กุญแจความสำเร็จที่พระเจ้าประทาน 4/15

กุญแจความสำเร็จที่พระเจ้าประทาน ทุกวันนี้มีห้างสรรพสินค้าเกิดใหม่ทั้งเล็กกลาง ใหญ่ ไปจนถึง ระดับเมกกะอยู่ทั่วกรุงเทพและปริมณฑลเต็มไปหมดจนนับแทบไม่ไหว นอกจากคนที่ไปเดินเที่ยว ทานอาหาร ดูหนังแล้ว ผมสังเกตเห็นกลุ่มพ่อแม่จำนวนไม่น้อยพาลูกๆของตนมาเรียนพิเศษทั้งวิชาภาษาต่างประเทศ ดนตรีร้องเพลง หรือแม้กระทั่งศิลปะการป้องกันตัว สังคมไทยสมัยนี้แข่งขันกันเรียนรู้จริงๆ พ่อแม่ต่างยินดีที่จะจ่ายเพื่อจับจองห้องเรียนที่เชื่อว่าจะทำให้ลูกของตนประสบความสำเร็จในอนาคต การให้สิ่งที่ดีกับลูกเป็นเรื่องที่น่ายกย่องจริงๆ แต่หลายครั้งมันกลายเป็นความสุดขั้วเมื่อพ่อแม่กับพ่อแม่แข่งกันเองว่าลูกของใครจะเรียนได้มากกว่า ลูกของใครจะเรียนได้ดีกว่า เรากำลังปลูกฝังสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกหลานของเราจริงๆหรือเป็นเรื่องธรรมดาที่คนส่วนใหญ่มักชอบคนเก่ง คนมีความสามารถ มีวาทศิลป์ มีบุคลิก ท่าทางน่าเชื่อถือ และคงปฏิเสธได้ยากว่าคนในยุคนี้ยกย่องคนที่ฐานะ ระดับการศึกษา หรือตำแหน่งทางสังคม และเพื่อให้แน่ใจว่าบุตรหลานของตนจะขึ้นไปอยู่ในระดับแถวหน้าได้จึงกลายเป็นค่านิยมของพ่อแม่ที่จะเลือกสรรโรงเรียนที่ตัวเองคิดว่ายอดเยี่ยมที่สุดโดยไม่สนใจว่าจะมีระยะเวลาเดินทางจากบ้านไกลสักเพียงใด ตลอดจนเลือกชั้นเรียนพิเศษในวันเสาร์อาทิตย์ที่ไม่ใช่เพียงแค่ความรู้วิชาการ แต่พ่อแม่สมัยใหม่ต้องการให้ลูกของตัวเองมีความสามารถรอบด้าน ชั้นเรียนกีตาร์ เปียโนดนตรีไทย รวมทั้งการร้องเพลง หรือเต้น จึงกลายเป็นทางเลือกหลักสำหรับหลายครอบครัว ภาพของพ่อแม่ที่ยืนรอนั่งรอลูกเรียนพิเศษตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำจึงเริ่มกลายเป็นภาพที่ชินตา แน่นอนว่าพ่อแม่ทุกคนมีความปรารถนาดีกับลูกของตนเองจริงๆ และพยายามทุ่มเทอย่างที่สุด และนี่เป็นความรักของพ่อแม่ที่เสียสละเงินทองและเวลาส่วนตัวเพื่อให้ลูกได้และประสบความสำเร็จในอนาคต แต่สิ่งเหล่านี้ใช้กุญแจที่สำคัญที่สุดที่เขาจะใช้ยืนหยัดในยุคต่อไปหรือไม่ ในวันเวลาที่พ่อแม่ไม่อาจยืนอยู่เคียงข้างเขาตลอดไป วันนั้นเขาจะเติบโตมาเป็นคนเช่นไร ผมอยากจะยกตัวอย่างชายคนหนึ่งจากพระคัมภีร์ ชายซึ่งพระเจ้าเป็นคนมอบกุญแจแห่งความสำเร็จให้กับเขา ชายคนนั้นชื่อว่า“โยชูวา”ถ้าผู้อ่านเคยชมภาพยนตร์เรื่อง “บัญญัติสิบประการ” “ปรินซ์ออฟอียิปต์” หรือ “Exodus” เราส่วนใหญ่คงคุ้นเคยกับชายที่ชื่อโมเสส ผู้ที่พระเจ้าทรงใช้ให้นำชนชาติอิสราเอลออกจากความเป็นทาสจากแผ่นดินอียิปต์ ซึ่งมีบันทึกไว้ในพระคัมภีร์ที่ชื่อพระธรรมอพยพ แต่ความจริงแล้วเรื่องไม่ได้จบแค่การข้ามทะเลแดง เล่าเรื่องยาวให้สั้น ความทรยศของคนอิสราเอลต่อพระเจ้าของพวกเขาทำให้เขาต้องทนทุกข์อยู่ในถิ่นทุรกันดารนานถึง 40 ปี และโมเสสในวัย […]

