พร้อมแค่ไหน? ถ้าให้เป็นตัวจริง 3/18

พร้อมแค่ไหน? ถ้าให้เป็นตัวจริง ไม่ว่าเราจะชอบฟุตบอลหรือไม่ การแข่งขันฟุตบอลโลกที่มีเพียง 4 ปีครั้งก็ย่อมทำให้ทุกสายตาบนโลกจับจ้องไปที่ประเทศรัสเซีย เจ้าภาพฟุตบอลโลกปี 2018 และคงปฏิเสธไม่ได้ว่าในนัดเปิดสนามรัสเซียเจ้าบ้าน พบ ซาอุดิอาระเบีย คือค่ำคืนที่ทุกคนรอคอย ในฐานะเจ้าภาพรัสเซียถูกคาดหวังให้เปิดสนามด้วยชัยชนะ แต่เหมือนลางร้ายมาเยือนเมื่อนักเตะตัวความหวังอย่าง อลัน ซาโกเยฟ เจ็บหนักตั้งแต่ยังไม่หมดครึ่งแรกด้วยซ้ำ ถ้าย้อนกลับไปในเวลานั้นผมเชื่อว่าคนรัสเซียคงเริ่มตระหนกว่าเทพีแห่งชัยชนะกำลังจะบินหนีไปเสียแล้ว แต่แล้วตัวสำรองอย่าง    เดนิส เชรีเชฟ ไม่เพียงแต่นำชัยชนะมาสู่ทีม แต่เขาลงมาทำสองประตู จนประเทศตัวเองเปิดตัวด้วยชัยชนะที่เกินความคาดหมายถึง 5-0 และกลายเป็นผู้เล่นที่ดี ที่สุดในค่ำคืนนั้น และกลายเป็นวีรบุรุษของชาติในชั่วข้ามคืน . ผมมีโอกาสไปเทศนาหรือบรรยายทางจิตวิทยาให้กับนักกีฬาในโรงเรียนหลายแห่งเป็นครั้งคราว ทำให้ผมได้เห็นถึงการแข่งขันภายในที่มีความกดดันค่อนข้างสูงของนักกีฬาทุกประเภท นั่นเพราะนักกีฬาตัวสำรองมีปริมาณมากกว่าเป็นหลายเท่าเมื่อเทียบกับนักกีฬาตัวจริง และโอกาสที่จะได้ลงเป็นตัวจริงนั้นยากลำบากเหลือเกิน และสิ่งนั้นอาจกลายเป็นความท้อใจที่กัดกร่อนคนที่กำลังต่อสู้เพื่อความสำเร็จในชีวิตอยู่ก็เป็นได้ บางคนอาจถึงกับหมดความมุมานะ ไม่อยากซ้อม ไม่อยากทำอะไร เพราะคิดแต่ว่าตัวเองคงไม่มีโอกาสได้ลงสนาม และสิ่งนั้นเองทำให้ช่องว่างระหว่างนักกีฬาตัวจริงกับตัวสำรองยิ่งห่างออกไปเรื่อยๆ พอๆ กับโอกาสที่พร้อมจะหลุดหายไปเมื่อเราได้ลงสนามแต่ไม่มีความพร้อมแม้แต่น้อย . พระคัมภีร์ได้บันทึกเรื่องราวของเด็กชายตัวเล็กๆ คนหนึ่งที่ไม่เคยอยู่ในสายตาของใคร เขาได้ก้าวขึ้นมาเป็นตัวจริงที่พระเจ้าทรงเลือกสรร กลายเป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของอิสราเอล ผู้สร้างตำนานล้มยักษ์โกลิอัท และเป็นบรรพบุรุษผู้ได้รับเกียรติเป็นวงศ์วานของพระเยซูคริสต์ อะไรคือเคล็ดลับความสำเร็จที่พระเจ้าทรงอวยพรครั้งนี้ผมอยากชวนเรามาเรียนรู้ด้วยกัน ในพระธรรม 1 ซามูเอล บทที่ 16 […]

