ความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ ฉบับที่ 1/2020

ความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้

คริสตสายสัมพันธ์ ฉบับที่ 1/2020

 

คุณครูวัชราภรณ์ อมรศักดิ์

เธอเป็นเพียงเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่รู้สึกว่าตัวเองอ่อนแอ เสียใจง่าย ซึ่งเต็มไปด้วยข้อสงสัยในคุณค่า ความหมายของการมีชีวิต  จนวันหนึ่งเพื่อนเก่าที่ไม่ได้เจอกันมานานโทรมาหาและเล่าเรื่องพระเจ้าให้ฟัง เธอตอบสนองเรื่องราวที่ได้ฟังด้วยข้อโต้แย้งมากมาย แต่ไม่ว่าเธอจะพยายามโต้แย้งด้วยเหตุผล หลักการทางวิทยาศาสตร์เท่าไร ก็ไม่สามารถลบล้างความจริงของพระเจ้าได้ จนต้องยอมจำนนกับพระเจ้าในที่สุด  เธอเริ่มค้นหาความจริงในพระเจ้า ด้วยการอธิษฐาน อ่านพระคัมภีร์ และไปโบสถ์ จนเธอได้พบกับคำตอบที่เติมเต็มความว่างเปล่าของชีวิต พระเยซูคริสต์ทรงเข้ามาทำให้ชีวิตของเธอมีเป้าหมาย ทำให้รู้ว่าชีวิตนั้นไม่ใช่แค่ก้อนดินที่เกิดอยู่เพื่อรอวันสลายอีกต่อไป แต่เป็นภาชนะดินที่พระเจ้าจะนำไปใช้  พระเจ้าทรงนำชีวิตของเธอ  และค่อยๆ ปั้นแต่งเธอให้เป็นภาชนะที่มีคุณค่ามากขึ้นในทุกๆ วัน 

คุณครูวัชราภรณ์ อมรศักดิ์ หรือ ครูเปิ้ล อายุ 37 ปี สอนวิชาวิทยาศาสตร์ โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เบญจมราชาลัย สมาชิกคริสตจักรสะพานเหลือง

รู้จักพระเจ้า

เมื่อปี 2004 ตอนนั้นเปิ้ลเพิ่งเรียนจบคณะวิทยาศาสตร์และไม่เคยมีความคิดที่จะเชื่อเรื่องการมีอยู่ของพระเจ้าเลย ตอนนั้นได้มีโอกาสไปดูหนังเรื่อง Passion of the Christ และเกิดคำถาม ข้อสงสัย คิดในใจขึ้นมาหลายๆ อย่างในหลายๆ ประเด็นในหนัง ถัดจากวันที่ดูหนังไม่นาน อยู่ๆ เพื่อนซึ่งเป็นคุณหมอ คือ คุณธีรยสถ์ นิมมานนท์ ซึ่งเป็นเพื่อนเคยเรียนด้วยกันตั้งแต่สมัยมัธยมที่ไม่ได้เจอกันนานมากได้โทรมาหา และเล่าว่าเพื่อนได้เปลี่ยนเป็นคริสเตียนแล้ว  จึงได้เกิดการเริ่มต้นบทสนทนาถามข้อสงสัยจากภาพยนตร์ ลามไปจนถึงถกเถียงประเด็นเรื่องความเชื่อ เรื่องพระคัมภีร์ และเรื่องของพระเจ้า  เปิ้ลก็ฟังและเถียงเขาตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่ตัวเองยึดถือมา คุยกันนานมาก จนเพื่อนออกปากชวนว่าลองไปโบสถ์คริสต์ไหม  ก็ตกลงรับคำชวนไปร่วมกลุ่มเซลล์ที่คริสตจักรสะพานเหลือง ด้วยความอยากรู้ปนความอยากเอาชนะ  จึงคิดที่จะเตรียมตัวหาข้อมูลก่อนไปเพื่อจะได้คุยกับเค้ารู้เรื่อง และจะได้มีข้อมูลไปโต้เถียงได้  ก็นึกได้ว่ามีพระคัมภีร์เล่มสีฟ้าๆ ที่เคยได้รับแจกมานานแล้วเล่มหนึ่งที่บ้าน จึงหยิบเอาไปด้วยเพื่อจะได้อ่านระหว่างที่รอเพื่อน แต่พระคัมภีร์เล่มหนามากเปิดออกมาแล้วก็ไม่รู้จะอ่านอะไรก่อน ก็เปิดมั่วๆ ไปเจอพระธรรมมัทธิว ที่บอกว่าพระเยซูเลี้ยงคนด้วยขนมปัง 5  ก้อน กับปลา 2 ตัว (มธ.14:17) พออ่านแล้วก็ไม่เข้าใจเลย มันคืออะไร แล้วทำไม จนเพื่อนมารับไปกลุ่มเซลล์ที่โบสถ์ ซึ่งวันนั้นที่กลุ่มมีเรียนพระคัมภีร์ข้อนี้พอดีเลย ตั้งแต่ข้อแรกที่เริ่มเปิดอ่านไปจนถึงบรรทัดสุดท้ายที่คิดว่าพอแล้วอ่านไม่รู้เรื่อง อาจารย์ที่สอนก็ได้อธิบายเรื่องที่เราสงสัย เรื่องที่เราคิดก็ได้รับคำอธิบายทั้งหมด โดยที่เรายังไม่ทันได้ถาม  ก็รู้สึกแปลกดี แต่ก็ยังไม่เชื่อ แต่เพื่อนก็ยังคงเป็นพยานเพื่อประกาศเรื่อยมา  จนสุดท้ายที่เชื่อและยอมจำนนในพระเจ้าก็คือตอนที่มาเป็นครู พระเจ้าทรงเรียกให้มารับใช้ในอาชีพนี้  พระองค์ทรงตอบคำอธิษฐาน ทรงนำในการบรรจุเป็นข้าราชการครู ซึ่งทำให้เปิ้ลมั่นใจในพระเจ้ามากขึ้น