คำสาปฟาโรห์ 3/15

คำสาปฟาโรห์ สมัยที่ผมยังเรียนชั้นประถมศึกษา น้าสาวคนสุดท้องมีการ์ตูนเรื่องโปรดอยู่เรื่องหนึ่ง เด็กผู้ชายอย่างผมมักล้อเลียนการ์ตูนแบบนั้นว่าการ์ตูนผู้หญิง หรือการ์ตูนตาหวาน แต่พอผมลองแอบหยิบขึ้นมาอ่าน ก็วางไม่ลงจริงๆ จะมีข้อเสียตรงที่ผู้เขียนช้าเหลือเกิน ทุกวันนี้ผมเรียนจบปริญญาโทมาสิบกว่าปีแล้ว แต่การ์ตูนเรื่องนี้ ก็ไม่มีทีท่าว่าจะเขียนจบ สักทีการ์ตูนเรื่องนั้นชื่อ “คำสาปฟาโรห์” เรื่องราวของสาวฝรั่งผมทองที่หลงไปในยุคอียิปต์โบราณมีเนื้อเรื่องชวนน่าติดตามมากจริงๆ แต่นั่นก็เป็นเพียงจินตนาการ ของผู้เขียนเท่านั้น แต่คำสาปฟาโรห์มีอยู่จริงเมื่อผมได้เปิดอ่านในพระธรรมอพยพ เรื่องราวภัยพบัตินานาประการ ที่พระเจ้า มีต่อฟาโรห์ มีใจแข็งกระด้าง  และพยายามต่อสู้พระเจ้าเที่ยงแท้ อย่างไม่ลดละ  นำมาซึ่งความพินาศย่อยยับของประเทศมหาอำนาจในยุคโบราณ สร้างความเสียหายร้ายแรงยิ่งกว่าคำสาปในนิทานหรือการ์ตูนมากมายนัก โลกในยุคโลกาภิวัฒน์คงไม่มีใครสนใจเรื่องเล่าที่เป็นตำนาน หรือนิทานเรื่องเล่ามากมายนัก เว้นเสียแต่อ่านเพื่อความเพลิดเพลิน แต่พระคำของพระเจ้านั้นเป็นความจริงที่เราสามารถแสวงหาได้พบเป็นสิ่งที่เตือนใจเราได้อยู่เสมอ และเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ชีวิตของเราต้องย่อยยับไปดั่งฟาโรห์ ผู้มีใจดื้อดึง บทเรียนและเรื่องราวของกษัตริย์ในโลกโบราณที่ผมกำาลังจะกล่าวถึงต่อไปนี้น่าจะให้บทเรียนที่สำาคัญแก่คนที่ต้องการพร และหลีกเลี่ยงคำสาปแช่งได้เป็นอย่างดี ผมขอยกข้อพระคัมภีร์ 3 ข้อจากพระธรรมอพยพ ซึ่งจะสอนให้เรามีชีวิตที่ได้รับพรและไม่ต้องคำสาปดังชีวิตของฟาโรห์ ดังนี้ อพยพ 4:23 เราบอกแก่เจ้าว่า “จงปล่อยบุตรของเราให้ไปนมัสการเรา” ถ้าเจ้าไม่ยอม เราจะประหารบุตรหัวปีของเจ้าเสีย’ ” อพยพ 8:20 พระยาห์เวห์ตรัสกับโมเสสว่า“จงลุกขึ้นแต่เช้าแล้วไปคอยเข้าเฝ้าฟาโรห์ ฟาโรห์กำาลังมายังแม่น้ำ แล้วเจ้าจงบอกเขาว่า ‘พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้ว่า “จงปล่อยประชากรของเราไปนมัสการเรา อพยพ 10:3 โมเสสและอาโรนจึงไปเข้าเฝ้าฟาโรห์ทูลว่า […]

