คนถูกรักมักจะลืม ฉบับที่ 1/2020

คนถูกรักมักจะลืม วันแห่งความรักเป็นโอกาสที่ใครหลายคนเฝ้ารอ   เป็นวันแห่งการตัดสินใจที่ผู้ชายบางคนจะเปิดเผยความรู้สึกของตัวเองบอกว่าเธอมีค่ากับเขามากแค่ไหน  เป็นวันที่ผู้หญิงหลายคนรวบรวมความกล้าที่จะมอบช็อกโกแลตที่หอมหวานแทนความในใจของตัวเอง  แต่ถ้าความรักเปรียบดังสมุดบันทึกสักเล่ม มันคงแอบน้อยใจที่มีหน้าถูกบันทึกไว้เพียงวันเดียว และหน้าเดียวเท่านั้น  แต่หน้าที่เหลือกลับว่างเปล่า  บางทีเราอาจจะเข้าใจวันแห่งความรักผิดไป และไม่แน่ว่าถ้าเราดูให้ดี หน้าสมุดบันทึกที่เราคิดว่าว่างเปล่าอาจเต็มไปด้วยถ้อยคำที่ถูกเขียนไว้ด้วยหมึกธรรมดา ไม่มีสีสัน ไม่ฉูดฉาด แต่เมื่อได้อ่านอาจจะเรียกน้ำตาแห่งความซาบซึ้งให้ชุ่มชื่นใจก็เป็นได้  ย้อนกลับไปคิดถึงวาเลนไทน์ในชีวิตของตัวเราเอง บางครั้งเราจดจ่อกับของขวัญมีค่ามากมายในแต่ละปีที่ทั้งได้รับและมอบให้ แต่ไม่ทันได้พิจารณาถึงวันธรรมดาในหน้าความทรงจำอื่นๆ ที่ความรักบอกเล่าเรื่องราวของมันเอาไว้  ผมอยากเชิญชวนให้ผู้อ่านทุกคนได้เปิดสมุดบันทึกความรักในความทรงจำของเราดูทีละหน้าช้าๆ ไปด้วยกัน พระธรรมสุภาษิตบทที่ 31:27-31 ผมมักมีโอกาสใช้ในการเทศนาทั้งในโอกาสวันแม่  หัวข้อการเลือกคู่ครอง หรือแม้แต่เรื่องระเบียบวินัยฝ่ายวิญญาณ  แต่สำหรับครั้งนี้ผมขอใช้พระธรรมตอนนี้ในฐานะมัคคุเทศก์แห่งความรักที่จะพาเรารำลึกถึงบางอย่างที่เรามองข้ามไปถึงสามประเด็นใหญ่ ประการแรก “จงซาบซึ้งในความปกติ” ในพระธรรมสุภาษิต 31:27 ได้บันทึกไว้ว่า “เธอดูแลความเป็นอยู่ในครอบครัวอย่างดี  และไม่เคยเกียจคร้าน” ถ้าเราอ่านย้อนขึ้นไปในข้อก่อนหน้านี้  เราจะเห็นถึงกิจวัตรมากมายที่คนเป็นแม่เป็นภรรยาได้จัดเตรียมเพื่อทุกคนในบ้าน  พระธรรมในข้อนี้สรุปความว่า “เธอดูแลความเป็นอยู่ในครอบครัวอย่างดี และไม่เคยเกียจคร้าน”  ซึ่งมีความหมายว่า มีคนผู้หนึ่งได้ทำทุกอย่างด้วยหัวใจ อย่างทุ่มเท  ทำอย่างดีเพื่อทุกคน และทำอย่างสม่ำเสมอ ไม่ขาดตกบกพร่องแม้แต่น้อย  ผมยอมรับว่าหลายครั้งผมตื่นเต้นกับมื้ออาหารพิเศษ  การไปทานอาหารหรูๆในโรงแรม  เนื้อปลาดิบที่เราไม่ค่อยมีโอกาสทาน เนื้อวัวชั้นดีที่นานๆ จะมีโอกาสได้ลิ้มลอง  เรายกย่องอาหารเหล่านี้  ไม่ต่างอะไรกับความตื่นเต้นจากดอกไม้ในวันวาเลนไทน์  ทุกครั้งที่ได้ทานอาหารแสนอร่อยนอกบ้าน  บางครั้งเราชมเชยแล้วชมเชยอีก จนบางทีเรากลับมองข้ามและเพิกเฉยกับอาหารที่คุณแม่จัดเตรียมไว้ให้เราทุกเช้า  […]

