ่งยากที่จะมีโอกาสรอด ดิฉันก็ยิ่งเป็นทุกข์หนักแต่ก็บอกสามีว่าเขาเป็นแค่เนื้องอกและต้องให้เคโมป้องกันไว้ แต่เขาก็ไม่ใช่คนโง่และคงรู้แล้วว่าเขาป่วยเป็นอะไร เมื่อเคโมไม่ทำให้ดีขึ้น เราได้ตัดสินใจรักษาทางชีวจิตควบคู่ไปด้วยเพราะตอนนั้นชีวจิตกำลังดังมาก ดิฉันเหนื่อยมากในช่วงนั้น แทบไม่ได้ทำงานเลยเพราะต้องพาสามีไปรับการรักษาทั้งสองวิธี ต้องขอบคุณเพื่อนร่วมงานที่เข้าใจ ดิฉันต้องทำอาหารตามตำราชีวจิตให้สามีกินทุกมื้อ อย่างไรก็ดี แม้การให้เคโมไม่ทำให้อาการป่วยดีขึ้นแต่ดิฉันก็อดดีใจไม่ได้ว่าสามีไม่มีอาการแพ้ ไม่อาเจียน แถมแก้มเป็นสีชมพูและกินอาหารได้ดี ตัวดิฉันเองกลับแย่กว่าสามีคือนอนไม่หลับ ทั้งผอมทั้งดำและน้ำหนักลดเป็นสิบกิโล และแอบร้องไห้ไม่ให้สามีเห็นเป็นประจำ ดิฉันทุกข์ใจและทนไม่ได้ที่รู้ว่าเขาจะต้องทุกข์ทรมานเจ็บปวดเมื่อถึงขั้นสุดท้าย ดังนั้น เมื่อมีคนบอกว่ามีอะไรดีที่ไหน ดิฉันก็จะไปหาสิ่งนั้น ไม่ว่าจะคั้นน้ำหญ้าให้สามีกิน พาสามีไปรับการรักษาด้วยพลังจิต ดิฉันขับรถไม่เก่งแต่ขับไปได้ถึงโคราชเพราะเพื่อนบอกว่ามีพระเก่ง มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์เยอะ ดิฉันบนบานศาลกล่าวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ และบนแม้กระทั่งละครโรงใหญ่เพราะกลัวพระจะไม่รักษาให้ เวลานั้นดิฉันทั้งทุกข์ทั้งเหนื่อย ทั้งท้อแท้และสิ้นหวัง เมื่อทำอยู่อย่างนั้นได้ประมาณ 5 เดือนซึ่งเป็นเวลาที่หมอประมาณการณ์ไว้ ดิฉันได้แจ้งไปให้พี่สาวคุณสินชัยที่อเมริกาทราบ พี่สาวเขาตกใจมากเพราะไม่มีวี่แววว่าน้องชายจะเจ็บป่วยร้ายแรง พี่สาวคุณสินชัยแต่งงานกับคนจีนในอเมริกา เธอเคยมีปัญหาในชีวิตหลายอย่างและมีคริสเตียนนำเธอมารู้จักกับพระเจ้า ทำให้เธอได้รับคำตอบและมีประสบการณ์ที่ดีเมื่อมาเชื่อในพระเจ้า เธอจึงเป็นคริสเตียนประมาณ 6 ปีมาแล้วและอธิษฐานเผื่อน้องชายคนเดียวเสมอเพื่อเขาจะมารู้จักกับพระเจ้าเช่นกัน แต่เธอก็คิดว่าน่าจะเป็นไปได้ยากที่น้องชายจะยอมเชื่อพระเจ้าเพราะเขาเป็นคนเชื่อมั่นในตนเองและเห็นเรื่องพระเจ้าเป็นเรื่องเหลวไหล เมื่อเธอทราบว่าน้องชายเป็นมะเร็งขั้นที่ 3 และจะอยู่ได้อีกไม่นาน เธอก็บอกให้ดิฉันลองพึ่งพิงในพระเจ้าและอธิษฐานขอให้พระเจ้ารักษาคุณสินชัย ดิฉันก็บอกว่าดิฉันจะยอมเชื่ออะไรก็ได้ที่จะรักษาสามีดิฉันให้หาย พี่สาวได้โทรศัพท์จากอเมริกามาหาศาสนาจารย์สมศักดิ์ ชูสงฆ์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยพระคริสตธรรมพะเยา ซึ่งเธอได้รู้จักกับท่านเมื่อครั้งที่ท่านไปเทศนาที่คริสตจักรไทยในอเมริกา เธอขอให้ ศจ. สมศักดิ์ได้ช่วยมาพูดคุยกับดิฉันและคุณสินชัย และไม่กี่วันหลังจากนั้น ท่านก็มากรุงเทพฯ และโทร. มาจากสนามบินดอนเมือง แนะนำตนเองและขอมาเยี่ยมเราที่บ้าน เมื่อมาถึง ท่านคุยกับคุณสินชัยคนเดียวก่อนเพราะดิฉันต้องสาละวนกับการทำอาหารชีวจิต เมื่อคุยแล้ว คุณสินชัยก็ได้ออกมาบอกดิฉันว่า ศจ. สมศักดิ์ขอให้เราทั้งสองคนเชื่อพระเจ้า ดิฉันถามสามีว่า “ยากไหม ต้องทำอย่างไร ?” เขาบอกว่า “ไม่ยาก แค่อธิษฐานกับพระเจ้าขอรับเชื่อ” ดิฉันก็บอกว่า “ลองดูก็ได้ อะไรก็ได้ที่จะรักษาคุณให้หาย ถ้าไม่ดีก็เลิกได้”

