ความขัดแย้งในหมู่ผู้เชื่อ

วันนี้ผมอยากเขียนเกี่ยวกับหลักข้อเชื่อในชีวิตคริสเตียน ข้อนึงที่คนไทยรู้สึกว่าจะทำได้ยาก นั้นคือ ความขัดแย้งในหมู่ผู้เชื่อ

สำหรับคนไทยนั้นความขัดแย้งมีอยู่จริง ดูได้ในทางโทรทัศน์ แต่วำหรับคริสเตียนไทยนั้น หลายคนคิดว่าความขัดแย้งเป็นบาป ก่อมาจากบาป หรือจะทำให้เกิดบาป ความจริงแล้วถูกต้องแค่ 33.33 % เพราะว่าความขัดแย้งไม่ได้เป็นบาปแต่อย่างใด หรือก่อจากความบาปแต่อย่างใด แต่มีโอกาสนำไปสู่ความบาปได้ ความจริงเรื่องความขัดแย้งในหมู่คริสตชนนั้นนำมาสู่ความเข้าใจผิดหลายอย่าง

1.การเผชิญหน้า
คริสตชนไทยไม่ชอบการเผชิญหน้า คนไทยและวัฒนธรรมไทยไม่ส่งเสริมการเผชิญหน้ากัน ตอนผมเรียนอยู่ที่สหรัฐอมเริกาจำได้ว่าผมทำบางอย่างที่ไม่ควรในวัฒนธรรมของชาวตะวันตก เพื่อนผมที่เป็นคนอเมริกันตรงเข้ามาหาผม มองตาผมแล้วบอกผมว่า “วาระคุณทำอย่างนั้นไม่ได้ ไม่ควร… คุณต้องไปขอโทษเค้า”  มีกี่คนที่กล้าบอกคุณอย่างนี้ คริสตชนไทยควรเผชิญหน้ากันเมื่อเกิดความขัดแย้งไม่ใช่เพื่อจะทำให้เสียหน้า  แพ้  หรือยอมรับความผิด แต่เพื่อถวายเกียรติต่อพระเจ้า พระคัมภีร์สอนไว้ใน มัทธิว 5 : 24 ว่า “จงวางเครื่องบูชาไว้ที่หน้าแท่นบูชา และกบัไปคืนดีกับพี่น้องของผู้นั้นเสียก่อน แล้วจึงค่อมาถวายเครื่องบูชาของท่าน” พระองค์กำลังบอกเราง่ายๆ ว่า ถ้าเราไม่สามารถเผชิญหน้า และคืนดีกับมนุษย์ที่เรามองเห็น พุดคุย มีความสัมพันธ์ได้แล้ว นับอะไรกับพระเจ้าที่เรามองไม่เห็น

2. คริสตชนไม่จำเป็นจะต้องมีความเห็นเหมือนกันเสมอ
หลายคนคิดว่าโบสถ์หรือคริสตจักรที่ดีคือ คริสตจักรที่ไม่มีปัญหา ทุกคนเห็นด้วยพร้อมต้องกันตลอดเวลา ในความเป็นจริงแล้ว คริสตจักรในโลกนี้และในประวัติศาสตร์ ไม่มีคริสตจักรใดที่เห็นด้วยกันทุกคนทุกเรื่อง คริสตชนหลายคนบอก ดูคริสตจักรในพระคัมภีร์ใหม่ซิ ผมก็ดูแล้วหลายรอบด้วย ในพระธรรมกิจการอาจารย์เปาโลกับบารนาบัสยังเถียงกันขึ้นรุนแรง พระคัมภีร์ใช้คำว่า “แล้วเกิดการขัดแย้งกันจนต้องแตกแยก” อานาเนียกับสัปฟีราก็โกงกันในโบสถ์ แต่ละคริสตจักรนั้นมีปัญหาทั้งนั้น… แต่การที่เราอยู่กันในหมู่คริสตชน เราจำเป็นต้องเข้าหากันตรงๆ  มัธทิว 18 : 15 “หากว่าพี่น้องของท่านผู้หนึ่งทำผิดต่อท่าน จงไปหาและชี้ความผิดต่อเขาสองต่อสองเท่านั้น…” ในสังคมไทย เราเปลี่ยนเป็น “หากว่าใครก็ตามทำผิดอะไรก็ตาม  จงไปแจ้งต่อเพื่อนๆ ของเราเรื่องความผิดบาปนั้น ปากต่อปาก”  กลายเป็นว่าความเข้าใจผิดในเรื่องความขัดแย้งนำไปสู่การนินทาว่าร้าย

