ทำอย่างไรจึงคว้าแชมป์ ซูเปอร์จิ๋วเจาะโลกพระคัมภีร์

สมาคมพระคริสตธรรมไทย ได้จัดการแข่งขัน ซูเปอร์จิ๋วเจาะโลกพระคัมภีร์ ประจำปี 2012 ของเขตภาคกลางไปเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2012 ที่ผ่านมา ซึ่งผลการแข่งขันในระดับชั้นประถมศึกษานั้น ปรากฏว่าน้องๆ จากโรงเรียนสัจจพิทยา กรุงเทพฯ สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศรองอันดับ 1 และรองอันดับ 2 ไปครอง (น้องๆ ทั้งหมด 9 คน เป็นคริสเตียนเพียง 1 คน) สมาคมฯ จึงไม่รอช้า รีบหาโอกาสไปสัมภาษณ์ความรู้สึกของน้องผู้เข้าแข่งขันและคุณครูผู้สอน เราไปติดตามอ่านกันค่ะ กว่าจะได้เข้าแข่งขัน “ทางโรงเรียนมีการเปิดรับสมัคร และมีนักเรียนสมัครเป็นจำนวนมาก จากนั้นคุณครูจะทดสอบว่าใครที่มีความตั้งใจจริงๆ เพื่อคัดเลือกเป็นตัวแทนของโรงเรียนค่ะ จากนั้นเมื่อเป็นตัวแทนของโรงเรียนแล้ว เราต้องติวกันตอนเย็น ติวหนักมากเป็นเวลาเดือนกว่าๆ อ่านพระธรรมโยชูวากันคนละหลายรอบเลย ตอนแรกอ่านเองก่อนแล้วครูก็จะมาช่วยสรุปสิ่งที่เราอ่าน เน้นสิ่งที่สำคัญ ช่วยให้เราจำได้มากขึ้น” เมื่อได้อ่านเรื่องราวของโยชูวา “สนุก… และมีข้อคิดหลายเรื่อง เช่น การเชื่อฟัง โยชูวาเชื่อฟังพระเจ้า เป็นคนที่ซื่อสัตย์ ไม่โกง ไม่ลักขโมย พระคัมภีร์สอนว่าการโกง การลักขโมยเป็นสิ่งไม่ดี ไม่ควรทำ” ความรู้สึกในวันแข่งขัน […]