เกมเศรษฐีที่รอวันเลิก 2/15

เกมเศรษฐีที่รอวันเลิก ประมาณสองเดือนที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาที่เด็กๆระดับประถมศึกษา และมัธยมศึกษาปิดภาคเรียนผมมักเห็นเด็กๆ รวมตัวกันเป็นกลุ่มเล็กๆหลายกลุ่ม เล่นเกมบนสมาร์ทโฟน ด้วยความสงสัยก็เลยแอบไปยืนดูว่าเด็กๆ เล่นอะไรกัน เกมที่ผมเห็นบ่อยที่สุดก็คือ “เกมเศรษฐี” ซึ่งจะว่าไปแล้วผู้ใหญ่อย่างพวกเราก็คุ้นเคยดีอยู่แล้ว แต่ในอดีตเราเล่นเกมเศรษฐีบนกระดานกระดาษ ผมยังจําสมัยที่เล่นเกมเศรษฐีกับเพื่อนๆ ตอนที่ยังเด็กๆได้ว่าพวกเราจริงจังกันมาก ทั้งโกรธ ทั้งเคือง ทั้งงอน เวลาที่เราต้องเสียเงินกระดาษในมือของเราให้กับเพื่อนซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ แต่ไม่ว่าเราจะเล่นเกมเศรษฐีผ่านมือถือหรือเกมกระดาน สุดท้ายเราก็เลิกเล่นและทิ้งทุกอย่างไว้เป็นเพียงความทรงจําสีจางๆเงินที่สะสมในเกมก็ไร้ค่าไป จนกว่าเราจะเริ่มต้นเล่นมันใหม่อีกครั้ง ครก ฮิล กล่าวไว้ในหนังสือของเขาชื่อ “Five Wealth secrets 96% of us don’t know.” ว่า หากเราให้เงิน 10,000 เหรียญสหรัฐเท่าๆ กัน(ประมาณสามแสนสามหมื่นบาทไทย) กับคน 100 คนภายในหนึ่งปีจะมีคน 80 คนที่ใช้เงินจนหมดเกลี้ยงซึ่งก็ตรงกับเรื่องจริงหลายเรื่องในประเทศไทยที่พบว่า ผู้ถูกรางวัลที่ 1 สลากกินแบ่งรัฐบาล ได้รับเงินหลายสิบล้านบาท กลับกลายเป็นคนล้มละลายหรือสิ้นเนื้อประดาตัวจนกลายเป็นขอทาน ในเวลาไม่ช้าไม่นาน นักปรัชญาพื้นบ้านบางคนบอกว่า ธนบัตรนั้นมีปีก มันพร้อมจะบินจากเราไปได้ทุกเมื่อ ดูเหมือนว่าเกมเศรษฐีจะมีอยู่ในชีวิตจริงของเราแต่ละคนด้วยเหมือนกัน เมื่อไม่นานมานี้ผมได้อ่านข่าว ดาราชายคนหนึ่งให้สัมภาษณ์ผ่านรายการโทรทัศน์ว่าหลังจากแต่งงานเขาก็มุ่งมั่นที่จะร่ํารวยให้ได้จนไม่มีเวลาให้กับครอบครัว ทุ่มเท  จนมากมาย […]