บรรจุเป็นข้าราชการครู

หลังจากเรียนจบภายในระยะเวลา 2 ปี ได้สมัครงานและทำงานไปทั้งหมด 7 แห่ง ได้งานทำ ทำไปสักพักรู้สึกว่ายังไม่ใช่ก็ออกหางานใหม่ แล้วก็ออกอีก เปลี่ยนไปเรื่อยๆ  พอทำที่นี่ มีที่โน่นให้เงินเดือนดีกว่าก็ไป เหมือนเรากำลังตามหาอะไรอยู่  จนทำงานที่ที่ 7 ก็เริ่มคิดว่า ถ้าจะออกจากที่นี่อีก เราควรจะหยุดสักพักหนึ่งดีไหม เพื่อค้นหาตัวเองว่าเราต้องการอะไรกันแน่  ระหว่างนั้นก็ได้เปิดอินเตอร์เน็ตเจอว่ามีรับสมัครครูอาสา โครงการครูบ้านนอก ของมูลนิธิกระจกเงา  เป็นช่วงว่างพอดีและรู้สึกว่าอยากเปลี่ยนสภาพแวดล้อมใหม่ดูเผื่อจะค้นพบตัวเองบ้าง จึงลองสมัครไปที่เชียงราย  ได้ไปอยู่กับชาวเขาเผ่าอาข่า ในหมู่บ้านที่เป็นคริสเตียนทั้งหมู่บ้าน ครอบครัวเด็กนักเรียนที่ไปอยู่ด้วยเป็นคริสเตียน ที่หมู่บ้านมีโบสถ์ วันอาทิตย์ก็ไปโบสถ์  ที่นั่นเป็นครั้งแรกที่มีคนเรียกเปิ้ลว่า “ครู” จริงๆ  ไม่รู้ทำไมเหมือนกันแต่รู้สึกเหมือนมีอะไรมาแตะที่ใจ มันรู้สึกเต็มตื้น มันรู้สึกถึงคุณค่าบางอย่างขึ้นมา   พอกลับมากรุงเทพฯ ที่โรงเรียนคริสตธรรมวิทยา โรงเรียนในคริสตจักรสะพานเหลืองตอนนั้น กำลังขาดครูวิทยาศาสตร์พอดี เพื่อนเห็นว่าเปิ้ลจบวิทยาศาสตร์มาโดยตรงก็จึงชวนให้มาเป็นครูที่นี่  ก่อนหน้านั้นอาชีพครูเป็นอะไรที่ไม่เคยคิดที่จะเป็นเลย เพราะพ่อ แม่ ปู่ ยาย เปิ้ลก็เป็นครู และเรียนหนังสือตั้งแต่เด็กจนโตก็อยู่แต่ในโรงเรียน พอเรียนจบแล้วจะยังอยู่ในโรงเรียนอีกเหรอ พยายามหนี ไม่อยากเป็น แต่การที่ได้ไปเป็นครูอาสาสมัครครั้งนั้นมันทำให้เปลี่ยนมุมมองความคิดใหม่  รู้สึกว่าครูเป็นอาชีพที่พิเศษ จึงได้เริ่มทำอาชีพครูจริงๆ ครั้งแรกที่นั่น   หลังจากนั้นชีวิตก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งโดยการนำของคุณแม่ซึ่งดึงตัวเปิ้ลจากโรงเรียนเอกชนเข้าสู่โรงเรียนรัฐบาล