อธิษฐาน กับการควบคุมฝ่ายกาย 2/18

อธิษฐาน กับการควบคุมฝ่ายกาย คนที่ทำงานด้วยกัน หรือเพื่อนๆ มักมอง ว่าผมเป็นคนใจเย็น ซึ่งแตกต่างจากตัวผมตอนวัยรุ่นมาก เพราะสมัยที่ยังเรียนชั้นมัธยมศึกษาผมมีเรื่องชกต่อยบ่อยมาก เพราะเดิมเป็นคนรูปร่างผอมและค่อนข้างเตี้ยกว่าคนอื่นๆ ในชั้นเดียวกัน คนจึงมักมาหาเรื่องอยู่บ่อยๆ แต่ผมก็เป็นคนไม่ยอมคน ทำให้มีเรื่องทุกครั้งที่เขม่นกัน ไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะตัวใหญ่กว่า ถ้าเข้ามาท้าทายผมก็พร้อมที่จะลุยเสมอ และนี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ผมชอบออกกำลังกาย โดยเฉพาะการต่อยมวย ดีว่าวัยรุ่นสมัยผมนั้นถ้าไม่ใช่เรื่องใหญ่โกรธเคืองอะไรกันนักก็แค่ท้าต่อยกันแบบลูกผู้ชาย ตัวต่อตัว นานๆ ครั้งถึงจะมีถูกรุมกระทืบบ้าง แต่ก็ไม่เคยหนักขนาดใช้อาวุธ ถ้าใครเห็นผมสมัยนั้นแล้วคงไม่เชื่อว่าจะกลายเป็นคนใจเย็นไปได้ . เมื่อผมได้เรียนจิตวิทยาและศึกษาเกี่ยวกับการทำงานของสมองมนุษย์ จึงเริ่มเข้าใจเกี่ยวกับความเป็นคนใจเย็นและใจร้อน นั่นเพราะในช่วงวัยเด็กและวัยรุ่นสมองส่วนกลางมีอิทธิพลสูง เรามักตอบสนองทุกสิ่งไปตามอารมณ์และการถูกกระตุ้น จะให้อยู่ในระเบียบก็ต้องใช้การบังคับให้เกรงกลัว แต่ไม่เข้าใจนักเรื่องเหตุผล จนเราเริ่มเข้าอายุช่วงสิบเก้าหรือยี่สิบ สมองส่วนหน้าพัฒนาขึ้นและมีอิทธิพลให้เราไตร่ตรอง ชั่งข้อดีข้อเสียก่อนการตัดสินใจใดๆ ลงไป นั่นทำให้คนเราเมื่อมีอายุมากขึ้นจะดูเหมือนใจเย็นลงไปมากทีเดียว อย่างไรก็ดีมันก็ยังมีความเกี่ยวข้องกับนิสัยเดิมในวัยเด็กของเราอยู่ด้วย แม้จะดูเยือกเย็นลงมีเหตุผลมากขึ้นเมื่อเทียบกับตัวเองในอดีต แต่ในสายตาของผู้คนอาจยังรู้สึกว่าคนๆ นั้นยังใจร้อนอยู่ . มีพระคัมภีร์อยู่ข้อหนึ่งที่สะดุดใจผมมากนั่นคือ พระธรรมมัทธิว 26:41 ซึ่งบันทึกว่า “ท่าน​ทั้ง​หลาย​จง​เฝ้า​ระวัง​และ​อธิษ​ฐาน​เพื่อ​จะ​ไม่​ถูก​ทด​ลอง จิต​วิญ​ญาณ​พร้อม​แล้ว​ก็​จริง แต่​กาย​ยัง​อ่อน​กำ​ลัง” ผมแปลกใจก็เพราะพระเยซูคริสต์ตรัสกับสาวกว่าการอธิษฐานภาวนา ช่วยให้ร่างกายที่อ่อนกำลังมีความพร้อม อ่านตรงนี้ดีๆ นะครับ การอธิษฐานมีผลกับการควบคุมฝ่ายกายของเรา ที่ผมตื่นเต้นก็เพราะมันตรงกับหลักการทางจิตวิทยาอย่างมากทีเดียวครับ . นักชีวประสาทวิทยาค้นพบว่าโดยปกติคนเรามักมีอารมณ์ไปตามการตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมของร่างกาย […]