ช่วยเพศที่สาม

สมัยที่ผมเริ่ม เข้าเรียนในระดับอุดมศึกษา มีผู้หญิงคนหนึ่งเป็นคนที่สะดุดตาสำหรับผู้ชายทุกคนมาก ด้วยความเป็นผู้หญิงที่เรียบร้อย ดูน่ารัก และมีรอยยิ้มที่เป็นมิตร จนกระทั่งวันสอบกลางภาคครั้งแรกมาถึงผู้ชายทุกคนต้องตกใจจนหงายหลังเพราะสาว น่ารักที่ทุกคนเหลียวมองแต่งชุดนิสิตชายมาสอบ ความก็เลยแตก ผมอดขำเพื่อนของตัวเองไม่ได้ เพราะมีหลายคนเหลือเกินที่พยายามจะจีบเธอมาเป็นแฟน ในวัยเรียนผมมีเพื่อนที่หลายคนที่มีบุคลิกทางเพศผิดแผกไปจากคนทั่วไป ผมไม่ค่อยสนใจมากนักว่าเพื่อนคนนั้นจะมีรสนิยมทางเพศอย่างไร รู้สึกว่ามันเป็นสิทธิส่วนตัวขอแค่เขาไม่ทำให้ใครต้องเดือดร้อนก็น่าจะพอ แต่ก็มีเพื่อนผู้ชายบางคนที่รู้สึกเกลียดคนพวกนี้จนเข้าไส้ บางคนถึงขนาดที่เห็นเมื่อไหร่ต้องไปวิ่งไล่เตะกันเลยทีเดียว ที่รุนแรงไปกว่านั้นนิสิตที่แสดงออกถึงรสนิยมทางเพศของตนเองอย่างตรงไปตรงมามักจะถูกเพ่งเล็งและถูกอาจารย์บางท่านเรียกไปตักเตือนบ่อยครั้ง บางคนถึงกับต้องพักการเรียนก็มียุคสมัยที่เปลี่ยนไปทำให้ค่านิยมของคนในสังคมเปลี่ยนแปลงไปด้วย ปัจจุบันสังคมยอมรับคนที่เคยถูกเรียกอย่างรังเกียจและดูถูกว่าเป็นพวกกระเทยมากขึ้นกว่าในอดีตชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ มีอยู่ครั้งหนึ่งผมไปเป็นวิทยากรบรรยายความรู้เรื่องเพศ และใช้คำวิชาการว่า “รักร่วมเพศ” (homosexual) ในการอธิบายมีคนยกมือขึ้นมากลางคันเพื่อขอให้ผมเปลี่ยนไปใช้คำว่า “คนรักเพศเดียวกัน” แทน สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าสังคมมีการยอมรับและให้คุณค่ากับคนรักเพศเดียวกันมากขึ้น ในอดีตผมยอมรับว่าผมมีท่าทีสนับสนุนความคิดดังกล่าวอย่างเต็มตัว แต่เมื่อผมได้ทราบความจริงว่าสิ่งนี้เป็นความบาปทัศนคติของผมจึงเปลี่ยนไป เมื่อผมมารู้จักกับพระเจ้าและทำงานเป็นผู้ให้คำปรึกษา ผมตำหนิคริสเตียนที่มีปัญหาเอกลักษณ์ในเรื่องเพศอย่างรุนแรง บอกว่าเขาต้องกลับใจ โดยยกเหตุผลและข้อพระคัมภีร์มากมายมาสนับสนุน ผมยังจำได้ว่าทุกคนที่ถูกตำหนิมีสีหน้าแย่ขนาดไหนแต่ผลก็คือผมไม่เคยช่วยให้ใครกลับสู่เพศที่แท้จริงของเขาได้เลยแม้แต่คนเดียว จนกระทั่งวันหนึ่งพระเจ้าเรียกให้ผมกลับใจ ในขณะที่ผมกำลังอ่านพระธรรมยอห์น 8:1-11 เรื่องธรรมมาจารย์และฟาริสีจับหญิงคนหนึ่งฐานล่วงประเวณีมาให้พระเยซูคริสต์ทรงตัดสิน คำตรัสของพระเยซูว่า “ใครในพวกท่านไม่มีบาป ให้เอาหินขว้างนางก่อนเป็นคนแรก” เสียดแทงหัวใจของผมอย่างมาก ผมย้อนนึกไปถึงคนมีปัญหาที่มาพบผมเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่ผมกลับขว้างก้อนหินแห่งการตำหนิ และการพิพากษาใส่พวกเขา ผมขอให้พระเจ้าโปรดยกโทษให้ผม และตั้งแต่วันนั้นความคิดของผมก็ไม่เหมือนเดิมอีกเลย พระเจ้าประทานโอกาสให้ผมได้แก้ไขตัวเองผมได้คุยกับน้องต้น (นามสมมุติ) ผู้ชายที่แต่งตัวเป็นผู้หญิงมาตั้งแต่อายุสิบสองปี (ตอนพบกันน้องต้นอายุประมาณสิบห้าปี) น้องต้นเล่าให้ผมฟังภายหลังว่าคนที่ให้คำปรึกษากับน้องต้นมีอยู่สองประเภท ประเภทแรกก็สนับสนุนให้น้องต้นแต่งหญิง แสดงตัวตนให้ชัดเจนไปเลย กับประเภทที่สองก็จะตำหนิน้องต้นอย่างรุนแรงว่าทำให้พ่อแม่ต้องเสียใจ […]

ฉันติด Facebook?

