เพื่อน 1/07

  เพื่อน จริงๆ แล้ว ท่านผู้อ่านและน้องๆ สามารถเขียนจดหมายกลับมาหาผมบ้างก็ได้โดยใช้ที่อยู่ของสมาคมพระคริสตธรรมไทย ทางสมาคมฯ จะจัดส่งต่อให้ผมเอง หรือบางคนถนัดการใช้อีเมล์ ก็สามารถส่งมาได้ที่ tbs@thaibible.or.th ผมเองก็อยากทราบว่าพี่น้องมีคำถามเรื่องอะไร อยากรู้ (อยากเห็น) เรื่องอะไร ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นเรื่องฝ่ายจิตวิญญาณอย่างเดียวเท่านั้นนะครับ เพราะผมเองก็เป็นคนธรรมดาอย่างเราๆ ท่านๆ ไม่บริสุทธิ์ผุดผ่องจนคุยเรื่องอื่นๆไม่ได้ อารัมภบทมาพอสมควรแล้ว เข้าเรื่องกันเลยดีกว่านะครับ เดือนกุมภาพันธ์เป็นเดือนแห่งความรัก ห้างสรรพสินค้าต่างตกแต่งร้านและสินค้าโดยมุ่งใช้เทศกาลแห่งความรักเป็นแนวดึงดูดใจลูกค้า หลายคริสตจักรก็จะจัดงานประกาศเนื่องในวันแห่งความรักเช่นกัน และเมื่อเราคิดถึงความรัก หลายคนมักจะคิดถึงความรักระหว่างคนรักหรือแฟน ความรักของสามี-ภรรยา แต่ผมกลับนึกถึงความรักอีกประเภทหนึ่ง นั่นคือ ความรักในมุมมองของเพื่อน แวบแรกที่เราคิดถึงเพื่อน เราคิดถึงใคร?  ผมจะคิดถึงเพื่อนในสมัยเรียนโรงเรียนมัธยม และในมหาวิทยาลัย ผมนึกถึงเพื่อนที่มีทั้งดีและไม่ดีที่เข้ามาในชีวิตและมีผลกระทบต่อชีวิตผมอย่างมาก Friend in life (เพื่อนในชีวิต) ในสมัยที่เรียนอยู่โรงเรียนมัธยมผมมีเพื่อนสนิทอยู่หลายคน และหนึ่งในนั้นคือ “ไอ้เก่ง” ไอ้เก่งจะคอยชวนผมไปต่อยตีกับเด็กช่างกล คอยชวนไปจุด “ประทัด” โดยใช้บุหรี่เป็นชนวน คอยชวนผมโดดเรียนไปเล่นไพ่หลังตึกเรียน และวีรกรรมสุดยอดคือเอามอเตอร์ไซค์ของใครก็ไม่รู้ไปขับเล่น ถามว่า”ไอ้เก่ง” เป็นเพื่อนผมไหม? แน่นอนเรายังเป็นเพื่อนกันอยู่ เรายังเจอกันในงานเลี้ยงรุ่น และยังนั่งหัวเราะเมื่อเราคุยกันถึงเรื่องเก่าๆ ผมมีเพื่อนเยอะก็จริง แต่ในจำนวนเพื่อนหลายๆ […]