ได้สอบบรรจุข้าราชการครูและขึ้นบัญชีรอเรียกบรรจุ ตั้งแต่วันที่ประกาศชื่อขึ้นบัญชีรอการบรรจุเปิ้ลก็เริ่มอธิษฐาน “ขอให้ได้บรรจุครูโรงเรียนที่มีโบสถ์หรือเป็นโรงเรียนที่มีคริสเตียนอยู่บ้าง และถ้าให้ได้รับใช้พระเจ้าก็ดีค่ะ แต่อย่าให้หนูลำบากจนเกินไปนะ ถ้าพระเจ้าจะใช้ไปที่ไหนก็ขอทรงนำไปที่นั่น” อธิษฐานอยู่เกือบ 2 ปี ช่วงนั้นฝันเห็นทุ่งหญ้าบ่อยมาก  จนวันที่ถูกเรียกมาบรรจุถูกส่งตัวมายังโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เบญจมราชาลัย วันที่มาเห็นโรงเรียนวันแรกก็รู้คำตอบเลยว่าทุ่งหญ้าที่ฝันเห็นนั้นจริงๆ แล้วคือทุ่งนา ตอนนั้นโรงเรียนล้อมรอบไปด้วยทุ่งนามีคริสตจักรห่างจากโรงเรียนประมาณ 1 กิโลเมตร วันที่พบนักเรียนวันแรกเด็กนักเรียนทักบอกว่า “ครูมาพร้อมถนนเลย” เพราะก่อนหน้านี้โรงเรียนไม่มีถนน เส้นทางสัญจรเป็นโคลนเลนยากที่รถจะเข้าออกโดยเฉพาะช่วงหน้าฝน ถนนพึ่งสร้างเสร็จเพียงสามเดือนก่อนเปิ้ลมาบรรจุ ซึ่งเป็นตามคำอธิษฐานที่ว่าอย่าให้ลำบากจนเกินไป  และโรงเรียนนี้มีค่ายคุณธรรมศาสนาคริสต์ ซึ่งคุณครูที่เป็นคนก่อตั้งได้เกษียณอายุไปก่อนหน้านี้ และยังไม่มีคนที่เป็นครูที่นับถือศาสนาคริสต์ทำต่อ เปิ้ลเลยได้รับมอบหมายให้เข้ามารับผิดชอบทำค่ายนี้ เป็นคำตอบของคำอธิษฐานในงานที่จะรับใช้    ปีแรกที่มาอยู่ที่นี่งานวันคริสตมาสของโรงเรียนมีการร้องเพลง เต้นรำ และซานตาคลอส แต่ไม่มีประวัติความเป็นมาวันคริสตมาส หรือพูดถึงเรื่องราวของพระเยซูคริสต์เลย  จึงลองไปถามเด็กนักเรียนดูว่า วันคริสตมาสคือวันอะไร นักเรียนตอบว่า เป็นวันเกิดของซานตาคลอสบ้าง เป็นวันปีใหม่ของฝรั่งบ้าง ทำให้เปิ้ลคิดว่า “ไม่ได้นะ ถ้าเราซึ่งเป็นครูและเป็นคริสเตียนอยู่ตรงนี้ เด็กต้องรู้ว่า

