ขอลองหน่อยสิ 3/10

ขอลองหน่อยสิ ผู้หญิงที่ผมรู้จักหลายคนตื่นเต้นกับการได้รับสินค้าตัวอย่างจากเครื่อง สำอางดังๆ สักยี่ห้อ ยิ่งถ้าได้ลองเสื้อผ้าสวยๆ หลายๆ ชุด จะทำให้เธออารมณ์ดีไปได้ทั้งวันเชียวครับ แต่สำหรับผู้ชายการได้ทดลองขับรถยนต์คันงามในโชว์รูม หรือทดลองใช้กล้องวีดีโอตัวใหม่จากร้านก็ทำให้เราเพลิดเพลินได้ไม่แพ้กัน ไม่ทราบว่าเราพอจะจำโฆษณาเจ้าบ่าวเจ้าสาวที่กำลังเข้าห้องหอได้ไหม ในโฆษณาเจ้าบ่าวแทบสลบเมื่อเจ้าสาวที่สวยงามของตัวเองดึงฟองน้ำออกมาจากหน้า อก ฟันปลอม คิ้วก็ปลอม ขนาดผมยังใส่วิก เรียกว่ามีแต่ของปลอมทั้งตัว ก่อนจะตบท้ายด้วยสโลแกนว่า “ดูให้ดีๆก่อนจะตัดสินใจ” ทุกวันนี้เราชอบทดลองสินค้าก่อนตัดสินใจซื้อมาเป็นเจ้าของ จนแทบกลายเป็นค่านิยมของสังคมไปแล้ว แต่ก็ใช่ว่าทุกเรื่องถ้าได้ลองแล้วจะดีเสมอไป เรื่องง่ายๆ ที่เรารู้ได้ว่าไม่ควรทดลองเลยนั่นก็คือยาเสพติด ทุกคนรู้ถึงโทษภัยของมันดี และไม่จำเป็นต้องไปเหยียบขี้หมาก้อนเดิมที่มีคนเคยเหยียบมาแล้ว แต่บางเรื่องก็เป็นเรื่องที่ตอบยากว่าควรหรือไม่ควรทดลองอย่างเช่นการทดลอง “อยู่ก่อนแต่ง” ที่ว่าตอบยากก็เพราะคนแต่ละคนมีจุดยืนในเรื่องนี้แตกต่างกัน เดิมผมเคยเชื่อว่ามีคนส่วนน้อยที่เห็นด้วยกับการอยู่ก่อนแต่ง เท่าที่สังเกตเห็นมักจะเป็นชนชั้นแรงงานที่เดินทางมาทำงานในเมืองห่างไกลจากวัฒนธรรมท้องถิ่นของตัวเองมานานเมื่อพอใจทั้งสองฝ่ายก็มักจะตกลงใช้ชีวิตเยี่ยงสามีภรรยา แต่เมื่อเวลาผ่านไปความคิดของผมก็เริ่มเปลี่ยน ทุกวันนี้ภาพของนิสิตนักศึกษาที่ได้ชื่อว่าเป็นชนชั้นปัญญาชนของสังคมใช้ชีวิตคู่แบบอยู่ก่อนแต่งเริ่มกลายเป็นภาพชินตาหรือแม้กระทั่งคนในวัยทำงานมีการศึกษาสูง และรายได้ที่มั่นคงหลายคนก็ตัดสินใจชีวิตอยู่ก่อนแต่งเช่นกัน เชื่อว่าผู้อ่านหลายท่านก็คงเคยพบเห็นหรือได้ยินเรื่องนี้มามากแล้ว จากการทำงานเป็นผู้ให้คำปรึกษามาเป็นเวลากว่าสิบปีผมมีโอกาสดีที่ได้พูดคุยซักถามกับหนุ่มสาวหลายคู่ที่ตกลงเลือกใช้ชีวิตคู่ก่อนการจบเป็นบัณฑิต และหนุ่มสาวหลายคู่ที่มีความมั่นคงพอจะสร้างชีวิตครอบครัวด้วยการสมรส แต่เลือกการใช้ชีวิตคู่แบบอยู่ก่อนแต่ง  ทุกครั้งที่ให้คำปรึกษาเรื่องชีวิตคู่กับคนที่อยู่ก่อนแต่ง ผมมักอ้างถึงสถิติในการวิจัยว่า 8 ใน 10 คู่ของคนที่ตัดสินใจอยู่ก่อนแต่งจะไม่ได้จบลงที่การสมรสและมักจะเลิกรากันไป แต่นั่นไม่สามารถเปลี่ยนความคิดของคนส่วนใหญ่ที่ตัดสินใจเช่นนี้ได้ถ้าท่านเป็นคนหนึ่งที่ยืนอยู่คนละฝั่งกับหนุ่มสาวเหล่านี้ท่านคงมีคำถามในใจมากมายว่า “คนพวกนี้คิดยังไงกันนะ” หรืออาจพาลคิดไปว่าคนพวกนี้ไม่มีหัวคิดผมอยากย้ำกับผู้อ่านอีกครั้งว่าหนุ่มสาวเหล่านี้หลายคนมีผลการเรียนที่ยอดเยี่ยมมาก หลายคนเป็นครูอาจารย์ที่สังคมนับหน้าถือตา ผมจึงไม่เชื่อว่าพวกเขาไม่มีหัวคิด แต่เชื่อว่ามีบางอย่างที่ทำให้เขาคิดต่างออกไป เหตุผลหลักประการแรกที่ผมพบว่าทำให้คนเลือกการอยู่ก่อนแต่งก็คือ คนศรัทธาเรื่องการแต่งงานน้อยลง คงต้องยอมรับว่าในปัจจุบันการหย่าร้างเพิ่มสูงขึ้นมาก การสมรสที่จบลงด้วยการแก่เฒ่าถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชรเริ่มมีให้เห็นกันน้อยลง บุคคลสาธารณะอย่างดาราก็มีหลายคู่ที่เริ่มต้นชีวิตสมรสด้วยความหวานชื่น […]