ไป…ให้ไกลกว่าเดิม

ไป…ให้ไกลกว่าเดิม ตอนที่ผมอายุสักห้าหกขวบ ผมไม่กล้าที่จะเดินออกจากบ้านโดยไม่มีพ่อแม่ เพราะกลัวว่าหมาสีดำตัวโตของบ้านใกล้ๆ กันจะกัดเอาหลังจากอายุครบ 11 ปี ผมออกไปเล่นแถวบ้านโดยไม่กังวลอะไรอีกแม้ว่าจะเห็นหมาตัวเดิมผมก็ไม่รู้สึกกลัวเท่าเดิม จนวันหนึ่งผมถูกหมาตัวนี้กัดเข้าเต็มเหนี่ยวที่ขาซ้าย ผมในวัยเด็กสู้กับหมาตัวนี้สุดแรงเกิดสุดท้ายมันก็ยอมปล่อยคมเขี้ยวของมัน แต่ไม่รู้ว่าเพราะมันแก่หรือหนังผมเหนียวมันจึงกัดผมไม่เข้าทิ้งไว้เพียงรอยบุ๋มลึกๆ แต่ในใจของผมร้องไชโยเสียงดังพร้อมกับบอกกับตัวเองว่า “หมาไม่เห็นจะน่ากลัวเลย” ความที่ผมไม่กลัวหมาตั้งแต่เล็กๆ ทำให้ผมกล้าจะไปเล่นไกลๆ กว่าเด็กคนอื่น (แต่พ่อแม่ผมคงไม่ค่อยชอบนักหรอก)สุดท้ายหมากับผมก็กลายเป็นเหมือนเพื่อนกัน แม้จะมีผู้ใหญ่เอาหมาตัวโตมาขู่เด็กๆ อย่างผม ผมก็ไม่รู้สึกกลัวสักนิด ผมมีโอกาสทำงานด้านการให้คำปรึกษามากว่า 10 ปีและมีโอกาสได้เข้าไปพูดคุยกับนักเรียนจำนวนมาก เมื่อทุกคนเล่าปัญหาของเขาให้ผมฟัง ผมมักจะนึกถึงข้อพระคัมภีร์ สุภาษิต บทที่ 17 ข้อ 22 ว่า “ใจร่าเริงเป็นยาอย่างดี แต่จิตใจที่หมดมานะทำให้กระดูกแห้ง” นั่นเพราะทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมาจากความเชื่อภายในจิตใจ วัยรุ่นหลายคนต้องเผชิญกับปัญหาการแยกทางกันของพ่อแม่แต่ไม่ใช่ทุกคนที่มีปัญหา หลายคนเคยต้องอยู่อย่างลำบากและไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือ แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่กลายเป็นโจรผู้ร้าย ก่อนอื่นเราต้องยอมรับว่าปัญหาก็คือปัญหา เราจะแสร้งทำเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นไม่ได้เลย แต่เราสามารถเลือกได้ว่าจะจมกับปัญหาไปเรื่อยๆ หรือเลือกจะหลุดจากวังวนของปัญหา ผมในวัยเด็กคงไม่สามารถออกจากบ้านได้ ถ้าผมเอาแต่คิดว่าหมาดำตัวนั้นจะฆ่าเด็กอย่างผม และแม้สุดท้ายจะโดนหมากัดเข้าจริงๆ มันก็ไม่สามารถฆ่าผมได้ อย่างมากก็แค่เจ็บ ผมยกเอาพระคัมภีร์สั้นๆ ตอนนี้เพื่อฝากข้อคิดที่ผมเชื่อว่าสามารถทำให้เราเป็นคนที่มีชีวิตที่ไปได้ไกลกว่าเดิม ประการแรก  “จงดูแลจิตใจ เพราะมันกำหนดทุกสิ่ง” ในพระธรรมสุภาษิตบทที่ 4 ข้อ 23 ได้ย้ำในเรื่องนี้ว่า “จงรักษาใจของเจ้าด้วยความระวังระไวรอบด้าน เพราะชีวิตเริ่มต้นออกมาจากใจ” คนที่โชคร้ายที่สุดในโลกไม่ใช่คนที่เกิดมายากจน หรือเป็นเด็กกำพร้า แต่คนที่โชคร้ายที่สุดในโลกคือคนที่คิดว่าตัวเองเกิดมาโชคร้ายกว่าคนอื่น เป็นเรื่องจริงที่ผมพบว่าบางคนเกิดมาอย่างเพียบพร้อมในสายตาของคนรอบข้าง แต่กลับไม่รู้สึกอิ่มใจในสิ่งนั้น แต่กลับมองหาว่าตนเองมีอะไรที่ด้อยกว่าคนอื่น พร้อมกับบ่นกับตัวเองว่า“ฉันช่างน่าสงสารเสียจริง” มันน่าแปลกที่ว่าเมื่อเราพยายามมองหาสิ่งที่เราเชื่อว่าเรามี เราก็จะพบสิ่งนั้นจริงๆ เช่น ถ้าสมชายคิดว่าตนเองเป็นคนที่ไม่สามารถพูดต่อหน้าคนอื่นได้ สมชายก็จะไม่หาโอกาสพูดในที่สาธารณะชน จนในที่สุดสมชายก็ไม่สามารถพูดต่อหน้าคนอื่นได้จริงๆ นีล ทีแอนเดอร์สัน กล่าวว่า “คุณไม่สามารถใช้ชีวิตเกินกว่าสิ่งที่คุณเชื่อ” (ชัยชนะเหนือความมืด) หากเรามีความเชื่อในทางบวก เราย่อมพยายามขวนขวายที่จะทำให้ได้จนในที่สุดเราก็จะพบว่าเราสามารถเป็นเช่นนั้นได้จริงๆ ดังที่ไบรอัน […]

