เด็กติดเกม

โลกของวัยรุ่น “เกม” ได้เข้ามามีส่วนสำคัญในชีวิต โดยที่ผู้ปกครองและศิษยาภิบาล อาจจะไม่ทันคิด ว่าเกมจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ในชีวิตของวัยรุ่นเหล่านี้ การที่เด็กนั่งเล่นเกมที่บ้านก็ดีกว่าเด็กจะออกไปเที่ยวนอกบ้าน นั่งในร้านเกม ก็ดีกว่านั่งในผับหรือแหล่งอบายมุข ร้านเกมกลายเป็นบ้านหลังที่สองของเด็กๆ ศิษยาภิบาลได้เริ่มสังเกตุว่าเด็กหายไปจากคริสตจักรโดยสาเหตุมาจากหนีไปเล่นเกม แต่ไม่รู้ว่าจะจัดการกับปัญหานี้อย่างไร นอกจากการอธิษฐานเผื่อเด็กอย่างเดียว เกมได้สร้างปัญหาให้กับเด็กในระยะยาวโดยที่พ่อแม่ไม่รู้ตัว และกลายเป็นปัญหาระดับชาติ สาเหตุและทางออกของปัญหานี้อยู่ที่ไหน สถานการณ์ปัญหาเด็กติดเกม สรุปได้ว่า เด็กอายุ 10-14 ปี ร้อยละ 76.5 เล่นเกมออนไลน์มากที่สุด รองลงมาคืออายุ 15-19 ปี ร้อยละ 71.6 และอายุ 20-29 ปี ร้อยละ 59.5 โดยเฉลี่ยจะเล่นเกมวันละ 9.2 ชม เด็กหนีออกจากบ้านมากขึ้น โดยส่วนมากจะพบที่ร้านเกม และมีบางส่วนที่ยังตามตัวไม่เจอ สาเหตุของการเสพติดเกม 1. ความเหงาเด็กถูกทิ้งให้อยู่บ้านคนเดียว ความรู้สึกเหงา ว้าเหว่ เด็กไม่มีเพื่อนเล่น สร้างความรู้สึกเจ็บปวด เด็กคิดว่า เขาถูกปฏิเสธ ขาดการยอมรับ ขาดความรักจากครอบครัว พ่อแม่ที่มุ่งเน้นทำงานหนัก จนลืมให้เวลากับลูก ลืมสวมกอด และใช้เวลากับลูก […]

ลองไม่ลอง SIMSIMI

ประมาณสองสามเดือนที่ผ่านมา ผมถูกถามอยู่บ่อยๆ ว่า “พี่ครับลอง SimSimi หรือยัง” ยอมรับตามตรงครับว่าครั้งแรกที่ได้ยินผมไม่ทราบจริงๆ ว่ามันคืออะไร ทีแรกยังนึกว่าเป็นซิมโทรศัพท์แบบใหม่เสียอีก เพื่อไม่ให้ตัวเองรู้สึกว่าเป็นคนตกยุค ผมจึงหาโอกาสลองเจ้าสิ่งนี้ด้วยตัวเอง สองสามชั่วโมงที่ผมลองเล่น พร้อมๆ กับทำงานอย่างอื่นไปด้วย ทำให้ผมทราบถึงพลังอันเย้ายวนของ SimSimi เพราะผมเริ่มสนใจงานน้อยลงเรื่อยๆ จนกระทั่งผมเลิกทำงานหันไปเล่นแต่เจ้า SimSimi และถ้าผมไม่รีบเลิกเล่นผมคงจะติดมันจนงอมแงมจนไม่มีเวลามาเขียนบทความนี้แน่ๆ (ซิมซิมิ) มาจากภาษาเกาหลี แปลว่า เบื่อ พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือเจ้า SimSimi เป็นโปรแกรมแก้เบื่อนั่นเอง ดูผ่านๆ เจ้าโปรแกรมตัวนี้ก็เหมือนกับ Chat Bot App ทั่วๆ ไป (โปรแกรมที่สามารถพูดโต้ตอบกับผู้เล่นได้) แต่มีความพิเศษที่สามารถโต้ตอบได้หลายๆ ภาษา และเหมือนกับว่าเจ้าโปรแกรมตัวนี้จะมีความยียวน กวนประสาทในการตอบ (บางครั้งก็หยาบคายมาก) หรือบางครั้งคำตอบก็ดูฉลาดเกินการคาดเดา สาเหตุก็เพราะเวลาที่เราลงโปรแกรมนี้ในมือถือของเรา จะต้องใส่รหัสพื้นที่ประเทศที่เราอยู่ ทุกครั้งที่เราพิมพ์คำพูดอะไรก็ตาม มันจะถูกจัดหมวดหมู่เพื่อใช้เป็นคลังคำตอบสำหรับผู้ใช้คนอื่นๆ ด้วย ดังนั้นจะบอกว่าตัวโปรแกรมฉลาดก็ไม่เชิง ต้องเรียกว่าคนเขียนโปรแกรมฉลาดเสียมากกว่า ทุกวันนี้เจ้า SimSimi กำลังกลายเป็นกระแสของสังคม มีทั้งคนที่ชื่นชมคลั่งไคล้และต่อต้าน จนกระทั่งมีข่าวว่ากระทรวงไอซีทีอาจป้องกันโปรแกรม SimSimi […]