คริสตมาสเป็นวันเกิดของพระเยซู เด็กจะไม่รู้ไม่ได้”  เลยคิดที่จะหาทางทำให้เด็กๆ ได้รู้เรื่องราวความหมายของวันคริสตมาสที่แท้จริง

   

ชุมนุมคริสเตียนที่โรงเรียน

ชุมนุมของโรงเรียนคือส่วนหนึ่งของวิชาเรียน เป็นคาบชุมนุม ซึ่งใน 1 สัปดาห์จะต้องเข้าเรียน 1 คาบเรียนโดยเป็นวิชาเลือก ให้เด็กเลือกเข้าชุมนุมที่ตนชอบเอง เปิ้ลได้เปิดชุมนุมคริสเตียนซึ่งตอนแรกเปิดเพื่อรับเด็กจากค่ายคริสเตียน จะได้มีที่สามัคคีธรรม จัดกลุ่มเซลกัน และร่วมจัดงานคริสตมาสโรงเรียน แต่ปรากฏว่าเด็กที่เป็นคริสเตียนมีความสนใจที่หลากหลายไปเลือกเข้าชุมนุมอื่นๆ กันหมด  ส่วนเด็กที่เข้าชุมนุมคริสเตียนกลับเป็นเด็กที่ไม่ได้เป็นคริสเตียน และไม่ได้มาจากค่ายคริสเตียน บางคนถึงขั้นเข้าใจผิดคิดว่าเป็นคริสเตียโน โรนัลโด้ นึกว่าเป็นชุมนุมฟุตบอล ชุมนุมดารา เด็กๆไม่รู้จักพระคัมภีร์ ไม่รู้จักคริสเตียน เด็กมีพื้นฐานเป็นศูนย์เลย  ต้องขอบคุณเพื่อนๆ พี่ๆ ที่คริสตจักรสะพานเหลืองที่ได้คอยสนับสนุน ให้กำลังใจ ให้คำแนะนำในการสอน การจัดกิจกรรม เอื้อเฟื้อสื่อ อุปกรณ์ต่างๆ โดยเฉพาะของที่นำมาจัดงานวันคริสตมาส  มีครูศาสนาจากคริสตจักรนิมิตใหม่หนองระแหงที่อยู่ใกล้ๆ โรงเรียนเข้ามาร่วมช่วยจัดกิจกรรมบ้าง  อย่างพระคัมภีร์ที่ใช้ในการเรียนการสอนก็ได้เพื่อนๆ พี่ๆ คณะเพื่อคุณ ที่บริจาคพระคัมภีร์เหลือใช้มาให้ จนเพียงพอต่อจำนวนเด็กที่ใช้ในชุมนุม  ตอนนี้ที่โรงเรียนพอไปถามเด็กๆ ส่วนใหญ่ก็พอจะตอบได้บ้างแล้วว่าวันคริสตมาสคือวันเกิดของพระเยซู  และขอบคุณพระเจ้าที่ปี 2018 มีเด็กในชุมนุมรับเชื่อใหม่ 2 คน