ทำอย่างไรจึงคว้าแชมป์ ซูเปอร์จิ๋วเจาะโลกพระคัมภีร์

สมาคมพระคริสตธรรมไทย ได้จัดการแข่งขัน ซูเปอร์จิ๋วเจาะโลกพระคัมภีร์ ประจำปี 2012 ของเขตภาคกลางไปเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2012 ที่ผ่านมา ซึ่งผลการแข่งขันในระดับชั้นประถมศึกษานั้น ปรากฏว่าน้องๆ จากโรงเรียนสัจจพิทยา กรุงเทพฯ สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศรองอันดับ 1 และรองอันดับ 2 ไปครอง (น้องๆ ทั้งหมด 9 คน เป็นคริสเตียนเพียง 1 คน) สมาคมฯ จึงไม่รอช้า รีบหาโอกาสไปสัมภาษณ์ความรู้สึกของน้องผู้เข้าแข่งขันและคุณครูผู้สอน เราไปติดตามอ่านกันค่ะ กว่าจะได้เข้าแข่งขัน “ทางโรงเรียนมีการเปิดรับสมัคร และมีนักเรียนสมัครเป็นจำนวนมาก จากนั้นคุณครูจะทดสอบว่าใครที่มีความตั้งใจจริงๆ เพื่อคัดเลือกเป็นตัวแทนของโรงเรียนค่ะ จากนั้นเมื่อเป็นตัวแทนของโรงเรียนแล้ว เราต้องติวกันตอนเย็น ติวหนักมากเป็นเวลาเดือนกว่าๆ อ่านพระธรรมโยชูวากันคนละหลายรอบเลย ตอนแรกอ่านเองก่อนแล้วครูก็จะมาช่วยสรุปสิ่งที่เราอ่าน เน้นสิ่งที่สำคัญ ช่วยให้เราจำได้มากขึ้น” เมื่อได้อ่านเรื่องราวของโยชูวา “สนุก… และมีข้อคิดหลายเรื่อง เช่น การเชื่อฟัง โยชูวาเชื่อฟังพระเจ้า เป็นคนที่ซื่อสัตย์ ไม่โกง ไม่ลักขโมย พระคัมภีร์สอนว่าการโกง การลักขโมยเป็นสิ่งไม่ดี ไม่ควรทำ” ความรู้สึกในวันแข่งขัน […]

