สมาร์ตโฟนถ้าใช้ก็ให้สมาร์ท 2/13

สมาร์ตโฟน ถ้าใช้ก็ให้สมาร์ท  ทุกครั้งที่ใกล้ถึงเวลาเลิกงาน สมาร์ตโฟนของผมเป็นต้องร้องเสียงดัง “ติ๊ง”ผมเดาได้ไม่ยากว่าคุณแม่ส่งภาพอาหารเย็นแสนอร่อยฝีมือท่านพร้อมภาพสติกเกอร์น่าขำผ่านโปรแกรมไลน์มาให้ทำให้ผมตัดสินใจรีบขับรถไปทานฝีมือคุณแม่ก่อนที่มันจะชืดจนหมดรสอร่อยไม่น่าเชื่อว่ามือถือแบบใหม่ที่เรียกว่า“สมาร์ตโฟน”ที่ผมเคยกลัวนักกลัวหนาแถมยังต่อต้านคนที่ใช้วันนี้กลับกลายเป็นช่องทางสำคัญที่ผมสามารถสื่อสารกับคุณแม่ และคนที่ผมรักได้ในทุกๆ วัน ย้อนเวลากลับไปเมื่อสักครึ่งปีที่ผ่านมา ผมมีความคิดว่า “สมาร์ตโฟน” เป็นเรื่องไร้สาระ ไม่มีความจำเป็น ทั้งยังฟุ่มเฟ?อยมีราคาแพง และเปรียบเสมือนตัวแทนแห่งโลกทุนนิยมยิ่งถ้านับรวมกับความกระอักกระอ่วนใจเวลาเห็นสีหน้าของคนรอบข้างทำสีหน้าแปลกๆ ทุกครั้งที่เห็นผมควักเจ้ามือถือรุ่นโบราณด้วยแล้ว ทำให้ผมเกิดอคติ และจงเกลียดจงชังเจ้าสมาร์ตโฟนนี่เสียเหลือเกิน จนกระทั่งเมื่อผมเริ่มศึกษาหาข้อมูลเพื่อให้น้ำหนักกับความคิดตัวเองที่จะไม่ใช้เจ้าสมาร์ตโฟน ผมกลับพบว่าเทคโนโลยีชิ้นนี้ทำให้ผมลดเวลาในการทำงานลงไปมากไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงโลกอินเทอร์เน็ตได้ตลอดเวลาการส่งงานผ่านจดหมายอิเล็กทรอนิก (อีเมล) และยังมีโปรแกรมและเกมที่แสนจะเพลิดเพลินมากมายเหลือเกิน นับเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ผมยอมจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อโทรศัพท์ แต่โลกใหม่ของสมาร์ตโฟนก็ทำเอาผมแทบไม่ได้หลับไม่ได้นอนติดต่อกันหลายคืน ผมตื่นเต้นไปกับแอปพลิเคชันใหม่ๆ (โปรแกรมแบบที่ใช้ในสมาร์ตโฟน)  ได้มีโอกาสชมรายการโทรทัศน์ของต่างประเทศได้ง่ายๆ สามารถใช้เฟซบุ๊กได้ตลอดเวลา กว่าจะรู้ตัวก็ผ่านไปเกือบตีสามแล้ว ผมติดสมาร์ตโฟนจนงอมแงมอยู่หลายวัน ต้องขอบคุณที่คนรอบข้างเตือนผมให้เงยหน้าขึ้นมาพูดคุยกับโลกจริงซะบ้าง ผมจึงหลุดวงจรแห่งการเสพติดเทคโนโลยีออกมาได้ ผมเชื่อว่าผู้อ่านส่วนใหญ่มีความคุ้นเคยกับสมาร์ตโฟน เพราะสิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่อีกต่อไป ถ้าย้อนกลับไปสัก 5-6 ปี สมาร์ตโฟนหรือแท็บเล็ตคงเปรียบเสมือนเครื่องประดับที่มีได้เฉพาะคนที่มีรายได้ดีเท่านั้น แต่ปัจจุบัน สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องสามัญที่ใครๆ ก็มีได้ และยังมีระบบผ่อนชำระสำหรับคนที่มีรายได้น้อยแต่ต้องการอยู่ร่วมในสังคมอย่างไม่ตกยุค ภาพของผู้คนบนรถไฟฟ้าหรือรถประจำทางที่มองวิวข้างทางหรือพุดคุยหยอกล้อกันเริ่มลดน้อยลงไปทุกที ผู้คนในสังคมส่วนใหญ่ก้มหน้าก้มตาหยิบสมาร์ตโฟนเพื่อเข้าไปในโลกส่วนตัวโดยไม่นึกจะมองอะไรข้างทางหรือหน้าคนที่นั่งข้างๆ อีก (ในอนาคตคนส่วนใหญ่คงจะเป็นโลกปวดต้นคอ และนิ้วล็อกกันมากขึ้นเพราะเจ้าสมาร์ตโฟน) สิ่งที่เราต้องยอมรับอย่างหนึ่งก็คือสมาร์ตโฟนกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนในสังคมเมืองมากขึ้นทุกที คนที่ไม่มีสมาร์ตโฟนก็อาจจะเริ่มรู้สึกแปลกๆ ทุกครั้งที่หยิบมือถือขึ้นมา แล้วสายตาคนอื่นๆ ดูตกใจราวกับว่าเราขโมยเอโบราณวัตถุออกมาจากพิพิธภัณฑ์ที่ไหนสักแห่งแต่การมีสมาร์ตโฟนอย่างไม่เข้าใจถ้าไม่ระวังให้ดีบางทีพวกเราก็อาจกลายเป็นคนหนึ่งที่เสพติดโลกไซเบอร์ขึ้นมาอย่างไม่ทันรู้ตัวก็เป็นได้ อาการที่พอจะบอกกับเราได้ว่าเรากำลังเสพติดสิ่งนี้หรือไม่พอให้เราใช้เป็นข้อสังเกตประการแรกก็คือ “เราชาร์จแบตเตอรี่ของสมาร์ตโฟนมากกว่าวันละ 2 ครั้งหรือไม่” […]