แข่งขันพระคัมภีร์กับสมาคมฯ

วันหนึ่งสมาคมพระคริสตธรรมไทยได้ไปออกบูธหนังสือที่คริสตจักรสะพานเหลืองซึ่งเปิ้ลเป็นสมาชิกอยู่ และได้ประชาสัมพันธ์การแข่งขันพระคัมภีร์ จึงสนใจและได้สอบถามทีมงานที่ออกบูธไปว่าถ้าเป็นโรงเรียนรัฐบาลทั่วไปสามารถสมัครได้ไหม ได้รับคำตอบว่าได้  จึงได้ลองลงสมัครแข่งขันเป็นปีแรก ในปีแรกก็เกณฑ์คัดแต่เด็กที่เป็นคริสเตียนไปเข้าแข่งขันผลการแข่งขันได้ลำดับท้ายๆ  ในปีถัดมาปีที่ 2 จึงลองเปลี่ยนแนวทางใช้วิธีประกาศหาอาสาสมัครเด็กที่สนใจ ไม่จำกัดศาสนาให้มาร่วมแข่งขัน  ปรากฏว่าผลการแข่งขันครั้งนี้ได้ที่ 9 โดยผลคะแนนพลาดจากเหรียญทองแดงไปเพียง 1.5 คะแนน  เมื่อเห็นคะแนนเด็กๆ ก็ร้องขอว่าอยากมาแข่งใหม่อีกครั้งในปีหน้า จึงนำมาสู่การเข้าแข่งขันในปีที่ 3  ปีนี้เด็กๆ มีความมุ่งมั่นมากขึ้น ขอยืมพระคัมภีร์ไปอ่านเองเตรียมตัวกันตั้งแต่ก่อนปิดเทอม ด้วยเห็นความตั้งใจของเด็กๆ เปิ้ลจึงอาสานำนักเรียนเข้าแข่งขัน  ออกค่าสมัคร และรับผิดชอบทุกอย่างด้วยตัวเอง  โดยได้รับการอนุญาตและอนุเคราะห์รถรับส่งจากทางโรงเรียน  นำเด็กๆ ไปแข่งได้สำเร็จ  ผลการแข่งขันในปีนี้นักเรียนได้คะแนนถึงเกณฑ์รางวัลเหรียญทองแดง  ถึงแม้ว่าจะยังไม่ติดอันดับที่จะได้รับเงินรางวัล  แต่เด็กๆ ก็มีความภูมิใจมาก  สำหรับชุมนุมคริสเตียนเล็กๆ ที่ไม่ได้เป็นโรงเรียนคริสต์ การได้รางวัลเหรียญทองแดงนี้ก็ถือเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่มากแล้ว

แรงบันดาลใจในการส่งเด็กเข้าแข่งขัน

เปิ้ลมองเห็นเด็กๆ ที่มีความตั้งใจ มีความพยายามที่อยากจะเข้าร่วมแข่งขันพระคัมภีร์ ถ้าเปิ้ลไม่พาไปแข่งขัน พวกเขาก็จะไม่ได้แข่ง พอนึกภาพของเด็กที่มีความพยายามขนาดนั้น เตรียมตัวมาขนาดนี้แล้วถ้าไม่ได้เข้าร่วมแข่งขันพวกเขาจะเสียใจขนาดไหน  เปิ้ลเลยทำทุกอย่างที่จะให้เด็กได้เข้าร่วมแข่งขัน   เปิ้ลบอกกับผู้อำนวยการโรงเรียนฯ ว่าไม่ต้องให้อะไรเลย ขอแค่ให้อนุญาตเด็กไปแข่งขัน กับรถเท่านั้นพอแล้ว ส่วนที่เหลือเปิ้ลจะรับผิดชอบเอง