เราจะอยู่เพื่ออะไร

ผมขอให้ผู้อ่านลองนึกภาพภาพหนึ่งไปพร้อมๆ กับผม แต่ไม่ต้องหลับตานะครับเพราะจะทำให้ท่านอ่านเรื่องนี้ต่อไปไม่ได้ ในภาพมีชายสองคนที่มีฐานะตำแหน่งเท่าเทียมกันทุกอย่าง และต่างก็เป็นเจ้านายของ “นางสาวแจ๋ว”ด้วยกันทั้งคู่ วันหนึ่งเจ้านายทั้งสองนี้เกิดต้องการเรียกใช้ “นางสาวแจ๋ว” พร้อม ๆ กัน “แจ๋ว” จึงวิ่งเข้าไปหาเจ้านายที่ดุกว่าก่อน แต่แล้วเสียงอีกฝ่ายหนึ่งก็ดังขึ้น แจ๋วก็รีบวิ่งขาขวิดมารับหน้าฝ่ายนี้ ทันทีนั้นนายคนแรกก็ตะโกนเรียกด้วยเสียงที่ดังกว่า แจ๋ววิ่งไปวิ่งมาทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้จะทำอย่างไรจึงจะรับใช้นายทั้งสองคนได้ในเวลาเดียวกัน ในพระธรรมมัทธิว 6:24 กล่าวว่า “ไม่มีใครเป็นข้าสองเจ้า บ่าวสองนายได้ เพราะว่าเขาจะชังนายข้างหนึ่งและรักนายอีกข้างหนึ่ง หรือเขาจะนับถือนายฝ่ายหนึ่งและดูหมิ่นนายอีกฝ่ายหนึ่ง ท่านทั้งหลายจะรับใช้พระเจ้าและเงินทองพร้อมกันไม่ได้” พระเยซูทรงสอนสาวกของพระองค์ว่าเราไม่สามารถรับใช้เจ้านายสองคนในเวลาเดียวกันได้ แท้จริงแล้วเรื่อง “ข้าสองเจ้าบ่าวสองนาย” เป็นคำพูดที่เราคุ้นเคยและเข้าใจความหมายพอสมควรอยู่แล้ว แต่ผมขอยกตัวอย่างโดยประยุกต์ใช้กับเรื่องใกล้ตัวที่เข้าใจง่ายๆ เช่น หากเราเป็นแฟนทีมฟุตบอลลิเวอร์พูล เราก็จะเหนียวแน่นกับทีมนี้และไม่เชียร์ทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด หรือคนที่อยู่ฝ่ายธรรมะย่อมไม่รับใช้ฝ่ายอธรรม ถ้าเราตัดสินใจที่จะอยู่กับทั้งสองฝ่ายก็คงจะมีปัญหาแน่ๆ ลองคิดภาพแฟนทีมลิเวอร์พูลใส่เสื้อหงส์แดง แต่กลับไปนั่งเชียร์ทีมแมนยูฯ บนอัฒจันทร์ที่มีคนใส่เสื้อผีแดง หรือภาพของคนโฆษณา “เป๊ปซี่” แต่กลับกำลังดื่ม “โค้ก” อยู่ คงจะเป็นภาพที่แปลกมากทีเดียว ผู้ที่พบเห็นก็อาจจะรู้สึกงงว่า “เอ๊ะ…จะเลือกฝ่ายไหนกันแน่” หลายคนคิดว่าพระธรรมมัทธิวตอนนี้ พระเยซูกำลังพูดกับคนจำนวนมากบนภูเขา แต่แท้จริงแล้วพระเยซูกำลังพูดกับสาวกสิบสองคนของพระองค์เท่านั้น นั่นหมายความว่าพระองค์กำลังพูดกับผู้เชื่อวางใจในพระองค์ หลายครั้งที่ชีวิตของผู้เชื่อในพระเยซูก็ตกอยู่ในสภาพเดียวกับ “แจ๋ว” ซึ่งมีนายสองคน ในชีวิตของเรามีโลกเป็นนายคอยกำหนดเวลา ตารางชีวิต โดยที่จิตใต้สำนึกเรารู้ว่าจุดมุ่งหมายและเจ้านายที่แท้จริงของเราคือพระเจ้า เมื่อเป็นเช่นนี้เราจึงวิ่งไปวิ่งมาระหว่างความต้องการของโลกและความต้องการของพระเจ้า ระหว่างความจำเป็นในการยังชีพและความต้องการในการรับใช้พระเจ้า แน่นอนที่การทำอย่างนั้นทำให้เราแต่ละคนคงจะเหนื่อยไม่น้อย […]