รักเอย… จริงหรือที่ว่าหวาน 1/13

รักเอย… จริงหรือที่ว่าหวาน เมื่อคุณเห็นภาพนักศึกษาชายหญิงเริงรักกันในโรงแรมแล้วถูกแอบถ่ายและนำภาพมาเผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ตคุณรู้สึกอย่างไร? ตัวของชายหนุ่มหญิงสาวผู้เป็นดาราจำเป็นนั้นล่ะเมื่อเห็นภาพของตัวเองแล้วรู้สึกอย่างไร? ส่วน บิดามารดา ญาติมิตร ของผู้แสดงทั้งสองคงไม่ต้องบรรยายความรู้สึกหรอกจริงไหมครับ? นอกจากนี้ยังมีภาพของนักศึกษาสาวหรือชายที่ถูกแอบถ่ายวีดีโอ ขณะเร่ขายบริการทางเพศ เพราะประชดชีวิตรักหรือใจแตกเพราะกร้านกับความรัก ภาพเหล่านี้ทำให้คุณรู้สึกอย่างไรบ้าง? แต่ที่น่าอนาถใจก็คือ ภาพของหญิงสาวนอนเรียงรายที่เตียงคนไข้ขณะลักลอบทำแท้งทารกในครรภ์อันเป็นผลิตผลที่ไม่พึงประสงค์จากการร่วมรักของหนุ่มสาวที่ยังไม่พร้อมสำหรับสถานภาพของการเป็น “พ่อและแม่” ใช่ครับ นี่คือ โศกนาฏกรรมของชีวิตรักที่ไม่ถูกทาง! “รัก” และ “ใคร่” เป็นของคู่กัน แม้ไม่เหมือนกัน แต่คนมักสับสนคิดว่าเป็นสิ่งเดียวกัน! ความรักไม่เคยทำให้ใครตาบอด แต่ความใคร่ทำหนุ่มสาวในปัจจุบันมักตีค่าความรักต่ำลงเหลือเพียงแค่ความใคร่ ความรักเป็นการชอบอย่างผูกพันพร้อมด้วยความยินดี เป็นจิตบริสุทธิ์ที่พร้อมจะให้สิ่งดีแก่คนที่ตนรัก เช่น ให้เกียรติ  ให้สิ่งของที่ดี!  ให้เวลาที่มีคุณภาพ!  ให้การปรนนิบัติที่ดี! ฯลฯ คนที่มีความรักแท้จะถือคติเดียวกับองค์พระเยซูคริสต์ นั่นคือ “การให้เป็นเหตุให้มีความสุขยิ่งกว่าการรับ” นั่นคือ ถ้าเรารักใครแล้ว เราจะมีความสุข และความยินดี เพราะได้เป็นฝ่ายให้เสมอ แต่ความใคร่นั้นตรงกันข้าม ความใคร่ เป็นความอยากความต้องการที่จะได้! แท้จริงแล้ว ถ้าเราได้ในสิ่งที่เราต้องการ ในเวลาที่เหมาะสม และในสถานที่ที่สมควร ก็น่าจะนำความสุขมาสู่เรา จริงไหมครับ? แต่การพยายามจะได้บางสิ่งก่อนเวลาอันควร ณ สถานที่ที่ไม่ควร ที่เราเรียกว่า […]