สำเร็จจากความล้มเหลว 2/10

สำเร็จจากความล้มเหลว สมมุติถ้ามีใครมาถามว่า “อะไรจะช่วยคุณได้ดีที่สุด เมื่อคุณต้องติดอยู่บนเกาะร้างคนเดียว?” ถ้ายังนึกคำตอบที่พอใจไม่ออก ผมอยากเสนอคำตอบให้ว่า “ทัศนคติที่ดี” ไงล่ะ (คงมีหลายคนเริ่มหัวเราะเยาะผมในใจแล้วสิ) เชื่อสิครับว่าต่อให้เรามีเรืออันทันสมัย หรือเครื่องบินที่บินเร็วกว่าเสียง แต่ไม่มีทัศนคติที่ดีสิ่งเหล่านั้นก็อาจนำให้เราหลุดพ้นจากเกาะร้าง แต่ไปเจอปัญหาที่แย่ยิ่งกว่าได้ ทัศนคติที่ดีอาจไม่ประกันว่าคุณจะออกจากเกาะร้างได้ในทันทีก็จริง แต่รับประกันได้ว่าคุณจะไม่รู้สึกแย่จนถอดใจไปก่อนอย่างแน่นอน แต่ถ้ายังรู้สึกค้านในใจ ก็ลองอ่านจนจบสิครับ ไม่แน่ว่าผมอาจทำให้คุณเชื่อเช่นนั้นจริงๆ ก็เป็นได้ เมื่อคนเราอายุมากขึ้นและเหลียวกลับไปมองอดีต หลายคนจะนึกขอบคุณความผิดหวังและล้มเหลวมากมายที่เคยเกิดขึ้น เหมือนที่เราเคยได้ยินคนพูดบ่อยๆ ว่า “สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ” ผมเป็นคนหนึ่งที่มีประสบการณ์ตรง จำได้ว่าเกือบสิบปีที่แล้วผมได้รับมอบหมายงานที่ทุกคนรู้สึกเหมือนเป็น “เผือกร้อน” นั่นคือการเป็นวิทยากรในงานสัมมนา ไม่รู้ว่าอะไรทำให้ผมยอมตอบตกลงรับเผือกร้อนชิ้นนี้มาเพราะแท้ที่จริงแล้วผม ไม่เคยทำสิ่งนี้มาก่อนเลย ผลปรากฏว่าการสัมมนาครั้งนั้นล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ผมไม่สามารถควบคุมการบรรยายได้ และเกิดการถกเถียงกันระหว่างผู้เข้าร่วมการสัมมนาเป็นวงกว้าง เรื่องนี้ทำให้ผมถึงกับนอนไม่หลับอยู่หลายวัน ไม่กี่เดือนต่อมาผมได้รับเชิญให้ไปบรรยายในโรงเรียนมัธยมชื่อดังแห่งหนึ่ง แทนวิทยากรคนหนึ่งซึ่งติดธุระด่วน ครั้งนั้นมีผู้เข้าฟังมากกว่าการสัมมนาครั้งแรกของผมถึง 50 เท่า ผมถามตัวเองหลายครั้งว่าผมควรทำอย่างไรดี จนในที่สุดมี ข้อพระคัมภีร์ข้อหนึ่งปรากฏให้ผมเห็นหลายครั้งว่า “…ถ้าพระเจ้าทรงอยู่ฝ่ายเรา ใครจะขัดขวางเราได้?”(โรม 8 ข้อ 31) ผมไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าผมตีความข้อพระคัมภีร์นี้เข้าข้างตัวเองไปหรือไม่ แต่พระเจ้าก็ช่วยให้ผมสามารถตอบตกลงรับงานนี้โดยไม่ลังเลอีก สุดท้ายการสัมมนาประสบความสำเร็จอย่างมาก มีครูอาจารย์และนักเรียนเข้ามาพูดคุยซักถามกับผมนานนับชั่วโมง ทำให้ผมกลายเป็นวิทยากรประจำของโรงเรียนนั้นมาตลอดสิบปีที่ผ่านมา ทุกวันนี้หลายคนจึงจำไม่ได้แล้วว่าผมเคยเป็นวิทยากรที่แสนจะอ่อนหัดมาก่อน วิกฤติการณ์ครั้งนี้จึงกลับกลายเป็นโอกาสทองในชีวิตของผมอย่างแท้จริง  ทุกวันนี้งานวิทยากรเป็นงานหนึ่งที่ผมทำได้อย่างมั่นใจถามว่าผมเก่งกว่าคน […]