นึกถึงรางหญ้า เวลาต้องอดทน 1/18

นึกถึงรางหญ้า เวลาต้องอดทน ทุกๆ เช้าผมเฝ้าอธิษฐานว่าจะขอเป็นเกลือเป็นแสงสว่างของพระคริสต์  ผมหวังว่าทุกคนจะได้เห็นพระเยซูคริสต์ในตัวของผม  แต่มันไม่ง่ายเลย  แค่ผมก้าวเข้าไปขับรถออกจากบ้าน  บางทีผมต้องเจอรถใครก็ไม่รู้จอดขวางหน้ารั้วบ้าน กว่าจะตามเจ้าของรถมาได้ผมก็เสียเวลาไปห้านาทีแล้ว บนถนนยิ่งแล้วใหญ่ผมค่อยๆ ขับเข้าถนนด้านในเพื่อขึ้นสะพาน  มันอาจจะไปได้อย่างเชื่องช้าแต่มันก็ค่อยๆ ขยับไปเรื่อย แต่พอถึงเชิงสะพานผมแทบอยากเปิดกระจกออกไปตะโกนดังๆ เพราะรถหลายคันไม่ยอมต่อคิวแต่แอบแซงตรงคอสะพานเพื่อขึ้นไปอย่างเห็นแก่ตัว  กว่าจะถึงที่ทำงานผมก็รู้ทันทีว่าผลของพระวิญญาณบริสุทธิ์ของผมไม่ได้มากพอเลย ผมโกรธและผมก็รู้สึกด้วยว่าผมมีเหตุผลมากพอที่จะโกรธ มันกลายเป็นวัฏจักรอันน่าสมเพชฝ่ายจิตวิญญาณที่ผมต้องเรียนรู้ซ้ำแล้วซ้ำอีก ไม่แน่ใจว่าทุกท่านมีปัญหาแบบเดียวกันนี้บ้างหรือไม่ . ในเดือนธันวาคมของทุกปีเป็นเรื่องปกติที่ผมจะมีโอกาสเตรียมแบ่งปันพระคำของพระเจ้าค่อนข้างถี่ วันหนึ่งผมเปิดในพระธรรมฟีลิปปี 2:5-7 ซึ่งบันทึกไว้ว่า “จง​มี​จิต​ใจ​เช่น​นี้​ใน​พวก​ท่าน​เหมือน​อย่าง​ที่​มี​ใน​พระ​เยซู​คริสต์ ผู้​ทรง​สภาพ​เป็น​พระ​เจ้า ไม่​ทรง​ถือ​ว่า​ความ​ทัด​เทียม​กับ​พระ​เจ้า​เป็น​สิ่ง​ที่​จะ​ต้อง​ยึด​ไว้ แต่​ทรง​สละ​พระ​องค์​เอง​และ​ทรง​รับ​สภาพ​ทาส ทรง​ถือ​กำ​เนิด​เป็น​มนุษย์ และ​ทรง​ปรา​กฏ​อยู่​ใน​สภาพ​มนุษย์” ความรู้สึกแรกก็คือเหมือนผมได้ยินเสียงพระคัมภีร์พูดใส่หน้าผม เพราะนี่คือสิ่งที่ติดอยู่ในใจของผมนานมาแล้ว นี่เป็นประโยคคำสั่งที่พระเจ้าทรงดลใจให้อาจารย์เปาโลบันทึกไว้ว่า “จงมีจิตใจเช่นนี้ในพวกท่าน” จิตใจที่มีคนทำเป็นแบบอย่างไว้ให้กับเราแล้วคือพระเยซูคริสต์ ถ้าเปรียบพระคัมภีร์ดั่งพระแสงตอนนี้ผมก็กำลังถูกบาด และเฉือนใจ แต่ผมรู้สึกดีขึ้นจริงๆจากความอึดอัดภายใน และนี่คือบทเรียนที่ผมได้รับ . บทเรียนแรก “ไม่หวงสิทธิของตนเอง” แน่นอนว่าในสังคมที่สงบสุขเป็นระเบียบเราต้องเคารพสิทธิซึ่งกันและกัน เราไม่ชอบการแซงคิว เราไม่ชอบคนที่ไม่รักษาเวลา แต่หลายครั้งทีเดียวที่เราเคารพสิทธิของตัวเองมาก มากจนมองข้ามอะไรทุกอย่าง และมองไม่เห็นความจำเป็นของผู้คน จนใจเราไม่อาจเมตตาได้  ลองคิดดูว่าถ้าพระเยซูคริสต์ทรงรักษาสิทธิของพระองค์ซึ่งทรงสภาพเป็นพระเจ้า  อยู่อย่างนั้นแสนสุขสบาย ไม่ต้องทนรับอะไรทั้งสิ้น วันนี้พวกเราจะมีความหวังอะไร บทเรียนนี้ทำให้ผมหงุดหงิดน้อยลงมากเวลาถูกแซงคิว ถูกเบียดขึ้นสะพาน […]

น่าตื่นเต้น ยอดเยี่ยม และไม่มีใครเหมือน 3/17

น่าตื่นเต้น ยอดเยี่ยม และไม่มีใครเหมือน ผมวาดภาพการ์ตูนภาพหนึ่งด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ง่ายๆ สำหรับผมภาพนี้น่ารักและมีความหมายมาก เพราะผมวาดรูปนี้เป็นของขวัญให้คนที่ผมรัก ผมเปิดดูมันซ้ำแล้วซ้ำอีก ยิ้มแล้วยิ้มอีก ภูมิใจแล้วภูมิใจอีก แม้โดยความเห็นจากคนรอบข้างจะบอกว่าภาพที่ผมวาดก็แค่รูปการ์ตูนทั่วๆ ไปรูปหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้มีคุณค่าอะไรมากมายเลย  แต่คำพูดเหล่านั้นไม่เคยลดคุณค่าศิลปะชิ้นเอกของผมลงเลยแม้แต่น้อย เพราะนี่คือผลงานชิ้นเอกของผมที่ไม่มีใครในโลกนี้ทำได้เหมือน . ผมไม่ค่อยมีโอกาสมาเดินห้างสรรพสินค้าบ่อยนัก โดยเฉพาะในช่วงเช้าวันเสาร์ ซึ่งเป็นวันทำงานของผมด้วย แต่เพราะมีความจำเป็นต้องมาทำธุรกรรมทางการเงินกับธนาคารซึ่งยังเปิดบริการในวันหยุดแบบนี้ จึงมีโอกาสสังเกตเห็นว่ามีสถานที่เรียนพิเศษมากจริงๆ ในห้างแห่งนี้  ด้วยความสนใจจึงเริ่มหาโอกาสแวะไปดูห้างอื่นๆในเช้าวันเสาร์ และเย็นวันธรรมดา ก็พบเหมือนกันหมดว่ามีสถานที่เรียนอะไรต่อมิอะไรเต็มไปหมด  และสถานที่เหล่านี้สังเกตไม่ยาก เพราะจะเห็นคุณพ่อคุณแม่นั่งกันแน่นขนัดบริเวณนั้น มีเด็กจำนวนมากถูกนำมาสมัครเรียนดนตรี เรียนขับร้อง เรียนเทควันโด ภาษาอังกฤษ ติวเข้ามหาวิทยาลัย ติวเข้ามัธยมปลาย ประถมศึกษา หรือแม้แต่อนุบาลของโรงเรียนดังๆ ผมถึงกับร้องขึ้นมาในใจดังๆ ว่า “เฮ่ย มันต้องเรียนขนาดนี้เชียวหรือ” แต่ท่านผู้อ่านทราบไหมครับว่า สถานที่เรียนเหล่านี้หลายแห่งมีคิวเต็มไปจนถึงปีหน้าด้วยซ้ำ . พ่อแม่ของเด็กนักเรียนทั้งวัยเด็กเล็ก หรืออุดมศึกษา มักจะเป็นคนที่อยู่ใน GenX  (ประมาณคนที่เกิดในช่วง พ.ศ.2508-2522) หรือไม่ก็ GenY(คนที่เกิดในช่วง พ.ศ.2523-2540) จะว่าไปผมก็ถือเป็นคนในช่วงเดียวกับพ่อแม่ยุคนี้เหมือนกัน พวกเราโตมากับการแข่งขัน โตมากับความเชื่อว่าการศึกษาในสถาบันมีชื่อเสียง คือใบเบิกทางความสำเร็จ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่พ่อแม่จำนวนมากยอมลงทุนทรัพย์สินเงินทอง […]