ก่อนอธิษฐานรับเชื่อ ศจ. สมศักดิ์เล่าให้เราทั้งคู่ฟังเรื่องพระเยซูเป็นพระเจ้า ซึ่งเป็นเรื่องแปลกสำหรับดิฉันเพราะคิดว่าพระเยซูเป็นเพียงศาสดาของศาสนาหนึ่งเท่านั้น ไม่รู้ว่าพระองค์เป็นพระเจ้า แล้วดิฉันก็ยอมรับเชื่อ (พระเจ้า) พร้อมกับคุณสินชัยในวันนั้นโดยมีเจตนาแค่ต้องการเป็นเพื่อนเขาคือเขาอยากเป็นคริสต์ ฉันก็เป็นคริสต์ด้วยเผื่อเขาจะหายป่วย แต่ในใจยังรู้สึกติดใจกับเรื่องที่ ศจ. สมศักดิ์เล่าว่าพระเยซูเป็นพระเจ้า จากนั้น คุณสินชัยก็เริ่มศึกษาค้นคว้าเรื่องของศาสนาคริสต์โดยส่วนใหญ่จะเข้าไปหาความรู้ในอินเตอร์เน็ต ศจ. สมศักดิ์ได้บอกว่าพระคริสตธรรมคัมภีร์เป็นพระคำของพระเจ้าและเขียนขึ้นโดยการดลใจของพระเจ้า ดิฉันเองคิดว่า “จริงหรือ?” และไม่รู้เลยว่าจะหาหนังสือคริสเตียนอ่านได้ที่ไหน ต่อมาเมื่อได้มีโอกาสอ่านพระคัมภีร์ ก็ยังอ่านไม่รู้เรื่อง ถ้าพอจะรู้เรื่องบ้างก็รู้สึกว่า เอ๊ะ! ไม่เห็นมีอะไรเกี่ยวกับเราเลย เป็นเรื่องประวัติศาสตร์อิสราเอลมากกว่า เลยเลิกอ่าน แต่คุณสินชัยอยู่ระหว่างรักษาตัวจึงมีเวลาค้นคว้าเรื่องนี้มาก หลายครั้งเขาจะสงสัยว่าทำไมพระเจ้าจึงให้เขาเจ็บป่วย ทำไมเขาต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งดิฉันยังเคยทักท้วงว่าทำไมต้องต่อว่าพระเจ้า เขาจึงชอบเรียกดิฉันว่า “แม่มหาพร” (โดยไม่ทราบว่าต่อมาเราจะเป็นสมาชิกคริสตจักรมหาพร) และเรียกตัวเขาเองว่า “นายคำถาม” แล้วคืนหนึ่งเวลาประมาณตีหนึ่ง คุณสินชัยพบว่ามีคนส่งข้อความมาหาเขาทางอีเมล์โดยไม่ทราบว่าคนส่งเป็นใคร ข้อความนั้นมีใจความว่า “ข้าพเจ้าจะไม่ตาย แต่ข้าพเจ้าจะเป็นอยู่และประกาศพระราชกิจของพระเจ้า พระเจ้าทรงตีสอนข้าพเจ้าอย่างหนัก แต่พระองค์ไม่ทรงมอบข้าพเจ้าไว้กับมัจจุราช (สดุดีบทที่ 118 ข้อ 17-18) จากข้อความนี้ เขาบอกว่าเขาคงไม่ตายแล้วและจะมีชีวิตอยู่เพื่อทำงานของพระเจ้า ถ้าเขาหายเขาจะไม่ทำงานทางด้านธุรกิจแล้ว แต่จะไปเรียนพระคริสตธรรมกับ ศจ. สมศักดิ์ ชูสงฆ์ ที่วิทยาลัยพระคริสตธรรมพะเยาและจะออกมาทำงานรับใช้พระเจ้า

ในวันที่เราทั้งสองคนอธิษฐานรับเชื่อพระเจ้าที่บ้าน ศจ. สมศักดิ์บอกว่าเราควรจะไปโบสถ์ (คริสตจักร) จะเป็นโบสถ์ไหนก็ได้ที่อยู่ใกล้บ้านเพื่อจะพบปะและร่วมประชุมกับคริสเตียนอื่นๆ ในวันอาทิตย์ เราจึงได้ไปที่คริสตจักร 2- 3 แห่งในกรุงเทพฯ แต่ยังไม่รู้สึกคุ้นกับบรรยากาศ อย่างไรก็ดี เมื่อเราไปพักผ่อนที่หัวหินหลังคุณสินชัยรับเคโมทุกเดือน เราพบว่ามีคริสตจักรอยู่ประมาณ 4 แห่งในหัวหิน เราจึงไปคริสตจักรทั้ง 4 แห่งสลับกันไปแต่ละอาทิตย์ และเมื่อกลับมากรุงเทพฯ มีเพื่อนแนะนำให้ไปคริสตจักรที่สุขุมวิทซอย 10 เราจึงทราบว่าช่วงบ่ายเป็นคริสตจักรไทยชื่อคริสตจักรมหาพรซึ่งเราชอบบรรยากาศมาก วันนั้นผู้เทศนาคือ ศาสนาจารย์ จักรพันธุ์ ชูเกียรติวงศ์กุล เรานั่งอยู่ด้านหลังและได้รับเชิญให้ลุกขึ้นยืนแสดงตัวในฐานะคนเพิ่งมาใหม่ แล้ว ศาสนาจารย์. ดร. ธีระ เจนพิริยะประยูร ศิษยาภิบาลอาวุโสของคริสตจักรได้มาทักทายต้อนรับเรา ตั้งแต่นั้นมา เราก็ตกลงใจว่าจะมาที่นี่ทุกวันอาทิตย์ ในระหว่างนั้น มีคนแนะนำให้รู้จักร้านหนังสือคริสเตียน ดิฉันดีใจที่ได้อ่านหนังสือชื่อ “พระเยซูเป็นพระเจ้าจริงหรือ” เพราะอยากจะรู้ว่าทำไมคนมีการศึกษาเขาจึงมาเชื่อเรื่องพระเยซูกัน ในขณะที่คุณสินชัยเข้มแข็งกว่าดิฉันมาก เมื่อเชื่อแล้วก็เชื่อจริง ไม่คิดจะหวนกลับ กลับไปหาสิ่งที่เคยบนบานศาลกล่าว เขาชอบเรื่องของพระเยซูและเมื่อเจอรูปพระเยซูในอินเตอร์เน็ต ก็จะพิมพ์ออกมาไว้ดู นอกจากนั้น เมื่อเรารับเชื่อพระเจ้าแล้ว พี่สาวคุณสินชัยมาจากอเมริกาเพื่อเยี่ยมน้องชาย 2 ครั้งและพาเราไปรู้จักศิษยาภิบาลคริสตจักรหลายแห่งและไปหาซื้อพระคัมภีร์และหนังสือคริสเตียนไว้อ่านกันด้วย