พ่อแม่ฮีโร่ตัวจริง

สมัยที่ผมเรียน ชั้นประถมพอเลิกเรียน ผมจะกระสับกระส่ายเฝ้ารอว่าเมื่อไรแม่จะมารับกลับบ้านสักที เพราะนอกจากแม่จะซื้อขนมอร่อยๆ ให้ทานแล้ว ผมยังอยากรีบกลับไปดูหนังฮีโร่ญี่ปุ่นซึ่งผมติดจนงอมแงม ฮีโร่ในสมัยของผมสร้างแรงบันดาลใจให้ผมมากมาย อย่างเช่นเรื่องขบวนการห้ามนุษย์ไฟฟ้าและไอ้มดแดงที่ทำให้ผมอยากเป็นผู้ผดุงความยุติธรรม ภาพตัวเองในวัยเด็กใส่หน้ากากมดแดงถือดาบพลาสติกวิ่งปราบเหล่าร้ายไปทั่วซอย เป็นภาพที่นึกถึงเมื่อไหร่ก็อดอมยิ้มไม่ได้ ถ้าทุกคนลองหลับตาลงสักพักนึกย้อนกลับไปสมัยที่เรายังเป็นเด็กตัวกระเปี๊ยกก็คงอดฉีกยิ้มไม่ได้ที่เห็นตัวเองใส่หน้ากากฮีโร่ตัวโปรด กวัดแกว่งดาบพลาสติกเพื่อปราบเหล่าร้าย (ถ้าผู้หญิงคงนึกว่าตัวเองเป็นเซเลอร์มูนแน่ๆ) เห็นด้วยกับผมบ้างไหมครับว่าฮีโร่ในโทรทัศน์มีอิทธิพลกับพัฒนาการทางความคิดของเราและสร้างนิสัยบางอย่างให้กับเราอย่างมาก แต่นั่นเป็นเพียงอิทธิพลในเวลาสั้นๆ ที่หนังเรื่องนั้นยังฉายอยู่เท่านั้น แต่มีฮีโร่ใกล้ตัวที่เรามักมองข้ามและนึกไม่ถึงว่าเขามีอิทธิพลกับชีวิตของเราทุกคนมากมายเหลือเกิน ฮีโร่ที่แค่จับมือก็มอบความกล้าหาญให้สามารถข้ามถนนใหญ่ๆ ได้อย่างไม่ต้องหวาดกลัว ไม่มีใครอื่นนอกจากพ่อและแม่ของเราทุกๆ คนนั่นเอง ผมมักได้ยินพ่อแม่ หรือครูอาจารย์สมัยนี้บางท่านบ่นให้ฟังว่า “เด็กสมัยนี้สอนอะไรไปก็ไม่จำหรอก” หรือ “เด็กสมัยนี้เลี้ยงยาก ดูแลยาก ไม่เชื่อฟัง” ฟังดูคุ้นๆ หูบ้างไหมครับ คำพูดลักษณะนี้ เหมือนจะบอกว่าการอบรมสั่งสอนเด็กของพ่อแม่และครูอาจารย์ไม่มีอิทธิพลอะไรกับชีวิตของเด็กเลย นั่นคือมุมมองของพ่อแม่ แต่คุณเคยลองคิดเรื่องนี้ในมุมมองของเด็กบ้างไหมครับ เด็กจำนวนมากไม่เคยรู้สึกว่าพ่อแม่เป็นฮีโร่สำหรับพวกเขา เพราะพ่อแม่ไม่ค่อยมีเวลาให้ ไม่ค่อยอบรมสั่งสอนจริงๆ จัง (เพราะกลัวพูดมากไป ลูกจะไม่รัก) ไม่เคยให้คำปรึกษาเด็กหลายคนยิ่งแล้วใหญ่ เขารู้สึกอึดอัดใจที่เติบโตมาในครอบครัวที่แตกแยก พ่อไปทางแม่ไปทาง จะคุยกับฝ่ายหนึ่ง อีกฝ่ายก็ไม่พอใจ หรือพอได้คุยกับแม่ก็กลายเป็นว่าต้องมานั่งรับฟังแม่เฝ้าต่อว่าพ่อให้ลูกฟัง บางครอบครัวพ่อทุบตีแม่จนลูกๆ ไม่กล้าเข้าไปพูดคุยกับคนเป็นพ่อ สะสมจนกลายเป็นความเกลียดชัง ลูกๆ เริ่มไม่อยากจะเชื่อฟังคนที่ได้ชื่อว่าเป็นพ่อแม่ ก็เพราะพ่อแม่ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกชื่นชม หรืออยากเอาเป็นแบบอย่างสำหรับชีวิต เด็กบางคนต้องแอบร้องไห้ทุกวันพร้อมกับถามตัวเองว่า “ทำไมฉันต้องเกิดมาในครอบครัวนี้ด้วย?” […]