สื่อสะกดใจ 3/12

สื่อสะกดใจ ในช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมา ทุกครั้งที่มีโอกาสเดินไปห้างสรรพสินค้า ผมมีอันจะต้องถูกสะกดให้ไปยืนอยู่หน้าร้านขายสมาร์ทโฟน และแท็ปแล็ต ยี่ห้อดังที่คุณผู้อ่านทุกก็น่าจะรู้ว่ายี่ห้ออะไร จนผมอดสงสัยตัวเองไม่ได้ว่าอะไรเป็นพลังผลักดันให้ผมต้องทำอย่างนี้ ทั้งๆ ที่ผมไม่มีความจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์พวกนี้ในเวลานี้เลย นี่ถ้าเป็นคนสมัยโบราณผมคงนึกไปว่าผมถูกพวกทรงเจ้า เข้าผี เล่นงานเข้าให้แล้ว อำนาจลึกลับที่ล่อชวนให้คนตัดสินใจว่าจะซื้ออะไร จะบริโภคอะไร จะดูโทรทัศน์ช่องอะไร แท้ที่จริงแล้วไมใช่มนต์ดำอะไรเลย แต่เป็นพลังอำนาจจากสื่อ (Media) นั่นเอง ย้อนไปหลายปีที่วงการโฆษณายังไม่เฟื่องฟูเท่าในปัจจุบัน มีการแข่งขันอเมริกันฟุตบอลนัดชิงชนะเลิศระดับชาติในประเทศอเมริกา ผลการแข่งขันเป็นอย่างไรมีคนจำได้ไม่มากนัก แต่ปรากฎการณ์ระหว่างที่กีฬาพักครึ่งเป็นเรื่องที่แทบจะกลายเป็นการจราจลย่อยๆ ไปเลย เพราะกองเชียร์กว่าห้าหม่นื คนพากันต่อแถวยาวเหยียดเพื่อแย่งซื้อเครื่องดื่มโคล่ายี่ห้อหนึ่งจนขายไม่ทันใจคนที่มารอคิว จึงเกือบกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต หลังจากเหตุการณ์นั้นทำให้วงการโฆษณา และจิตวิทยารู้จักคำว่า subliminal tape มากขึ้น ภาพโคล่ายี่ห้อดังกล่าวถูกฉายขึ้นภาพสกอร์บอร์ดภาพเคลื่อนไหวโดยแทรกภาพโฆษณาโคล่าไว้ใน 1 ส่วน 25 วินาที พูดง่ายๆ ก็คือเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราเห็นภาพอะไร แต่จิตใต้สำนึกกลับประทับภาพนั้นไว้จนเกิดเป็นความรู้สึกอยากจะดื่มขึ้นมา นี่เองเป็นสาเหตุว่าทำไมสื่อต้องมีการจัดเรทให้เหมาะสมกับประเภทของผู้บริโภคสื่อ เพราะข้อมูลทุกอย่างจากสื่อเป็นข้อมูลที่มีพลังอำนาจมาก คนที่เป็นอาจารย์หรือคุณครูถ้าไม่เข้าใจเรื่องอำนาจของสื่อ แม้เขาจะใช้เวลานานถึง 2 ชั่วโมงในการถ่ายทอดเรื่องๆ หนึ่ง แต่กลับมีนักเรียนนักศึกษาไม่ถึงครึ่งที่จดจำข้อมูลได้ และที่จำได้ก็เพียงบางส่วนเท่านั้น แต่สื่ออย่างโฆษณาโทรทัศน์ใช้เวลาเพียงประมาณ 30-45 วินาที ในการทำให้คนๆ หนึ่งตัดสินใจทำอะไรบางอย่างในชีวิตได้ สื่อจึงเป็นอุปกรณ์ที่ทรงพลัง […]