เดือนเมษายน 2546 ประมาณ 11 เดือนหลังจากคุณสินชัยป่วยเป็นมะเร็ง พี่สาวคุณสินชัยได้มาเมืองไทยเป็นครั้งที่สองเพื่อร่วมพิธีรับบัพติศมา (พิธีประกาศตนเป็นคริสตชน) ของคุณสินชัยและดิฉัน ซึ่ง ศจ. สมศักดิ์ ชูสงฆ์จะเป็นผู้ประกอบพิธีในวันเสาร์ที่ 27 เมษายน 2546 โดยขอใช้สถานที่ของคริสตจักรใต้ร่มพระคุณ รามคำแหง 16 เพราะท่านว่างวันนั้นและพี่สาวจะต้องบินกลับอเมริกาเช้าวันอาทิตย์และเลื่อนวันเดินทางไม่ได้ คืนวันพุธก่อนถึงวันรับบัพติศมา คุณสินชัยตื่นขึ้นมากลางดึกประมาณตีสอง เขาบอกดิฉันว่า “เธอเชื่อพระเจ้าไปเลย ไม่เชื่อไม่ได้แล้ว มีพระเจ้าจริงๆ เพราะผมไปหาพระเจ้ามาแล้ว” ดิฉันบอกว่า “ก็ดีสิ เธอก็บอกให้พระเจ้ารักษาเธอสิ” เขาบอกว่า “พระเจ้าบอกว่าไม่ได้ เรื่องนี้ได้กำหนดไว้แล้วตั้งแต่เริ่มต้น พระองค์จะมารับผมไปอยู่ด้วย ผมมีบ้านบนสวรรค์แล้วนะ คุณเองก็มีบ้านในสวรรค์ด้วย” ดิฉันถามต่อว่า “บ้านบนสวรรค์ของฉันเป็นยังไงนะ แล้วพระเยซูหน้าตาเป็นยังไง เหมือนในรูปที่เรามีหรือเปล่า (พระเยซูมีลูกแกะพาดอยู่บนคอ)” เขาบอกว่า “พระเยซูงามมาก ผมขาวยาว ใส่ชุดขาวสว่างจริงๆ คาดเข็มขัดทอง ใส่รองเท้าทอง แต่ท่านดุนะเพราะผมดื้อ” แล้วเขาก็พูดถึงพระธรรมฮีบรูบทที่ 4 ข้อ 10 (เพราะว่าคนใดที่ได้เข้าสู่การหยุดพักของพระองค์แล้ว ก็ได้หยุดพักจากงานของตนเอง เหมือนอย่างที่พระเจ้าได้ทรงหยุดพักจากพระราชกิจของพระองค์) ดิฉันไม่คิดว่าสิ่งที่คุณสินชัยเล่าให้ฟังนั้นจะเป็นการพูดเพ้อเพราะตลอดเวลา 11 เดือนที่เขาป่วยอยู่นั้น เขาปกติดีทุกอย่างไม่ได้มีอาการป่วยหนักเลย ตัวดิฉันเองเมื่อเขาพูดถึงพระคัมภีร์ข้อไหน ดิฉันก็จะรีบจดไว้เพื่อจะเก็บไปถามคนอื่นว่าข้อพระคัมภีร์นั้นหมายความว่าอะไรและพระเจ้าจะรักษาเขาไหม ในขณะเดียวกัน เมื่อเขาบอกว่าพระเจ้าจะมารับเขาไปอยู่บ้านบนสวรรค์แล้ว ดิฉันก็รู้สึกว่าเขาจะตายแล้วหรือ ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะเขาไม่ได้มีอาการป่วยหนักเลย รุ่งเช้าวันพฤหัส ดิฉันไปทำงานตามปกติและพาคุณสินชัยไปนอนให้น้ำเกลือด้วยซึ่งเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลา จึงต้องนอนค้างที่โรงพยาบาลจุฬาฯ 1 คืน เรากลับบ้านเย็นวันศุกร์ กินข้าวเย็นกันที่บ้านโดยมีพี่สาวอยู่ด้วย หลังอาหารเย็น เรานั่งคุยกันและมีการร้องเพลงนมัสการพระเจ้า คุณสินชัยเป็นคนเล่นกีต้าร์ ดิฉันร้องเพลงคริสเตียนเป็นอยู่ 2 เพลง คือ “พระองค์ทรงสมควร” และ “พระเจ้าทรงสัมผัสฉันวันนี้” วันนั้นเขาชมว่าดิฉันร้องเพลงเพราะ และถามว่าถ้าเขาตายไปดิฉันจะทำอะไร ดิฉันก็ตอบด้วยประโยคที่เคยได้ยินคริสเตียนเขาพูดกัน “ไม่รู้สิ คงรับใช้พระเจ้ามั้ง แต่เธออย่าตายนะ เธอตายไม่ได้นะ ต้องอยู่เป็นเพื่อนฉัน เพราะฉันไม่รู้จักพระเจ้าเลยนะ ฉันอ่านพระคัมภีร์ก็ไม่เป็น ไปโบสถ์ก็ไม่เป็น” เขาหัวเราะชอบใจมากกับประโยค “คงรับใช้พระเจ้ามั้ง” เป็นการหัวเราะแบบหน้าบานสดใสซึ่งทำให้ดิฉันอดร้องไห้ไม่ได้เพราะรู้ว่าเขาจะต้องจากไปในที่สุดแต่ไม่รู้ว่าจะเร็วแค่ไหน