พร้อมแค่ไหน? ถ้าให้เป็นตัวจริง

     ไม่ว่าเราจะชอบฟุตบอลหรือไม่ การแข่งขันฟุตบอลโลกที่มีเพียง 4 ปีครั้งก็ย่อมทำให้ทุกสายตาบนโลกจับจ้องไปที่ประเทศรัสเซีย เจ้าภาพฟุตบอลโลกปี 2018 และคงปฏิเสธไม่ได้ว่าในนัดเปิดสนามรัสเซียเจ้าบ้าน พบ ซาอุดิอาระเบีย คือค่ำคืนที่ทุกคนรอคอย ในฐานะเจ้าภาพรัสเซียถูกคาดหวังให้เปิดสนามด้วยชัยชนะ แต่เหมือนลางร้ายมาเยือนเมื่อนักเตะตัวความหวังอย่าง อลัน ซาโกเยฟ เจ็บหนักตั้งแต่ยังไม่หมดครึ่งแรกด้วยซ้ำ ถ้าย้อนกลับไปในเวลานั้นผมเชื่อว่าคนรัสเซียคงเริ่มตระหนกว่าเทพีแห่งชัยชนะกำลังจะบินหนีไปเสียแล้ว แต่แล้วตัวสำรองอย่าง    เดนิส เชรีเชฟ ไม่เพียงแต่นำชัยชนะมาสู่ทีม แต่เขาลงมาทำสองประตู จนประเทศตัวเองเปิดตัวด้วยชัยชนะที่เกินความคาดหมายถึง 5-0 และกลายเป็นผู้เล่นที่ดี ที่สุดในค่ำคืนนั้น และกลายเป็นวีรบุรุษของชาติในชั่วข้ามคืน      ผมมีโอกาสไปเทศนาหรือบรรยายทางจิตวิทยาให้กับนักกีฬาในโรงเรียนหลายแห่งเป็นครั้งคราว ทำให้ผมได้เห็นถึงการแข่งขันภายในที่มีความกดดันค่อนข้างสูงของนักกีฬาทุกประเภท นั่นเพราะนักกีฬาตัวสำรองมีปริมาณมากกว่าเป็นหลายเท่าเมื่อเทียบกับนักกีฬาตัวจริง และโอกาสที่จะได้ลงเป็นตัวจริงนั้นยากลำบากเหลือเกิน และสิ่งนั้นอาจกลายเป็นความท้อใจที่กัดกร่อนคนที่กำลังต่อสู้เพื่อความสำเร็จในชีวิตอยู่ก็เป็นได้ บางคนอาจถึงกับหมดความมุมานะ ไม่อยากซ้อม ไม่อยากทำอะไร เพราะคิดแต่ว่าตัวเองคงไม่มีโอกาสได้ลงสนาม และสิ่งนั้นเองทำให้ช่องว่างระหว่างนักกีฬาตัวจริงกับตัวสำรองยิ่งห่างออกไปเรื่อยๆ พอๆ กับโอกาสที่พร้อมจะหลุดหายไปเมื่อเราได้ลงสนามแต่ไม่มีความพร้อมแม้แต่น้อย      พระคัมภีร์ได้บันทึกเรื่องราวของเด็กชายตัวเล็กๆ คนหนึ่งที่ไม่เคยอยู่ในสายตาของใคร เขาได้ก้าวขึ้นมาเป็นตัวจริงที่พระเจ้าทรงเลือกสรร กลายเป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของอิสราเอล ผู้สร้างตำนานล้มยักษ์โกลิอัท และเป็นบรรพบุรุษผู้ได้รับเกียรติเป็นวงศ์วานของพระเยซูคริสต์ อะไรคือเคล็ดลับความสำเร็จที่พระเจ้าทรงอวยพรครั้งนี้ผมอยากชวนเรามาเรียนรู้ด้วยกัน ในพระธรรม 1 ซามูเอล […]