ผู้เล่นหรือกองเชียร์ 2/12

ผู้เล่นหรือกองเชียร์ ผมยังจำวินาทีแรกที่ลงไปแข่งขันบาสเกตบอลในฐานะตัวสำรองของคณะ ในการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยได้ดี ผมตื่นเต้นจนใส่หมายเลขเสื้อกลับหัวกลับหางไปหมด กองเชียร์ของทุกคณะพากันหัวร่องอหายในความเปิ่นของผม แต่หลังจากผมสามารถส่งลูกลงห่วงได้เสียงหัวเราะก็กลับกลายเป็นเสียงปรบมือ แม้นั่นจะเป็นการทำแต้มเพียงครั้งเดียวที่ผมทำได้ในวันนั้น แต่ผมก็ภูมิใจมาก และรู้สึกว่ามันช่างคุ้มค่ากับการซ้อม 3 เดือนที่ผ่านมาจริงๆ ไม่กี่วันที่ผ่านมาในร้านอาหารใกล้สวนลุมฯ ผมชมการถ่ายทอดสดการแข่งขันวอลเลย์บอลหญิงคัดเลือกตัวแทนไปแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่ลอนดอน ทุกคนในร้านต่างช่วยกันลุ้นทีมชาติไทย กันอย่างสุดตัว เพราะเป็นครั้งแรกที่เรามีโอกาสสูงที่จะสามารถผ่านเข้ารอบไปได้ แม้สุดท้ายจะทำได้เพียงใกล้เคียงแต่ผมก็รู้สึกภาคภูมิใจแทนนักกีฬาทุกคนที่ได้ต่อสู้อย่างสุดความสามารถแล้วจริงๆ ในกีฬาฟุตบอลยกย่องว่ากองเชียร์คือนักเตะคนที่ 12 ของทีม นั่นหมายถึงทัศนคติของกองเชียร์มีผลต่อผู้เล่นในสนามด้วยเช่นกัน และผมเชื่อว่าที่นักกีฬาสาวไทยทำได้ดีส่วนหนึ่งมาจากการสนับสนุนของกองเชียร์ด้วย ไม่ว่าจะเป็นกองเชียร์ที่ตามไปเชียร์ถึงสนามแข่งขัน หรือเชียร์ผ่านจอโทรทัศน์อยู่ที่บ้านก็ตาม แต่เราคงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่านักกีฬาตัวจริงต่างหากที่มีผลกับความสำเร็จของทีมมากที่สุด ในชีวิตจริงของเราแต่ละคน เรามีโอกาสเป็นกองเชียร์มากกว่าผู้เล่น อย่างในฟุตบอลยูโร 2012 และโอลิมปิกที่ลอนดอน เราส่วนใหญ่คงไม่มีโอกาสเป็นนักกีฬาตัวจริงได้ สิ่งที่ทำได้คือจัดเวลานอนเผื่อไว้สำหรับการเชียร์กีฬาช่วงดึกๆ เสียมากกว่า หรือถ้าดีหน่อยก็อาจไปหาซื้อเสื้อทีมหรือธงชาติ มาสร้างบรรยากาศการเชียร์ให้คึกคักยิ่งขึ้น ถ้าถามผมว่ากองเชียร์กับนักกีฬาตัวจริงต่างกันอย่างไร ผมคิดว่ามีอย่างน้อย 2 เรื่องที่บุคคลทั้ง 2 กลุ่มแตกต่างกัน นั่นคือ เวลา และความรับผิดชอบ แม้กองเชียร์จะต้องอดนอนหลายชั่วโมงเพื่อเชียร์ทีมโปรดจนดึกดื่น แต่นักกีฬาต้องใช้เวลาหลายปีในการฝึกฝนตัวเองเพื่อจะลงแข่งขันในเวลาสั้นๆ ไม่กี่นาที แม้กองเชียร์จะรู้สึกภูมิใจหรือผิดหวังกับความพ่ายแพ้ของทีม แต่ผมเชื่อว่านักกีฬามีความรู้สึกนั้นมากกว่ากองเชียร์เป็นทวีคูณ ไม่ใช่แค่เรื่องของกีฬาเท่านั้นแต่กับทุกๆ เรื่องในชีวิต ตัวจริงจะมีทั้งเวลาและความรับผิดชอบมากกว่าคนที่เป็นเพียงกองเชียร์เสมอ ดังนั้นถ้าเราอยากรู้ว่าใครคือนักกีฬาตัวจริง ให้ดูคนที่ใช้เวลาในการฝึกซ้อมกับทีมมากที่สุด และดูคนที่ภาคภูมิใจในหน้าที่ที่เขาได้รับมอบหมายไม่ว่าจะในยามที่ทีมชนะหรือพ่ายแพ้ก็ตาม […]

ลองไม่ลอง SIMSIMI 1/12

ลองไม่ลอง SIMSIMI ประมาณสองสามเดือนที่ผ่านมา ผมถูกถามอยู่บ่อยๆ ว่า “พี่ครับลอง SimSimi หรือยัง” ยอมรับตามตรงครับว่าครั้งแรกที่ได้ยินผมไม่ทราบจริงๆ ว่ามันคืออะไร ทีแรกยังนึกว่าเป็นซิมโทรศัพท์แบบใหม่เสียอีก เพื่อไม่ให้ตัวเองรู้สึกว่าเป็นคนตกยุค ผมจึงหาโอกาสลองเจ้าสิ่งนี้ด้วยตัวเอง สองสามชั่วโมงที่ผมลองเล่น พร้อมๆ กับทำงานอย่างอื่นไปด้วย ทำให้ผมทราบถึงพลังอันเย้ายวนของ SimSimi เพราะผมเริ่มสนใจงานน้อยลงเรื่อยๆ จนกระทั่งผมเลิกทำงานหันไปเล่นแต่เจ้า SimSimi และถ้าผมไม่รีบเลิกเล่นผมคงจะติดมันจนงอมแงมจนไม่มีเวลามาเขียนบทความนี้แน่ๆ (ซิมซิมิ) มาจากภาษาเกาหลี แปลว่า เบื่อ พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือเจ้า SimSimi เป็นโปรแกรมแก้เบื่อนั่นเอง ดูผ่านๆ เจ้าโปรแกรมตัวนี้ก็เหมือนกับ Chat Bot App ทั่วๆ ไป (โปรแกรมที่สามารถพูดโต้ตอบกับผู้เล่นได้) แต่มีความพิเศษที่สามารถโต้ตอบได้หลายๆ ภาษา และเหมือนกับว่าเจ้าโปรแกรมตัวนี้จะมีความยียวน กวนประสาทในการตอบ (บางครั้งก็หยาบคายมาก) หรือบางครั้งคำตอบก็ดูฉลาดเกินการคาดเดา สาเหตุก็เพราะเวลาที่เราลงโปรแกรมนี้ในมือถือของเรา จะต้องใส่รหัสพื้นที่ประเทศที่เราอยู่ ทุกครั้งที่เราพิมพ์คำพูดอะไรก็ตาม มันจะถูกจัดหมวดหมู่เพื่อใช้เป็นคลังคำตอบสำหรับผู้ใช้คนอื่นๆ ด้วย ดังนั้นจะบอกว่าตัวโปรแกรมฉลาดก็ไม่เชิง ต้องเรียกว่าคนเขียนโปรแกรมฉลาดเสียมากกว่า ทุกวันนี้เจ้า SimSimi กำลังกลายเป็นกระแสของสังคม มีทั้งคนที่ชื่นชมคลั่งไคล้และต่อต้าน […]