โดราเอมอน… ในกล่องความทรงจำ 1/15

โดราเอมอน… ในกล่องความทรงจำ เสียงเพลง “ความทรงจำสีจาง” ลอยแผ่วผ่านความคิดของผมทุกครั้งที่นึกย้อนกลับไปในวันวาน และครั้งนี้ดูเหมือนเสียงเพลงแว่วในความคิดจะดังกว่าทุกครั้ง เมื่อผมยืนถือตั๋วหนัง Stand by me (เพื่อนกันตลอดไป) ซึ่งเป็นภาพยนตร์ โดราเอมอนสามมิติฉลองครบรอบ 80 ปี อาจารย์ฟูจิโอะและอาจารย์ฟูจิโกะผู้แต่งเรื่องโดราเอมอน เมื่อหนังเริ่มฉายผมได้เห็นเจ้าแมวตัวสีฟ้าหน้าตาคุ้นเคยปรากฏตัวจากลิ้นชักหนังสือของโนบีตะ กล่องความทรงจำของผมก็เปิดอ้าออกจนกว้างขวาง ผมได้ยินเสียงโนบีตะในตัวของผมหัวเราะเสียงดังด้วยความดีใจ ถ้าเราลองนั่งลงปิดตาของเราลงสักครู่ หยุดรับรู้เรื่องภายนอก และค่อยๆ แกะหีบห่อความทรงจำของเราออกทีละชั้น พวกเราแต่ละคนจะพบหีบสมบัติแห่งความทรงจำที่ซ้อนทับกันทีละชั้น ค้นลึกลงไปเรื่อยๆจนพบหีบที่ลงกลอนแน่นหนา แทบจะแกะออกมายากเต็มที ไม่ว่าเราจะมีอะไรบรรจุอยู่ในหีบก็ตาม นักจิตวิทยาต่างก็เชื่อว่าทุกสิ่งที่หล่อหลอมรวมมาเป็นเราในปัจจุบันนั้นเป็นเสมือนฐานของอาคาร รากแก้วของต้นไม้ยืนต้น ยิ่งลึกลงไปในวัยเด็กมากเท่าไร สิ่งเหล่านั้นก็ส่งผลและทรงอิทธิพลต่อชีวิตในปัจจุบันเรามากอย่างแทบคาดไม่ถึง ในพระธรรมสุภาษิตได้ยืนยันความจริงข้อนี้ไว้ในหลายๆ ตอนว่า ให้เราเอาจริงเอาจังกับการฝึกฝนเด็กตั้งแต่ยังเล็ก เพราะสิ่งเหล่านั้นจะก่อร่างสร้างพวกเขาให้เป็นผู้ใหญ่ที่มีชีวิตที่ถูกต้อง อาทิเช่น สุภาษิต 29:15 กล่าวว่า “ไม้​เรียว​และ​คำ​ตัก​เตือน​ให้​ปัญ​ญา แต่​เด็ก​ที่​ถูก​ปล่อย​ปละ​ละเลย​จะ​นำ​ความ​อับ​อาย​มา​สู่​มาร​ดา” หรือใน สุภาษิต 22:6 ที่เรามักคุ้นเคยเป็นอย่างดีก็ยังกล่าวว่า “จง​ฝึก​เด็ก​ใน​ทาง​ที่​เขา​ควร​จะ​เดิน​ไป และ​เมื่อ​เขา​เติบ​ใหญ่ เขา​จะ​ไม่​พราก​จาก​ทาง​นั้น” สิ่งที่ถูกบรรจุหีบห่อในความทรงจำแต่ละช่วงของเด็ก จึงมีอิทธิพลอย่างมาก ถ้าเราบรรจุความรักของพ่อแม่ เด็กจะเติบโตมาอย่างคนที่มั่นใจในตัวเอง ภาคภูมิใจในตนเอง ถ้าปลูกวินัยลงไป เด็กก็จะเติบโตขึ้นเป็นผู้มีระเบียบ […]

เสียดายถ้าตายก่อนได้อ่าน 4/14

เสียดายถ้าตายก่อนได้อ่าน องค์การอนามัยโลก(WHO) เปิดเผยว่า ทั่วโลกดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากกว่า 2,000 ล้านคน หรือ 1 ใน 3 ของประชากรโลก เฉลี่ยแล้วดื่มคนละ 6.13 ลิตรต่อปี ทั้งที่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นอันตราย และเป็นสาเหตุก่อโรค มากกว่า60 โรค ประเทศไทยเองสำรวจพบว่าเด็กและเยาวชนอายุระหว่าง 15-25 ปี มีอัตราการดื่มสุราสูงที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่มอายุอื่น คือประมาณ 23.7%(สำนักงานสถิติแห่งชาติ ตั้งแต่ 2549-2554 ) เราอาจพอสรุปได้ว่าเมื่อคนเราอายุยังน้อย ยังเป็นวัยรุ่นอยู่นั้น เรามักใช้ชีวิตอย่างประมาท เพราะต่างก็คิดว่าเรายังมีเวลาเหลืออยู่บนโลกนี้อีกมาก จากสถิติพบว่าโลกของเรา มีคนตาย3 คน/วินาที แสดงว่าในทุกหนึ่งนาทีมีคนตาย 180 คน และทุกๆ ชั่วโมงจะมีคนตาย 11,000 คน ความตายเป็นความยุติธรรมที่มีมาถึงมนุษย์เราทุกๆคน ผมมักจะได้ยินคำเทศนา ในพิธีไว้อาลัยว่า “โลงศพไม่ได้มีไว้สำหรับคนชราแต่มีไว้สำหรับคนตาย” เราทุกคนหากมีเวลาคิดใคร่ครวญ ต่างก็สามารถตระหนักถึงความจริงข้อนี้ได้ไม่ยาก แต่เราต่างมีการตอบสนองต่อเรื่องนี้แตกต่างกันไป นอร์มา จีน มอร์เทนสัน(เบเกอร์) หรือชื่อในวงการแสดงว่า มาริลิน มอนโรกลัวความแก่และมีรูปร่างไม่สมส่วน เธอตายเมื่ออายุได้ […]