พระเจ้าทรงนำเรื่องการเรียนต่อ

เปิ้ลคิดที่จะเรียนต่อ แต่ไม่คิดว่าตัวเองจะสอบได้ และเลยเวลาที่รับสมัครไปแล้ว เปิ้ลอธิษฐานว่า “หนูอยากเรียนต่อ แต่เรียนก็เหนื่อยนะแต่ถ้าเรียนจบมาแล้วมีประโยชน์ต่อพันธกิจของพระเจ้าในอนาคตที่จะทรงใช้หนูได้  ก็แล้วแต่พระเจ้าจะทรงนำเลย”  เปิ้ลเข้าไปดูที่เรียนที่สนใจไว้ พบว่าเขาเปิดรับสมัครนักศึกษาเข้าไปเรียนรอบแรกและปิดไปแล้ว ตอนแรกคิดว่าคงไม่ได้แล้ว แต่พอเข้าไปดูอีกทีวันต่อมาเขาประกาศรับนิสิตเพิ่มจากรอบแรก เปิ้ลเลยได้สมัคร ต้องสอบข้อเขียนเนื้อหาความรู้ การวิจัย ภาษาอังกฤษ และสอบสัมภาษณ์  พระเจ้าทรงนำทุกอย่างเลย การสมัครพระเจ้านำเรื่องใบรับรอง ตอนขอใบรับรองกับทางโรงเรียนฯ เพื่อที่จะเอาไปสมัคร ท่านผู้อำนวยการไม่อยู่ เปิ้ลคิดว่าคงสมัครไม่ทันแล้ว แต่น้องที่อยู่หน้าห้องท่านผู้อำนวยการก็วิ่งเรื่องให้จนได้รับใบรับรองในวันนั้น  ต้องสมัครสอบภาษาอังกฤษ สมัครไม่ทันอีก ทางมหาวิทยาลัยก็เปิดสอบเพิ่มรอบพิเศษสอบโดยเครื่องคอมพิวเตอร์ซึ่งยากกว่าสอบปกติและไม่มีเวลาอ่านเตรียมตัวสอบ  พระเจ้าก็ทรงนำให้คะแนนผ่านตามเกณฑ์พอดี  พอถึงวันที่ต้องไปสัมภาษณ์ก็เป็นวันที่เปิ้ลว่างพอดี ไม่ติดสอน ไม่ต้องแลกคาบสอนกับครูท่านใดเลย ไปสอบสัมภาษณ์ได้เลย รู้สึกเลยว่าพระเจ้าทรงนำในการเรียนครั้งนี้

เป้าหมายสูงสุดในชีวิต

อยากเป็นเหมือนพระคริสต์ให้มากที่สุด เปิ้ลเป็นคนอ่อนแอ ทุกข์ง่าย ท้อง่าย อยากให้พระเจ้าประทานความเข้มแข็งมากขึ้นเพื่อที่จะเป็นเหมือนพระคริสต์ให้มากที่สุด

ข้อพระคัมภีร์ที่ชอบเป็นพิเศษ

“จงทำทุกสิ่งด้วยความรัก” 1 โครินธ์ 16:14   ข้อนี้เปิ้ลใช้เป็นคติประจำใจ ไม่ว่าจะทำอะไรจะทำด้วยความรัก และผลออกมาเป็นอย่างไรจะไม่เสียใจ เพราะถ้าทำสิ่งใดแล้วไม่มีความรักสิ่งนั้นก็เปล่าประโยชน์

“อย่าให้เราเมื่อยล้าในการทำดี เพราะว่าถ้าเราไม่ท้อใจแล้ว เราก็จะเก็บเกี่ยวในเวลาอันสมควร” กาลาเทีย 6:9   ข้อนี้มีความหมายตามเนื้อหาเลย

หนุนใจคริสตชน

การรับใช้พระเจ้าทำให้เราได้ใกล้ชิดพระเจ้ามากขึ้น และเรามีคุณค่ามากขึ้น อย่างเช่นตอนที่จะไปแข่งขันพระคัมภีร์พระธรรม 1  โครินธ์ เมื่อก่อนเราก็จะเคยอ่านกันผ่านๆ ไป แต่พอจะไปแข่งขันทำให้อ่านอย่างตั้งใจและอ่าน 3 รอบ การเตรียมสอนที่ชุมนุมของโรงเรียนก็เหมือนกัน ก่อนที่จะสอนเราก็ต้องเตรียมการสอน ทำให้เรามีเวลากับพระเจ้าใกล้ชิดกับพระองค์มากขึ้น และเราได้เห็นการอัศจรรย์จากพระเจ้าผ่านเหตุการณ์ต่างๆ      