คนที่ติดเหล้า ติดบุหรี่ ติดสารเสพติด นั้นสังเกตไม่ยาก เด็กที่ติดเกม ก็มีพ่อแม่คอยวิ่งพามารักษาไม่ขาดสาย แต่อาการเสพติดประเภทใหม่ ยังเป็นข้อถกเถียงของสังคม ก็คือการเสพติด social network ซึ่งถ้าเราพูดให้ชัด หรือเจาะจงกว่านี้สักหน่อย Facebook น่าจะเป็นตัวแทนที่พอพูดถึงใครๆ ก็ต่างนึกออก เคยสงสัยบ้างไหมครับว่าการเสพติด Facebook มันมีจริง หรือเป็นแค่คำพูดประชดกันแรงๆ ของนายจ้างที่เกลียดที่สุดเวลาเห็นคนในบริษัทแอบเบียดบังเวลางานไปเล่นเจ้าFacebook  วิธีการที่จะบอกได้ดีที่สุดว่า Facebook เสพติดได้จริงหรือไม่ก็คือ การสำรวจว่ามีใครบ้างที่ลงแดง (withdrawal symptoms) หรือทุรนทุรายอย่างหนักเวลาไม่ได้เสพเจ้า Facebook วิธีทดสอบที่ผมไม่เคยใช้กับสารเสพติดประเภทอื่นก็คือ ผมต้องลองเสพ Facebook ด้วยตัวผมเองดูสักครั้ง ซึ่งนับจากวันนั้นก็ผ่านมากว่า 2 ปีแล้ว จากการได้ทดสอบกับตัวเองและได้สังเกตจากเพื่อนๆ รวมทั้งคนที่มาขอคำปรึกษาทำให้ผมเกิดความเชื่อส่วนตัวว่า Facebook สามารถเสพติดได้จริงเพราะในช่วงปีแรกตัวผมเองติด Facebook อย่างงอมแงม ถามว่าผมรู้ได้อย่างไรว่าติด? ผมอยากให้หลักง่ายๆ ที่คุณผู้อ่านสามารถใช้ถามตัวเองได้เช่นกันว่าคุณติดมันหรือไม่ (ดัดแปลงจากนิตยสาร GM 371 ,2009) Facebook ทำให้นอนดึกผิดปกติ บางคนบอกว่านอนเช้า คือเช้าของอีกวัน internet ไม่เคยพลาดการเข้า […]

คุยกับพี่ไลฟ์ เด็กที่ชื่อ เขาจับส้นเท้า

ในชีวิตของผม ผมเคยโดนด่าว่าหลายอย่าง เพราะผมเป็นเด็กขี้เล่น การด่าว่าของแต่ละคนก็ต่างกันไป แต่การที่ด่าแล้วทำให้เจ็บใจจริง ๆ คือ การด่าว่าที่ตัวตน ไม่ใช่การกระทำหรือความคิด การล้อเลียนชื่อเล่นก็อาจดูสนุกในหมู่เพื่อนฝูง แต่ในความเป็นจริงมันก็รู้สึกเจ็บไม่น้อย ทำไมการล้อเลียนชื่อจึงรู้สึกเจ็บและโดนรู้มั้ยครับ เพราะชื่อเราคือตัวเราและสิ่งที่เราเป็น ตอนเด็ก ๆ ครูเรียกผมว่า วา-เละ (จริง ๆ คือ วาระ) ผมทั้งอาย ทั้งเจ็บใจ เพราะว่าชื่อที่ล้อเลียนนั้นบ่งบอกว่าผมเป็นใคร ยาโคบตอนเด็ก ๆ ก็คงถูกด่าว่า หรือกระแนะกระแหนบ่อย ๆ เพราะตอนยาโคบคลอด เขาเอามือจับที่ส้นเท้าของพี่ชายฝาแฝดตามออกมา ในชีวิตของยาโคบก็อาจถูกพี่ล้อเลียน รวมถึงพ่อ แม่ ก็คงมีการแซวกันบ้าง แต่ที่สำคัญให้ท่านผู้อ่านลองคิดดูว่า ถ้ายาโคบไปโรงเรียนโดยมีชื่อว่า “เด็กส้นเท้า”  ชีวิตของยาโคบจะรู้สึกแย่มากขนาดไหน ชีวิตของยาโคบมีแต่การไขว่คว้า ด้วยว่ามือของยาโคบนั้นแข็งแรงและอยู่ไม่สุขเที่ยวคว้าโน่นคว้านี่ เรามาดูกันว่าในชีวิตของยาโคบ เขาคว้าอะไรบ้าง? ยาโคบ คว้าส้นเท้าของพี่  พี่ชายคลอดก่อนแต่ยาโคบคงอยากออกก่อนเลยจับเท้าพี่ตามออกมาเลย ผมเคยอยู่ในห้องคลอดกับภรรยา เมื่อตอน CJ ลูกสาวผมคลอด ผมรับรองได้เลยว่า เด็กที่สามารถใช้กล้ามเนื้อได้ในทันทีเมื่อคลอดนั้นคงหาได้ยากมาก ผมว่าน่าจะต้องอายุราวสัก 6 เดือน นั่นแหละถึงจะสามารถทำได้อย่างที่ยาโคบทำตอนคลอดออกมา แต่ชีวิตของยาโคบเมื่ออยากได้อะไรก็จะทำอย่างถึงที่สุดเพื่อให้ได้มา […]