3. ความขัดแย้งเท่ากับความคิดใหม่
จริงอยู่ที่ในพระคัมภีร์พูดถึงเรื่องการอภัยต่อกันมากกว่าเรื่องความขัดแย้ง แต่ไม่ได้หมายความว่า คริสตชนไม่ควรที่จะขัดแย้งกัน เพราะการขัดแย้งทำให้เกิดความคิดใหม่  ในตอนที่ผมเรียนเรื่อง Children Moral  Development ผมได้เรียนรู้ว่าเด้กเรียนรู้เรื่อง Concept ใหม่ๆ ด้วยการขัดแย้งและได้ใช้ด้วยการกลมกลืน ยกตัวอย่าง เด็กที่ไม่เคยเห็นซาลาเมนเดอร์ เคยเห็นแต่ตุ๊กแก และจิ้งจก จึงเอา Concept สัตว์ตัวใหม่นี้เข้าไปอยู่ใน ครอบครัวของจิ้งจก จนกว่าจะมีคนมาขัดเกลาความคิดใหม่ๆ ซาลาเมเดอร์ อยู่ในจำพวกของสัตว์เลี้อยคลานก็จริง แต่ก็เป็นสัตว์ที่แตกต่างจากจิ้งจกอย่างสิ้นเชิง เมื่อความคิดเริ่มขัดแย้งจึงเกิดเป็นความเข้าใจใหม่ขึ้นมา
ในสุภาษิต 27:17 “เหล็กลับเหล็กได้คนนึงก็ลับเพื่อนของตนได้” คำติเตียนของสหายก็ย่อมดีกว่าคำชมของศัตรู ผมเชื่อว่า หากคริสตชนไทยเรียนรู้ที่จะขัดแย้ง ไม่ถือเป็นเรื่องส่วนตัว เรื่องเสียหน้า และยังคงมั่นใจในความรัก ความรอด คริสตชนไทยจะสามารถขัดกัน แย้งกัน เพื่อขัดเกลากันให้มีคุณภาพ ในคริสตจักรผม เมื่อเราประชุมผู้ปกครองและคณะกรรมการ ผมสังเกตว่ามีการขัดแย้งกันและถกเถียงกันอย่างเคร่งเครียด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็เพื่อประโยชน์ของคริสตจักรและเพื่อคนไทยจะได้มารู้จักพระเจ้า

4. เราหาคนที่ไม่เหมือน
เป็นกฎที่สังเกตกันได้ง่ายๆ “Opposite attracks” สิ่งที่ตรงกันข้ามย่อมดึงดูดกัน เป็นจริงในขั่วแม่เหล็ก เป็นจริงในความเป็นเพื่อน และเป็นจริงในการหาคู่ คนที่เข้ากันได้ไม่จำเป็นต้องมีอะไรเหมือนกันทั้งหมด แต่อาจมีบางอย่างต่างกัน คนหนึ่งขี้ลืม อีกคนก็น่าจะละเอียดถี่ถ้วน คนหนึ่งอ่อนแอ อีกคนหนึ่งก็น่าจะแข็งแกร่ง อีกคนความเชื่อน้อย อีกคนก็ควรจะมีความเชื่อเยอะ (กว่า)
ความเป็นจริงนี้เองที่ทำให้เราเข้ากันได้และรับกับได้ หากในองค์ประชุม มีแต่ผู้หญิงที่ชอบคุยนอกเรื่องเนื้อหาของการอภิปรายการประชุมคงจบช้าออกไปอีก หากประชุมเป็นผู้ชายเคร่งเครียด ก็อาจขัดแย้งกันอย่างรุนแรง เรากำลังหาคณะผู้ปกครองรุ่นต่อไป เราจึงอภิปรายหาบุคคลที่มาจากหลายสถานะภาพ หลายมุมมอง ทุกเพศ ระดับการศึกษาต่างกัน แต่มีระดับฝ่ายจิตวิญญาณ และจุดประสงค์ต่อโบสถ์ ในทางเดียวกัน

5. ผลของพระวิญญาณกับการขัดแย้ง
คริสตชนหลายคนพยายามจะฝึกฝนให้ตัวเองมีผลของพระวิญญาณ อธิษฐานขอและพยายามทำความเข้าใจในผลของพระวิญญาณ แต่ในความเป็นจริงแล้วผลของพระวิญญาณสามารถฝึกได้โดยวิธีเดียว คือโดยการไปคริสตจักร งงมั้ยครับว่าทำไม?  คริสตจักรเป็นสถานที่นมัสการพระเจ้า อีกทั้งเป็นที่ที่คริสเตียนสามารถฝึกความอดทนต่อกันและกัน เพราะหากผลของพระวิญญาณคือ สันติสุข เราต้องไปเจอกับผู้ที่ก่อให้เกิดความวุ่นวายในคริสตจักร เราจะต้องอยู่กับพี่น้องบางคนที่ไม่ค่อยจะน่ารักให้ได้ เราจึงจะเกิดความรักที่แท้จริงได้ ความดีต้องชนะความชั่วร้าย ความสัตย์ซื่อต้องเจอการทดลอง

ผมจึงอยากเห็นคริสตชนไทยกล้าที่จะขัดแย้ง ขัดเกลาเพื่อเสริมสร้าง ไม่ใช่เพื่อทำลาย เพื่อพระเกียรติของพระเจ้า ไม่ใช่เพื่อเกียรติยศของเรา