สื่อสะกดใจ

สื่อสะกดใจ ในช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมา ทุกครั้งที่มีโอกาสเดินไปห้างสรรพสินค้า ผมมีอันจะต้องถูกสะกดให้ไปยืนอยู่หน้าร้านขายสมาร์ทโฟน และแท็ปแล็ต ยี่ห้อดังที่คุณผู้อ่านทุกก็น่าจะรู้ว่ายี่ห้ออะไร จนผมอดสงสัยตัวเองไม่ได้ว่าอะไรเป็นพลังผลักดันให้ผมต้องทำอย่างนี้ ทั้งๆ ที่ผมไม่มีความจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์พวกนี้ในเวลานี้เลย นี่ถ้าเป็นคนสมัยโบราณผมคงนึกไปว่าผมถูกพวกทรงเจ้า เข้าผี เล่นงานเข้าให้แล้ว อำนาจลึกลับที่ล่อชวนให้คนตัดสินใจว่าจะซื้ออะไร จะบริโภคอะไร จะดูโทรทัศน์ช่องอะไร แท้ที่จริงแล้วไมใช่มนต์ดำอะไรเลย แต่เป็นพลังอำนาจจากสื่อ (Media) นั่นเอง ย้อนไปหลายปีที่วงการโฆษณายังไม่เฟื่องฟูเท่าในปัจจุบัน มีการแข่งขันอเมริกันฟุตบอลนัดชิงชนะเลิศระดับชาติในประเทศอเมริกา ผลการแข่งขันเป็นอย่างไรมีคนจำได้ไม่มากนัก แต่ปรากฎการณ์ระหว่างที่กีฬาพักครึ่งเป็นเรื่องที่แทบจะกลายเป็นการจราจลย่อยๆ ไปเลย เพราะกองเชียร์กว่าห้าหม่นื คนพากันต่อแถวยาวเหยียดเพื่อแย่งซื้อเครื่องดื่มโคล่ายี่ห้อหนึ่งจนขายไม่ทันใจคนที่มารอคิว จึงเกือบกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต หลังจากเหตุการณ์นั้นทำให้วงการโฆษณา และจิตวิทยารู้จักคำว่า subliminal tape มากขึ้น ภาพโคล่ายี่ห้อดังกล่าวถูกฉายขึ้นภาพสกอร์บอร์ดภาพเคลื่อนไหวโดยแทรกภาพโฆษณาโคล่าไว้ใน 1 ส่วน 25 วินาที พูดง่ายๆ ก็คือเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราเห็นภาพอะไร แต่จิตใต้สำนึกกลับประทับภาพนั้นไว้จนเกิดเป็นความรู้สึกอยากจะดื่มขึ้นมา นี่เองเป็นสาเหตุว่าทำไมสื่อต้องมีการจัดเรทให้เหมาะสมกับประเภทของผู้บริโภคสื่อ เพราะข้อมูลทุกอย่างจากสื่อเป็นข้อมูลที่มีพลังอำนาจมาก คนที่เป็นอาจารย์หรือคุณครูถ้าไม่เข้าใจเรื่องอำนาจของสื่อ แม้เขาจะใช้เวลานานถึง 2 ชั่วโมงในการถ่ายทอดเรื่องๆ หนึ่ง แต่กลับมีนักเรียนนักศึกษาไม่ถึงครึ่งที่จดจำข้อมูลได้ และที่จำได้ก็เพียงบางส่วนเท่านั้น แต่สื่ออย่างโฆษณาโทรทัศน์ใช้เวลาเพียงประมาณ 30-45 วินาที ในการทำให้คนๆ หนึ่งตัดสินใจทำอะไรบางอย่างในชีวิตได้ สื่อจึงเป็นอุปกรณ์ที่ทรงพลัง […]