ไปให้ไกล กว่าเดิม 1/10

ไปให้ไกล กว่าเดิม ตอนที่ผมอายุสักห้าหกขวบ ผมไม่กล้าที่จะเดินออกจากบ้านโดยไม่มีพ่อแม่ เพราะกลัวว่าหมาสีดำตัวโตของบ้านใกล้ๆ กันจะกัดเอา หลังจากอายุครบ 11 ปี ผมออกไปเล่นแถวบ้านโดยไม่กังวลอะไรอีก แม้ว่าจะเห็นหมาตัวเดิมผมก็ไม่รู้สึกกลัวเท่าเดิม จนวันหนึ่งผมถูกหมาตัวนี้กัดเข้าเต็มเหนี่ยวที่ขาซ้าย ผมในวัยเด็กสู้กับหมาตัวนี้สุดแรงเกิด สุดท้ายมันก็ยอมปล่อยคมเขี้ยวของมัน แต่ไม่รู้ว่าเพราะมันแก่หรือหนังผมเหนียวมันจึงกัดผมไม่เข้า ทิ้งไว้เพียงรอยบุ๋มลึกๆ แต่ในใจของผมร้องไชโยเสียงดังพร้อมกับบอกกับตัวเองว่า “หมาไม่เห็นจะน่ากลัวเลย” ความที่ผมไม่กลัวหมาตั้งแต่เล็กๆ ทำให้ผมกล้าจะไปเล่นไกลๆ กว่าเด็กคนอื่น (แต่พ่อแม่ผมคงไม่ค่อยชอบนักหรอก) สุดท้ายหมากับผมก็กลายเป็นเหมือนเพื่อนกัน แม้จะมีผู้ใหญ่เอาหมาตัวโตมาขู่เด็กๆ อย่างผม ผมก็ไม่รู้สึกกลัวสักนิด ผมมีโอกาสทำงานด้านการให้คำปรึกษามากว่า 10 ปี และมีโอกาสได้เข้าไปพูดคุยกับนักเรียนจำนวนมาก เมื่อทุกคนเล่าปัญหาของเขาให้ผมฟัง ผมมักจะนึกถึงข้อพระคัมภีร์ สุภาษิต บทที่ 17 ข้อ 22 ว่า “ใจร่าเริงเป็นยาอย่างดี แต่จิตใจที่หมดมานะทำให้กระดูกแห้ง” นั่นเพราะทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมาจากความเชื่อภายในจิตใจ วัยรุ่นหลายคนต้องเผชิญกับปัญหาการแยกทางกันของพ่อแม่ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่มีปัญหา หลายคนเคยต้องอยู่อย่างลำบาก และไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือ แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่กลายเป็นโจรผู้ร้าย ก่อนอื่นเราต้องยอมรับว่าปัญหาก็คือปัญหา เราจะแสร้งทำเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นไม่ได้เลย แต่เราสามารถเลือกได้ว่าจะจมกับปัญหาไปเรื่อยๆ หรือเลือกจะหลุดจากวังวนของปัญหา ผมในวัยเด็กคงไม่สามารถออกจากบ้านได้ ถ้าผมเอาแต่คิดว่าหมาดำตัวนั้นจะฆ่าเด็กอย่างผม และแม้สุดท้ายจะโดนหมากัดเข้าจริงๆ มันก็ไม่สามารถฆ่าผมได้ อย่างมากก็แค่เจ็บ […]