ผู้เล่นหรือกองเชียร์

ผมยังจำวินาทีแรกที่ลงไปแข่งขันบาสเกตบอลในฐานะตัวสำรองของคณะ ในการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยได้ดี ผมตื่นเต้นจนใส่หมายเลขเสื้อกลับหัวกลับหางไปหมด กองเชียร์ของทุกคณะพากันหัวร่องอหายในความเปิ่นของผม แต่หลังจากผมสามารถส่งลูกลงห่วงได้เสียงหัวเราะก็กลับกลายเป็นเสียงปรบมือ แม้นั่นจะเป็นการทำแต้มเพียงครั้งเดียวที่ผมทำได้ในวันนั้น แต่ผมก็ภูมิใจมาก และรู้สึกว่ามันช่างคุ้มค่ากับการซ้อม 3 เดือนที่ผ่านมาจริงๆ ไม่กี่วันที่ผ่านมาในร้านอาหารใกล้สวนลุมฯ ผมชมการถ่ายทอดสดการแข่งขันวอลเลย์บอลหญิงคัดเลือกตัวแทนไปแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่ลอนดอน ทุกคนในร้านต่างช่วยกันลุ้นทีมชาติไทย กันอย่างสุดตัว เพราะเป็นครั้งแรกที่เรามีโอกาสสูงที่จะสามารถผ่านเข้ารอบไปได้ แม้สุดท้ายจะทำได้เพียงใกล้เคียงแต่ผมก็รู้สึกภาคภูมิใจแทนนักกีฬาทุกคนที่ได้ต่อสู้อย่างสุดความสามารถแล้วจริงๆ ในกีฬาฟุตบอลยกย่องว่ากองเชียร์คือนักเตะคนที่ 12 ของทีม นั่นหมายถึงทัศนคติของกองเชียร์มีผลต่อผู้เล่นในสนามด้วยเช่นกัน และผมเชื่อว่าที่นักกีฬาสาวไทยทำได้ดีส่วนหนึ่งมาจากการสนับสนุนของกองเชียร์ด้วย ไม่ว่าจะเป็นกองเชียร์ที่ตามไปเชียร์ถึงสนามแข่งขัน หรือเชียร์ผ่านจอโทรทัศน์อยู่ที่บ้านก็ตาม แต่เราคงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่านักกีฬาตัวจริงต่างหากที่มีผลกับความสำเร็จของทีมมากที่สุด ในชีวิตจริงของเราแต่ละคน เรามีโอกาสเป็นกองเชียร์มากกว่าผู้เล่น อย่างในฟุตบอลยูโร 2012 และโอลิมปิกที่ลอนดอน เราส่วนใหญ่คงไม่มีโอกาสเป็นนักกีฬาตัวจริงได้ สิ่งที่ทำได้คือจัดเวลานอนเผื่อไว้สำหรับการเชียร์กีฬาช่วงดึกๆ เสียมากกว่า หรือถ้าดีหน่อยก็อาจไปหาซื้อเสื้อทีมหรือธงชาติ มาสร้างบรรยากาศการเชียร์ให้คึกคักยิ่งขึ้น ถ้าถามผมว่ากองเชียร์กับนักกีฬาตัวจริงต่างกันอย่างไร ผมคิดว่ามีอย่างน้อย 2 เรื่องที่บุคคลทั้ง 2 กลุ่มแตกต่างกัน นั่นคือ เวลา และความรับผิดชอบ แม้กองเชียร์จะต้องอดนอนหลายชั่วโมงเพื่อเชียร์ทีมโปรดจนดึกดื่น แต่นักกีฬาต้องใช้เวลาหลายปีในการฝึกฝนตัวเองเพื่อจะลงแข่งขันในเวลาสั้นๆ ไม่กี่นาที แม้กองเชียร์จะรู้สึกภูมิใจหรือผิดหวังกับความพ่ายแพ้ของทีม แต่ผมเชื่อว่านักกีฬามีความรู้สึกนั้นมากกว่ากองเชียร์เป็นทวีคูณ ไม่ใช่แค่เรื่องของกีฬาเท่านั้นแต่กับทุกๆ เรื่องในชีวิต ตัวจริงจะมีทั้งเวลาและความรับผิดชอบมากกว่าคนที่เป็นเพียงกองเชียร์เสมอ ดังนั้นถ้าเราอยากรู้ว่าใครคือนักกีฬาตัวจริง ให้ดูคนที่ใช้เวลาในการฝึกซ้อมกับทีมมากที่สุด และดูคนที่ภาคภูมิใจในหน้าที่ที่เขาได้รับมอบหมายไม่ว่าจะในยามที่ทีมชนะหรือพ่ายแพ้ก็ตาม แต่ถ้าเราอยากรู้ว่าใครคือตัวจริงสำหรับเรื่องอื่นๆ […]