สร้างบ้านกลางพายุ 3/14

สร้างบ้านกลางพายุ การมีบ้านเป็นของตัวเองเป็นความฝันของใครหลายๆ คน ทุกคนใฝ่ฝันที่จะมีบ้านที่อบอุ่นและมีความสุข บ้านที่อยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่สวยงามและเป็นมิตร บ้านของผู้เชื่อในพระเจ้าจึงเปรียบเสมือนคริสตจักรเล็กๆ ท่ามกลางชุมชน หลายครั้งเราเชื่อมั่นเหลือเกินว่ากำแพงของ คริสตจักร และรั้วของบ้านปิดกั้นความเสื่อมทรามของสังคมไม่ให้เข้ามามีอิทธิพลกับลูกหลาน และสมาชิกทุกคนในบ้าน แต่ดูเหมือนกำแพงที่ทำด้วยอิฐ และรั้วบ้านราคาแพงจะไม่ได้ช่วยป้องกันอิทธิพลภายนอกจากสังคมมากนัก ปัญหาครอบครัว ปัญหาในบ้านของคนในสังคม เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับคนของพระเจ้า และในรั้วบ้านแห่งความเชื่อเช่นเดียวกัน ในช่วงสองสามปีนี้ผมมีโอกาสไปร่วมงานแต่งงานอยู่บ่อยครั้ง และเหมือนกับว่าคู่แต่งงานทุกคู่จะใจตรงกัน เรามักเลือกพระคัมภีร์ 1 โครินธ์ 13 ทั้งบทบ้าง หรือข้อ 4-7 บ้าง ในการอัญเชิญพระวจนะก่อนเริ่มต้นพิธีสมรส เพื่อให้คู่บ่าวสาวและแขกผู้มีเกียรติได้เข้าใจถึงความหมายของความรักที่พระเจ้าทรงมีน้ำพระทัยต่อมนุษย์ ผ่านจดหมายฝากของอาจารย์เปาโล อย่างไรก็ดีบริบทของพระคัมภีร์ตอนนี้จริงๆ ถูกใช้ในสถานการณ์ที่แตกต่างออกไป คือเป็นการเขียนจัดการกับปัญหาของคริสตจักรด้วยความรู้ของพระเจ้า และการตอบคำถามหรือข้อสงสัยด้วยความรักของพระเจ้าต่อพี่น้องในคริสตจักรเมืองโครินธ์ ซึ่งเป็นคริสตจักรที่มีลักษณะสำคัญสองประการคือ ประการแรก โครินธ์เป็นคริสตจักรที่เต็มไปด้วยของประทาน ใน 1 โครินธ์ 1:7 กล่าวว่า “ท่าน​ทั้ง​หลาย​ก็​ไม่​ได้​ขาด​ของ​ประ​ทาน​เลย ใน​ขณะ​ที่​ท่าน​รอ​คอย​การ​ปรา​กฏ​ของ​พระ​เยซู​คริสต์​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​ของ​เรา” และประการที่สอง โครินธ์เป็นคริสตจักรที่ตั้งอยู่ท่ามกลางสังคมที่เสื่อมโทรมทางจริยธรรมอย่างมาก ซึ่ง ฮวง สาบิน ได้กล่าวไว้ในหนังสือ A New look at the […]