อาบน้ำเน่า ความคิดก็เน่า 2/17

อาบน้ำเน่า ความคิดก็เน่า ผมเป็นคนชอบทานหัวหอมมาก ทั้งหัวหอมใหญ่ หัวหอมแดง ต้นหอม จะทอดหรือทานสดก็อร่อยทั้งนั้น สิ่งเดียวที่ต้องระวังไว้ให้มากก็คือกลิ่นปากที่จะตามมาหลังจากทานเสร็จ เพราะตัวผมในฐานะคนกินไม่รู้หรอกว่ามันกลิ่นแรงแค่ไหน แต่คนใกล้ตัวจะแทบเบือหน้าหนีเลยเวลาเราอ้าปากพูดอะไรออกมา กว่าจะรู้ตัวก็แทบไม่มีใครอยากเข้าใกล้แล้ว ผมได้ฟังเรื่อเล่าเรื่องหนึ่งผ่านรายการวิทยุ(มอร์นิ่ง ทอล์ก FM 99) เรื่องเล่าว่า ชายคนหนึ่งตื่นขึ้นจะไปทำงาน ตอนไปอาบน้ำ ก็ไปเปิดท่อระบายน้ำที่บ้าน ตักน้ำในนั้นแล้วเอามาราดตัวจนเปียก แต่งตัวเสร็จก็เอาตัวเองไปคลุกกองขยะหน้าบ้าน ทำงานเสร็จทั้งวัน กลับมาบ้าน ก็อาบน้ำเน่าอีกรอบ คลุกขยะอีกที่ ก่อนหลับตานอนก็บ่นเสียงดังกับคัวเองว่า “เมื่อไหร่ตัวฉันจะหอมสักที่เนี่ย?” อ่านตามเรื่องที่ผมเล่าแล้วรู้สึกอย่างไงบ้างครับ คงตลกไม่น้อย เพราะในชีวิตจริงคงมีแค่คนวิกลจริตเท่านั้นที่ทำแบบชายคนนี้ เรื่องเล่าเรื่องนี้แท้จริงเป็นอุปมาสะท้อนให้เราเห็นว่า ในด้านความคิดเราก็ชอบทำตัวแบบชายคนนี้ คือตื่นขึ้นมาก็ฟังแต่ข่าวร้ายๆ หาอ่านแต่ข่าวซุบซิบนินทา ตกบ่ายหลังอาหารเที่ยง ก็ไปนั่งจับกลุ่มนินทาเจ้านายบ้าง วิจารณ์คนนู้นคนนี้บ้าง กลับบ้านมาก็ยังหาข่าวซุบซิบดารามาอ่านอีก และเราก็คาดหวังว่าเราจะมีความคิดทางบวกเกิดขึ้นมากลีบเรา มันจะเป็นไปได้หรือครับ อาบน้ำเน่า ความคิดก็เน่าตามไปด้วย เห็นทีความเชื่อนี้จะมีความจริงอยู่ไม่น้อยเลยที่เดียว ในพระคำของพระเจ้า สุภาษิต 4:23 กล่าวว่า “จงระแวดระวังใจของเจ้ายิ่งกว่าสิ่งอื่นใด เพราะทุกสิ่งที่เจ้าทำออกมาจากใจ” ความจริงของพระเจ้าสะท้อนให้เราตระหนักว่าใจของเรา ความคิดของเรา ทัศนคติของเรา มีผลกับทุกด้านของชีวิต คำถามก็คือแล้วอะไรบ้างมีผลต่อจิตใจ อ่านมาถึงตรงนี้เราหลายคนย่อมมีคำตอบผุดขึ้นมาในความคิดมากมายเลยใช่ไหมครับ […]