น่าตื่นเต้น ยอดเยี่ยม และไม่มีใครเหมือน

     ผมวาดภาพการ์ตูนภาพหนึ่งด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ง่ายๆ สำหรับผมภาพนี้น่ารักและมีความหมายมาก เพราะผมวาดรูปนี้เป็นของขวัญให้คนที่ผมรัก ผมเปิดดูมันซ้ำแล้วซ้ำอีก ยิ้มแล้วยิ้มอีก ภูมิใจแล้วภูมิใจอีก แม้โดยความเห็นจากคนรอบข้างจะบอกว่าภาพที่ผมวาดก็แค่รูปการ์ตูนทั่วๆ ไปรูปหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้มีคุณค่าอะไรมากมายเลย  แต่คำพูดเหล่านั้นไม่เคยลดคุณค่าศิลปะชิ้นเอกของผมลงเลยแม้แต่น้อย เพราะนี่คือผลงานชิ้นเอกของผมที่ไม่มีใครในโลกนี้ทำได้เหมือน      ผมไม่ค่อยมีโอกาสมาเดินห้างสรรพสินค้าบ่อยนัก โดยเฉพาะในช่วงเช้าวันเสาร์ ซึ่งเป็นวันทำงานของผมด้วย แต่เพราะมีความจำเป็นต้องมาทำธุรกรรมทางการเงินกับธนาคารซึ่งยังเปิดบริการในวันหยุดแบบนี้ จึงมีโอกาสสังเกตเห็นว่ามีสถานที่เรียนพิเศษมากจริงๆ ในห้างแห่งนี้  ด้วยความสนใจจึงเริ่มหาโอกาสแวะไปดูห้างอื่นๆในเช้าวันเสาร์ และเย็นวันธรรมดา ก็พบเหมือนกันหมดว่ามีสถานที่เรียนอะไรต่อมิอะไรเต็มไปหมด  และสถานที่เหล่านี้สังเกตไม่ยาก เพราะจะเห็นคุณพ่อคุณแม่นั่งกันแน่นขนัดบริเวณนั้น มีเด็กจำนวนมากถูกนำมาสมัครเรียนดนตรี เรียนขับร้อง เรียนเทควันโด ภาษาอังกฤษ ติวเข้ามหาวิทยาลัย ติวเข้ามัธยมปลาย ประถมศึกษา หรือแม้แต่อนุบาลของโรงเรียนดังๆ ผมถึงกับร้องขึ้นมาในใจดังๆ ว่า “เฮ่ย มันต้องเรียนขนาดนี้เชียวหรือ” แต่ท่านผู้อ่านทราบไหมครับว่า สถานที่เรียนเหล่านี้หลายแห่งมีคิวเต็มไปจนถึงปีหน้าด้วยซ้ำ      พ่อแม่ของเด็กนักเรียนทั้งวัยเด็กเล็ก หรืออุดมศึกษา มักจะเป็นคนที่อยู่ใน GenX  (ประมาณคนที่เกิดในช่วง พ.ศ.2508-2522) หรือไม่ก็ GenY(คนที่เกิดในช่วง พ.ศ.2523-2540) จะว่าไปผมก็ถือเป็นคนในช่วงเดียวกับพ่อแม่ยุคนี้เหมือนกัน พวกเราโตมากับการแข่งขัน โตมากับความเชื่อว่าการศึกษาในสถาบันมีชื่อเสียง คือใบเบิกทางความสำเร็จ […]