Cookie Run งานประจำ ที่ไม่ได้เงินเดือน 2/14

Cookie Run งานประจำ ที่ไม่ได้เงินเดือน ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาทั้งตอนเช้าตรู่ หัวค่ำ หรือดึกดื่นเที่ยงคืน ผมมักจะได้รับข้อความผ่าน line ดังติดต่อกันหลายครั้ง จนคิดว่าคนส่งข้อความต้องมีธุระด่วนมากแน่ๆ (LINE เป็นโปรแกรมประยุกต์ในสมาร์ทโฟน ซึ่งให้บริการข้อความและข้อความเสียง ตลอดจนการโทรศัพท์ และสนทนาผ่านวีดีโอ ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต โดยไม่ต้องเสียค่าบริการเพิ่ม : 2014,Guru.sanook.com) สุดท้ายเป็นเพียงข้อความเพื่อขอเครดิตในการเล่นเกมผ่านไลน์เท่านั้น ปรากฏการณ์นี้เป็นสิ่งที่น่าสนใจจริงๆ ผมไม่เคยรู้จักสิ่งที่เรียกว่า cookie run มาก่อนเลยแต่เมื่อผมเริ่มทำความรู้จักกับสิ่งนี้ ผมก็ได้พบอุปกรณ์ฆ่าเวลาที่สนุกสนานเหลือเกิน หรือบางทีผมอาจเผลอไปเปิดกล่องแพนดอร่าในยุคสมัยนี้เข้าเสียแล้ว สังคมเปลี่ยนไปมากจนบทความที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี และ social network ที่ผมทั้งหาอ่านและเขียนขึ้นเองในระยะเวลาหนึ่งถึงสองปี กำลังกลายเป็นหนังสือประวัติศาสตร์ที่โลกจำแทบไม่ได้อีกแล้ว ทุกวันนี้คนที่ไม่มีสมาร์ทโฟนเป็นของตัวเอง ไม่มีคอมพิวเตอร์ หายากขึ้นเรื่อยๆ และหากใครที่ยังถือหลักอนุรักษ์นิยมเช่นนี้ ก็มักถูกค่อนแคะไปต่างๆ นาๆ ว่าเป็นพวกไดโนเสาร์เต่าล้านปี วัยรุ่นสมัยใหม่เองก็ไม่ต้องคอยกังวลอีกแล้วว่าพ่อแม่จะมาคอยจับผิดการเล่นเกมออนไลน์ เพราะการเล่นเกมผ่านสมาร์ทโฟน สามารถทำได้ง่าย ทำได้ทุกที่ จนทุกวันนี้คงไม่มีใครหยิบหนังสือพิมพ์เข้าไปอ่านเวลาปลดทุกข์เหมือนภาพยนตร์ยุคโบราณอีกแล้ว แค่หยิบสมาร์ทโฟน หรือ แท็บเล็ตส่วนตัว ก็มีทั้งหนังสือพิมพ์ เกม และโลกออนไลน์ที่พร้อมต้อนรับอยู่ตลอด 24 ชั่วโมงโปรแกรมไลน์ น่าจะเป็น […]

รู้จัก “พอ” รู้จัก “รอ” ชีวิตเป็นพร 1/14

รู้จัก “พอ” รู้จัก “รอ” ชีวิตเป็นพร รู้จัก “พอ” รู้จัก “รอ” ชีวิตเป็นพร ทุกครั้งในช่วงวันหยุดนักขัตฤกษ์ ผมกับน้องๆ มักเลือกพาคุณพ่อคุณแม่ไปทานข้าวด้วยกันที่ห้างสรรพสินค้าใกล้ๆ บ้าน อาจเป็นสุกี้ อาหารญี่ปุ่น หรืออะไรก็ได้ตามที่พ่อแม่อยากเลือกทาน คำพูดคุ้นหูของพ่อแม่มักบอกพวกเราว่า “อย่าสั่งเยอะนะ มันเปลือง เดี๋ยวทานไม่หมด เดี๋ยวก็อ้วนหรอก” แต่ในระยะสองสามปีที่ผ่านมามีร้านอาหารบุฟเฟต์หลายร้านเกิดขึ้นมากมาย คนส่วนใหญ่เลือกมาทานบุฟเฟต์กันมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่เว้นแม้แต่ครอบครัวของผมด้วย น่าแปลกที่เดี๋ยวนี้ผมไม่ได้ยินคำเตือนว่าอย่าทานเยอะ อย่าตักเยอะจากคุณพ่อคุณแม่มากนัก แต่มักจะได้ยินว่าทานให้ เยอะๆ เดี๋ยวไม่คุ้มกับเงินที่จ่ายซะมากกว่า ผลดีก็คือเราทานอาหารอย่างอิ่มหนำสำราญ แต่ผลร้ายก็คือน้ำหนักตัวของพวกเราทุกคนในครอบครัวเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ พร้อมๆ กับโรคต่างๆ ที่กำลังตามเข้ามาถ้าเรายังไม่หยุดพฤติกรรมนี้ นอกจากน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นแล้ว สองสามเดือนที่ผ่านมาสุขภาพของผมทรุดโทรมลงมาก ปวดหัวและเครียดบ่อยๆ อาจเพราะงานที่หนักขึ้นในช่วงคริสตมาสและปลายปี แต่สาเหตุอีกอย่างที่สำคัญก็คือ การบริโภคข่าวและสื่อที่มากเกินไป โดยเฉพาะข่าวการเมืองที่ทำให้ผมรู้สึกอึดอัดทั้งกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และความบาดหมางใจของคนที่ผมเคารพรักแต่มีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ยิ่งผมเป็นคนไม่นิยมดูโทรทัศน์ด้วยแล้ว ก็ยิ่งทำให้ผมมีเวลามากขึ้นในการหาเอกสาร อ่านบทความจากอินเทอร์เน็ตมากขึ้น ผมเริ่มนอนไม่หลับ จนรู้สึกว่าชีวิตเริ่มไม่เป็นปกติแล้ว จนต้องหันมาบูรณาการชีวิตของตัวเองเสียใหม่ ทุกวันนี้ผมยังคงติดตามข่าวสารบ้านเมืองเป็นปกติ แต่จะเน้นความพอดี และแบ่งเวลาให้กับด้านอื่นๆ ของชีวิตด้วย ทั้งการอ่านหนังสือประเภทอื่นๆ กีฬา […]