เราแต่ละคนมีหลายสิ่งที่ไม่เหมือนกัน มีของประทาน ความสามารถไม่เหมือนกัน บางครั้งเราไม่เข้าใจว่าทำไมเรามาอยู่ตรงนี้ ขอให้วางใจในพระเจ้า และพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงให้ อย่างเปิ้ลต้องมาเป็นครูอยู่ไกลบ้าน พบกับความยากลำบาก ไม่เก่งพระคัมภีร์ บางครั้งรู้สึกเกินกำลังของเรา แต่พระเจ้าทรงใช้ให้นำเด็กที่นี่  พระองค์ทรงช่วยเหลือ จัดเตรียมทุกสิ่งให้ อย่างเวลาที่ต้องไปสอนเด็กๆ ขาดเหลืออะไร เปิ้ลจะได้รับการสนับสนุนจากพี่ๆ เพื่อนๆ ที่โบสถ์ พระเจ้าทรงนำ ทรงช่วยเหลืออยู่ตลอด ขอให้วางใจในพระเจ้าว่าพระองค์จะทรงอยู่กับเราในทุกๆ อย่างที่เราทำ

แรงบันดาลใจของเด็กๆ ที่เข้าร่วมการแข่งขันพระคัมภีร์  จากโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เบญจมราชาลัย

น.ส.พลอยชมพู อันโกศล ม.5/1  “เป็นคนชอบการแข่งขันอยู่แล้วค่ะ เลยอยากลองไปแข่งขัน ปกติก็เคยอ่านพระคัมภีร์มาบ้าง การไปแข่งเป็นปีที่ 2 ก็เตรียมตัวมาดีกว่าปีแรก เพราะได้รับแนวข้อสอบว่าจะประมาณไหนก็ตั้งใจเต็มที่ในการอ่านและทำให้ดีที่สุด”

ด.ญ.พิมพ์มาดา เกลี้ยงชอปาน ม.2/5   “เพราะสนใจเรื่องราวของศาสนาคริสต์ค่ะ”

น.ส. ธัญจิรา  มาตรนาคุณ  ม. 5/1  “สนใจเพราะคุณครูชวน และอยากทราบเนื้อหาในพระคัมภีร์อยู่แล้ว อยากรู้ว่าศาสนาอื่นมีการสอนอย่างไร แตกต่างกับพุทธอย่างไรบ้าง ครั้งที่สองอยากไปด้วยตัวเองเพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์อยู่แล้ว ก็ชอบทางนี้บ้าง คิดว่าน่าจะทำได้เลยลองเอามาอ่านตั้งแต่ปิดเทอม ลองอ่านแล้วก็จำเป็นเรื่องราวในหัวก็ทำให้เข้าใจเรื่องราวได้ดีแล้วก็เข้าใจในหลักคำสอนมากขึ้นด้วยค่ะ”

ด.ญ.ปิยลักษณ์  เศรษฐรัศมีกุล  ม.2/5  “เห็นพี่ที่ไปแข่งปีที่แล้วทำให้หนูอยากลองไปบ้างอยากรู้ว่าเขาแข่งกันอย่างไร ยากหรือเปล่า พอปีนี้ก็อยากไปทำคะแนนให้ดีกว่าเดิม อยากลองดูอีกครั้งหนึ่งและจดจำจริงจังมากขึ้นด้วย”

ด.ญ.ศรัณย์พร  สุริยวงศ์ ม.2   “อยากลองเปิดประสบการณ์ใหม่ที่ไม่เกี่ยวกับศาสนาพุทธ อยากรู้ว่าคำที่เขาพูดต่อๆ กันมาว่า “ทุกศาสนาสอนให้เป็นคนดี” แต่อยากรู้ว่าคนดีของแต่ละศาสนาแตกต่างกันอย่างไร อยากลองดูว่าจะสอบยากไหม และแตกต่างจากศาสนาพุทธอย่างไร”                 

นายศิริชัย ทองทา ม.5/1  “จากการที่ได้รู้ว่าหัวข้อการแข่งขั้นครั้งนี้เป็นเอสรา เนหะมีย์ และเอสเธอร์ ก็มีความสนใจคิดว่าน่าจะเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ส่วนตัวเป็นคนสนใจในวิชาประวัติศาสตร์อยู่แล้วเลยสนใจในการแข่งครั้งนี้ จากปีที่แล้วที่พลาดเหรียญไปด้วยคะแนนอีกนิดเดียว ปีนี้พวกเราเลยอ่านให้มากขึ้นกว่าเดิมจนประสบความสำเร็จในปีนี้ครับ”