คุยกับพี่ไลฟ์ ตอนบัลลังก์ชีวิต

สวัสดีครับ คุณผู้อ่านทุกๆ ท่าน ในช่วงเทศกาลคริสตมาสนี้คุณมีแผนจะไปเที่ยวที่ไหนหรือทำอะไรกันบ้างครับ ตัวผมเองไม่สามารถคิดไกลไปถึงวันหยุด แค่คิดว่าจะผ่านแต่ละอาทิตย์ไปได้อย่างไร ก็หนักหนาเอาการอยู่แล้วครับ ยิ่งใกล้วันคริสตมาสผมก็ยิ่งเหนื่อย เพราะรับเชิญไปร่วมงานคริสตมาสเพื่อแบ่งปันและร้องเพลงหลายแห่งมาก แต่ก็ดีนะครับ ผมจะได้เข้าใจถึงความรู้สึกของมารีย์และโยเซฟว่าทั้งสองต้องเหน็ดเหนื่อยเพียงใด เมื่อต้องเดินทางไปในทะเลทรายเพื่อไปจดทะเบียนสำมะโนครัว เอาละครับผมว่าเข้าเรื่องเลยดีกว่า… ไม่นานมานี้ผมพากลุ่มอนุชนไปเข้าค่ายที่ชะอำ เรามีเกมหนึ่งที่สามารถเล่นได้ไม่ยากนักในเวลาที่จำกัด ผมประกาศว่า “ใครสามารถสร้างปราสาททรายใหญ่และแข็งแรงที่สุด จะชนะและได้แต้ม” น้องๆ ทั้ง 5 กลุ่มต่างช่วยกันสร้างปราสาท โดยไม่รู้เลยว่าที่จริงแล้วพี่ไล้ฟ์ต้องการเวลาพักบ้าง ขณะนั่งดูน้องๆ ผมสังเกตปฏิกิริยาของแต่ละกลุ่ม บางกลุ่มเน้นที่ความใหญ่จึงวิ่งตีเส้นขอบปราสาททรายจากหัวหาดถึงท้ายหาด บางกลุ่มเน้นความสูง บางกลุ่มเน้นความสวยงาม (มีสระว่ายน้ำด้วย) ผมสังเกตว่าเมื่อกลุ่มอื่นเดินผ่านหรือแวะมาดูอีกกลุ่มหนึ่ง เจ้าของกลุ่มจะปกป้องไม่ยอมให้ใครเข้ามาใกล้เขตของตน “นี่กลุ่มของฉัน” “เธอไม่เกี่ยว” “ไปไกลๆ เลย” ผมเห็นแล้วก็แอบยิ้ม พร้อมทั้งดื่มน้ำเย็นๆ ใต้ร่มไม้รอน้องๆ ทำให้เสร็จ น่าประหลาดใจว่าช่วงเวลาเช่นนี้ผมได้พบความจริงบางประการที่ผมไม่เคยรู้มาก่อน และเพิ่งมาตระหนักว่าเป็นเรื่องฝ่ายวิญญาณที่เราหลายคนมองไม่เห็น เป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ๆ และอยู่ในตัวเรานี่เอง เมื่อ 2000 กว่าปีมาแล้ว กษัตริย์เฮโรดได้สร้างอาณาจักรของตน ท่านได้รับตำแหน่งกษัตริย์ มีความยิ่งใหญ่ พลัง อำนาจ ทุกสิ่งทุกอย่างในประเทศนั้นเป็นของท่าน เรียกได้ว่าตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ เนื่องจากผมสอนวิชาประวัติศาสตร์ที่โรงเรียนนานาชาติแห่งหนึ่ง ทำให้ผมได้รู้ว่าฟาโรห์คนแรกของอียิปต์คือ […]