Social network และยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้า 4/13

Social network และยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้า สังคมโลกในปัจจุบันอินเทอร์เน็ตไม่ได้เป็นเพียงช่องทางการสื่อสารหนึ่งที่สำาคัญเท่านั้น แต่สำหรับคนจำนวนมากอินเทอร์เน็ตกลายเป็นเรื่องจำเป็นที่พวกเขาขาดไม่ได้เลย ข่าวการฆ่าตัวตายผ่านเฟซบุ๊คของหลินสาวไต้หวันวัย 31 ปี (www.gmlive.com) หรือการปลิดชีพตนเองของ ฮวน อัลแดร์ หนุ่มเสปนวัย 37 ปีผ่านโซเชียล เน็ตเวิร์ค (เดลินิวส์, 2555) สะท้อนให้เห็นว่ามีบางสิ่งกระตุ้นความคิดทางลบของผู้คนในสังคมออนไลน์ จนเราไม่อาจเพิกเฉยรอให้อันตรายนี้ก้าวเข้ามาในสังคมของเราได้อีกต่อไปโซเชียล เน็ตเวิร์ค ซึ่งผมมักอธิบายแก่นักศึกษาของผมว่าคือสังคมในโลกสมมติ เพราะหาความจริงได้ยากในโลกอินเทอร์เน็ตที่ไร้ซึ่งการ กลั่นกรองข้อมูล ความคิดชั่วแล่นของเด็กสาวที่หลงเคลิ้มในข้อความหวาน ๆ ของชายหนุ่มในโลกออนไลน์ ล่อให้เด็กสาวตกเป็นเหยื่อเป็นจำนวนมาก ที่ซ้ำร้ายคือข่าวที่ยืนยันว่ามีบางคนต้องทำร้ายตัวเอง หรือหนีหน้าไปจากสังคม เพราะถูกข่าวลือในโลกไซเบอร์โจมตีอย่างไร้ทางตอบโต้ ที่หนักที่สุดก็คงเป็นค่านิยมแปลก ๆ ที่เข้ามาสิงสถิตในความคิดของคนกลุ่มใหญ่ที่สามารถสร้างความเกลียดชังถึงขนาดทำร้ายถึงชีวิตได้ เพียงเพราะเฝ้าอ่านข้อมูลด้านเดียวในโลกออนไลน์ ผู้อ่านหลายคนอาจตั้งคำถามว่าจิตใจของมนุษย์เปราะบางถึงขนาดนี้หรือ ท่านอาจเข้าใจได้ยากหากไม่ได้ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในสังคมสมมตินี้ มีท่อนหนึ่งของเนื้อเพลง “เปราะบาง” ของ วงบอดี้ แสลมป์ ร้องว่า “ทำไมแค่ลมเพียงแผ่วเบา ยังทำให้เหน็บหนาว แค่เพียงแผ่นฟ้าที่ว่างเปล่ายังทำให้มีน้ำตา ทำไมมันช่างเปราะบางเหลือเกิน อ่อนแอจนเกินจะเข้าใจ” ในวันที่จิตใจไร้ซึ่งความเข้มแข็ง แม้เพียงสายตาที่ดูไม่ใส่ใจก็เพียงพอให้ใครสักคนตัดสินใจลาจากโลกที่โหดร้ายในความคิดของเขาได้ผมมีความเชื่อส่วนตัวว่าความเลวร้ายในสังคมออนไลน์ประการหนึ่งมาจากอุบายของมารร้าย ซึ่งพระธรรมเอเฟซัสบทที่ 6 ได้กล่าวเตือนผู้ที่เชื่อและวางใจในพระเจ้าว่า ให้เราตระหนักว่าเรากำลังอยู่ในภาวะสงคราม ดังนั้นจงสวมยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้า […]