กล่องกับของข้างใน 1/17

กล่องกับของข้างใน สมัยที่ผมเรียนจบใหม่ๆ ผมได้รับแหวนทองวงเล็กๆ วงหนึ่งเป็นของขวัญ มันเป็นของที่มีค่าที่สุดที่ผมเคยได้รับที่สามารถใส่ไว้ในร่างกายได้ ผมดีใจที่ได้มันมาก แต่พบว่าผมนอนหลับไม่ค่อยสนิท บางที่ก็ตื่นขึ้นมาดูว่ามันยังอยู่ที่นิ้วของตัวเองไหม เวลาเดินในที่เปลี่ยวๆ ก็ซ่อนไว้ในกางเกงกลัวคนมาเห็นและจะมาขโมยมันไป จนในที่สุดผมทำมันหายไป ผมเสียใจอยู่หลายวัน แต่น่าแปลกหลังจากนั้นผมหลับสนิทไม่ตื่นขึ้นกลางดึกอีกเลย ผมเคยได้ยินชื่อเพลงลูกทุ่งเพลงหนึ่งชื่อว่า “กระเป๋าแบนแฟนทิ้ง” ชื่อของเพลงสะท้อนค่านิยมของคนในยุคปัจจุบันได้ดี เราแต่ละคนมุ่งมั่นหาความสำเร็จของชีวิต หาทรัพย์สินเงินทองมาใส่ให้เต็มกระเป๋า แต่พอได้มากขึ้น เราก็เปลี่ยนกระเป๋าให้ใหญ่ขึ้น เปลี่ยนกล่องใส่ทรัพย์สมบัติของเราให้สะสมได้มากขึ้น ของเต็มกล่องไม่ได้ถมจิตใจของมนุษย์ให้เต็มได้ เพราะเต็มแล้วเราก็หากล่องใหม่ที่ใหญ่ขึ้น พระคัมภีร์ลูกาบทที่ 10 ข้อ 17-19 พระเยซูคริสต์ตรัสอุปมาเรื่องของเศรษฐีที่เก็บพืชผลได้มาก ตอนหนึ่งพระองค์กล่าวถึงเศรษฐีว่า “เขาจึงคิดว่า ข้าจะทำอย่างนี้ คือจะรื้อยุ้งฉางของข้าและจะสร้างใหม่ให้ใหญ่โตขึ้น แล้วข้าจะรวมข้าวและสมบัติทั้งหมดของข้าไว้ที่นั่น” มนุษย์เราก็เป็นเช่นนี้เอง เราจะพยายามบรรจุสิ่งของ เงินทอง ให้จิตใจของเราอิ่มได้ แต่กล่องใบใหญ่แค่ไหนก็ทำให้เราพอใจได้จริงๆ เพราอะไรหรือครับ พระคัมภีร์ได้เฉลยให้เราฟังอย่างน่าสนใจว่า “พระองค์ทรงทำให้สรรพสิ่งงดงามตามวาระของมัน พระองค์ทรงบรรจุนิรันดร์กาลไว้ในจิตใจมนุษย์ด้วย แต่มนุษย์ยังค้นไม่พบว่าพระเจ้าได้กระทำอะไรไว้ตั้งแต่ปฐมกาลจนกาลสุดท้าย” (ปัญญาจารย์ 3:11)พระคำตอนนี้บอกความจริงแก่เราอย่างน้อยสามประการดังนี้       ประการแรก “สิ่งอนิจจังเติมไม่เต็มนิรันดร์กาลแห่งจิตใจ” ทุกสิ่งที่มนุษย์แสวงหามาได้ด้วยมือของตน ล้วนแล้วแต่มีวันหมดอายุ รถราคาแพงตำแหน่งใหญ่โต เงินในบันชีเจ็ดหลัก ของเหล่านี้มีวันเปลี่ยนมือ มีวันเสื่อมสลายไป […]