คุยกับพี่ไลฟ์ ตอน เราจะอยู่เพื่ออะไร

ผมขอให้ผู้อ่านลองนึกภาพภาพหนึ่งไปพร้อมๆ กับผม แต่ไม่ต้องหลับตานะครับเพราะจะทำให้ท่านอ่านเรื่องนี้ต่อไปไม่ได้ ในภาพมีชายสองคนที่มีฐานะตำแหน่งเท่าเทียมกันทุกอย่าง และต่างก็เป็นเจ้านายของ “นางสาวแจ๋ว”ด้วยกันทั้งคู่ วันหนึ่งเจ้านายทั้งสองนี้เกิดต้องการเรียกใช้ “นางสาวแจ๋ว” พร้อม ๆ กัน “แจ๋ว” จึงวิ่งเข้าไปหาเจ้านายที่ดุกว่าก่อน แต่แล้วเสียงอีกฝ่ายหนึ่งก็ดังขึ้น แจ๋วก็รีบวิ่งขาขวิดมารับหน้าฝ่ายนี้ ทันทีนั้นนายคนแรกก็ตะโกนเรียกด้วยเสียงที่ดังกว่า แจ๋ววิ่งไปวิ่งมาทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้จะทำอย่างไรจึงจะรับใช้นายทั้งสองคนได้ในเวลาเดียวกัน ในพระธรรมมัทธิว 6:24 กล่าวว่า “ไม่มีใครเป็นข้าสองเจ้า บ่าวสองนายได้ เพราะว่าเขาจะชังนายข้างหนึ่งและรักนายอีกข้างหนึ่ง หรือเขาจะนับถือนายฝ่ายหนึ่งและดูหมิ่นนายอีกฝ่ายหนึ่ง ท่านทั้งหลายจะรับใช้พระเจ้าและเงินทองพร้อมกันไม่ได้” พระเยซูทรงสอนสาวกของพระองค์ว่าเราไม่สามารถรับใช้เจ้านายสองคนในเวลาเดียวกันได้ แท้จริงแล้วเรื่อง “ข้าสองเจ้าบ่าวสองนาย” เป็นคำพูดที่เราคุ้นเคยและเข้าใจความหมายพอสมควรอยู่แล้ว แต่ผมขอยกตัวอย่างโดยประยุกต์ใช้กับเรื่องใกล้ตัวที่เข้าใจง่ายๆ เช่น หากเราเป็นแฟนทีมฟุตบอลลิเวอร์พูล เราก็จะเหนียวแน่นกับทีมนี้และไม่เชียร์ทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด หรือคนที่อยู่ฝ่ายธรรมะย่อมไม่รับใช้ฝ่ายอธรรม ถ้าเราตัดสินใจที่จะอยู่กับทั้งสองฝ่ายก็คงจะมีปัญหาแน่ๆ ลองคิดภาพแฟนทีมลิเวอร์พูลใส่เสื้อหงส์แดง แต่กลับไปนั่งเชียร์ทีมแมนยูฯ บนอัฒจันทร์ที่มีคนใส่เสื้อผีแดง หรือภาพของคนโฆษณา “เป๊ปซี่” แต่กลับกำลังดื่ม “โค้ก” อยู่ คงจะเป็นภาพที่แปลกมากทีเดียว ผู้ที่พบเห็นก็อาจจะรู้สึกงงว่า “เอ๊ะ…จะเลือกฝ่ายไหนกันแน่” หลายคนคิดว่าพระธรรมมัทธิวตอนนี้ พระเยซูกำลังพูดกับคนจำนวนมากบนภูเขา แต่แท้จริงแล้วพระเยซูกำลังพูดกับสาวกสิบสองคนของพระองค์เท่านั้น นั่นหมายความว่าพระองค์กำลังพูดกับผู้เชื่อวางใจในพระองค์ หลายครั้งที่ชีวิตของผู้เชื่อในพระเยซูก็ตกอยู่ในสภาพเดียวกับ “แจ๋ว” ซึ่งมีนายสองคน ในชีวิตของเรามีโลกเป็นนายคอยกำหนดเวลา ตารางชีวิต โดยที่จิตใต้สำนึกเรารู้ว่าจุดมุ่งหมายและเจ้านายที่แท้จริงของเราคือพระเจ้า เมื่อเป็นเช่นนี้เราจึงวิ่งไปวิ่งมาระหว่างความต้องการของโลกและความต้องการของพระเจ้า ระหว่างความจำเป็นในการยังชีพและความต้องการในการรับใช้พระเจ้า แน่นอนที่การทำอย่างนั้นทำให้เราแต่ละคนคงจะเหนื่อยไม่น้อย […]