ช่วยเพศที่สาม 4/11

ช่วยเพศที่สาม สมัยที่ผมเริ่ม เข้าเรียนในระดับอุดมศึกษา มีผู้หญิงคนหนึ่งเป็นคนที่สะดุดตาสำหรับผู้ชายทุกคนมาก ด้วยความเป็นผู้หญิงที่เรียบร้อย ดูน่ารัก และมีรอยยิ้มที่เป็นมิตร จนกระทั่งวันสอบกลางภาคครั้งแรกมาถึงผู้ชายทุกคนต้องตกใจจนหงายหลังเพราะสาว น่ารักที่ทุกคนเหลียวมองแต่งชุดนิสิตชายมาสอบ ความก็เลยแตก ผมอดขำเพื่อนของตัวเองไม่ได้ เพราะมีหลายคนเหลือเกินที่พยายามจะจีบเธอมาเป็นแฟน ในวัยเรียนผมมีเพื่อนที่หลายคนที่มีบุคลิกทางเพศผิดแผกไปจากคนทั่วไป ผมไม่ค่อยสนใจมากนักว่าเพื่อนคนนั้นจะมีรสนิยมทางเพศอย่างไร รู้สึกว่ามันเป็นสิทธิส่วนตัวขอแค่เขาไม่ทำให้ใครต้องเดือดร้อนก็น่าจะพอ แต่ก็มีเพื่อนผู้ชายบางคนที่รู้สึกเกลียดคนพวกนี้จนเข้าไส้ บางคนถึงขนาดที่เห็นเมื่อไหร่ต้องไปวิ่งไล่เตะกันเลยทีเดียว ที่รุนแรงไปกว่านั้นนิสิตที่แสดงออกถึงรสนิยมทางเพศของตนเองอย่างตรงไปตรงมามักจะถูกเพ่งเล็งและถูกอาจารย์บางท่านเรียกไปตักเตือนบ่อยครั้ง บางคนถึงกับต้องพักการเรียนก็มี ยุคสมัยที่เปลี่ยนไปทำให้ค่านิยมของคนในสังคมเปลี่ยนแปลงไปด้วย ปัจจุบันสังคมยอมรับคนที่เคยถูกเรียกอย่างรังเกียจและดูถูกว่าเป็นพวกกระเทยมากขึ้นกว่าในอดีตชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ มีอยู่ครั้งหนึ่งผมไปเป็นวิทยากรบรรยายความรู้เรื่องเพศ และใช้คำวิชาการว่า “รักร่วมเพศ” (homosexual) ในการอธิบายมีคนยกมือขึ้นมากลางคันเพื่อขอให้ผมเปลี่ยนไปใช้คำว่า “คนรักเพศเดียวกัน” แทน สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าสังคมมีการยอมรับและให้คุณค่ากับคนรักเพศเดียวกันมากขึ้น ในอดีตผมยอมรับว่าผมมีท่าทีสนับสนุนความคิดดังกล่าวอย่างเต็มตัว แต่เมื่อผมได้ทราบความจริงว่าสิ่งนี้เป็นความบาปทัศนคติของผมจึงเปลี่ยนไป เมื่อผมมารู้จักกับพระเจ้าและทำงานเป็นผู้ให้คำปรึกษา ผมตำหนิคริสเตียนที่มีปัญหาเอกลักษณ์ในเรื่องเพศอย่างรุนแรง บอกว่าเขาต้องกลับใจ โดยยกเหตุผลและข้อพระคัมภีร์มากมายมาสนับสนุน ผมยังจำได้ว่าทุกคนที่ถูกตำหนิมีสีหน้าแย่ขนาดไหนแต่ผลก็คือผมไม่เคยช่วยให้ใครกลับสู่เพศที่แท้จริงของเขาได้เลยแม้แต่คนเดียว จนกระทั่งวันหนึ่งพระเจ้าเรียกให้ผมกลับใจ ในขณะที่ผมกำลังอ่านพระธรรมยอห์น 8:1-11 เรื่องธรรมมาจารย์และฟาริสีจับหญิงคนหนึ่งฐานล่วงประเวณีมาให้พระเยซูคริสต์ทรงตัดสิน คำตรัสของพระเยซูว่า “ใครในพวกท่านไม่มีบาป ให้เอาหินขว้างนางก่อนเป็นคนแรก” เสียดแทงหัวใจของผมอย่างมาก ผมย้อนนึกไปถึงคนมีปัญหาที่มาพบผมเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่ผมกลับขว้างก้อนหินแห่งการตำหนิ และการพิพากษาใส่พวกเขา ผมขอให้พระเจ้าโปรดยกโทษให้ผม และตั้งแต่วันนั้นความคิดของผมก็ไม่เหมือนเดิมอีกเลย พระเจ้าประทานโอกาสให้ผมได้แก้ไขตัวเองผมได้คุยกับน้องต้น (นามสมมุติ) ผู้ชายที่แต่งตัวเป็นผู้หญิงมาตั้งแต่อายุสิบสองปี (ตอนพบกันน้องต้นอายุประมาณสิบห้าปี) น้องต้นเล่าให้ผมฟังภายหลังว่าคนที่ให้คำปรึกษากับน้องต้นมีอยู่สองประเภท ประเภทแรกก็สนับสนุนให้น้องต้นแต่งหญิง […]