บทเรียนจาก Pokemon Go ขาลง 4/16

บทเรียนจาก Pokemon Go ขาลง เมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ในขณะที่ผมกำลังขับรถไปรับภรรยาตามปกติในช่วงค่ำ ผมต้องตกใจกับภาพที่เห็น เพราะบริเวณต้นไม้ใหญ่ใกล้ๆโรงอาหาร ซึ่งมีศาลพระภูมิขนาดใหญ่อยู่สองแห่ง เต็มไปด้วยผู้คนหลายร้อยคน จะว่าทุกคนมาขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อของเขาก็ดูไม่น่าจะใช่ และคนก็มากผิดปกติเหลือเกิน ที่แปลกที่สุดก็คงเป็นเพราะทุกคนก้มหน้าก้มตามองสมาร์ทโฟนของตัวเอง พร้อมๆกับเดินไปโน่นมานี่กันขวักไขว่ไปหมด ผมแทบไม่อยากเชื่อเลยที่มารู้ภายหลังว่าทุกคนกำลังเล่น Pokemon Go กันอยู่ ในช่วงเวลานี้ผมค่อนข้างเชื่อว่าเราทุกคนในประเทศไทยรู้จัก Pokemon Go เกมบนมือถือกันค่อนข้างดีทีเดียว ไม่ว่าเราจะเล่นหรือไม่เล่น ชอบหรือไม่ชอบ เราก็เลี่ยงได้ยากที่จะต้องเสพข่าวเรื่อง Pokemon Go ไม่เว้นแต่ละวัน มีคนเขียนบทความต่อต้านเกมนี้มากมาย วัยรุ่นที่เล่นก็รู้สึกต่อต้านกลับไปยังคนที่ไม่เห็นด้วย จนแทบกลายเป็นสงครามน้ำลายระดับประเทศ ตัวผมเองก็อัพโหลดเกมนี้มาลองเล่นดูเหมือนกัน เพราะความที่อยากรู้ว่ามันคืออะไร แต่เวลาเล่นผมก็ต้องแอบๆ เล่น เพราะกลัวจะถูกด่าเหมารวมไปด้วย แต่ผ่านมาสองสามเดือนความนิยมของเจ้าเกมนี้ก็ดูจะค่อยเสื่อมความนิยมลงไปมากแล้ว ไม่มีใครพูดถึงกันมากนัก อยากเล่นก็เล่น ไม่มีใครสนใจมาพูดต่อต้านหรือคัดค้านอะไรกันอีก คงน่าเสียดายไม่น้อยหากเราให้เหตุการณ์ นี้ผ่านไปโดยไม่ได้เรียนรู้อะไรจากมันเลยปรากฏการณ์โปเกมอนแห่งชาติ น่าจะมีบทเรียนอะไรดีๆ ที่เราสามารถเรียนรู้ร่วมกันได้ และผมอยากชักชวนผู้อ่านทุกท่านมาร่วมกันหาบทเรียนดีๆจากเรื่องนี้ด้วยกัน บทเรียนประการแรกที่ผมได้จากเรื่องนี้ก็คือ “คำวิจารณ์ฆ่าความสนใจไม่ได้” การที่มีคนมากมายออกมาต่อต้านเกมโปเกมอน ก็เพราะเขาไม่เห็นด้วยกับการที่ทุกคนจะมาใช้เวลาเล่นเกมนี้ และผมเชื่อว่าคนที่ออกมาวิจารณ์เกมนี้ในทางลบ เพราะอาจจะเชื่อจริงๆ ว่าถ้าพูดอย่างมีเหตุมีผล ยกตัวอย่าง มีข้อมูลอ้างอิง คนจะคล้อยตามและไม่เล่นเจ้าเกมโปเกมอนนี้ […]

เพื่อคุณโดยเฉพาะ 3/16

เพื่อคุณโดยเฉพาะ ผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่นิยมทําบัตร ATM เว้นแต่เลี่ยงไม่ได้จริงๆ ทําให้ผมมีโอกาสต้องไปธนาคารอย่างน้อยเดือนละครั้ง ทุกครั้งที่ไปก็สังเกตเห็นว่าแทบไม่มีคนที่อายุน้อยกว่า 20 ปี มาธนาคารแล้ว นี่เป็นยุคสมัยที่เราไม่จําเป็นต้องเดินทางไปพบปะใคร เราสามารถทําธุรกรรมทางการเงินผ่านสมาร์ทโฟนได้อย่างง่ายดาย อยากทานอาหารก็โทรสั่งได้ จะซื้อตั๋วหนังตั๋วรถ หรือแม้แต่เครื่องบิน ก็สั่งผ่านระบบออนไลน์ได้ หรือถ้าจําเป็นต้องเดินทางก็ไม่มีใครพูดคุยกัน ต่างคนก็ต่างก้มหน้าอยู่กับเครื่องฆ่าเวลาที่ชื่อสมาร์ทโฟน ไม่มีใครสนใจใครกันแล้ว เว้นแต่คุณจะโพสเรื่องน่าสนใจของตัวเองลงในเฟซบุ๊ค บางทีอาจจะมีคนเข้ามากด LIKE บ้างก็ได้ ผมต้องสารภาพตรงๆ ว่าตั้งแต่มีเฟซบุ๊ค ผมก็ไม่นั่งจําวันเกิดของใครอีก เพราะเฟซบุ๊คจะช่วย เตือนความจําให้แก่เราเอง เว้นเสียแต่ว่าเพื่อนของเราจะไม่มีเฟซบุ๊ค หรือเลือกไม่ตั้งค่าวันเกิดของตนเอง ทุกวันนี้ผมแทบจําเบอร์โทรศัพท์ของใครไม่ได้เลย ถ้ามือถือหาย ก็แค่ไปซื้อเครื่องใหม่ แล้วเรียกลิงก์ ซึ่งตั้งค่าผ่านไลน์ หรือ Gmail ไว้เพียงเท่านี้หมายเลขโทรศัพท์ที่บันทึกไว้ทั้งหมดก็จะกลับมา แต่หากจะย้อนกลับไปสักยี่สิบปีสมัยที่ผมยังเรียนในระดับอุดมศึกษา ผมจําเบอร์โทรและวันเกิดเพื่อนได้แทบทุกคน โดยไม่ต้องรอให้เฟซบุ๊คมาเตือนเลย ทุกวันนี้เราสนใจและใส่ใจกันและกันน้อยลงไปจริงหรือเปล่า นั่นเป็นคําาถามที่ผู้อ่านสามารถตอบกับตัวเองได้ หากเราสัตย์ซื่อกับตัวเองมากพอ ผมมีเรื่องจริงเรื่องหนึ่งที่ถูกบันทึกไว้ในพระคัมภีร์ ทําให้เราทราบถึงทัศนคติและวิธีคิดของพระเยซูคริสต์ที่ได้ทรงวางไว้เป็นแบบอย่างแก่เรา ในพระธรรมมาระโก 5:1-20 เป็นเรื่องเกี่ยวกับชายคน  หนึ่งในเมืองเกราซา ที่ไม่มีใครในเมืองสักคนอยากเข้าใกล้หรืออยากสนใจเขา ถ้าเราอ่านพระคัมภีร์ตอนที่ผมยกมาเราจะทราบเหตุผลว่าเพราะอะไรจึงไม่มีใครอยากยุ่งกับชายคนนี้ ประการแรกก็เพราะเขาถูกผีโสโครกเข้าสิง (5:2) และไม่ใช่ผีแค่ตัวเดียว แต่เป็นผีทั้งกองพลที่มีจํานวนราวสองพันตัว […]