สมาร์ตโฟนถ้าใช้ก็ให้สมาร์ท

สมาร์ตโฟน ถ้าใช้ก็ให้สมาร์ท  ทุกครั้งที่ใกล้ถึงเวลาเลิกงาน สมาร์ตโฟนของผมเป็นต้องร้องเสียงดัง “ติ๊ง”ผมเดาได้ไม่ยากว่าคุณแม่ส่งภาพอาหารเย็นแสนอร่อยฝีมือท่านพร้อมภาพสติกเกอร์น่าขำผ่านโปรแกรมไลน์มาให้ทำให้ผมตัดสินใจรีบขับรถไปทานฝีมือคุณแม่ก่อนที่มันจะชืดจนหมดรสอร่อยไม่น่าเชื่อว่ามือถือแบบใหม่ที่เรียกว่า“สมาร์ตโฟน”ที่ผมเคยกลัวนักกลัวหนาแถมยังต่อต้านคนที่ใช้วันนี้กลับกลายเป็นช่องทางสำคัญที่ผมสามารถสื่อสารกับคุณแม่ และคนที่ผมรักได้ในทุกๆ วันย้อนเวลากลับไปเมื่อสักครึ่งปีที่ผ่านมา ผมมีความคิดว่า “สมาร์ตโฟน” เป็นเรื่องไร้สาระ ไม่มีความจำเป็น ทั้งยังฟุ่มเฟ?อยมีราคาแพง และเปรียบเสมือนตัวแทนแห่งโลกทุนนิยมยิ่งถ้านับรวมกับความกระอักกระอ่วนใจเวลาเห็นสีหน้าของคนรอบข้างทำสีหน้าแปลกๆทุกครั้งที่เห็นผมควักเจ้ามือถือรุ่นโบราณด้วยแล้ว ทำให้ผมเกิดอคติ และจงเกลียดจงชังเจ้าสมาร์ตโฟนนี่เสียเหลือเกิน จนกระทั่งเมื่อผมเริ่มศึกษาหาข้อมูลเพื่อให้น้ำหนักกับความคิดตัวเองที่จะไม่ใช้เจ้าสมาร์ตโฟน ผมกลับพบว่าเทคโนโลยีชิ้นนี้ทำให้ผมลดเวลาในการทำงานลงไปมากไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงโลกอินเทอร์เน็ตได้ตลอดเวลาการส่งงานผ่านจดหมายอิเล็กทรอนิก (อีเมล) และยังมีโปรแกรมและเกมที่แสนจะเพลิดเพลินมากมายเหลือเกิน นับเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ผมยอมจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อโทรศัพท์ แต่โลกใหม่ของสมาร์ตโฟนก็ทำเอาผมแทบไม่ได้หลับไม่ได้นอนติดต่อกันหลายคืน ผมตื่นเต้นไปกับแอปพลิเคชันใหม่ๆ (โปรแกรมแบบที่ใช้ในสมาร์ตโฟน)  ได้มีโอกาสชมรายการโทรทัศน์ของต่างประเทศได้ง่ายๆ สามารถใช้เฟซบุ๊กได้ตลอดเวลา กว่าจะรู้ตัวก็ผ่านไปเกือบตีสามแล้ว ผมติดสมาร์ตโฟนจนงอมแงมอยู่หลายวัน ต้องขอบคุณที่คนรอบข้างเตือนผมให้เงยหน้าขึ้นมาพูดคุยกับโลกจริงซะบ้าง ผมจึงหลุดวงจรแห่งการเสพติดเทคโนโลยีออกมาได้ ผมเชื่อว่าผู้อ่านส่วนใหญ่มีความคุ้นเคยกับสมาร์ตโฟน เพราะสิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่อีกต่อไป ถ้าย้อนกลับไปสัก 5-6 ปี สมาร์ตโฟนหรือแท็บเล็ตคงเปรียบเสมือนเครื่องประดับที่มีได้เฉพาะคนที่มีรายได้ดีเท่านั้น แต่ปัจจุบัน สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องสามัญที่ใครๆ ก็มีได้ และยังมีระบบผ่อนชำระสำหรับคนที่มีรายได้น้อยแต่ต้องการอยู่ร่วมในสังคมอย่างไม่ตกยุค ภาพของผู้คนบนรถไฟฟ้าหรือรถประจำทางที่มองวิวข้างทางหรือพุดคุยหยอกล้อกันเริ่มลดน้อยลงไปทุกที ผู้คนในสังคมส่วนใหญ่ก้มหน้าก้มตาหยิบสมาร์ตโฟนเพื่อเข้าไปในโลกส่วนตัวโดยไม่นึกจะมองอะไรข้างทางหรือหน้าคนที่นั่งข้างๆ อีก (ในอนาคตคนส่วนใหญ่คงจะเป็นโลกปวดต้นคอ และนิ้วล็อกกันมากขึ้นเพราะเจ้าสมาร์ตโฟน) สิ่งที่เราต้องยอมรับอย่างหนึ่งก็คือสมาร์ตโฟนกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนในสังคมเมืองมากขึ้นทุกที คนที่ไม่มีสมาร์ตโฟนก็อาจจะเริ่มรู้สึกแปลกๆ ทุกครั้งที่หยิบมือถือขึ้นมา แล้วสายตาคนอื่นๆ ดูตกใจราวกับว่าเราขโมยเอโบราณวัตถุออกมาจากพิพิธภัณฑ์ที่ไหนสักแห่งแต่การมีสมาร์ตโฟนอย่างไม่เข้าใจถ้าไม่ระวังให้ดีบางทีพวกเราก็อาจกลายเป็นคนหนึ่งที่เสพติดโลกไซเบอร์ขึ้นมาอย่างไม่ทันรู้ตัวก็เป็นได้อาการที่พอจะบอกกับเราได้ว่าเรากำลังเสพติดสิ่งนี้หรือไม่พอให้เราใช้เป็นข้อสังเกตประการแรกก็คือ “เราชาร์จแบตเตอรี่ของสมาร์ตโฟนมากกว่าวันละ 2 ครั้งหรือไม่” ถ้าท่านไม่ได้ทำงาเอกสารมากมายผ่านสมาร์ตโฟนจริงๆ ก็นับเป็นเรื่องยากที่เราต้องเสียบสายชาร์จแบตเตอรี่มากกว่าวันละสองครั้งแต่ในความเป็นจริง มีคนจำนวนไม่น้อยที่ซื้อแบตเตอรี่สำรองหรืออุปกรณ์ช่วยชาร์จไฟแบบไร้สายที่สามารถชาร์จได้ถึงวันละสี่ครั้งเลทีเดียว สมาร์ตโฟนช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้นก็จริงแต่ก็มีหลายสิ่งที่สมาร์ตโฟนไม่สามารถทดแทน […]