คุยกับพี่ไลฟ์ ตอน การยืนหยัดของดาเนียล

สวัสดีครับน้องๆ และท่านผู้อ่านทุกท่าน ก่อนอื่นผมอยากบอกว่า ผมรู้สึกดีใจที่ได้มีโอกาสเขียนแบ่งปันกับน้อง ๆ และได้ทำความรู้จักกับน้อง ๆ บางคนที่เขียน e-mail และ MSN มาถึงผม ผมรู้สึกว่าบางครั้งหากเรามีปัญหาข้อข้องใจฝ่ายจิตวิญญาณ เราควรจะต้องมีคนบางคนที่เราสามารถคุยด้วยได้ มีหลายเรื่องที่เราไม่สามารถคุยกับคุณพ่อ คุณแม่ของเราได้ อย่างเช่นเรื่องเพศ หรือเรื่องแฟน หรือแม้แต่กับเพื่อนเราสามารถคุยเข้าใจได้เพียงบางเรื่องเท่านั้น  บางครั้งจึงต้องคุยกับคนที่เราไม่รู้จักแต่ก็มั่นใจในตัวคนนั้น เช่น คนเครียดต้องคุยกับหมอ…เราจะเห็นได้ว่า สมัยนี้  Hot line วัยรุ่นจึงมาแรง นั่นเป็นสิ่งที่พิสูจน์และยืนยันได้ว่า เด็กวัยรุ่นต้องการคนที่คุยด้วยได้ ต้องการระบายปัญหา และต้องการรับการแนะแนว เอาละครับ เรามาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า ตอนนี้ในชั้นรวีที่คริสตจักรเมืองไทย เรากำลังเรียนเรื่องของ ดาเนียล กำลังเรียนกันด้วยความเข้มข้น เพราะฉะนั้นผมจึงอยากแบ่งปันในสิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากการสอนรวีในครั้งนี้ ดาเนียล บทที่ 1 พูดถึงสถานการณ์บ้านเมืองของเยรูซาเล็มที่กำลังย่ำแย่ เพราะกษัตริย์เมืองบาบิโลน ได้ยกทัพมาตีและตีได้สำเร็จด้วย เมื่อตีเสร็จแล้วจึงคัดเอาบุคลากรที่ฉลาด แข็งแรง มีฝีมือในการทำงานไปเป็นนักโทษ ไปเป็นคนงาน ไปใช้งานในเมืองบาบิโลน ทหารบาบิโลนได้ยกเอาข้าวของต่าง ๆ ในพระวิหารกลับไปยังบาบิโลนด้วย ลองคิดดูนะครับ ถ้าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับประเทศไทยของเรา ตัวผมและท่านผู้อ่านต้องถูกต้อนไปใช้แรงงานเหมือนทาส ต้องทำงานในต่างแดน ต้องเห็นคนอื่นมาทำลายสถานที่ […]

คุยกับพี่ไลฟ์

ไม่ได้เจอกันตั้งนาน เอาเป็นว่าพี่ขอน้องผู้อ่านว่า  ถ้าอยากให้พี่เขียนเกี่ยวกับเรื่องอะไร  ก็เขียน e – mail มาบอกกันได้เลย พี่ให้  e – mail ส่วนตัวคือ gift_life@yahoo.com เขียนมาเลย มีเรื่องอะไรก็  chat กันได้ครับ พี่ไลฟ์ จัดให้… เดือนที่ผ่านมาเราผ่านเดือนแห่งความรักมาแล้ว คงมีบางคนดีใจ บางคนเสียใจ หลายคน หวังใจ… เอาเป็นว่าในคอลัมน์วันนี้ พี่จะพูดเกี่ยวกับเรื่องความรัก น้ำพระทัยพระเจ้า และการแสวงหา เท่าที่พี่ไปค่ายอนุชนมาทั่วประเทศและต่างประเทศ พี่ได้ตอบคำถามมามากมาย (เหมือนอวดใช่มะ) แต่มีคำถามนึงที่มีทุกค่ายเลย คือ อะไรคือน้ำพระทัยพระเจ้า จะรู้ได้งัย? แฟนคนนี้ใช่  “The one” ฤาเปล่า? จะไปโรงเรียน/มหาวิทยาลัยไหน อะไรคือน้ำพระทัยพระเจ้า….เป็นคำถามที่ง่าย แต่ตอบยาก เอาเป็นว่าพี่จะค่อย ๆ ตอบให้ชัดเจนที่สุด คำถามคือ  “เราจะรู้น้ำพระทัยได้ยังไง?  คำตอบคือ ถามพระองค์เองเด่ะ!  จบแล้ว กลับบ้านได้ อ้าวทำไมงี้ละ..!? จริง ๆ แล้ว […]