อำนาจดื่มไม่ได้ แต่เมาได้ 2/16

อำนาจดื่มไม่ได้ แต่เมาได้ ครั้งแรกที่ผมดื่มเหล้านั้นเป็นการถูกบังคับจากรุ่นพี่ที่รับน้องในมหาวิทยาลัย ผมไม่เคยเข้าใจมาก่อนว่าทำไมคนคนหนึ่งถึงปล่อยให้ตัวเองเมาจนควบคุมตัวเองไม่ได้จนผมได้ลองมันครั้งแรก และสติของผมถูกดึงไปด้านต่ำผมถูกชวนกึ่งบังคับให้กินเหล้าหลายครั้ง จนเริ่มเข้าเรียนไม่สม่ำเสมอผลการเรียนเทอมแรกจึงเริ่มแย่ลง ในที่สุดก็มีวันหนึ่งที่ผมเมาเข้าจนได้ ผมรู้สึกเหมือนกึ่งหลับกึ่งตื่น ตาบวมจนแทบปิด และรู้สึกหงุดหงิดไปหมดจนเผลอไปทำให้คนอื่นเจ็บตัวโดยขาดสติ แม้ไม่มีใครบาดเจ็บรุนแรงอะไรในเหตุการณ์นั้น แต่ผมก็เสียใจมาก ผมจึงรังเกียจเหล้า และของมึนเมาทุกชนิดมาตั้งแต่วันนั้น และปฏิญาณอย่างหนักแน่นกับตัวเองว่าจะไม่ขอแตะต้องของมึนเมา เหล้าและสุราทุกชนิดอีกเลย ในที่สุดผมกลายเป็นภูมิแพ้เครื่องดื่มมึนเมาทุกชนิดและแทบไม่อยากจะได้กลิ่นเลย เพราะรู้สึกเหม็นมากๆ ต้องขอบคุณพระเจ้าที่ผมหลุดจากการเมามาได้อย่างรวดเร็วผมได้ข้อคิดจากเรื่องนี้ข้อหนึ่งว่า“ต่อให้เรามีสติมากแค่ไหน ถ้ากินเหล้าก็เมาได้ทุกคน” ในขณะที่ผมเตรียมการสอนพระคัมภีร์อยู่นั้นข้อความจากพระธรรมสุภาษิต 27:21-27 ที่ผมได้อ่าน ทำให้ผมหวนนึกถึงคำถามในอดีตที่ว่า “ทำไมคนคนหนึ่งถึงปล่อยให้ตัวเองเมาจนควบคุมตัวเองไม่ได้? ” แต่สำหรับพระคำของพระเจ้าตอนนี้ไม่ใช่เรื่องสุรายาเมา แต่เป็นเรื่องของอำนาจ บางทีผู้อ่านที่รักก็อาจมีคำถามเดียวกับผมว่า “ทำไมคนคนหนึ่งถึงมัวเมาในอำนาจได้?” ผมไม่กล้านึกตำหนิคนที่มัวเมาในอำนาจ เพราะผมเชื่อว่ามันก็คงเหมือนกัน ลองมีอำนาจขึ้นมา โดยไม่มีพื้นฐานที่ดี เราอาจจะเมามายในอำนาจที่ได้รับมาง่ายๆเหมือนกัน พระวจนะตอนนี้จึงมุ่งให้ความช่วยเหลือและป้องกันเราจากภาวะเมาอำนาจนี้ ด้วยความจริงจากพระเจ้า และผมอยากเชิญชวนผู้อ่านทุกท่านมาเรียนรู้ไปด้วยกัน พระธรรมสุภาษิตบทที่ 27 ข้อ 24 และ 25กล่าวว่า “เพราะความมั่งคั่งไม่ยั่งยืนอยู่เป็นนิตย์และมงกุฎก็ไม่คงทนอยู่ทุกชั่วชาติพันธุ์ เมื่อเขาเก็บหญ้าแห้งไปแล้ว หญ้าใหม่ก็ปรากฏขึ้นและผักหญ้าต่างๆ ตามภูเขาก็ถูกเก็บรวบรวมมา” สิ่งนี้ทำให้ผมเข้าใจสัจธรรมแห่งอำนาจประการแรกว่า“อำนาจอยู่กับเราเพียงชั่วคราว” ไม่ว่าวันนี้เราจะมีตำแหน่งหน้าที่การงานสูงเพียงใด สิ่งนั้นก็เป็นเรื่องชั่วคราวเท่านั้น อำนาจจะหายไปตามเวลาของมันอาจเป็นการเกษียณ การถูกให้ออกจากตำแหน่งด้วยการป่วย หรือแม้แต่ความตาย ดังนั้นถ้าเราเมาจนเสพติดอำนาจ […]