และนั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่ดิฉันได้เห็นสามีหัวเราะแบบนั้น ค่ำวันนั้น ดิฉันเตือนให้คุณสินชัยเข้านอนเร็วหน่อย เพราะวันรุ่งขึ้นคือวันเสาร์ที่ 27 เมษายน 2546 เราจะเข้าพิธีรับบัพติศมาเวลา 8 โมงเช้า ดิฉันไปดูแลให้เขาเข้านอนและพูดกันว่า “พรุ่งนี้เราจะเป็นลูกของพระเจ้ากันแล้ว” ประมาณตี 3 ดิฉันรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาและได้ยินสามีหายใจแรง จึงเรียกเขาแต่เขาไม่ตื่น ซึ่งค่อนข้างผิดปกติ ดิฉันคิดว่าจะรอให้ถึงตี 5 แล้วจะพาเขาไปโรงพยาบาล ดิฉันลงมาข้างล่างเพื่อจะโทรศัพท์ แล้วก็ได้ยินสามีเรียกชื่อดิฉันซึ่งแสดงว่าเขารู้สึกตัวแล้ว แต่เมื่อกลับขึ้นไปก็เห็นเขายังนอนอยู่ท่าเดิม หายใจแรงเหมือนเดิม ทันทีที่ดิฉันช้อนตัวเขาขึ้นมา ศีรษะเขาก็เอียงตกมาซบลงที่อกของดิฉัน วินาทีนั้นดิฉันรู้ทันทีว่าเขาตายแล้ว ดิฉันมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นดาวประจำรุ่งดวงใหญ่เหมือนกับจะยืนยันว่าพระเจ้ารับเขาไปแล้ว (ภายหลังดิฉันอ่านเจอในพระธรรมวิวรณ์บทที่ 22 ข้อ 16 ว่า ” เราคือเยซู ………. เราเป็นรากเหง้าและเชื้อสายของดาวิด และเป็นดาวประจำรุ่งอันสุกใส” ดิฉันกอดเขาไว้อย่างนั้นและไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเองร้องไห้หรือเปล่า เวลาผ่านไปจนแดดส่องเข้ามาในห้องและพี่สาวคุณสินชัยมาเคาะประตูเรียก วันนั้น พี่สาวของเขาได้เดินทางไปคริสตจักรใต้ร่มพระคุณคนเดียวเพื่อแจ้งว่าคุณสินชัยจากไปแล้ว และเธอได้มีโอกาสเป็นพยานเรื่องชีวิตของคุณสินชัยให้แขกที่ตั้งใจมาร่วมงานรับบัพติศมาของเราได้รับทราบ ส่วนดิฉันได้แจ้งให้พี่น้องฝ่ายตนเองทราบเพื่อจัดการสิ่งต่างๆ ต่อไป

งานศพของคุณสินชัยได้รับความช่วยเหลืออย่างอบอุ่น จาก ศจ. ดร. ธีระ เจนพิริยะประยูรและภรรยา ตลอดจนเจ้าหน้าที่และสมาชิกของคริสตจักรมหาพรสุขุมวิทซอย 10 เพราะดิฉันเองไม่ทราบว่าคริสเตียนเขาจัดงานศพกันอย่างไร พิธีไว้อาลัยมีแค่ 2 คืนคือคืนวันเสาร์และวันอาทิตย์ แต่ละคืนมีญาติมิตรของเราทั้งคู่มาร่วมงานประมาณ 300 คน ส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นคริสเตียนซึ่งรวมทั้งฝ่ายดิฉันซึ่งมีกัน 9 คนพี่น้องพร้อมครอบครัวของเขา ทุกคนได้ยินได้ฟังเรื่องของพระเจ้าในงานนี้ ผู้เทศนาแต่ละคืนคือ ศจ.ดร. ธีระ เจนพิริยะประยูร และ ศจ. สมศักดิ์ ชูสงฆ์ นอกจากนั้น ยังได้รับความกรุณาจากคุณอัญชลี จงคดีกิจ และคุณสาลินี วังตาล ซึ่งเป็นสมาชิกคริสตจักรมหาพรในขณะนั้นเป็นผู้ร้องเพลงพิเศษและกล่าวคำไว้อาลัยแก่คุณสินชัยด้วย และในวันจันทร์หลังจากที่คุณสินชัยจากไปได้ 3 วัน ได้มีการฌาปนกิจที่วัดบึงทองหลาง เขตลาดพร้าวโดย ศจ. ดร. ธีระ เป็นผู้เทศนาที่วัดก่อนการฌาปนกิจ ดิฉันซาบซึ้งในความรักและความกรุณาของบุคคลเหล่านี้และพี่น้องทุกท่านที่ ช่วยให้งานไว้อาลัยและงารฌาปนกิจผ่านพ้นไปด้วยดีและมีความหมาย เป็นความอบอุ่นใจแก่ดิฉันและเป็นเกียรติแก่คุณสินชัยซึ่งจากไปเมื่ออายุ 43 ปี ตอนปลายสัปดาห์หลังจากเสร็จสิ้นงานศพคุณสินชัยแล้ว