คิด… เลือกคู่ดูให้เข้ม

ตอนที่ผมยังเป็น เด็กอยู่นั้นเช้าวันอาทิตย์จะเป็นวันที่ผมตื่นเช้าเป็นพิเศษ ไม่ใช่เพราะอยากดูการ์ตูนเท่านั้น แต่เพราะต้องรีบตื่นมาดักเอาหนังสือพิมพ์อ่านเป็นคนแรก คอลัมน์ที่ผมชอบอ่านมากก็คือ “ลุงหนวดหาคู่” กับ “มาลัยเสี่ยงรัก” ผมอ่านไปยิ้มไปทั้งๆ ที่ยังไม่รู้เดียงสากับเรื่องรักๆ ใคร่ๆ สักนิด คงเข้าใจแล้วใช่ไหมครับว่าทำไมผมต้องรีบลงมาอ่านเป็นคนแรก เพราะขืนใครรู้เข้าผมต้องโดนล้อแน่ๆ กว่าจะรู้เดียงสาเรื่องความรักผมก็อายุย่าง 18 ปีแล้ว ตอนนั้นผมเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 5 หากใครไม่มีแฟนหรือคนที่เป็นข่าวด้วย (สมัยนี้คงเรียกว่า กิ๊ก) จะเป็นเรื่องที่เสียฟอร์มเอามากๆ ผู้ชายทุกคนจึงต้องทำให้ตัวเองดูน่าสนใจเผื่อว่าจะมีสาวๆ มาหลงชอบบ้างสักคน วิธีการของผมคือสมัครเป็นตัวแทนแข่งขันทุกประเภทในนามของโรงเรียนแม้กระทั่งสมัครเป็นคนเชิญธงชาติทุกเช้า แย่หน่อยตรงที่วันหนึ่งผมหัวแตกแต่ยังต้องออกไปเชิญธงชาติเลยกลายเป็นที่มาของฉายาว่า “รุ่นพี่หัวปะ” ถึงจะน่าอายแต่อย่างน้อยการเป็นจุดสนใจ ก็ทำให้ผมเชื่อเอาเองว่าจะมีคนมาแอบปลื้มแอบชอบ และทำให้ผมไม่ต้องเสียฟอร์มว่าเป็นคนไม่มีแฟน?? หลายปีผ่านไปการสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนต่างเพศ โดยการเข้าไปทำความรู้จักแนะนำตัวเอง หรือการใช้ความสัมพันธ์แบบรุ่นพี่กับรุ่นน้องอย่างที่ผมคุ้นเคยเริ่มกลายเป็นเรื่องล้าสมัยเสียแล้ว ทุกวันนี้เราคงเคยได้ยินว่ามีคู่แต่งงานหลายคู่ที่รู้จักกันผ่านอินเทอร์เน็ต ยิ่งเดี๋ยวนี้มี Facebook ด้วยแล้วก็ยิ่งกลายเป็นเรื่องง่าย หนุ่มสาวสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลและรูปถ่ายได้ในเวลาอันรวดเร็ว ดูๆ ไปก็สะดวก และเหมาะสำหรับโลกในยุคปัจจุบันดี จะติดก็ตรงที่เราไม่แน่ใจว่าข้อมูลที่เราได้มานั้นมันจะเป็น Facebook หรือ Fakebook กันแน่ ดังนั้นข่าวอาชญากรทางอินเตอร์เน็ตที่เหยื่อถูกหลอกไปทำอนาจารจึงมีให้เราเห็นมากไม่แพ้กัน ส่วนใหญ่ก็เพราะหลงในรูปหล่อๆ สวยๆ และเชื่อในข้อมูลที่แปะไว้ใน Social network นั่นเอง?? ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร […]