คุยกับพี่ไลฟ์

ไม่ได้เจอกันตั้งนาน เอาเป็นว่าพี่ขอน้องผู้อ่านว่า  ถ้าอยากให้พี่เขียนเกี่ยวกับเรื่องอะไร  ก็เขียน e – mail มาบอกกันได้เลย พี่ให้  e – mail ส่วนตัวคือ gift_life@yahoo.com เขียนมาเลย มีเรื่องอะไรก็  chat กันได้ครับ พี่ไลฟ์ จัดให้… เดือนที่ผ่านมาเราผ่านเดือนแห่งความรักมาแล้ว คงมีบางคนดีใจ บางคนเสียใจ หลายคน หวังใจ… เอาเป็นว่าในคอลัมน์วันนี้ พี่จะพูดเกี่ยวกับเรื่องความรัก น้ำพระทัยพระเจ้า และการแสวงหา เท่าที่พี่ไปค่ายอนุชนมาทั่วประเทศและต่างประเทศ พี่ได้ตอบคำถามมามากมาย (เหมือนอวดใช่มะ) แต่มีคำถามนึงที่มีทุกค่ายเลย คือ อะไรคือน้ำพระทัยพระเจ้า จะรู้ได้งัย? แฟนคนนี้ใช่  “The one” ฤาเปล่า? จะไปโรงเรียน/มหาวิทยาลัยไหน อะไรคือน้ำพระทัยพระเจ้า….เป็นคำถามที่ง่าย แต่ตอบยาก เอาเป็นว่าพี่จะค่อย ๆ ตอบให้ชัดเจนที่สุด คำถามคือ  “เราจะรู้น้ำพระทัยได้ยังไง?  คำตอบคือ ถามพระองค์เองเด่ะ!  จบแล้ว กลับบ้านได้ อ้าวทำไมงี้ละ..!? จริง ๆ แล้ว […]