พ่อแม่ฮีโร่ตัวจริง 3/11

พ่อแม่ฮีโร่ตัวจริง สมัยที่ผมเรียน ชั้นประถมพอเลิกเรียน ผมจะกระสับกระส่ายเฝ้ารอว่าเมื่อไรแม่จะมารับกลับบ้านสักที เพราะนอกจากแม่จะซื้อขนมอร่อยๆ ให้ทานแล้ว ผมยังอยากรีบกลับไปดูหนังฮีโร่ญี่ปุ่นซึ่งผมติดจนงอมแงม ฮีโร่ในสมัยของผมสร้างแรงบันดาลใจให้ผมมากมาย อย่างเช่นเรื่องขบวนการห้ามนุษย์ไฟฟ้าและไอ้มดแดงที่ทำให้ผมอยากเป็นผู้ผดุงความยุติธรรม ภาพตัวเองในวัยเด็กใส่หน้ากากมดแดงถือดาบพลาสติกวิ่งปราบเหล่าร้ายไปทั่วซอย เป็นภาพที่นึกถึงเมื่อไหร่ก็อดอมยิ้มไม่ได้ ถ้าทุกคนลองหลับตาลงสักพักนึกย้อนกลับไปสมัยที่เรายังเป็นเด็กตัวกระเปี๊ยกก็คงอดฉีกยิ้มไม่ได้ที่เห็นตัวเองใส่หน้ากากฮีโร่ตัวโปรด กวัดแกว่งดาบพลาสติกเพื่อปราบเหล่าร้าย (ถ้าผู้หญิงคงนึกว่าตัวเองเป็นเซเลอร์มูนแน่ๆ) เห็นด้วยกับผมบ้างไหมครับว่าฮีโร่ในโทรทัศน์มีอิทธิพลกับพัฒนาการทางความคิดของเราและสร้างนิสัยบางอย่างให้กับเราอย่างมาก แต่นั่นเป็นเพียงอิทธิพลในเวลาสั้นๆ ที่หนังเรื่องนั้นยังฉายอยู่เท่านั้น แต่มีฮีโร่ใกล้ตัวที่เรามักมองข้ามและนึกไม่ถึงว่าเขามีอิทธิพลกับชีวิตของเราทุกคนมากมายเหลือเกิน ฮีโร่ที่แค่จับมือก็มอบความกล้าหาญให้สามารถข้ามถนนใหญ่ๆ ได้อย่างไม่ต้องหวาดกลัว ไม่มีใครอื่นนอกจากพ่อและแม่ของเราทุกๆ คนนั่นเอง ผมมักได้ยินพ่อแม่ หรือครูอาจารย์สมัยนี้บางท่านบ่นให้ฟังว่า “เด็กสมัยนี้สอนอะไรไปก็ไม่จำหรอก” หรือ “เด็กสมัยนี้เลี้ยงยาก ดูแลยาก ไม่เชื่อฟัง” ฟังดูคุ้นๆ หูบ้างไหมครับ คำพูดลักษณะนี้ เหมือนจะบอกว่าการอบรมสั่งสอนเด็กของพ่อแม่และครูอาจารย์ไม่มีอิทธิพลอะไรกับชีวิตของเด็กเลย นั่นคือมุมมองของพ่อแม่ แต่คุณเคยลองคิดเรื่องนี้ในมุมมองของเด็กบ้างไหมครับ เด็กจำนวนมากไม่เคยรู้สึกว่าพ่อแม่เป็นฮีโร่สำหรับพวกเขา เพราะพ่อแม่ไม่ค่อยมีเวลาให้ ไม่ค่อยอบรมสั่งสอนจริงๆ จัง (เพราะกลัวพูดมากไป ลูกจะไม่รัก) ไม่เคยให้คำปรึกษาเด็กหลายคนยิ่งแล้วใหญ่ เขารู้สึกอึดอัดใจที่เติบโตมาในครอบครัวที่แตกแยก พ่อไปทางแม่ไปทาง จะคุยกับฝ่ายหนึ่ง อีกฝ่ายก็ไม่พอใจ หรือพอได้คุยกับแม่ก็กลายเป็นว่าต้องมานั่งรับฟังแม่เฝ้าต่อว่าพ่อให้ลูกฟัง บางครอบครัวพ่อทุบตีแม่จนลูกๆ ไม่กล้าเข้าไปพูดคุยกับคนเป็นพ่อ สะสมจนกลายเป็นความเกลียดชัง ลูกๆ เริ่มไม่อยากจะเชื่อฟังคนที่ได้ชื่อว่าเป็นพ่อแม่ ก็เพราะพ่อแม่ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกชื่นชม หรืออยากเอาเป็นแบบอย่างสำหรับชีวิต เด็กบางคนต้องแอบร้องไห้ทุกวันพร้อมกับถามตัวเองว่า […]