วัยรุ่นใจยักษ์

ถ้ากำลังอยากอ่านเรื่องพฤติกรรมของวัยรุ่นที่โหดเหี้ยม ชอบสร้างปัญหา ผมคงทำให้ผิดหวังแล้วล่ะครับ แต่ถ้าท่านเป็นวัยรุ่น หรือมีวัยรุ่นที่ต้องดูแล ผมมีความจริงที่อยากเล่าสู่กันฟังว่ามียักษ์อยู่ในใจของวัยรุ่นจริงๆ ยักษ์ตนนี้ถ้าท่านไม่เข้าใจมันจะกลายเป็นเหมือนทศกัณฐ์ ที่สร้างความเดือดร้อนจนกลายเป็นสงครามเหมือนในวรรณคดีรามเกียรติ์ แต่หากท่านเข้าใจและใส่ใจอย่างถูกวิธี ยักษ์ตัวนี้จะทำให้วัยรุ่นเหมือนจินนี่ ที่สามารถให้พรวิเศษแก่ชีวิตคุณได้ทีเดียว “อย่าให้ใครหมิ่นประมาทความอ่อนวัยของท่าน แต่จงเป็นแบบอย่างแก่บรรดาผู้เชื่อ ทั้งในด้านวาจาและการประพฤติ ทั้งในด้านความรัก ความเชื่อ และความบริสุทธิ์” (1 ทธ.4:12) เป็นพระคำที่อาจารย์เปาโลฝากไว้กับวัยรุ่นที่ชื่อทิโมธี ต้องยอมรับว่านี่เป็นเรื่องจริงที่เรามักได้ยินว่าคนอายุน้อยมักถูกสบประมาทว่าไม่สามารถสร้างความสำเร็จได้ คำดูถูกที่เรามักได้ยินบ่อยๆ ก็คือ “โธ่เอ๊ย พวกเด็กปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม” “อายุแค่นี้จะทำอะไรเป็น” คำพูดหมิ่นประมาทเหล่านี้จะว่าไปก็พอมีสาเหตุที่ทำให้คิดอย่างนั้นได้นั่นเพราะวัยนี้ยังมีการพัฒนาที่สมองส่วนหน้าไม่เต็มที่ ทำให้วัยรุ่นมีลักษณะนิสัยใจร้อนเมื่อเทียบกับวัยอื่นๆ เมื่อใจร้อนก็อาจไม่รอบคอบหรือมีเรื่องมีราวได้ง่าย อย่างที่เราเคยได้ยินว่าบางครั้งแค่มองหน้ากันแล้วไม่ถูกชะตา ก็ชักปืนขึ้นมายิงได้ง่ายๆ ข้อพระคำตอนนี้สะท้อนความเชื่อที่สังคมมีต่อวัยรุ่น และไม่เพียงแต่ในยุคอดีตเท่านั้นความเชื่อนี้ยังคงมีอยู่ในปัจจุบันด้วย แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ สิ่งที่วัยรุ่นทำได้ไม่เพียงแต่ไม่ให้ใครหมิ่นประมาท หรือดูถูกเท่านั้น แต่ยังสามารถเป็นแบบอย่างให้กับคนอื่นๆ ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงวัยใดได้อีกด้วย และในทุกๆ ด้าน สิ่งนี้เป็นเรื่องที่เป็นจริงได้หากเรารู้เท่าทันและหมั่นฝึกฝนตัวเองอยู่เสมอ เพราะผมบอกแล้วว่าวัยรุ่นทุกคนมียักษ์อยู่ในตัวเอง ซึ่งหมายถึงพลังงานและทรัพยากรภายใน ลองคิดดูสิครับว่าวัยไหนที่มีเรี่ยวแรงมากที่สุด ขนาดที่ว่าอดนอนสามคืนก็ยังไหว (แต่ไม่แนะนำให้ทำนะครับ) วัยไหนที่มีทั้งความสามารถในการเรียนรู้แบบเด็กๆ และความรับผิดชอบแบบผู้ใหญ่ผสมผสานกัน ถ้าจะเปรียบไปวัยรุ่นก็เหมือนรถยนต์ที่แรงม้ามากๆ วิ่งเร็ว แต่สิ่งที่ยากก็คือการควบคุมรถคันนี้ไม่ให้ตกไหล่ทางหรือพุ่งชนรถคันอื่นเสียก่อนที่จะถึงเส้นชัย ผมจึงอยากหยิบยกข้อคิดที่วัยรุ่นและผู้ที่ใกล้ชิดวัยรุ่นจะนำไปปรับใช้ได้ ในพระคัมภีร์ตอนนี้ได้เตือนให้เราเป็นแบบอย่างแก่คนอื่นใน 5 ด้านด้วยกันและด้านต่างๆ นี้เองที่จะนำวัยรุ่นสู่ความเป็นเลิศ เป็นคนที่มีใจใหญ่ ใจยักษ์ในทางที่ดี ด้านแรกก็คือ “แบบอย่างในเรื่องคำพูด” มีสุภาษิตหนึ่งกล่าวว่า “คำตอบนุ่มนวลช่วยละลายความโกรธเกรี้ยวให้หายไป […]