ดิฉันได้ไปเป็นพยาบาลประจำค่ายฤดูร้อนที่พัทยาของคริสตจักรมหาพรสุขุมวิทตามคำชวนของคุณอัญชลี จงคดีกิจ ดิฉันไม่ทราบหรอกว่านั่นเป็นงานรับใช้พระเจ้าครั้งแรกหลังสามีจากไปตามที่ดิฉันได้เคยพูดเล่นกับเขา และที่ค่ายฤดูร้อนนี้ ดิฉันได้รับบัพติศมา (พิธีประกาศตนเป็นคริสตชน) ในวันเสาร์ที่ 4 พฤษภาคม 2546 ผู้ประกอบพิธีคือ ศจ. ดร. ธีระ เจนพิริยะประยูร และ ศจ. จักรพันธุ์ ชูเกียรติวงศ์กุล นับเป็นเวลา 8 วันหลังจากกำหนดรับบัพติศมาของคุณสินชัย นอกจากนั้น คุณอัญชลี จงคดีกิจได้กรุณาเป็นพี่เลี้ยงดูแลดิฉันด้านจิตวิญญาณอยู่ระยะหนึ่งด้วย ในเวลานั้น ดิฉันพอจะเข้าใจแล้วว่าพระธรรมสดุดี 118 ข้อ 17-18 ที่คุณสินชัยได้รับมาทางอีเมล์ระหว่างที่เขาป่วยอยู่นั้นหมายความดังนี้ “ข้าพเจ้าจะไม่ตาย” คือคุณสินชัยหลับไปอย่างมีความสุข “แต่ข้าพเจ้าจะเป็นอยู่” คือผู้ที่เชื่อในพระเจ้าอย่างจริงใจจะไม่ตายแต่จะฟื้นขึ้นมาอีกในวันที่พระเยซูเสด็จกลับมาในโลกนี้ “และประกาศพระราชกิจของพระเจ้า” คือคุณสินชัยได้มีโอกาสเป็นสื่อกลางในการประกาศเรื่องพระเจ้าแก่ผู้ที่มาในงานไว้อาลัยแก่เขา และ “พระเจ้าทรงตีสอนข้าพเจ้าอย่างหนัก แต่พระองค์ไม่ทรงมอบข้าพเจ้าไว้กับมัจจุราช” หมายความว่าเขาเจ็บป่วยทางกาย แต่เมื่อเขาตายจากโลกนี้ไปก็ไม่ตกนรกเพราะพระเจ้ารับเขาไปอยู่ด้วยบนสวรรค์ ส่วนในพระธรรมฮีบรูบทที่ 4 ข้อ 10 “เพราะว่าคนใดที่ได้เข้าสู่การหยุดพักของพระองค์แล้ว ก็ได้หยุดพักจากงานของตนเอง เหมือนอย่างที่พระเจ้าได้ทรงหยุดพักจากพระราชกิจของพระองค์” หมายความว่างานของคุณสินชัยเสร็จแล้ว เขานำดิฉันมารู้จักกับพระเจ้าอย่างแท้จริงแล้วและดิฉันจะมีชีวิตที่รับใช้พระองค์ต่อไป ส่วนพี่น้องฝ่ายดิฉันเมื่อเห็นว่าเราเป็นคริสเตียนแล้วมีชีวิตที่ดี มีกำลังใจ เขาก็ดีใจและคลายความกังวลที่เราจะต้องอยู่ตัวคนเดียวแม้จะมีน้องสาวอีกคนหนึ่งอยู่ใกล้กัน อย่างไรก็ดี เมื่อเสร็จสิ้นงานศพใหม่ๆ เป็นธรรมดาที่ดิฉันจะยังคงโศกเศร้าและยังคงสงสัยเป็นครั้งคราวว่าถ้าพระเจ้ามีจริง ทำไมจึงไม่รักษาคุณสินชัยให้หายและทำไมเขาจึงตายเร็วขนาดนี้ อีกใจหนึ่งก็บอกว่าคนใกล้ตายคงไม่โกหกโดยเฉพาะที่เขาบอกว่าไปหาพระเจ้ามาแล้ว ก่อนคุณสินชัยจะจากไปไม่นาน ดิฉันได้อ่านพระธรรมยอห์นซึ่งอยู่ในพันธสัญญาใหม่ อ่านแล้วก็ร้องไห้อย่างมากมายจนสามีถามว่าร้องไห้ทำไม ดิฉันบอกเขาว่า “เมื่อก่อนฉันเคยดูถูกพระเจ้า ฉันโง่อะไรอย่างนั้น พระเจ้ารักเรามาก ยอมลำบากทุกอย่างเพื่อเราทุกคน” (ร้องไห้เมื่อเล่าถึงตรงนี้) พูดได้ว่าดิฉันเริ่มเชื่อพระเจ้าหลังจากได้อ่านพระธรรมยอห์น มาบัดนี้ที่คุณสินชัยจากไปแล้ว ดิฉันเริ่มใช้เวลาอ่านพระคัมภีร์เพื่อศึกษาเรื่องของพระเจ้าด้วยตนเองอีกครั้งหนึ่งแม้จะเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง พระธรรมที่ดิฉันชอบมากๆ คือ ปัญญาจารย์ สดุดี สุภาษิต อ่านไปก็อธิษฐานกับพระเจ้าไป ขอให้ได้รู้จักกับพระองค์ด้วยตนเอง แล้วก็ได้พบคำตอบในพระธรรมปัญญาจารย์บทที่ 8 ข้อ 8 ซึ่งกล่าวว่า“หามีมนุษย์คนใดรั้งจิตวิญญาณได้ไม่ หรือหามีอำนาจอันใดเหนือวันตายไม่………..” พระธรรมข้อนี้สื่อให้รู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับพระเจ้า พระองค์รับคุณสินชัยไปและพระองค์ก็จะประคองดิฉันไว้จากหุบเหวของความว้าเหว่ด้วยพระคำของพระองค์ที่อ่านได้จากพระคัมภีร์ ดิฉันจึงยิ่งอยากจะแสวงหาพระองค์และอยากติดตามพระองค์ต่อไป