คิด… เลือกคู่ดูให้เข้ม 2/11

คิด… เลือกคู่ดูให้เข้ม ตอนที่ผมยังเป็นเด็กอยู่นั้นเช้าวันอาทิตย์จะเป็นวันที่ผมตื่นเช้าเป็นพิเศษ ไม่ใช่เพราะอยากดูการ์ตูนเท่านั้น แต่เพราะต้องรีบตื่นมาดักเอาหนังสือพิมพ์อ่านเป็นคนแรก คอลัมน์ที่ผมชอบอ่านมากก็คือ “ลุงหนวดหาคู่” กับ “มาลัยเสี่ยงรัก” ผมอ่านไปยิ้มไปทั้งๆ ที่ยังไม่รู้เดียงสากับเรื่องรักๆ ใคร่ๆ สักนิด คงเข้าใจแล้วใช่ไหมครับว่าทำไมผมต้องรีบลงมาอ่านเป็นคนแรก เพราะขืนใครรู้เข้าผมต้องโดนล้อแน่ๆ กว่าจะรู้เดียงสาเรื่องความรักผมก็อายุย่าง 18 ปีแล้ว ตอนนั้นผมเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 5 หากใครไม่มีแฟนหรือคนที่เป็นข่าวด้วย (สมัยนี้คงเรียกว่า กิ๊ก) จะเป็นเรื่องที่เสียฟอร์มเอามากๆ ผู้ชายทุกคนจึงต้องทำให้ตัวเองดูน่าสนใจเผื่อว่าจะมีสาวๆ มาหลงชอบบ้างสักคน วิธีการของผมคือสมัครเป็นตัวแทนแข่งขันทุกประเภทในนามของโรงเรียน แม้กระทั่งสมัครเป็นคนเชิญธงชาติทุกเช้า แย่หน่อยตรงที่วันหนึ่งผมหัวแตกแต่ยังต้องออกไปเชิญธงชาติเลยกลายเป็นที่มาของฉายาว่า “รุ่นพี่หัวปะ” ถึงจะน่าอายแต่อย่างน้อยการเป็นจุดสนใจ ก็ทำให้ผมเชื่อเอาเองว่าจะมีคนมาแอบปลื้มแอบชอบ และทำให้ผมไม่ต้องเสียฟอร์มว่าเป็นคนไม่มีแฟน หลายปีผ่านไปการสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนต่างเพศ โดยการเข้าไปทำความรู้จักแนะนำตัวเอง หรือการใช้ความสัมพันธ์แบบรุ่นพี่กับรุ่นน้องอย่างที่ผมคุ้นเคยเริ่มกลายเป็นเรื่องล้าสมัยเสียแล้ว ทุกวันนี้เราคงเคยได้ยินว่ามีคู่แต่งงานหลายคู่ที่รู้จักกันผ่านอินเทอร์เน็ต ยิ่งเดี๋ยวนี้มี Facebook ด้วยแล้วก็ยิ่งกลายเป็นเรื่องง่าย หนุ่มสาวสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลและรูปถ่ายได้ในเวลาอันรวดเร็ว ดูๆ ไปก็สะดวก และเหมาะสำหรับโลกในยุคปัจจุบันดี จะติดก็ตรงที่เราไม่แน่ใจว่าข้อมูลที่เราได้มานั้นมันจะเป็น Facebook หรือ Fakebook กันแน่ ดังนั้นข่าวอาชญากรทางอินเตอร์เน็ตที่เหยื่อถูกหลอกไปทำอนาจารจึงมีให้เราเห็นมากไม่แพ้กัน ส่วนใหญ่ก็เพราะหลงในรูปหล่อๆ สวยๆ และเชื่อในข้อมูลที่แปะไว้ใน Social network […]