วัยรุ่นล้มละลาย

“ล้มละลาย!  ไม่เห็นจะเกี่ยวกับวัยรุ่นเลย” นี่อาจเป็นความรู้สึกแรกที่เกิดขึ้นเมื่ออ่านชื่อเรื่องนี้ก็เป็นได้  ใครๆก็มักคิดว่าวัยหนุ่มสาวเป็นวัยแห่งการเริ่มต้น  เป็นวัยแห่งการสร้างสรรค์ และมีเวลาอีกมากที่จะเรียนรู้ชีวิต  เชื่อเถอะครับว่าทีแรกผมเองก็ไม่ได้เห็นต่างไปจากผู้อ่านทุกท่านนักหรอก  แต่ไม่แน่ว่าเมื่ออ่านจนจบแล้วท่านอาจเริ่มเห็นด้วยกับผมขึ้นมาบ้าง เรามักใช้คำว่า “ล้มละลาย” กับคนที่มีหนี้สินมากจนรับผิดชอบไม่ไหว  แม้แต่ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานก็ให้ความหมายที่คล้ายๆกันคือ “สิ้นเนื้อประดาตัว  หมดทรัพย์สมบัติของตัวฯ”  เพราะเรามักพูดถึงการล้มละลายในแง่ทรัพย์สินเงินทอง  แต่การล้มละลายในวัยรุ่นเป็นสิ่งที่แตกต่างออกไป  การล้มละลายที่สำคัญในชีวิตของเยาวชน  เป็นการล้มละลายเรื่องเวลานั่นเอง เมื่อคืนวานผมไปที่คริสตจักรสาธร  ได้ฟังอาจารย์สตีเฟ่น เหลียงพูดถึงเรื่องเวลาไว้อย่างน่าสนใจ  ลองคิดตามนะครับว่าถ้าเรามีรายได้ 1,440 บาทต่อวัน(43,200/เดือน)  เราจะบริหารการใช้เงินของเราอย่างไร  บางคนอาจเอาไปซื้อเสื้อผ้าสวยๆสักชุด  แต่บางคนกลับเลือกออมไว้และใช้เฉพาะเท่าที่จำเป็น  บางคนนำไปลงทุนให้เกิดกำไรก็มี  บางคนคงเริ่มสงสัยแล้วว่ามันเกี่ยวกับเวลายังไง?  เกี่ยวข้องอย่างมากครับ!  ท่านทราบไหมครับว่าเราทุกคนมี 1,440 นาที/วัน เท่าๆกัน  วิธีการใช้เวลานี่เองที่ทำให้วัยรุ่นสามารถกลายเป็นคนล้มละลายได้ จอร์จ ซานตายานา(ร้อยแปดพันเก้า ,2002) กล่าวว่า “บุคคลซึ่งไม่ยอมเรียนรู้จากประวัติศาสตร์  เขาผู้นั้นก็กำลังเรียนรู้ที่จะผิดซ้ำรอยเดิม”  ถ้าเราจะเรียนรู้เรื่องล้มละลายย่อมต้องเรียนรู้จากคนล้มละลาย  คนกลุ่มหนึ่งที่ล้มละลายทางเวลามากที่สุดก็คือ “กลุ่มเสพติดไซเบอร์” เด็กกลุ่มนี้จะเริ่มจากการใช้เวลากับอินเทอร์เน็ตอย่างมาก  บางคนเล่นเกมออนไลน์วันละ 5-6 ชั่วโมง  บางคนก็แชทได้ทั้งคืน  จากนอนน้อยและมีเวลาเรียนน้อยก็เริ่มไม่นอนและไม่ยอมไปโรงเรียน  น้องนิ(นามสมมติ)เป็นวัยรุ่นคนหนึ่งที่มีปัญหานี้  ตอนที่ผมเข้าไปให้การช่วยเหลือ  น้องนิไม่ได้นอนมากกว่า 10 วันแล้ว  บางทีจะเห็นใจลอยแล้วก็หลับในทั้งๆที่กำลังนั่งคุยกันอยู่  เมื่อคุยกันผมจึงทราบว่าน้องนิไม่ได้ออกจากบ้านของตัวเองมานานกว่า 3เดือนแล้ว ในประเทศญี่ปุ่นมีเด็กกลุ่มหนึ่งถูกเรียกว่า […]

เด็กติดเกม

โลกของวัยรุ่น “เกม” ได้เข้ามามีส่วนสำคัญในชีวิต โดยที่ผู้ปกครองและศิษยาภิบาล อาจจะไม่ทันคิด ว่าเกมจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ในชีวิตของวัยรุ่นเหล่านี้ การที่เด็กนั่งเล่นเกมที่บ้านก็ดีกว่าเด็กจะออกไปเที่ยวนอกบ้าน นั่งในร้านเกม ก็ดีกว่านั่งในผับหรือแหล่งอบายมุข ร้านเกมกลายเป็นบ้านหลังที่สองของเด็กๆ ศิษยาภิบาลได้เริ่มสังเกตุว่าเด็กหายไปจากคริสตจักรโดยสาเหตุมาจากหนีไปเล่นเกม แต่ไม่รู้ว่าจะจัดการกับปัญหานี้อย่างไร นอกจากการอธิษฐานเผื่อเด็กอย่างเดียว เกมได้สร้างปัญหาให้กับเด็กในระยะยาวโดยที่พ่อแม่ไม่รู้ตัว และกลายเป็นปัญหาระดับชาติ สาเหตุและทางออกของปัญหานี้อยู่ที่ไหน สถานการณ์ปัญหาเด็กติดเกม สรุปได้ว่า เด็กอายุ 10-14 ปี ร้อยละ 76.5 เล่นเกมออนไลน์มากที่สุด รองลงมาคืออายุ 15-19 ปี ร้อยละ 71.6 และอายุ 20-29 ปี ร้อยละ 59.5 โดยเฉลี่ยจะเล่นเกมวันละ 9.2 ชม เด็กหนีออกจากบ้านมากขึ้น โดยส่วนมากจะพบที่ร้านเกม และมีบางส่วนที่ยังตามตัวไม่เจอ สาเหตุของการเสพติดเกม 1. ความเหงาเด็กถูกทิ้งให้อยู่บ้านคนเดียว ความรู้สึกเหงา ว้าเหว่ เด็กไม่มีเพื่อนเล่น สร้างความรู้สึกเจ็บปวด เด็กคิดว่า เขาถูกปฏิเสธ ขาดการยอมรับ ขาดความรักจากครอบครัว พ่อแม่ที่มุ่งเน้นทำงานหนัก จนลืมให้เวลากับลูก ลืมสวมกอด และใช้เวลากับลูก […]