ผู้ชนะล้วนก้าวผ่านกิโลเมตรที่ 37 3/13

ผู้ชนะล้วนก้าวผ่านกิโลเมตรที่ 37 ผู้ชนะล้วนก้าวผ่าน กิโลเมตรที่ 37   การวิ่งอาจดูเป็นเรื่องง่าย ๆ ที่มนุษย์ปกติคนไหนในโลกก็สามารถทำได้ การวิ่งที่น่าตื่นเต้นในสายตาของคนทั่วไปก็มักเป็นการวิ่งระยะสั้น ทุกคนมักให้ความสนใจกับการเป็นเจ้าลมกรด สามารถรู้ผลผู้ชนะได้ทันทีโดยใช้เวลาไม่ทันถึงครึ่งนาที ส่วนการวิ่งระยะไกลแม้มีผู้ให้ความสนใจอยู่บ้างก็เป็นเพียงกลุ่มเล็กๆ ยิ่งการวิ่งที่ไกลมากๆ อย่างการวิ่งมาราธอน ซึ่งไกลถึง 42.195 กิโลเมตรกว่าจะรู้ผลแพ้ชนะต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงหลายนาทีก็ยิ่งหาผู้สนใจติดตามได้ยากยิ่งขึ้น แต่หากคุณเป็นคนหนึ่งที่เคยฝึกวิ่งอย่างจริงจัง วิธีการมองของคุณจะแตกต่างออกไป นักวิ่งมาราธอนคือมนุษย์ธรรมดาที่สุดแสนจะพิเศษ และเราจะเข้าใจความหมายที่ว่า “สำหรับมาราธอน ผู้ที่วิ่งเข้าเส้นชัยทุกคนคือผู้ชนะ” เรื่องน่าท้าทายสำหรับการวิ่งมาราธอนก็คือมีคนมากกว่า 1 ใน 5 ที่ไม่สามารถวิ่งได้จนครบระยะทาง และหลักกิโลเมตรที่ทำให้แม้แต่นักกีฬาตัวจริงยังต้องถอดใจ และขอถอนตัวจากการวิ่งมากมายก็คือ กิโลเมตรที่ 37 น่าแปลกใจที่ระยะทางก่อนถึงเส้นชัยนั้นเหลือเพียง 5 กิโลเมตรเศษๆ แต่ทุกคนกลับไม่สามารถจะก้าวขาวิ่งไปได้มากกว่านี้ ราวกับว่าร่างกายที่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อของพวกเขากำลังแบกรับน้ำหนักขนาดมหาศาลจนไม่มีแรงวิ่งต่อไป เส้นทางชีวิตของคนเราก็ไม่แตกต่างกับระยะทาง 42.195กิโลเมตรของการวิ่งมาราธอนสักเท่าไหร่ หลายครั้งเราตื่นเต้นกับคนที่ประสบความสำเร็จแบบชั่วข้ามคืน เหมือนการวิ่งชนะ 100 เมตร เราพยายามเหลือเกินที่จะใช้ความเร็วในการวิ่ง 100 เมตร สำหรับชีวิตจริงที่ยาวไกล ผลก็คือเราหมดแรงเราท้อถอย และไม่ต้องการทำอะไรอีก เฝ้าแต่สงสารตัวเองและรู้สึกพ่ายแพ้เพียงเพราะความเร็วที่ลดระดับลง จนลืมไปว่าเรายังไม่แพ้ตราบใดที่ขายังเดินไปสู่เส้นชัย แต่คนจำนวนไม่น้อยต่างหยุดลงและไม่คิดจะเดินต่อไปอีก ชีวิตของคนเราเมื่อมาถึงทางตันเพราะความล้มเหลวครั้งแรกในชีวิต กลับทำให้คิดว่าเขาล้มเหลวมาตลอดชีวิตจนลืมหลักกิโลเมตรที่เขาได้วิ่งผ่านมา ในพระธรรมฟีลิปปี […]

1 2 3 4 5 6