นึกถึงรางหญ้า เวลาต้องอดทน

     ทุกๆ เช้าผมเฝ้าอธิษฐานว่าจะขอเป็นเกลือเป็นแสงสว่างของพระคริสต์  ผมหวังว่าทุกคนจะได้เห็นพระเยซูคริสต์ในตัวของผม  แต่มันไม่ง่ายเลย  แค่ผมก้าวเข้าไปขับรถออกจากบ้าน  บางทีผมต้องเจอรถใครก็ไม่รู้จอดขวางหน้ารั้วบ้าน กว่าจะตามเจ้าของรถมาได้ผมก็เสียเวลาไปห้านาทีแล้ว บนถนนยิ่งแล้วใหญ่ผมค่อยๆ ขับเข้าถนนด้านในเพื่อขึ้นสะพาน  มันอาจจะไปได้อย่างเชื่องช้าแต่มันก็ค่อยๆ ขยับไปเรื่อย แต่พอถึงเชิงสะพานผมแทบอยากเปิดกระจกออกไปตะโกนดังๆ เพราะรถหลายคันไม่ยอมต่อคิวแต่แอบแซงตรงคอสะพานเพื่อขึ้นไปอย่างเห็นแก่ตัว  กว่าจะถึงที่ทำงานผมก็รู้ทันทีว่าผลของพระวิญญาณบริสุทธิ์ของผมไม่ได้มากพอเลย ผมโกรธและผมก็รู้สึกด้วยว่าผมมีเหตุผลมากพอที่จะโกรธ มันกลายเป็นวัฏจักรอันน่าสมเพชฝ่ายจิตวิญญาณที่ผมต้องเรียนรู้ซ้ำแล้วซ้ำอีก ไม่แน่ใจว่าทุกท่านมีปัญหาแบบเดียวกันนี้บ้างหรือไม่      ในเดือนธันวาคมของทุกปีเป็นเรื่องปกติที่ผมจะมีโอกาสเตรียมแบ่งปันพระคำของพระเจ้าค่อนข้างถี่ วันหนึ่งผมเปิดในพระธรรมฟีลิปปี 2:5-7 ซึ่งบันทึกไว้ว่า “จง​มี​จิต​ใจ​เช่น​นี้​ใน​พวก​ท่าน​เหมือน​อย่าง​ที่​มี​ใน​พระ​เยซู​คริสต์ ผู้​ทรง​สภาพ​เป็น​พระ​เจ้า ไม่​ทรง​ถือ​ว่า​ความ​ทัด​เทียม​กับ​พระ​เจ้า​เป็น​สิ่ง​ที่​จะ​ต้อง​ยึด​ไว้ แต่​ทรง​สละ​พระ​องค์​เอง​และ​ทรง​รับ​สภาพ​ทาส ทรง​ถือ​กำ​เนิด​เป็น​มนุษย์ และ​ทรง​ปรา​กฏ​อยู่​ใน​สภาพ​มนุษย์” ความรู้สึกแรกก็คือเหมือนผมได้ยินเสียงพระคัมภีร์พูดใส่หน้าผม เพราะนี่คือสิ่งที่ติดอยู่ในใจของผมนานมาแล้ว นี่เป็นประโยคคำสั่งที่พระเจ้าทรงดลใจให้อาจารย์เปาโลบันทึกไว้ว่า “จงมีจิตใจเช่นนี้ในพวกท่าน” จิตใจที่มีคนทำเป็นแบบอย่างไว้ให้กับเราแล้วคือพระเยซูคริสต์ ถ้าเปรียบพระคัมภีร์ดั่งพระแสงตอนนี้ผมก็กำลังถูกบาด และเฉือนใจ แต่ผมรู้สึกดีขึ้นจริงๆจากความอึดอัดภายใน และนี่คือบทเรียนที่ผมได้รับ      บทเรียนแรก “ไม่หวงสิทธิของตนเอง” แน่นอนว่าในสังคมที่สงบสุขเป็นระเบียบเราต้องเคารพสิทธิซึ่งกันและกัน เราไม่ชอบการแซงคิว เราไม่ชอบคนที่ไม่รักษาเวลา แต่หลายครั้งทีเดียวที่เราเคารพสิทธิของตัวเองมาก มากจนมองข้ามอะไรทุกอย่าง และมองไม่เห็นความจำเป็นของผู้คน จนใจเราไม่อาจเมตตาได้  ลองคิดดูว่าถ้าพระเยซูคริสต์ทรงรักษาสิทธิของพระองค์ซึ่งทรงสภาพเป็นพระเจ้า  อยู่อย่างนั้นแสนสุขสบาย ไม่ต้องทนรับอะไรทั้งสิ้น วันนี้พวกเราจะมีความหวังอะไร […]