มั่นคงกว่าเรือใหญ่ มั่นใจแม้ในพายุ 1/16

มั่นคงกว่าเรือใหญ่ มั่นใจแม้ในพายุ มีคำกล่าวว่า “นักเดินเรือที่เก่งและชาวประมงผู้เชี่ยวชาญทะเลจะได้รับการพิสูจน์ก็ต่อเมื่อสามารถคุมเรือฝ่าพายุร้าย” ด้วยเหตุนี้เอง จึงมีผู้อาจหาญท้าทายมหาสมุทรจำนวนมาก ที่พยายามสร้างชื่อเสียงให้ตัวเอง โดยเดินเรือผ่านเส้นทางทะเลที่ยากลำบาก และเต็มไปด้วยมรสุมอันโหดร้าย แต่นักเดินเรือส่วนใหญ่อาจไม่ได้ไปถึงฝั่งฝัน แต่กลับต้องฝากลมหายใจสุดท้ายของตนเองไว้ใต้ท้องทะเลลึก ชีวิตของเราทุกคนก็ไม่ต่างจากการเดินเรือในมหาสมุทรนัก เส้นทางชีวิตที่ยากลำบากที่เราผ่านพ้นมาได้ กลายเป็นบันไดแห่งความสำเร็จที่คนยกย่อง แต่เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่านาวาชีวิตของเราจะอยู่รอดปลอดภัยได้อีกครั้ง เมื่อต้องเผชิญกับความท้าทายครั้งต่อไป ผมขอยกเรื่องจริงเรื่องหนึ่งในพระคัมภีร์ที่เกี่ยวข้องกับการเผชิญหน้ามรสุมร้ายแห่งท้องทะเล เรื่องราวนี้ถูกบันทึกไว้ในพระธรรมมาระโก บทที่ 4 ข้อ 36-40 ซึ่งผมเชื่อว่าจะให้บทเรียนและความจริงว่า ท่ามกลางสถานการณ์ลำบากที่เหมือนมรสุมร้ายในชีวิตนั้น เราจะมีความมั่นคงในนาวาแห่งชีวิตได้อย่างไร ซึ่งเรื่องราวได้บันทึกไว้ดังนี้ “เมื่อละจากประชาชนแล้ว พวกเขาจึงพาพระองค์ซึ่งประทับในเรือไป มีเรืออีกหลายลำตามไปด้วย  และมีพายุใหญ่เกิดขึ้น คลื่นก็ซัดเข้าไปในเรือจนน้ำจวนจะเต็มเรืออยู่แล้ว  ส่วนพระองค์กำลังบรรทมหนุนหมอนหลับอยู่ที่ท้ายเรือ พวกสาวกจึงมาปลุกพระองค์ทูลว่า “พระอาจารย์ พระองค์ไม่ทรงเป็นห่วงว่าพวกเรากำลังจะพินาศหรือ?” พระองค์จึงทรงลุกขึ้นห้ามลมและตรัสกับทะเลว่า “จงสงบเงียบ” แล้วลมก็สงบ พายุก็เงียบสนิท  พระองค์จึงตรัสกับพวกเขาว่า “ทำไมพวกเจ้ากลัว? พวกเจ้าไม่มีความเชื่อหรือ?” เรื่องที่บันทึกไว้นี้เกี่ยวกับพระเยซูคริสต์และสาวกของพระองค์ เราทราบจากเนื้อหาว่าพระองค์โดยสารเรือเพื่อไปยังจุดหมาย และในขณะที่เรือแล่นอยู่กลางทะเลเกิดพายุใหญ่ขึ้น จนเรือแทบจะจมอยู่แล้ว เรื่องนี้น่าสนใจตรงที่สาวกหลายคนของพระเยซูมีพื้นฐานเป็นชาวประมงมาก่อน แน่นอนว่าพวกเขาต้องมีความเชี่ยวชาญในการเดินเรือดีทีเดียว สังเกตได้ว่าพวกเขาไม่ได้สนใจว่าพระเยซูทรงบรรทมหลับไปในสถานการณ์ปกติ แต่มาวุ่นวายใจเอาเมื่อเกิดพายุใหญ่แล้ว นี่เป็นความจริงอย่างหนึ่งในชีวิตของเราทุกคนด้วย เราแต่ละคนมีความสามารถบางอย่างที่แตกต่างกัน บางคนมั่นใจในความรู้ของตัวเอง บางคนอาจมีฐานะการเงินดี บางคนหน้าตาดี […]

1 2 3 4 6