ลองไม่ลอง SIMSIMI

ประมาณสองสามเดือนที่ผ่านมา ผมถูกถามอยู่บ่อยๆ ว่า “พี่ครับลอง SimSimi หรือยัง” ยอมรับตามตรงครับว่าครั้งแรกที่ได้ยินผมไม่ทราบจริงๆ ว่ามันคืออะไร ทีแรกยังนึกว่าเป็นซิมโทรศัพท์แบบใหม่เสียอีก เพื่อไม่ให้ตัวเองรู้สึกว่าเป็นคนตกยุค ผมจึงหาโอกาสลองเจ้าสิ่งนี้ด้วยตัวเอง สองสามชั่วโมงที่ผมลองเล่น พร้อมๆ กับทำงานอย่างอื่นไปด้วย ทำให้ผมทราบถึงพลังอันเย้ายวนของ SimSimi เพราะผมเริ่มสนใจงานน้อยลงเรื่อยๆ จนกระทั่งผมเลิกทำงานหันไปเล่นแต่เจ้า SimSimi และถ้าผมไม่รีบเลิกเล่นผมคงจะติดมันจนงอมแงมจนไม่มีเวลามาเขียนบทความนี้แน่ๆ (ซิมซิมิ) มาจากภาษาเกาหลี แปลว่า เบื่อ พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือเจ้า SimSimi เป็นโปรแกรมแก้เบื่อนั่นเอง ดูผ่านๆ เจ้าโปรแกรมตัวนี้ก็เหมือนกับ Chat Bot App ทั่วๆ ไป (โปรแกรมที่สามารถพูดโต้ตอบกับผู้เล่นได้) แต่มีความพิเศษที่สามารถโต้ตอบได้หลายๆ ภาษา และเหมือนกับว่าเจ้าโปรแกรมตัวนี้จะมีความยียวน กวนประสาทในการตอบ (บางครั้งก็หยาบคายมาก) หรือบางครั้งคำตอบก็ดูฉลาดเกินการคาดเดา สาเหตุก็เพราะเวลาที่เราลงโปรแกรมนี้ในมือถือของเรา จะต้องใส่รหัสพื้นที่ประเทศที่เราอยู่ ทุกครั้งที่เราพิมพ์คำพูดอะไรก็ตาม มันจะถูกจัดหมวดหมู่เพื่อใช้เป็นคลังคำตอบสำหรับผู้ใช้คนอื่นๆ ด้วย ดังนั้นจะบอกว่าตัวโปรแกรมฉลาดก็ไม่เชิง ต้องเรียกว่าคนเขียนโปรแกรมฉลาดเสียมากกว่า ทุกวันนี้เจ้า SimSimi กำลังกลายเป็นกระแสของสังคม มีทั้งคนที่ชื่นชมคลั่งไคล้และต่อต้าน จนกระทั่งมีข่าวว่ากระทรวงไอซีทีอาจป้องกันโปรแกรม SimSimi […]

พ่อแม่ฮีโร่ตัวจริง

สมัยที่ผมเรียน ชั้นประถมพอเลิกเรียน ผมจะกระสับกระส่ายเฝ้ารอว่าเมื่อไรแม่จะมารับกลับบ้านสักที เพราะนอกจากแม่จะซื้อขนมอร่อยๆ ให้ทานแล้ว ผมยังอยากรีบกลับไปดูหนังฮีโร่ญี่ปุ่นซึ่งผมติดจนงอมแงม ฮีโร่ในสมัยของผมสร้างแรงบันดาลใจให้ผมมากมาย อย่างเช่นเรื่องขบวนการห้ามนุษย์ไฟฟ้าและไอ้มดแดงที่ทำให้ผมอยากเป็นผู้ผดุงความยุติธรรม ภาพตัวเองในวัยเด็กใส่หน้ากากมดแดงถือดาบพลาสติกวิ่งปราบเหล่าร้ายไปทั่วซอย เป็นภาพที่นึกถึงเมื่อไหร่ก็อดอมยิ้มไม่ได้ ถ้าทุกคนลองหลับตาลงสักพักนึกย้อนกลับไปสมัยที่เรายังเป็นเด็กตัวกระเปี๊ยกก็คงอดฉีกยิ้มไม่ได้ที่เห็นตัวเองใส่หน้ากากฮีโร่ตัวโปรด กวัดแกว่งดาบพลาสติกเพื่อปราบเหล่าร้าย (ถ้าผู้หญิงคงนึกว่าตัวเองเป็นเซเลอร์มูนแน่ๆ) เห็นด้วยกับผมบ้างไหมครับว่าฮีโร่ในโทรทัศน์มีอิทธิพลกับพัฒนาการทางความคิดของเราและสร้างนิสัยบางอย่างให้กับเราอย่างมาก แต่นั่นเป็นเพียงอิทธิพลในเวลาสั้นๆ ที่หนังเรื่องนั้นยังฉายอยู่เท่านั้น แต่มีฮีโร่ใกล้ตัวที่เรามักมองข้ามและนึกไม่ถึงว่าเขามีอิทธิพลกับชีวิตของเราทุกคนมากมายเหลือเกิน ฮีโร่ที่แค่จับมือก็มอบความกล้าหาญให้สามารถข้ามถนนใหญ่ๆ ได้อย่างไม่ต้องหวาดกลัว ไม่มีใครอื่นนอกจากพ่อและแม่ของเราทุกๆ คนนั่นเอง ผมมักได้ยินพ่อแม่ หรือครูอาจารย์สมัยนี้บางท่านบ่นให้ฟังว่า “เด็กสมัยนี้สอนอะไรไปก็ไม่จำหรอก” หรือ “เด็กสมัยนี้เลี้ยงยาก ดูแลยาก ไม่เชื่อฟัง” ฟังดูคุ้นๆ หูบ้างไหมครับ คำพูดลักษณะนี้ เหมือนจะบอกว่าการอบรมสั่งสอนเด็กของพ่อแม่และครูอาจารย์ไม่มีอิทธิพลอะไรกับชีวิตของเด็กเลย นั่นคือมุมมองของพ่อแม่ แต่คุณเคยลองคิดเรื่องนี้ในมุมมองของเด็กบ้างไหมครับ เด็กจำนวนมากไม่เคยรู้สึกว่าพ่อแม่เป็นฮีโร่สำหรับพวกเขา เพราะพ่อแม่ไม่ค่อยมีเวลาให้ ไม่ค่อยอบรมสั่งสอนจริงๆ จัง (เพราะกลัวพูดมากไป ลูกจะไม่รัก) ไม่เคยให้คำปรึกษาเด็กหลายคนยิ่งแล้วใหญ่ เขารู้สึกอึดอัดใจที่เติบโตมาในครอบครัวที่แตกแยก พ่อไปทางแม่ไปทาง จะคุยกับฝ่ายหนึ่ง อีกฝ่ายก็ไม่พอใจ หรือพอได้คุยกับแม่ก็กลายเป็นว่าต้องมานั่งรับฟังแม่เฝ้าต่อว่าพ่อให้ลูกฟัง บางครอบครัวพ่อทุบตีแม่จนลูกๆ ไม่กล้าเข้าไปพูดคุยกับคนเป็นพ่อ สะสมจนกลายเป็นความเกลียดชัง ลูกๆ เริ่มไม่อยากจะเชื่อฟังคนที่ได้ชื่อว่าเป็นพ่อแม่ ก็เพราะพ่อแม่ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกชื่นชม หรืออยากเอาเป็นแบบอย่างสำหรับชีวิต เด็กบางคนต้องแอบร้องไห้ทุกวันพร้อมกับถามตัวเองว่า “ทำไมฉันต้องเกิดมาในครอบครัวนี้ด้วย?” […]