คิด… เลือกคู่ดูให้เข้ม

ตอนที่ผมยังเป็น เด็กอยู่นั้นเช้าวันอาทิตย์จะเป็นวันที่ผมตื่นเช้าเป็นพิเศษ ไม่ใช่เพราะอยากดูการ์ตูนเท่านั้น แต่เพราะต้องรีบตื่นมาดักเอาหนังสือพิมพ์อ่านเป็นคนแรก คอลัมน์ที่ผมชอบอ่านมากก็คือ “ลุงหนวดหาคู่” กับ “มาลัยเสี่ยงรัก” ผมอ่านไปยิ้มไปทั้งๆ ที่ยังไม่รู้เดียงสากับเรื่องรักๆ ใคร่ๆ สักนิด คงเข้าใจแล้วใช่ไหมครับว่าทำไมผมต้องรีบลงมาอ่านเป็นคนแรก เพราะขืนใครรู้เข้าผมต้องโดนล้อแน่ๆ กว่าจะรู้เดียงสาเรื่องความรักผมก็อายุย่าง 18 ปีแล้ว ตอนนั้นผมเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 5 หากใครไม่มีแฟนหรือคนที่เป็นข่าวด้วย (สมัยนี้คงเรียกว่า กิ๊ก) จะเป็นเรื่องที่เสียฟอร์มเอามากๆ ผู้ชายทุกคนจึงต้องทำให้ตัวเองดูน่าสนใจเผื่อว่าจะมีสาวๆ มาหลงชอบบ้างสักคน วิธีการของผมคือสมัครเป็นตัวแทนแข่งขันทุกประเภทในนามของโรงเรียนแม้กระทั่งสมัครเป็นคนเชิญธงชาติทุกเช้า แย่หน่อยตรงที่วันหนึ่งผมหัวแตกแต่ยังต้องออกไปเชิญธงชาติเลยกลายเป็นที่มาของฉายาว่า “รุ่นพี่หัวปะ” ถึงจะน่าอายแต่อย่างน้อยการเป็นจุดสนใจ ก็ทำให้ผมเชื่อเอาเองว่าจะมีคนมาแอบปลื้มแอบชอบ และทำให้ผมไม่ต้องเสียฟอร์มว่าเป็นคนไม่มีแฟน?? หลายปีผ่านไปการสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนต่างเพศ โดยการเข้าไปทำความรู้จักแนะนำตัวเอง หรือการใช้ความสัมพันธ์แบบรุ่นพี่กับรุ่นน้องอย่างที่ผมคุ้นเคยเริ่มกลายเป็นเรื่องล้าสมัยเสียแล้ว ทุกวันนี้เราคงเคยได้ยินว่ามีคู่แต่งงานหลายคู่ที่รู้จักกันผ่านอินเทอร์เน็ต ยิ่งเดี๋ยวนี้มี Facebook ด้วยแล้วก็ยิ่งกลายเป็นเรื่องง่าย หนุ่มสาวสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลและรูปถ่ายได้ในเวลาอันรวดเร็ว ดูๆ ไปก็สะดวก และเหมาะสำหรับโลกในยุคปัจจุบันดี จะติดก็ตรงที่เราไม่แน่ใจว่าข้อมูลที่เราได้มานั้นมันจะเป็น Facebook หรือ Fakebook กันแน่ ดังนั้นข่าวอาชญากรทางอินเตอร์เน็ตที่เหยื่อถูกหลอกไปทำอนาจารจึงมีให้เราเห็นมากไม่แพ้กัน ส่วนใหญ่ก็เพราะหลงในรูปหล่อๆ สวยๆ และเชื่อในข้อมูลที่แปะไว้ใน Social network นั่นเอง?? ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร […]