คำสาปฟาโรห์

สมัยที่ผมยังเรียนชั้นประถมศึกษา น้าสาวคนสุดท้องมีการ์ตูนเรื่องโปรดอยู่เรื่องหนึ่ง เด็กผู้ชายอย่างผมมักล้อเลียนการ์ตูนแบบนั้นว่าการ์ตูนผู้หญิง หรือการ์ตูนตาหวาน แต่พอผมลองแอบหยิบขึ้นมาอ่าน ก็วางไม่ลงจริงๆ จะมีข้อเสียตรงที่ผู้เขียนช้าเหลือเกิน ทุกวันนี้ผมเรียนจบปริญญาโทมาสิบกว่าปีแล้ว แต่การ์ตูนเรื่องนี้ ก็ไม่มีทีท่าว่าจะเขียนจบ สักทีการ์ตูนเรื่องนั้นชื่อ “คำาสาปฟาโรห์” เรื่องราวของสาวฝรั่งผมทองที่หลงไปในยุคอียิปต์โบราณมีเนื้อเรื่องชวนน่าติดตามมากจริงๆ แต่นั่นก็เป็นเพียงจินตนาการ ของผู้เขียนเท่านั้น แต่คำสาปฟาโรห์มีอยู่จริงเมื่อผมได้เปิดอ่านในพระธรรมอพยพ เรื่องราวภัยพบัตินานาประการ ที่พระเจ้า มีต่อฟาโรห์ มีใจแข็งกระด้าง  และพยายามต่อสู้พระเจ้าเที่ยงแท้ อย่างไม่ลดละ  นำมาซึ่งความพินาศย่อยยับของประเทศมหาอำนาจในยุคโบราณ สร้างความเสียหายร้ายแรงยิ่งกว่าคำสาปในนิทานหรือการ์ตูนมากมายนัก โลกในยุคโลกาภิวัฒน์คงไม่มีใครสนใจเรื่องเล่าที่เป็นตำนาน หรือนิทานเรื่องเล่ามากมายนัก เว้นเสียแต่อ่านเพื่อความเพลิดเพลิน แต่พระคำของพระเจ้านั้นเป็นความจริงที่เราสามารถแสวงหาได้พบเป็นสิ่งที่เตือนใจเราได้อยู่เสมอ และเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ชีวิตของเราต้องย่อยยับไปดั่งฟาโรห์ ผู้มีใจดื้อดึง บทเรียนและเรื่องราวของกษัตริย์ในโลกโบราณที่ผมกำาลังจะกล่าวถึงต่อไปนี้น่าจะให้บทเรียนที่สำาคัญแก่คนที่ต้องการพร และหลีกเลี่ยงคำสาปแช่งได้เป็นอย่างดี ผมขอยกข้อพระคัมภีร์ 3 ข้อจากพระธรรมอพยพ ซึ่งจะสอนให้เรามีชีวิตที่ได้รับพรและไม่ต้องคำสาปดังชีวิตของฟาโรห์ ดังนี้ อพยพ 4:23 เราบอกแก่เจ้าว่า “จงปล่อยบุตรของเราให้ไปนมัสการเรา” ถ้าเจ้าไม่ยอม เราจะประหารบุตรหัวปีของเจ้าเสีย’ ” อพยพ 8:20 พระยาห์เวห์ตรัสกับโมเสสว่า“จงลุกขึ้นแต่เช้าแล้วไปคอยเข้าเฝ้าฟาโรห์ ฟาโรห์กำาลังมายังแม่น้ำ แล้วเจ้าจงบอกเขาว่า ‘พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้ว่า “จงปล่อยประชากรของเราไปนมัสการเรา อพยพ 10:3 โมเสสและอาโรนจึงไปเข้าเฝ้าฟาโรห์ทูลว่า “พระยาห์เวห์พระเจ้าของคนฮีบรูตรัสดังนี้ว่า […]

1 2 3