พร้อมแค่ไหน? ถ้าให้เป็นตัวจริง

     ไม่ว่าเราจะชอบฟุตบอลหรือไม่ การแข่งขันฟุตบอลโลกที่มีเพียง 4 ปีครั้งก็ย่อมทำให้ทุกสายตาบนโลกจับจ้องไปที่ประเทศรัสเซีย เจ้าภาพฟุตบอลโลกปี 2018 และคงปฏิเสธไม่ได้ว่าในนัดเปิดสนามรัสเซียเจ้าบ้าน พบ ซาอุดิอาระเบีย คือค่ำคืนที่ทุกคนรอคอย ในฐานะเจ้าภาพรัสเซียถูกคาดหวังให้เปิดสนามด้วยชัยชนะ แต่เหมือนลางร้ายมาเยือนเมื่อนักเตะตัวความหวังอย่าง อลัน ซาโกเยฟ เจ็บหนักตั้งแต่ยังไม่หมดครึ่งแรกด้วยซ้ำ ถ้าย้อนกลับไปในเวลานั้นผมเชื่อว่าคนรัสเซียคงเริ่มตระหนกว่าเทพีแห่งชัยชนะกำลังจะบินหนีไปเสียแล้ว แต่แล้วตัวสำรองอย่าง    เดนิส เชรีเชฟ ไม่เพียงแต่นำชัยชนะมาสู่ทีม แต่เขาลงมาทำสองประตู จนประเทศตัวเองเปิดตัวด้วยชัยชนะที่เกินความคาดหมายถึง 5-0 และกลายเป็นผู้เล่นที่ดี ที่สุดในค่ำคืนนั้น และกลายเป็นวีรบุรุษของชาติในชั่วข้ามคืน      ผมมีโอกาสไปเทศนาหรือบรรยายทางจิตวิทยาให้กับนักกีฬาในโรงเรียนหลายแห่งเป็นครั้งคราว ทำให้ผมได้เห็นถึงการแข่งขันภายในที่มีความกดดันค่อนข้างสูงของนักกีฬาทุกประเภท นั่นเพราะนักกีฬาตัวสำรองมีปริมาณมากกว่าเป็นหลายเท่าเมื่อเทียบกับนักกีฬาตัวจริง และโอกาสที่จะได้ลงเป็นตัวจริงนั้นยากลำบากเหลือเกิน และสิ่งนั้นอาจกลายเป็นความท้อใจที่กัดกร่อนคนที่กำลังต่อสู้เพื่อความสำเร็จในชีวิตอยู่ก็เป็นได้ บางคนอาจถึงกับหมดความมุมานะ ไม่อยากซ้อม ไม่อยากทำอะไร เพราะคิดแต่ว่าตัวเองคงไม่มีโอกาสได้ลงสนาม และสิ่งนั้นเองทำให้ช่องว่างระหว่างนักกีฬาตัวจริงกับตัวสำรองยิ่งห่างออกไปเรื่อยๆ พอๆ กับโอกาสที่พร้อมจะหลุดหายไปเมื่อเราได้ลงสนามแต่ไม่มีความพร้อมแม้แต่น้อย      พระคัมภีร์ได้บันทึกเรื่องราวของเด็กชายตัวเล็กๆ คนหนึ่งที่ไม่เคยอยู่ในสายตาของใคร เขาได้ก้าวขึ้นมาเป็นตัวจริงที่พระเจ้าทรงเลือกสรร กลายเป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของอิสราเอล ผู้สร้างตำนานล้มยักษ์โกลิอัท และเป็นบรรพบุรุษผู้ได้รับเกียรติเป็นวงศ์วานของพระเยซูคริสต์ อะไรคือเคล็ดลับความสำเร็จที่พระเจ้าทรงอวยพรครั้งนี้ผมอยากชวนเรามาเรียนรู้ด้วยกัน ในพระธรรม 1 ซามูเอล […]