อย่าอยู่ อย่าง อยาก 4/09

อย่าอยู่ อย่าง อยาก เป็นเรื่องจริงที่ว่าร่างกายของมนุษย์จะส่งสัญญาณเตือนเมื่อร่างกายขาดบางสิ่งบางอย่าง เป็นต้นว่า เรารู้สึกกระหายน้ำมากเวลาที่เราเล่นกีฬาและสูญเสียน้ำในร่างกายหรือรู้สึกเหนียวตัวอยากอาบน้ำหลังจากทำงานมาทั้งวัน แต่สัญญานนั้นบางครั้งก็มากเกินพอดี ผมเรียกมันว่า “ความอยาก” ถ้าเราไม่เรียนรู้ในการ “อย่าอยู่อย่างอยาก”เราจะมีชีวิตที่ “อยู่ยากอย่างยิ่ง” ผมจึงหวังว่าเรื่องนี้จะสามารถสะกิดใจให้ทุกท่านทบทวนตัวเองว่า ทุกวันนี้เราอยู่อย่างอยากมากน้อยเพียงใด ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า “ความอยาก” ที่เราจะพูดถึงกันต่อไปนี้คือ “ความต้องการที่มากเกินความจำเป็น หรือเกินความพอดีของชีวิต” ความอยากสามารถสร้างปัญหาให้กับชีวิตเราได้แทบทุกด้าน และกับทุกคน ไม่เว้นแม้แต่ตัวผมเอง ผมมีปัญหาอยากกินอยู่เรื่อย แม้บางครั้งทานอิ่มแล้วแต่พอเห็นเค้กช็อกโกแลต หรือไอศกรีมนม กลิ่นหวานหอมของมันทำให้ผมเป็นต้องอดไม่ได้ทุกที ผลก็คือทุกวันนี้ผมอ้วนขึ้นมาก จนคนใกล้ตัวบอกว่าผมไม่มีเส้นขอบหน้า(เพราะอ้วนจนคอกับหน้ารวมเป็นเนื้อเดียวกัน) วัยรุ่นหลายคนเก็บเงินซื้อกีตาร์ไม่ได้ซักทีก็เพราะอดไม่ได้กับการไปดูหนังกับเพื่อนๆแทบทุกวัน  ที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือพวกอยากรวยแบบผิดๆ แน่นอนครับว่าการมีฐานะดีกว่าคนอื่นไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่คนที่อยากรวยแบบผิดๆไม่ได้ก่อร่างสร้างตัวตามอย่างที่คนประสบความสำเร็จทำกัน แต่คนพวกนี้มักเสี่ยงกับการพนัน แทงบอล เล่นหวย ผมเคยเห็นมานักต่อนักแล้วว่าจุดจบของนักพนันนั้นไม่เป็นอย่างที่พวกเขาคิดฝันในตอนแรก แต่เต็มไปด้วยน้ำตาและคำแช่งด่าจากคนรอบข้าง ถามว่าทำไมเราจึงต้องฝึกควบคุมความอยากของตนเองด้วย นั่นก็เพราะว่าความอยากจะเติบโตขึ้นเรื่อยๆตามการตามใจของคนๆนั้น ถ้าเราไม่เรียนรู้ที่จะควบคุมมันในวันนี้ เราจะเป็นเหมือนคนลงแดงจากการติดยาเสพติด และไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ง่ายๆ อีกต่อไป ในความเชื่อของคริสเตียนบอกไว้ในพระธรรมกาลาเทีย 5 ข้อ 24 ว่า “ผู้ที่อยู่ฝ่ายพระเยซูคริสต์ได้เอาเนื้อหนังกับความอยาก และตัณหาของเนื้อหนังตรึงไว้ที่กางเขนแล้ว” หมายความว่าเราต้องเอาชนะความอยากของตนเองให้ได้ แต่การทำเช่นนี้เป็นวินัยในชีวิตที่เราต้องทำอยู่เสมอ  เหมือนคนที่ต้องการเอาชนะความโลภก็ต้องฝึกให้ตัวเองซื่อสัตย์ในเงินจำนวนเล็กน้อยเสียก่อน จึงจะสามารถอดใจต่อทรัพย์สินจำนวนมากได้   อย่าไปเชื่อว่าคนรวยจะไม่โกง […]

ฝันไกลถ้าไม่เข้าใจก็ไปไม่ถึง 3/09

ฝันไกลถ้าไม่เข้าใจก็ไปไม่ถึง ระยะนี้ผมมีโอกาสได้ศึกษางานวิทยานิพนธ์อยู่บ่อยๆ บ้างก็มีเพื่อนที่เรียนปริญญาโทมาขอให้ช่วยอ่านงานที่เขาจะส่งอาจารย์ หรือบางทีก็เป็นผมเองที่สนใจในหัวข้อวิจัยนั้นๆจนอดหยิบขึ้นมาอ่านไม่ได้ หากท่านผู้อ่านเป็นคนหนึ่งที่มีโอกาสสัมผัสงานเหล่านี้คงจะเห็นด้วยกับผมว่ามีเรื่องหนึ่งที่คนสนใจศึกษาในเด็กวัยรุ่นกันมาก เรื่องนั้นก็คือ “แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์”   แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ (วิกิพีเดีย,2009) หมายถึง แรงจูงใจที่เป็นแรงขับให้บุคคลพยายามที่จะประกอบพฤติกรรมที่จะประสบสัมฤทธิ์ผลตามมาตรฐานความเป็นเลิศที่ตนตั้งไว้ ในการศึกษาวิจัยมักจะวัดผลเรื่องแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์นี้จากผลการเรียน หรือผลจากการตอบแบบสอบถามทางจิตวิทยา ผมขอใช้ภาษาง่ายๆ อธิบายแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ว่า “แรงแห่งความใฝ่ฝัน” ดังนั้นวัยรุ่นที่มีแรงใจนี้มากย่อมพยายามและอดทนเพื่อไปสู่เป้าหมาย จึงดูเหมือนว่าเราควรสนับสนุนให้เด็กวัยรุ่นมีสิ่งนี้กันมากๆ แต่นั่นก็เป็นความจริงเพียงครึ่งเดียว ซึ่งภาพสะท้อนจากสังคมไทยที่ชัดเจนก็คือวัยรุ่นหลายคนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่หิวกระหายความสำเร็จ แต่สร้างความเดือดร้อนให้กับสังคมมากมาย นั่นเพราะเขาไม่ได้รับการสอนถึงสิ่งที่พึงระวังเพื่อก้าวไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริง ซึ่งผมจะขอหยิบยกเอาพระธรรมสุภาษิตบทที่ 22 ที่ได้ให้คำเตือนที่มีค่าและนำไปใช้ได้จริงดังนี้ ประการแรก ที่เราต้องตระหนักก็คือ “เป้าหมายที่ดีที่สุดคืออะไร” เป้าหมายชีวิตที่ชัดเจนและมีคุณค่ามากพอย่อมสร้างแรงจูงใจในการดำเนินชีวิตให้เต็มไปด้วยพลัง แต่เราจะทราบได้อย่างไรว่าอะไรคือเป้าหมายที่ดีที่สุด พระธรรมสุภาษิต 22:1 พูดถึงเรื่องนี้ไว้ว่า “ชื่อเสียงดีเป็นสิ่งควรเลือกยิ่งกว่าความมั่งคั่งมากมาย และซึ่งเป็นที่โปรด-ปราน ก็ดีกว่ามีเงินหรือทอง” การกำหนดเป้าหมายที่ถูกต้องเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะนั่นหมายถึงการกำหนดทิศทางทั้งหมดในชีวิตของเราด้วย คงเป็นเรื่องไม่สนุกแน่เมื่อนักปีนเขาสามารถปีนมาถึงยอดเขาได้ แต่กลับมารู้ทีหลังว่าพวกเขาปีนเขาผิดลูก ผมเคยพูดเล่นกับเพื่อนๆ ว่า “เงินซื้อไม่ได้ทุกอย่างในโลกหรอก แต่ก็ซื้อได้หลายอย่างนะครับ” นั่นสะท้อนให้เห็นว่าเรื่องทรัพย์สินเงินทองมีความสำคัญกับพวกเรามากขึ้นทุกวัน จนมันเริ่มกลบรัศมีสิ่งที่เราควรจะสนใจกันจริงๆ ผมมีโอกาสได้ฟังคำเทศนาของน้องคนหนี่งซึ่งเตือนใจผมมาก เขาพูดถึงพระธรรมวิวรณ์ซึ่งบรรยายลักษณะของสวรรค์ เช่น ถนนเป็นทองคำ และยังมีเพชรนิลจินดามากมาย เขาถามเราว่าถ้าเราเก็บเศษอิฐเศษปูนที่ทำถนนมาไว้ที่บ้านมากๆ มันน่าตลกหรือไม่ ดังนั้นเราจะเก็บทรัพย์สมบัติในโลกนี้ไปมากเกินพอเพื่ออะไร เพราะอีกหน่อยมันก็คือเศษถนนของแผ่นดินสวรรค์ ซึ่งมีมากจนไม่ได้ดูมีค่าอะไรเลย ผมเห็นด้วยกับคำเตือนใจนี้ และอยากแบ่งปันว่าอีกว่าเรื่องที่เด็กวัยรุ่นจะให้ความสำคัญกับอะไรในวันหน้า ขึ้นอยู่กับว่าชีวิตของผู้ใหญ่ที่อยู่รอบข้างเขาในวันนี้ให้ความสำคัญกับอะไร […]