ดิฉันอ่านพระคัมภีร์ก่อนเริ่มชีวิตประจำวันทุกวัน และพระเจ้าทรงดูแลดิฉันในทุกเรื่องและให้ความคิดในชีวิตประจำวัน เช่น รู้จักให้อภัยคนอื่นไม่ใช่แค่ 7 ครั้งแต่เป็น 7 คูณ 70 ครั้ง เป็นต้น ดิฉันขอเป็นพยานว่าชีวิตคริสเตียนยังคงถูกทดลองโดยมารซาตาน และหากเราไม่ระวังตัว เราก็จะเข้าสู่วังวนของความบาปได้อย่างไม่รู้ตัว ในช่วงระยะเวลาหนึ่งเมื่อสามีเสียชีวิตไปแล้ว รถของดิฉันต้องเข้าอู่ซ่อม ดิฉันจึงมาพักที่โรงพยาบาลและไม่ค่อยมีเวลาส่วนตัวในการอ่านพระคัมภีร์ประจำวัน ในช่วงนั้นมีข่าวสังคมเรื่องไฮโซกับนักการเมือง มีการนำภาพความสัมพันธ์ทางเพศมาทำเป็นวีซีดี และเพื่อนที่ทำงานของดิฉันก็นำมาดูกัน ดิฉันได้รับการเตือนจากข้อพระคัมภีร์หลายข้อและมโนธรรมก็บอกว่า “อย่านะ อย่าซ้ำเติมเขา มันเป็นความบาป” แต่แล้วก็ร่วมดูวีซีดีกับเขาด้วยความอยากรู้อยากเห็นและคล้อยตามเสียงคนรอบข้างว่าเราไม่ได้จงใจจะเช่าหนังโป๊มาดู มันเป็นแค่ข่าวเท่านั้น ไม่เห็นผิดอะไร ขณะที่ดูวีซีดีนี้ไปได้สักครู่ คนอื่นๆ กำลังวิพากษ์วิจารณ์แถมหัวเราะกันกิ๊กกั๊กกับภาพที่เห็น ดิฉันรู้สึกละอายใจอย่างยิ่ง เดินออกจากห้องและร้องไห้ด้วยความเสียใจ รู้สึกว่าเมื่อตนเองมาเป็นคริสเตียนแล้ว ญาติพี่น้องก็เห็นว่าเรามีชีวิตที่ดี ไม่เศร้าหมอง แต่เราก็มากลมกลืนกับสังคมอย่างนี้ ดิฉันได้อธิษฐานขอให้พระเจ้ายกโทษ แต่รู้สึกเหมือนกับว่าพระเจ้าไม่อยู่กับเราแล้ว พระองค์อยู่ห่างไกลเหลือเกิน จิตใจหดหู่ เศร้าหมองมืดมน อ่านพระคัมภีร์ไม่รู้เรื่อง ไม่เต็มอิ่ม รู้สึกว่าพระเจ้าไม่ยอมคืนดีด้วย เมื่อมองดูดาวบนท้องฟ้าอย่างที่ชอบดู ก็พาลมองไม่เห็นดาวประจำรุ่งอย่างที่อยากเห็น ชีวิตแห้งแล้งไปหมด ดิฉันร้องไห้เสียใจทุกวันอยู่ 3 อาทิตย์ และวันหนึ่งเมื่อตื่นขึ้นมาประมาณตีสี่ตามปกติ ดิฉันคุกเข่าลงอธิษฐานสารภาพผิดและยอมจำนนกับพระเจ้าอีกครั้งหนึ่ง ดิฉันทูลกับพระเจ้าว่าพระองค์ต้องการให้ดิฉันเป็นอย่างไร ดิฉันจะยอมเป็นอย่างนั้น ดิฉันไม่มีพ่อแม่แล้วและสามีตายไปจากโลกนี้แล้ว และพระเจ้ายังมาโกรธดิฉันอีก ชีวิตช่างมืดมนไปหมด

ตกค่ำวันนั้นประมาณ 3 ทุ่ม ดิฉันมองออกไปนอกหน้าต่างบ้านอย่างที่ชอบทำ เห็นดาวดวงโตสุกใสมาก ดิฉันบอกตนเองว่าพระเจ้าคืนดีด้วยแล้ว (หัวเราะที่ตนยึดดวงดาวเป็นหมายสำคัญ) เมื่ออ่านหนังสือคู่มือภาวนาอธิษฐาน “มานาประจำวัน” พบว่าข้อพระคัมภีร์ประจำวันนั้นอยู่ในอิสยาห์บทที่ 54 ข้อ 4-10 ความว่า “อย่ากลัวเลย เพราะเจ้าจะไม่ต้องอับอาย อย่าอดสูเลย เพราะเจ้าจะไม่ต้องละอายเพราะเจ้าจะลืมความอายในวัยสาวของเจ้า และเจ้าจะไม่จำที่เขาติความเป็นม่ายของเจ้าอีก เพราะผู้สร้างเจ้าเป็นสามีของเจ้า พระนามของพระองค์คือพระเยโฮวาห์จอมโยธา และองค์บริสุทธิ์ของอิสราเอลเป็นผู้ไถ่ของเจ้า เขาเรียกพระองค์ว่าพระเจ้าของสากลโลก เพราะพระเจ้าได้ทรงเรียกเจ้าดังภรรยาผู้ถูกละทิ้งและโทมนัสในใจ เหมือนภรรยาสาวเมื่อนางถูกทิ้ง พระเจ้าของเจ้าตรัสดังนี้ เราได้ละทิ้งเจ้าอยู่หน่อยเดียว แต่เราจะรวบรวมเจ้าด้วยความสมเพชยิ่ง เราได้ซ่อนหน้าของเราจากเจ้า ด้วยความพิโรธอันท่วมท้นอยู่ครู่หนึ่ง แต่ด้วยความรักนิรันดร์ เรามีความสมเพชเจ้า พระเจ้า พระผู้ไถ่เจ้าตรัสดังนี้ “สำหรับเราเรื่องนี้เหมือนสมัยของโนอาห์ เราได้ปฏิญาณว่าน้ำของโนอาห์จะไม่ท่วมแผ่นดินโลกอีกเลยฉันใด เราจึงได้ปฏิญาณว่าเราจะไม่โกรธเจ้า และจะไม่ขนาบเจ้าฉันนั้น เพราะภูเขาอาจจะพรากจากไป