ผู้เล่นหรือกองเชียร์

ผมยังจำวินาทีแรกที่ลงไปแข่งขันบาสเกตบอลในฐานะตัวสำรองของคณะ ในการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยได้ดี ผมตื่นเต้นจนใส่หมายเลขเสื้อกลับหัวกลับหางไปหมด กองเชียร์ของทุกคณะพากันหัวร่องอหายในความเปิ่นของผม แต่หลังจากผมสามารถส่งลูกลงห่วงได้เสียงหัวเราะก็กลับกลายเป็นเสียงปรบมือ แม้นั่นจะเป็นการทำแต้มเพียงครั้งเดียวที่ผมทำได้ในวันนั้น แต่ผมก็ภูมิใจมาก และรู้สึกว่ามันช่างคุ้มค่ากับการซ้อม 3 เดือนที่ผ่านมาจริงๆ ไม่กี่วันที่ผ่านมาในร้านอาหารใกล้สวนลุมฯ ผมชมการถ่ายทอดสดการแข่งขันวอลเลย์บอลหญิงคัดเลือกตัวแทนไปแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่ลอนดอน ทุกคนในร้านต่างช่วยกันลุ้นทีมชาติไทย กันอย่างสุดตัว เพราะเป็นครั้งแรกที่เรามีโอกาสสูงที่จะสามารถผ่านเข้ารอบไปได้ แม้สุดท้ายจะทำได้เพียงใกล้เคียงแต่ผมก็รู้สึกภาคภูมิใจแทนนักกีฬาทุกคนที่ได้ต่อสู้อย่างสุดความสามารถแล้วจริงๆ ในกีฬาฟุตบอลยกย่องว่ากองเชียร์คือนักเตะคนที่ 12 ของทีม นั่นหมายถึงทัศนคติของกองเชียร์มีผลต่อผู้เล่นในสนามด้วยเช่นกัน และผมเชื่อว่าที่นักกีฬาสาวไทยทำได้ดีส่วนหนึ่งมาจากการสนับสนุนของกองเชียร์ด้วย ไม่ว่าจะเป็นกองเชียร์ที่ตามไปเชียร์ถึงสนามแข่งขัน หรือเชียร์ผ่านจอโทรทัศน์อยู่ที่บ้านก็ตาม แต่เราคงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่านักกีฬาตัวจริงต่างหากที่มีผลกับความสำเร็จของทีมมากที่สุด ในชีวิตจริงของเราแต่ละคน เรามีโอกาสเป็นกองเชียร์มากกว่าผู้เล่น อย่างในฟุตบอลยูโร 2012 และโอลิมปิกที่ลอนดอน เราส่วนใหญ่คงไม่มีโอกาสเป็นนักกีฬาตัวจริงได้ สิ่งที่ทำได้คือจัดเวลานอนเผื่อไว้สำหรับการเชียร์กีฬาช่วงดึกๆ เสียมากกว่า หรือถ้าดีหน่อยก็อาจไปหาซื้อเสื้อทีมหรือธงชาติ มาสร้างบรรยากาศการเชียร์ให้คึกคักยิ่งขึ้น ถ้าถามผมว่ากองเชียร์กับนักกีฬาตัวจริงต่างกันอย่างไร ผมคิดว่ามีอย่างน้อย 2 เรื่องที่บุคคลทั้ง 2 กลุ่มแตกต่างกัน นั่นคือ เวลา และความรับผิดชอบ แม้กองเชียร์จะต้องอดนอนหลายชั่วโมงเพื่อเชียร์ทีมโปรดจนดึกดื่น แต่นักกีฬาต้องใช้เวลาหลายปีในการฝึกฝนตัวเองเพื่อจะลงแข่งขันในเวลาสั้นๆ ไม่กี่นาที แม้กองเชียร์จะรู้สึกภูมิใจหรือผิดหวังกับความพ่ายแพ้ของทีม แต่ผมเชื่อว่านักกีฬามีความรู้สึกนั้นมากกว่ากองเชียร์เป็นทวีคูณ ไม่ใช่แค่เรื่องของกีฬาเท่านั้นแต่กับทุกๆ เรื่องในชีวิต ตัวจริงจะมีทั้งเวลาและความรับผิดชอบมากกว่าคนที่เป็นเพียงกองเชียร์เสมอ ดังนั้นถ้าเราอยากรู้ว่าใครคือนักกีฬาตัวจริง ให้ดูคนที่ใช้เวลาในการฝึกซ้อมกับทีมมากที่สุด และดูคนที่ภาคภูมิใจในหน้าที่ที่เขาได้รับมอบหมายไม่ว่าจะในยามที่ทีมชนะหรือพ่ายแพ้ก็ตาม แต่ถ้าเราอยากรู้ว่าใครคือตัวจริงสำหรับเรื่องอื่นๆ […]

1 2 3 4