ทำอย่างไรจึงคว้าแชมป์ ซูเปอร์จิ๋วเจาะโลกพระคัมภีร์

สมาคมพระคริสตธรรมไทย ได้จัดการแข่งขัน ซูเปอร์จิ๋วเจาะโลกพระคัมภีร์ ประจำปี 2012 ของเขตภาคกลางไปเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2012 ที่ผ่านมา ซึ่งผลการแข่งขันในระดับชั้นประถมศึกษานั้น ปรากฏว่าน้องๆ จากโรงเรียนสัจจพิทยา กรุงเทพฯ สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศรองอันดับ 1 และรองอันดับ 2 ไปครอง (น้องๆ ทั้งหมด 9 คน เป็นคริสเตียนเพียง 1 คน) สมาคมฯ จึงไม่รอช้า รีบหาโอกาสไปสัมภาษณ์ความรู้สึกของน้องผู้เข้าแข่งขันและคุณครูผู้สอน เราไปติดตามอ่านกันค่ะ กว่าจะได้เข้าแข่งขัน “ทางโรงเรียนมีการเปิดรับสมัคร และมีนักเรียนสมัครเป็นจำนวนมาก จากนั้นคุณครูจะทดสอบว่าใครที่มีความตั้งใจจริงๆ เพื่อคัดเลือกเป็นตัวแทนของโรงเรียนค่ะ จากนั้นเมื่อเป็นตัวแทนของโรงเรียนแล้ว เราต้องติวกันตอนเย็น ติวหนักมากเป็นเวลาเดือนกว่าๆ อ่านพระธรรมโยชูวากันคนละหลายรอบเลย ตอนแรกอ่านเองก่อนแล้วครูก็จะมาช่วยสรุปสิ่งที่เราอ่าน เน้นสิ่งที่สำคัญ ช่วยให้เราจำได้มากขึ้น” เมื่อได้อ่านเรื่องราวของโยชูวา “สนุก… และมีข้อคิดหลายเรื่อง เช่น การเชื่อฟัง โยชูวาเชื่อฟังพระเจ้า เป็นคนที่ซื่อสัตย์ ไม่โกง ไม่ลักขโมย พระคัมภีร์สอนว่าการโกง การลักขโมยเป็นสิ่งไม่ดี ไม่ควรทำ” ความรู้สึกในวันแข่งขัน […]

ช่วยเพศที่สาม

สมัยที่ผมเริ่ม เข้าเรียนในระดับอุดมศึกษา มีผู้หญิงคนหนึ่งเป็นคนที่สะดุดตาสำหรับผู้ชายทุกคนมาก ด้วยความเป็นผู้หญิงที่เรียบร้อย ดูน่ารัก และมีรอยยิ้มที่เป็นมิตร จนกระทั่งวันสอบกลางภาคครั้งแรกมาถึงผู้ชายทุกคนต้องตกใจจนหงายหลังเพราะสาว น่ารักที่ทุกคนเหลียวมองแต่งชุดนิสิตชายมาสอบ ความก็เลยแตก ผมอดขำเพื่อนของตัวเองไม่ได้ เพราะมีหลายคนเหลือเกินที่พยายามจะจีบเธอมาเป็นแฟน ในวัยเรียนผมมีเพื่อนที่หลายคนที่มีบุคลิกทางเพศผิดแผกไปจากคนทั่วไป ผมไม่ค่อยสนใจมากนักว่าเพื่อนคนนั้นจะมีรสนิยมทางเพศอย่างไร รู้สึกว่ามันเป็นสิทธิส่วนตัวขอแค่เขาไม่ทำให้ใครต้องเดือดร้อนก็น่าจะพอ แต่ก็มีเพื่อนผู้ชายบางคนที่รู้สึกเกลียดคนพวกนี้จนเข้าไส้ บางคนถึงขนาดที่เห็นเมื่อไหร่ต้องไปวิ่งไล่เตะกันเลยทีเดียว ที่รุนแรงไปกว่านั้นนิสิตที่แสดงออกถึงรสนิยมทางเพศของตนเองอย่างตรงไปตรงมามักจะถูกเพ่งเล็งและถูกอาจารย์บางท่านเรียกไปตักเตือนบ่อยครั้ง บางคนถึงกับต้องพักการเรียนก็มียุคสมัยที่เปลี่ยนไปทำให้ค่านิยมของคนในสังคมเปลี่ยนแปลงไปด้วย ปัจจุบันสังคมยอมรับคนที่เคยถูกเรียกอย่างรังเกียจและดูถูกว่าเป็นพวกกระเทยมากขึ้นกว่าในอดีตชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ มีอยู่ครั้งหนึ่งผมไปเป็นวิทยากรบรรยายความรู้เรื่องเพศ และใช้คำวิชาการว่า “รักร่วมเพศ” (homosexual) ในการอธิบายมีคนยกมือขึ้นมากลางคันเพื่อขอให้ผมเปลี่ยนไปใช้คำว่า “คนรักเพศเดียวกัน” แทน สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าสังคมมีการยอมรับและให้คุณค่ากับคนรักเพศเดียวกันมากขึ้น ในอดีตผมยอมรับว่าผมมีท่าทีสนับสนุนความคิดดังกล่าวอย่างเต็มตัว แต่เมื่อผมได้ทราบความจริงว่าสิ่งนี้เป็นความบาปทัศนคติของผมจึงเปลี่ยนไป เมื่อผมมารู้จักกับพระเจ้าและทำงานเป็นผู้ให้คำปรึกษา ผมตำหนิคริสเตียนที่มีปัญหาเอกลักษณ์ในเรื่องเพศอย่างรุนแรง บอกว่าเขาต้องกลับใจ โดยยกเหตุผลและข้อพระคัมภีร์มากมายมาสนับสนุน ผมยังจำได้ว่าทุกคนที่ถูกตำหนิมีสีหน้าแย่ขนาดไหนแต่ผลก็คือผมไม่เคยช่วยให้ใครกลับสู่เพศที่แท้จริงของเขาได้เลยแม้แต่คนเดียว จนกระทั่งวันหนึ่งพระเจ้าเรียกให้ผมกลับใจ ในขณะที่ผมกำลังอ่านพระธรรมยอห์น 8:1-11 เรื่องธรรมมาจารย์และฟาริสีจับหญิงคนหนึ่งฐานล่วงประเวณีมาให้พระเยซูคริสต์ทรงตัดสิน คำตรัสของพระเยซูว่า “ใครในพวกท่านไม่มีบาป ให้เอาหินขว้างนางก่อนเป็นคนแรก” เสียดแทงหัวใจของผมอย่างมาก ผมย้อนนึกไปถึงคนมีปัญหาที่มาพบผมเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่ผมกลับขว้างก้อนหินแห่งการตำหนิ และการพิพากษาใส่พวกเขา ผมขอให้พระเจ้าโปรดยกโทษให้ผม และตั้งแต่วันนั้นความคิดของผมก็ไม่เหมือนเดิมอีกเลย พระเจ้าประทานโอกาสให้ผมได้แก้ไขตัวเองผมได้คุยกับน้องต้น (นามสมมุติ) ผู้ชายที่แต่งตัวเป็นผู้หญิงมาตั้งแต่อายุสิบสองปี (ตอนพบกันน้องต้นอายุประมาณสิบห้าปี) น้องต้นเล่าให้ผมฟังภายหลังว่าคนที่ให้คำปรึกษากับน้องต้นมีอยู่สองประเภท ประเภทแรกก็สนับสนุนให้น้องต้นแต่งหญิง แสดงตัวตนให้ชัดเจนไปเลย กับประเภทที่สองก็จะตำหนิน้องต้นอย่างรุนแรงว่าทำให้พ่อแม่ต้องเสียใจ […]