วัยรุ่นใจยักษ์ 2/09

วัยรุ่นใจยักษ์  ถ้ากำลังอยากอ่านเรื่องพฤติกรรมของวัยรุ่นที่โหดเหี้ยม ชอบสร้างปัญหา ผมคงทำให้ผิดหวังแล้วล่ะครับ แต่ถ้าท่านเป็นวัยรุ่น หรือมีวัยรุ่นที่ต้องดูแล ผมมีความจริงที่อยากเล่าสู่กันฟังว่ามียักษ์อยู่ในใจของวัยรุ่นจริงๆ ยักษ์ตนนี้ถ้าท่านไม่เข้าใจมันจะกลายเป็นเหมือนทศกัณฐ์ ที่สร้างความเดือดร้อนจนกลายเป็นสงครามเหมือนในวรรณคดีรามเกียรติ์ แต่หากท่านเข้าใจและใส่ใจอย่างถูกวิธี ยักษ์ตัวนี้จะทำให้วัยรุ่นเหมือนจินนี่ ที่สามารถให้พรวิเศษแก่ชีวิตคุณได้ทีเดียว  “อย่าให้ใครหมิ่นประมาทความอ่อนวัยของท่าน แต่จงเป็นแบบอย่างแก่บรรดาผู้เชื่อ ทั้งในด้านวาจาและการประพฤติ ทั้งในด้านความรัก ความเชื่อ และความบริสุทธิ์” (1 ทธ.4:12) เป็นพระคำที่อาจารย์เปาโลฝากไว้กับวัยรุ่นที่ชื่อทิโมธี ต้องยอมรับว่านี่เป็นเรื่องจริงที่เรามักได้ยินว่าคนอายุน้อยมักถูกสบประมาทว่าไม่สามารถสร้างความสำเร็จได้ คำดูถูกที่เรามักได้ยินบ่อยๆ ก็คือ “โธ่เอ๊ย พวกเด็กปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม” “อายุแค่นี้จะทำอะไรเป็น” คำพูดหมิ่นประมาทเหล่านี้จะว่าไปก็พอมีสาเหตุที่ทำให้คิดอย่างนั้นได้นั่นเพราะวัยนี้ยังมีการพัฒนาที่สมองส่วนหน้าไม่เต็มที่ ทำให้วัยรุ่นมีลักษณะนิสัยใจร้อนเมื่อเทียบกับวัยอื่นๆ เมื่อใจร้อนก็อาจไม่รอบคอบหรือมีเรื่องมีราวได้ง่าย อย่างที่เราเคยได้ยินว่าบางครั้งแค่มองหน้ากันแล้วไม่ถูกชะตา ก็ชักปืนขึ้นมายิงได้ง่ายๆ ข้อพระคำตอนนี้สะท้อนความเชื่อที่สังคมมีต่อวัยรุ่น และไม่เพียงแต่ในยุคอดีตเท่านั้นความเชื่อนี้ยังคงมีอยู่ในปัจจุบันด้วย แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ สิ่งที่วัยรุ่นทำได้ไม่เพียงแต่ไม่ให้ใครหมิ่นประมาท หรือดูถูกเท่านั้น แต่ยังสามารถเป็นแบบอย่างให้กับคนอื่นๆ ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงวัยใดได้อีกด้วย และในทุกๆ ด้าน สิ่งนี้เป็นเรื่องที่เป็นจริงได้หากเรารู้เท่าทันและหมั่นฝึกฝนตัวเองอยู่เสมอ เพราะผมบอกแล้วว่าวัยรุ่นทุกคนมียักษ์อยู่ในตัวเอง ซึ่งหมายถึงพลังงานและทรัพยากรภายใน ลองคิดดูสิครับว่าวัยไหนที่มีเรี่ยวแรงมากที่สุด ขนาดที่ว่าอดนอนสามคืนก็ยังไหว (แต่ไม่แนะนำให้ทำนะครับ) วัยไหนที่มีทั้งความสามารถในการเรียนรู้แบบเด็กๆ และความรับผิดชอบแบบผู้ใหญ่ผสมผสานกัน ถ้าจะเปรียบไปวัยรุ่นก็เหมือนรถยนต์ที่แรงม้ามากๆ วิ่งเร็ว แต่สิ่งที่ยากก็คือการควบคุมรถคันนี้ไม่ให้ตกไหล่ทางหรือพุ่งชนรถคันอื่นเสียก่อนที่จะถึงเส้นชัย ผมจึงอยากหยิบยกข้อคิดที่วัยรุ่นและผู้ที่ใกล้ชิดวัยรุ่นจะนำไปปรับใช้ได้ ในพระคัมภีร์ตอนนี้ได้เตือนให้เราเป็นแบบอย่างแก่คนอื่นใน 5 ด้านด้วยกันและด้านต่างๆ นี้เองที่จะนำวัยรุ่นสู่ความเป็นเลิศ เป็นคนที่มีใจใหญ่ ใจยักษ์ในทางที่ดี […]