แม่

ในเดือนสิงหาคม มีวันสำคัญคือวันแม่ ถ้าพูดถึง “แม่” ผมมีเรื่องเล่าหลายเรื่องเกี่ยวกับคุณแม่ของผม และถ้าถ  ามคุณแม่ของผม ท่านก็คงมีหลายเรื่องที่จะเล่าเกี่ยวกับผมเช่นเดียวกัน แม้ผมจะไม่ได้มีโอกาสเขียนเรื่องสนุกๆ ที่แม่ของผมแอบแกล้งผมตั้งแต่เป็นเด็ก แต่ผมก็อยากจะแบ่งปันเรื่องของคุณแม่คนสำคัญในพระคัมภีร์ที่ได้รับการยกย่องอย่างสูงสุด เป็นแง่มุมที่ยืนยันว่าคุณแม่ท่านนี้สมควรจะได้รับการยกย่องอย่างไม่มีเงื่อนไข คุณแม่ในพระคัมภีร์ท่านนี้ก็คือ “มารีย์ พระมารดาของพระเยซู” น้อยคนนักที่จะไม่รู้จักชื่อนี้ ทำไมนางมารีย์จึงมีความสำคัญมาก ทำไมพระเจ้าจึงใช้สตรีท่านนี้ในทางที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ นางมารีย์มีอะไรในตัวเธอที่พระเยซูคริสต์จึงเลือกมาเกิดจากครรภ์ของเธอ ตอนที่ผมเรียนอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ผมได้มีโอกาสทำงานพิเศษเป็นพี่เลี้ยงลูกของสามีภรรยาคู่หนึ่งที่บ้านของเขา ผมสังเกตเห็นว่าลูกตัวเล็กๆ มีความเหมือนหรือละม้ายคล้ายคลึงกับพ่อแม่ไม่เฉพาะหน้าตา แต่รวมถึงกิริยาท่าทาง การกระทำ และคำพูด เราเข้าใจได้ว่าเด็กเล็กๆ สามารถเลียนแบบได้ทุกอย่าง แต่มีบางอย่างในจิตวิญญาณที่ทำให้เด็ก  “เป็นเหมือนผู้ให้กำเนิด” เมื่อเรามาดูชีวิตของนางมารีย์และพระคัมภีร์ตอนที่กล่าวถึงชีวิตของเธอ เราจะเข้าใจได้ว่าพระเจ้าเลือกให้พระเยซูกำเนิดจากครรภ์ของนางมารีย์เพราะอะไร ในพระธรรมลูกาบทที่ 1:26-28 ใช้คำว่า “หญิงพรหมจารีย์” ซึ่งแปลว่า “หญิงบริสุทธิ์” พระเจ้าเลือกมารีย์ด้วยเหตุผลอันดับแรกคือเธอ “บริสุทธิ์” ถ้าเราดูพระลักษณะของพระเจ้าแล้ว จะเห็นว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือพระองค์บริสุทธิ์ ทุกอย่างที่พระองค์ทรงทำต้องบริสุทธิ์ ความรักของพระองค์บริสุทธิ์ ความยุติธรรมของพระองค์บริสุทธิ์ ฯลฯ ในพระธรรมเลวีนิติได้บอกเราอย่างชัดเจนว่าพระองค์ทรงต้องการให้เราบริสุทธิ์อย่างที่พระองค์บริสุทธิ์ พระเยซูต้องการแม่ผู้บริสุทธิ์ตามมาตรฐานของพระเจ้า มารีย์ต้องมีชีวิตที่บริสุทธิ์ บริสุทธิ์ทั้งการกระทำ คำพูด ความคิด และความเชื่อ เพื่อเธอจะเป็นตัวอย่างให้แก่ลูกน้อยเยซูผู้เป็นมนุษย์ 100% […]