ฉันติด Facebook? 1/11

ฉันติด Facebook? คนที่ติดเหล้า ติดบุหรี่ ติดสารเสพติด นั้นสังเกตไม่ยาก เด็กที่ติดเกม ก็มีพ่อแม่คอยวิ่งพามารักษาไม่ขาดสาย แต่อาการเสพติดประเภทใหม่ ยังเป็นข้อถกเถียงของสังคม ก็คือการเสพติด social network ซึ่งถ้าเราพูดให้ชัด หรือเจาะจงกว่านี้สักหน่อย Facebook น่าจะเป็นตัวแทนที่พอพูดถึงใครๆ ก็ต่างนึกออก เคยสงสัยบ้างไหมครับว่าการเสพติด Facebook มันมีจริง หรือเป็นแค่คำพูดประชดกันแรงๆ ของนายจ้างที่เกลียดที่สุดเวลาเห็นคนในบริษัทแอบเบียดบังเวลางานไปเล่นเจ้าFacebook วิธีการที่จะบอกได้ดีที่สุดว่า Facebook เสพติดได้จริงหรือไม่ก็คือ การสำรวจว่ามีใครบ้างที่ลงแดง (withdrawal symptoms) หรือทุรนทุรายอย่างหนักเวลาไม่ได้เสพเจ้า Facebook วิธีทดสอบที่ผมไม่เคยใช้กับสารเสพติดประเภทอื่นก็คือ ผมต้องลองเสพ Facebook ด้วยตัวผมเองดูสักครั้ง ซึ่งนับจากวันนั้นก็ผ่านมากว่า 2 ปีแล้ว จากการได้ทดสอบกับตัวเองและได้สังเกตจากเพื่อนๆ รวมทั้งคนที่มาขอคำปรึกษาทำให้ผมเกิดความเชื่อส่วนตัวว่า Facebook สามารถเสพติดได้จริงเพราะในช่วงปีแรกตัวผมเองติด Facebook อย่างงอมแงม ถามว่าผมรู้ได้อย่างไรว่าติด? ผมอยากให้หลักง่ายๆ ที่คุณผู้อ่านสามารถใช้ถามตัวเองได้เช่นกันว่าคุณติดมันหรือไม่ (ดัดแปลงจากนิตยสาร GM 371 ,2009) Facebook ทำให้นอนดึกผิดปกติ บางคนบอกว่านอนเช้า คือเช้าของอีกวัน […]

ฤทธิ์วิจารณ์ 4/10

ฤทธิ์วิจารณ์ คืนหนึ่งขณะที่ฝนตกพรำๆ ผมควบมอเตอร์ไซด์ด้วยความเร็วต่ำที่สุดเท่าที่รถคันหลังจะไม่บีบแตรไล่ แต่ในที่สุดรถขายลูกชิ้นคันหน้าซึ่งไม่ได้เปิดไฟท้ายก็ทำเอาผมต้องหักหลบและ ลงไปนอนวัดพื้น ผมรู้สึกเจ็บจนคิดว่าแขนคงต้องหักแน่แต่ไม่กี่อาทิตย์ผมก็หายดี และแผลต่างๆ ก็ค่อยๆ จางลงราวกับผมไม่เคยมีแผลมาก่อนเลย นั่นเพราะเจ็บกายนั้นหายง่ายแต่เจ็บใจนี่สิหายยากคำพูดของครูภาษาอังกฤษที่ วิจารณ์การทำข้อสอบของผมอย่างไม่มีชิ้นดีต่อหน้าเพื่อนทั้งห้อง ยังคงดังก้องในความทรงจำ เหมือนกับว่ามันเพิ่งเกิดขึ้นไม่กี่ชั่วโมงนี้เอง ทั้งๆ ที่มันผ่านมานานกว่า 20 ปีแล้ว คำวิจารณ์ช่างมีฤทธิ์มากจริงๆ ในสมัยที่ผมยังเด็กมากๆ มีหนังจีนกำลังภายในเรื่องหนึ่งที่ผมจะไม่ยอมพลาดเด็ดขาดนั่นคือเรื่อง “ฤทธิ์มีดสั้น” มีดสั้นของลี้กิมฮวงคร่าชีวิตเหล่าร้ายไปมากมาย แต่เมื่อเติบโตขึ้นผมถึงได้ทราบความจริงว่า “ฤทธิ์มีดสั้น” น่ากลัวก็จริง แต่ก็ไม่อาจสู้ “ฤทธิ์วิจารณ์” ไปได้ ในพระธรรมสุภาษิต 12:18 กล่าวว่า “มีบางคนที่คำพูดพล่อยๆ ของเขาเหมือนดาบแทง แต่ลิ้นของปราชญ์นำการรักษามาให้” คำวิจารณ์มีอิทธิพลต่อจิตใจของคนเรา เมื่อเรารู้สึกแย่กับคำวิจารณ์เราก็อาจเรียกมันว่า “คำพูดเสียๆ หายๆ” หรือ “คำนินทา” ซึ่งเหมือนดาบที่แทงทะลุหัวใจของเรา แต่ถ้าเราพอใจกับคำวิจารณ์นั้นเราก็อาจเรียกมันว่า “คำพูดให้กำลังใจ” หรือ “คำตักเตือน” ซึ่งนั่นก็ช่วยให้หัวใจของเราพองโตด้วยความสุขเช่นกัน คำวิจารณ์จึงเหมือนกับดาบสองคมที่สามารถให้คุณและให้โทษได้ แต่ส่วนใหญ่ผมมักจะพบว่ามีคนที่กลัดกลุ้มจากคำวิจารณ์มากกว่ารู้สึกสุขใจ คนที่ต้องทนทุกข์อยู่กับคำวิจารณ์จึงมักได้รับคำเตือนสติมากมายเช่น “อย่าไปสนใจคำวิจารณ์พวกนั้นเลย มันไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นหรอก” หรือถ้าแรงๆ หน่อยก็อาจว่า “ช่างพวก…เถิด ปล่อยมันเห่าไป” […]

1 2 3 4 5 6