และเนินอาจจะคลอนแคลน แต่ความรักมั่นคงของเราจะไม่พรากไปจากเจ้า และพันธสัญญาแห่งสันติภาพของเราจะไม่คลอนแคลนไป พระเจ้าผู้มีความสมเพชต่อเจ้าตรัสดังนี้ ดิฉันร้องไห้ด้วยความตื้นตันใจ พระเจ้าใช้ข้อพระคัมภีร์นี้พูดกับดิฉันโดยตรง เป็นจดหมายรักจากพระเจ้าซึ่งนำความชุ่มชื่นใจมาสู่ดิฉันซึ่งเป็นหม้าย พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ไม่ได้รักเฉพาะคนอิสราเอลแต่รักดิฉันด้วย รักมากจนลดพระองค์ลงมาปฏิญาณว่าความรักของพระองค์จะไม่พรากไปจากเรา พระองค์ได้สัญญาที่จะดูแลเราเสมอ

ดิฉันนึกย้อนไปในชีวิตที่พระเจ้าประทานพ่อแม่ที่รักเรามากในวัยเด็ก และประทานสามีที่รักเรามากในวัยสาว และพระองค์รับดูแลเราต่อไปเมื่อสามีจากไปแล้ว เราไม่เคยอยู่คนเดียวในโลก ดิฉันสัญญากับพระเจ้าว่าจะไม่ทำให้พระเจ้าเสียพระทัยอีก และจะรับใช้พระองค์อย่างเต็มความสามารถ ดิฉันยังคงเป็นพยาบาลอยู่ที่โรงพยาบาลจุฬาฯ โดยไม่รับการปรับเลื่อนตำแหน่งให้สูงขึ้นเพื่อดิฉันจะมีเวลารับใช้พระเจ้าในทางที่พระองค์จะทรงเรียก ขณะนี้ดิฉันกำลังเรียนที่พระคริสตธรรมกรุงเทพ เพื่อจะมีความรู้พระคัมภีร์ในการประกาศเรื่องพระเจ้าแก่คนอื่น แม้จะยังไม่ได้รับใช้พระเจ้าเต็มเวลา แต่ดิฉันได้ร่วมทีมสาธารณสุขของคริสตจักรและพันธกิจคริสเตียนต่างๆ เพื่อออกตรวจรักษาและเยี่ยมเยียนผู้ด้อยโอกาส เช่น ผู้ป่วยโรคเรื้อน ผู้ต้องขัง ฯลฯ เป็นต้น ท้ายที่สุดนี้ ดิฉันขอเป็นพยานว่าได้มีโอกาสรับใช้พระเจ้าในเหตุการณ์หนึ่งซึ่งทำให้ถูกหยอกล้อว่าดิฉันเป็นนางพยาบาลและ “ศิษยาภิบาลจำเป็น” มีสมาชิกคริสตจักรมหาพรสุขุมวิทคนหนึ่งซึ่งเป็นคนเดียวในบ้านที่เชื่อพระเจ้าและถูกพี่น้องต่อต้านตลอดมา ในที่สุด พี่ชายคนโตได้ล้มป่วยด้วยโรคตับและย้ายจากโรงพยาบาลเอกชนมาอยู่ที่โรงพยาบาลจุฬาฯ และคริสเตียนจากคริสตจักรมหาพรได้มีโอกาสไปเยี่ยมหนุนใจผู้ป่วยคนนี้หลายครั้ง ในที่สุด เขาได้ยอมรับเชื่อพระเจ้ากับน้องสาวของเขาเองและบอกด้วยว่าจะพาพี่น้องคนอื่นมาเชื่อพระเจ้าด้วย

ในวันอาทิตย์วันหนึ่ง ดิฉันได้อ่านพระธรรมสดุดีบทที่ 91 ใจความดังนี้ ผู้ที่อาศัยอยู่ ณ ที่กำบังขององค์ผู้สูงสุด ผู้อยู่ในร่มเงาของผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์จะทูลพระเจ้าว่า “ที่ลี้ภัยของข้าพระองค์และป้อมปราการของข้าพระองค์ พระเจ้าของข้าพระองค์ ผู้ที่ข้าพระองค์ไว้วางใจ” เพราะพระองค์จะทรงช่วยกู้ตัวท่านจากกับของพรานนกและจากโรคภัยอย่างร้ายแรงนั้น พระองค์จะทรงปกท่านไว้ด้วยปีกของพระองค์ และท่านจะลี้ภัยอยู่ใต้ปีกของพระองค์ ความสัตย์สุจริตของพระองค์เป็นโล่และเป็นดั้ง ท่านจะไม่กลัวความสยดสยองในกลางคืน หรือกลัวลูกธนูที่ปลิวไปในกลางวัน หรือโรคภัยที่ไล่มาในความมืด หรือโรคซึ่งทำลายในเที่ยงวัน พันคนจะล้มอยู่ที่ข้างๆท่าน หมื่นคนที่มือขวาของท่าน แต่ภัยนั้นจะไม่มาใกล้ท่าน ท่านจะมองดูด้วยตาเท่านั้น และเห็นการตอบแทนแก่คนอธรรม เพราะท่านได้กระทำให้พระเจ้าผู้เป็นที่ลี้ภัยของข้าพเจ้าคือองค์ผู้สูงสุด เป็นที่อยู่ของท่าน ไม่มีการร้ายใดๆจะตกมาบนท่าน ไม่มีภัยมาใกล้เต็นท์ของท่าน เพราะพระองค์จะรับสั่งเหล่าทูตสวรรค์ของพระองค์ในเรื่องท่าน ให้ระแวดระวังท่านในทางทั้งปวงของท่าน เขาทั้งหลายจะเอามือประคองชูท่านไว้ เกรงว่าเท้าของท่านจะกระแทกหิน ท่านจะเหยียบสิงห์และงูเห่า