ผมเคยเป็นโฮโม

“ถ้าเช่นนั้นแล้วเราจะว่าอย่างไร ควรเราจะอยู่ในบาปต่อไป เพื่อให้พระคุณมีมากยิ่งขึ้นหรือ อย่าให้เป็นอย่างนั้นเลย………..” (โรม 6:1-2) รักร่วมเพศเป็นสิ่งที่ฝังรากลึกอยู่ในตัวผม เป็นอะไรที่ผมไม่สามารถควบคุมได้ ผมไม่อาจหยุดนิสัยหรือเปลี่ยนแปลง ความปรารถนาที่อยู่ภายใน ผมรู้ดีว่าผมตกอยู่ในความบาป แต่สิ่งที่ผมไม่เคยรู้ คือ มันมีทางออก การที่ผมเป็นโฮโม บางส่วนคงเกิดจากอารมณ์และความปรารถนาฝ่ายกายที่ผมโหยหามาเสมอ ซึ่งทำให้ผมกลายเป็นพวกต่อต้านสังคมและถลำลึกลงไปในความบาปที่ให้ความสุขเพียงชั่วครู่และเป็นแต่เปลือกนอก ผลบั้นปลายที่ผมได้รับคือความหายนะ ผมท้อแท้ใจหมดหวังและโดดเดี่ยว ผมเคยใช้ชีวิตอยู่ในหมู่คริสเตียน แบบนักท่องเที่ยว คือแวะไปเวียนมาในระหว่างที่ตัวเองยังใช้ชีวิตแบบพวกรักร่วมเพศ ผมเหมือนคนที่แอบดูชีวิตผู้คนผ่านเลนส์กล้องถ่ายรูป คือไม่กล้าเข้าไปมีส่วนร่วมหรืออุทิศตัวจริงๆจังๆ ผมรู้สึกว้าเหว่ที่สุด ปี ค.ศ.1984 เป็นปีที่ผมเข้าไปมีความสัมพันธ์กับผู้ชายคนหนึ่ง ความสัมพันธ์ครั้งนั้นตึงเครียด เพราะผมกังวลและรู้สึกผิดในใจ แต่ผมก็มีประสบการณ์กับมัน ผมรู้แต่ว่าอย่างน้อยผมก็ได้รับสิ่งที่ต้องการ คือความรักความอบอุ่นอะไรบางอย่าง แต่แล้วหลังจากที่ผมใคร่ครวญอยู่ระยะหนึ่ง ประกอบกับตัวเองทำใจไม่ได้ ทุกอย่างเลยต้องจบลง ผมรู้สึกหดหู่มาก แล้วความรู้สึกก็เปลี่ยนเป็นความขมขื่นและการเกลียดชังตัวเองในเวลาต่อมา พระธรรมเลวีนิติ 18:22 บอกว่า “เจ้าอย่าสมสู่กับผู้ชายใช้ต่างผู้หญิง เป็นสิ่งพึงรังเกียจ” คำพูดนี้ดังก้องอยู่ในความคิดของผม มันคอยเตือนผมว่า สิ่งที่ผมกำลังทำ พฤติกรรมทุกอย่างของผม เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงสะอิดสะเอียน มีคนแนะนำให้ผมขอรับคำปรึกษา จากองค์การบางแห่ง แต่ตอนนั้นผมไม่เชื่อว่าผมจะสามารถหนีพ้นชีวิตแบบโฮโมได้ ผมได้แต่หวังว่าผม จะสามารถใช้ชีวิตอยู่กับความบาปนี้อย่างปกติสุข ผมเคยอธิษฐานหลายครั้งเกี่ยวกับปัญหานี้ แต่ผมไม่ได้รับคำตอบเลยตลอดหลายปี […]

ว้าวุ่นรัก

ในปี 2006 สมาคมพระคริสตธรรมไทย ได้รับความกรุณาจากอาจารย์วาระ มีชูธน เปิดคอลัมน์ “คุยกับพี่ไลฟ์” เพื่อนำเสนอทัศนะมุมมองชีวิตวัยรุ่น      หวังว่าคอลัมน์นี้จะเป็นรสชาติสีสันและมีคุณค่าต่อผู้อ่านทุกวัย ทุกความเชื่อ ทุกศาสนา โดยเฉพาะกับเยาวชนลูกหลานของเรา อาจารย์วาระ มีชูธน เป็นบุตรชายคนที่สองของ ศจ. ดร. นันทชัย และ ดร. อุบลวรรณ มีชูธน จบปริญญาตรีทางด้านการสื่อสารและการเรียนการสอนพระคัมภีร์ จาก Kentucky Mountain Bible College และปริญญาโททางด้านคริสเตียนศึกษา จาก Asbury Theological Seminary รัฐเคนตั๊กกี้ ประเทศสหรัฐอเมริกา ปัจจุบันเป็นศิษยาภิบาลอนุชนคริสตจักรเมืองไทย และหัวหน้าภาควิชาพลศึกษา โรงเรียนนานาชาติเซนต์ฟรานซิสเซเวียร์ กรุงเทพฯ “คุยกับพี่ไลฟ์” ตอน “ว้าวุ่นลุ้นรัก” สวัสดีครับ ลุงป้าน้าอาและพี่ๆ น้องๆ ทุกท่าน ผมชื่อวาระ มีชูธน ชื่อเล่น “ไลฟ์” ผมขออนุญาตใช้คอลัมน์นี้แบ่งปันประสบการณ์และพระพรที่ผมได้รับในช่วงวัยรุ่น เพื่อเป็นแนวทางกับหลายๆ คนที่อาจจะกำลังตัดสินใจทำอะไรสักอย่างกับตนเองและคนที่ตนรัก […]

1 4 5 6