วัยรุ่นล้มละลาย 1/09

วัยรุ่นล้มละลาย “ล้มละลาย!  ไม่เห็นจะเกี่ยวกับวัยรุ่นเลย” นี่อาจเป็นความรู้สึกแรกที่เกิดขึ้นเมื่ออ่านชื่อเรื่องนี้ก็เป็นได้  ใครๆก็มักคิดว่าวัยหนุ่มสาวเป็นวัยแห่งการเริ่มต้น  เป็นวัยแห่งการสร้างสรรค์ และมีเวลาอีกมากที่จะเรียนรู้ชีวิต  เชื่อเถอะครับว่าทีแรกผมเองก็ไม่ได้เห็นต่างไปจากผู้อ่านทุกท่านนักหรอก  แต่ไม่แน่ว่าเมื่ออ่านจนจบแล้วท่านอาจเริ่มเห็นด้วยกับผมขึ้นมาบ้าง เรามักใช้คำว่า “ล้มละลาย” กับคนที่มีหนี้สินมากจนรับผิดชอบไม่ไหว  แม้แต่ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานก็ให้ความหมายที่คล้ายๆกันคือ “สิ้นเนื้อประดาตัว  หมดทรัพย์สมบัติของตัวฯ”  เพราะเรามักพูดถึงการล้มละลายในแง่ทรัพย์สินเงินทอง  แต่การล้มละลายในวัยรุ่นเป็นสิ่งที่แตกต่างออกไป  การล้มละลายที่สำคัญในชีวิตของเยาวชน  เป็นการล้มละลายเรื่องเวลานั่นเอง เมื่อคืนวานผมไปที่คริสตจักรสาธร  ได้ฟังอาจารย์สตีเฟ่น เหลียงพูดถึงเรื่องเวลาไว้อย่างน่าสนใจ  ลองคิดตามนะครับว่าถ้าเรามีรายได้ 1,440 บาทต่อวัน(43,200/เดือน)  เราจะบริหารการใช้เงินของเราอย่างไร  บางคนอาจเอาไปซื้อเสื้อผ้าสวยๆสักชุด  แต่บางคนกลับเลือกออมไว้และใช้เฉพาะเท่าที่จำเป็น  บางคนนำไปลงทุนให้เกิดกำไรก็มี  บางคนคงเริ่มสงสัยแล้วว่ามันเกี่ยวกับเวลายังไง?  เกี่ยวข้องอย่างมากครับ!  ท่านทราบไหมครับว่าเราทุกคนมี 1,440 นาที/วัน เท่าๆกัน  วิธีการใช้เวลานี่เองที่ทำให้วัยรุ่นสามารถกลายเป็นคนล้มละลายได้ จอร์จ ซานตายานา(ร้อยแปดพันเก้า ,2002) กล่าวว่า “บุคคลซึ่งไม่ยอมเรียนรู้จากประวัติศาสตร์  เขาผู้นั้นก็กำลังเรียนรู้ที่จะผิดซ้ำรอยเดิม”  ถ้าเราจะเรียนรู้เรื่องล้มละลายย่อมต้องเรียนรู้จากคนล้มละลาย  คนกลุ่มหนึ่งที่ล้มละลายทางเวลามากที่สุดก็คือ “กลุ่มเสพติดไซเบอร์” เด็กกลุ่มนี้จะเริ่มจากการใช้เวลากับอินเทอร์เน็ตอย่างมาก  บางคนเล่นเกมออนไลน์วันละ 5-6 ชั่วโมง  บางคนก็แชทได้ทั้งคืน  จากนอนน้อยและมีเวลาเรียนน้อยก็เริ่มไม่นอนและไม่ยอมไปโรงเรียน  น้องนิ(นามสมมติ)เป็นวัยรุ่นคนหนึ่งที่มีปัญหานี้  ตอนที่ผมเข้าไปให้การช่วยเหลือ  น้องนิไม่ได้นอนมากกว่า 10 วันแล้ว  […]