ฉันติด Facebook?

คนที่ติดเหล้า ติดบุหรี่ ติดสารเสพติด นั้นสังเกตไม่ยาก เด็กที่ติดเกม ก็มีพ่อแม่คอยวิ่งพามารักษาไม่ขาดสาย แต่อาการเสพติดประเภทใหม่ ยังเป็นข้อถกเถียงของสังคม ก็คือการเสพติด social network ซึ่งถ้าเราพูดให้ชัด หรือเจาะจงกว่านี้สักหน่อย Facebook น่าจะเป็นตัวแทนที่พอพูดถึงใครๆ ก็ต่างนึกออก เคยสงสัยบ้างไหมครับว่าการเสพติด Facebook มันมีจริง หรือเป็นแค่คำพูดประชดกันแรงๆ ของนายจ้างที่เกลียดที่สุดเวลาเห็นคนในบริษัทแอบเบียดบังเวลางานไปเล่นเจ้าFacebook  วิธีการที่จะบอกได้ดีที่สุดว่า Facebook เสพติดได้จริงหรือไม่ก็คือ การสำรวจว่ามีใครบ้างที่ลงแดง (withdrawal symptoms) หรือทุรนทุรายอย่างหนักเวลาไม่ได้เสพเจ้า Facebook วิธีทดสอบที่ผมไม่เคยใช้กับสารเสพติดประเภทอื่นก็คือ ผมต้องลองเสพ Facebook ด้วยตัวผมเองดูสักครั้ง ซึ่งนับจากวันนั้นก็ผ่านมากว่า 2 ปีแล้ว จากการได้ทดสอบกับตัวเองและได้สังเกตจากเพื่อนๆ รวมทั้งคนที่มาขอคำปรึกษาทำให้ผมเกิดความเชื่อส่วนตัวว่า Facebook สามารถเสพติดได้จริงเพราะในช่วงปีแรกตัวผมเองติด Facebook อย่างงอมแงม ถามว่าผมรู้ได้อย่างไรว่าติด? ผมอยากให้หลักง่ายๆ ที่คุณผู้อ่านสามารถใช้ถามตัวเองได้เช่นกันว่าคุณติดมันหรือไม่ (ดัดแปลงจากนิตยสาร GM 371 ,2009) Facebook ทำให้นอนดึกผิดปกติ บางคนบอกว่านอนเช้า คือเช้าของอีกวัน internet ไม่เคยพลาดการเข้า […]

1 2 3