ท่านจะย่ำสิงห์หนุ่มและงู เพราะเขาผูกพันกับเราด้วยความรัก เราจะช่วยกู้เขา เราจะป้องกันเขาไว้ เพราะเขารู้จักนามของเรา เมื่อเขาร้องทูลเรา เราจะตอบเขา เราจะอยู่กับเขาในยามลำบาก เราจะช่วยเขาให้พ้นและให้เกียรติเขา เราจะให้เขาอิ่มใจด้วยชีวิตยืนยาว และสำแดงความรอดของเราแก่เขา” (สดุดีบทที่ 91) เห็นได้ชัดว่าพระธรรมบทนี้พูดเรื่องการรักษาปกป้องคุ้มครองจากพระเจ้า ดิฉันจึงตั้งใจว่าจะนำพระธรรมบทนี้ไปให้กำลังใจกับผู้ป่วยคนนี้ในช่วงบ่าย แต่ยังไม่ทันไร ประมาณบ่ายสองโมงวันเดียวกัน เมื่อเรายังประชุมกันอยู่ในโบสถ์ ก็ได้ข่าวว่าเขาตายเสียแล้ว เหตุการณ์ต่อมาก็คือ เนื่องจากวันนั้นเป็นวันอาทิตย์และทางโรงพยาบาลไม่สามารถออกใบมรณะบัตรในวันหยุดราชการได้ แต่ญาติพี่น้องของผู้ตายเข้าใจผิดว่าจะรับศพได้ภายในวันนั้น จึงได้พากันมารอรับศพประมาณ 20 คนพร้อมนิมนต์พระภิกษุสงฆ์มาด้วย เมื่อเป็นเช่นนั้น คริสตจักรมหาพรได้ขอให้ดิฉันช่วยเหลือ ดิฉันจึงไปติดต่อกับสถานีตำรวจในฐานะเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลจุฬาฯ เมื่อได้ใบแทนใบมรณะบัตรเรียบร้อยแล้ว ดิฉันกลับมาที่โรงพยาบาลทันก่อนเขาจะบรรจุศพลงโลง ดิฉันจึงขออนุญาตครอบครัวของเขาอ่านพระธรรมสดุดีบทที่ 91 ต่อหน้าศพอย่างที่ตั้งใจไว้ โดยมีญาติพี่น้องทั้ง 20 คนยืนเรียงรายรอบผู้ตายและได้ฟังพระคำของพระเจ้าไปพร้อมๆ กัน ตอนแรกดิฉันเองไม่เข้าใจว่าทำไมพระเจ้าจึงให้พระธรรมสดุดีบทที่ 91 กับดิฉันตั้งแต่เช้า ทั้งๆ ที่พระเจ้าไม่ได้รักษาเขาให้หายแต่จะทรงรับเขาไป แต่ในเวลานั้นเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้ตายและญาติพี่น้อง พระวิญาณบริสุทธิ์ได้สอนให้ดิฉันเข้าใจความหมายของพระธรรมสดุดีบทที่ 91 หลายตอน ดิฉันจึงอ่านด้วยความมั่นใจและด้วยเสียงดังมาก พร้อมทั้งอธิษฐานฝากจิตวิญญาณของเขาไว้กับพระเจ้า เป็นเหตุให้ญาติของผู้ตายมีท่าทีดีใจและเชื่อมั่นว่าพี่ชายของเขาจะได้อยู่กับพระเจ้าอย่างแน่นอน ส่วนเจ้าหน้าที่ห้องพักศพของโรงพยาบาลเองก็ได้พูดกับดิฉันว่าเขาไม่เคยเห็นและได้ยินอะไรอย่างนี้มาก่อน และเพิ่งจะเคยเห็นนางพยาบาลเป็นคนทำพิธีนี้ หากถามดิฉันว่าญาติพี่น้องของผู้ตายจะเข้าใจความหมายของพระธรรมบทนี้หรือไม่ เพราะพี่ชายเขาตายไปแล้วโดยพระเจ้าไม่ได้รักษาความเจ็บป่วยทางกายของเขาตามเนื้อความในพระธรรมบทนี้ คำตอบของดิฉันก็คือพระเจ้าสั่งให้ดิฉันมอบพระธรรมบทนี้ให้กับทั้งผู้ที่จากไปและผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ เพื่อให้ทุกคนตระหนักว่าผู้ที่เชื่อในพระเจ้าจะไม่หวั่นไหวเพราะเขาได้ฝากชีวิตและจิตวิญญาณไว้กับพระองค์แล้ว

       ดิฉันหวังว่าพระคัมภีร์บทนี้เป็นประโยชน์กับท่านผู้อ่านด้วย และขอแบ่งปันความหมายตามที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้เน้นกับดิฉันดังนี้คือ เพราะเขารู้จักนามของเรา (ขาได้รับเชื่อพระเจ้าแล้ว) เราจะอยู่กับเขาในยามลำบาก (เขาได้อยู่กับพระเจ้าบนสวรรค์) เราจะให้เกียรติเขา (เขาจะได้รับพระคำของพระเจ้าก่อนร่างของเขาจะถูกบรรจุ) เราจะให้เขาอิ่มใจด้วยชีวิตยืนยาว (เขาจะได้รับชีวิตนิรันดร์) และสำแดงความรอดของเราแก่เขา (เขาจะได้รับความรอด) ขอบคุณพระเจ้าสำหรับความเข้าใจและโอกาสในการรับใช้พระองค์

คุณณัฐฉัตรา วงศ์อุตสาหะกุล