เด็กที่ชื่อ เขาจับส้นเท้า 2/08

เด็กที่ชื่อ เขาจับส้นเท้า ในชีวิตของผม ผมเคยโดนด่าว่าหลายอย่าง เพราะผมเป็นเด็กขี้เล่น การด่าว่าของแต่ละคนก็ต่างกันไป แต่การที่ด่าแล้วทำให้เจ็บใจจริง ๆ คือ การด่าว่าที่ตัวตน ไม่ใช่การกระทำหรือความคิด การล้อเลียนชื่อเล่นก็อาจดูสนุกในหมู่เพื่อนฝูง แต่ในความเป็นจริงมันก็รู้สึกเจ็บไม่น้อย ทำไมการล้อเลียนชื่อจึงรู้สึกเจ็บและโดนรู้มั้ยครับ เพราะชื่อเราคือตัวเราและสิ่งที่เราเป็น ตอนเด็ก ๆ ครูเรียกผมว่า วา-เละ (จริง ๆ คือ วาระ) ผมทั้งอาย ทั้งเจ็บใจ เพราะว่าชื่อที่ล้อเลียนนั้นบ่งบอกว่าผมเป็นใคร ยาโคบตอนเด็ก ๆ ก็คงถูกด่าว่า หรือกระแนะกระแหนบ่อย ๆ เพราะตอนยาโคบคลอด เขาเอามือจับที่ส้นเท้าของพี่ชายฝาแฝดตามออกมา ในชีวิตของยาโคบก็อาจถูกพี่ล้อเลียน รวมถึงพ่อ แม่ ก็คงมีการแซวกันบ้าง แต่ที่สำคัญให้ท่านผู้อ่านลองคิดดูว่า ถ้ายาโคบไปโรงเรียนโดยมีชื่อว่า “เด็กส้นเท้า”  ชีวิตของยาโคบจะรู้สึกแย่มากขนาดไหน ชีวิตของยาโคบมีแต่การไขว่คว้า ด้วยว่ามือของยาโคบนั้นแข็งแรงและอยู่ไม่สุขเที่ยวคว้าโน่นคว้านี่ เรามาดูกันว่าในชีวิตของยาโคบ เขาคว้าอะไรบ้าง? ยาโคบ คว้าส้นเท้าของพี่  พี่ชายคลอดก่อนแต่ยาโคบคงอยากออกก่อนเลยจับเท้าพี่ตามออกมาเลย ผมเคยอยู่ในห้องคลอดกับภรรยา เมื่อตอน CJ ลูกสาวผมคลอด ผมรับรองได้เลยว่า เด็กที่สามารถใช้กล้ามเนื้อได้ในทันทีเมื่อคลอดนั้นคงหาได้ยากมาก ผมว่าน่าจะต้องอายุราวสัก 6 เดือน […]

ตอนบัลลังก์ชีวิต 4/07

ตอนบัลลังก์ชีวิต สวัสดีครับ คุณผู้อ่านทุกๆ ท่าน ในช่วงเทศกาลคริสตมาสนี้คุณมีแผนจะไปเที่ยวที่ไหนหรือทำอะไรกันบ้างครับ ตัวผมเองไม่สามารถคิดไกลไปถึงวันหยุดแค่คิดว่าจะผ่านแต่ละอาทิตย์ไปได้อย่างไร ก็หนักหนาเอาการอยู่แล้วครับ ยิ่งใกล้วันคริสตมาสผมก็ยิ่งเหนื่อย เพราะรับเชิญไปร่วมงานคริสตมาสเพื่อแบ่งปันและร้องเพลงหลายแห่งมาก แต่ก็ดีนะครับ ผมจะได้เข้าใจถึงความรู้สึกของมารีย์และโยเซฟว่าทั้งสองต้องเหน็ดเหนื่อยเพียงใด เมื่อต้องเดินทางไปในทะเลทรายเพื่อไปจดทะเบียนสำมะโนครัว เอาละครับผมว่าเข้าเรื่องเลยดีกว่า… ไม่นานมานี้ผมพากลุ่มอนุชนไปเข้าค่ายที่ชะอำ เรามีเกมหนึ่งที่สามารถเล่นได้ไม่ยากนักในเวลาที่จำกัด ผมประกาศว่า “ใครสามารถสร้างปราสาททรายใหญ่และแข็งแรงที่สุด จะชนะและได้แต้ม” น้องๆ ทั้ง 5 กลุ่มต่างช่วยกันสร้างปราสาท โดยไม่รู้เลยว่าที่จริงแล้วพี่ไล้ฟ์ต้องการเวลาพักบ้าง ขณะนั่งดูน้องๆ ผมสังเกตปฏิกิริยาของแต่ละกลุ่ม บางกลุ่มเน้นที่ความใหญ่จึงวิ่งตีเส้นขอบปราสาททรายจากหัวหาดถึงท้ายหาด บางกลุ่มเน้นความสูง บางกลุ่มเน้นความสวยงาม (มีสระว่ายน้ำด้วย) ผมสังเกตว่าเมื่อกลุ่มอื่นเดินผ่านหรือแวะมาดูอีกกลุ่มหนึ่ง เจ้าของกลุ่มจะปกป้องไม่ยอมให้ใครเข้ามาใกล้เขตของตน “นี่กลุ่มของฉัน” “เธอไม่เกี่ยว” “ไปไกลๆ เลย” ผมเห็นแล้วก็แอบยิ้ม พร้อมทั้งดื่มน้ำเย็นๆ ใต้ร่มไม้รอน้องๆ ทำให้เสร็จ น่าประหลาดใจว่าช่วงเวลาเช่นนี้ผมได้พบความจริงบางประการที่ผมไม่เคยรู้มาก่อน และเพิ่งมาตระหนักว่าเป็นเรื่องฝ่ายวิญญาณที่เราหลายคนมองไม่เห็น เป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ๆ และอยู่ในตัวเรานี่เอง เมื่อ 2000 กว่าปีมาแล้ว กษัตริย์เฮโรดได้สร้างอาณาจักรของตน ท่านได้รับตำแหน่งกษัตริย์ มีความยิ่งใหญ่ พลัง อำนาจ ทุกสิ่งทุกอย่างในประเทศนั้นเป็นของท่าน เรียกได้ว่าตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ เนื่องจากผมสอนวิชาประวัติศาสตร์ที่โรงเรียนนานาชาติแห่งหนึ่ง ทำให้ผมได้รู้ว่าฟาโรห์คนแรกของอียิปต์คือ […]

คริสเตียนกับความกลัว 2/07

คริสเตียนกับความกลัว หลายท่านที่ได้ติดตามอ่านบทความของผมในคริสตสายสัมพันธ์ อาจคิดว่าเรื่องบางเรื่องไม่เห็นจะเกี่ยวอะไรกับชีวิตของตนเองเลย แต่ในวันนี้ผมรับรองว่าเกี่ยวแน่ๆ เกี่ยวอย่างมาก และมีผลกระทบอย่างยิ่งต่อการดำเนินชีวิตคริสเตียน นั่นคือ “คริสเตียนกับความกลัว” คริสเตียนหลายคนอาจคิดว่า “ฉันไม่กลัว” แต่วันนี้ผมอยากจะพูดถึงความจริงเรื่องหนึ่งคือ “ทุกคนล้วนแต่มีความกลัวกันทั้งนั้น” แต่จะมีวิธีแสดงออกต่างกัน แท้จริงแล้วคนที่บอกว่าไม่กลัวอะไรนั้น กลับน่าเป็นห่วงที่สุด เพราะความไม่รู้จักกลัวอาจทำให้เขามองข้ามสิ่งที่ไม่ดี ไม่ระวังอันตราย และไม่ระวังระไวต่อความเสี่ยงที่มีผลกระทบโดยตรงต่อตนเองและผู้อื่น เมื่อพูดถึงเรื่องความกลัวแล้ว ผมมีคำถามหนึ่งคือ “เรากลัวอะไร” บางคนอาจบอกว่ากลัวแมลงสาบ กลัวผี กลัวความมืด กลัวอนาคต กลัวใจตัวเอง (ฟังดูน้ำเน่านะครับ) กลัวภรรยา (หลายคนอาจจะถามว่ารวมตัวผมด้วยใช่ไหม ผมก็แค่เกรงใจเธอเท่านั้นแหละครับ) ที่จริงแล้วผมกลัวความจนและกลัว ความสูง ตอนที่ผมยังเรียนปริญญาโทอยู่ที่อเมริกา ผมมีโอกาสเดินทางไปเยี่ยมแฟน (ปัจจุบันคือภรรยาผมนี่เองครับ) ที่รัฐ California กับเพื่อนๆ พวกเราไปเที่ยวสวนสนุกด้วยกัน แฟนผมพาผมไปต่อแถวเครื่องเล่นหนึ่งซึ่งผมไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่มีคนต่อแถวกันยาวมาก เราใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงกว่าจะได้ตั๋ว พอผมรู้ว่ามันคือรถไฟเหาะตีลังกาที่มีกำลังเหวี่ยงแรงที่สุด โดยจะหมุนเป็นเกลียว 6 รอบติดกัน ผมแทบลมใส่ จะถอนตัวก็ไม่ได้เพราะกลัวจะเสีย “แมน” (หมดท่าความเป็นลูกผู้ชาย) ในใจผมกลัวสุดขีด น้ำตาและของเหลวบางอย่างในร่างกาย (คงเดากันได้นะครับว่าเป็นอะไร) เกือบไหลออกมา ผมกลัวจนขาสั่น […]

1 3 4 5 6