จังหวะใหม่ของชีวิต

อีกมุมหนึ่งของทิศทางความคิดที่เปลี่ยนไปกับผู้ชายที่ชื่อ เรืองกิจ ยงปิยะกุล โปรดิวเซอร์ฝีมือดีและนักแต่งเพลงมือฉมัง

แรกเริ่มในสมัยตอนเป็นเด็กๆ คุณพ่อคุณแม่จะสอนให้อธิษฐาน สอนให้อ่านพระคัมภีร์ พอไปโบสถ์ก็จะมีอาจารย์เป็นผู้สอน มีหลายๆ คนให้ความรู้มากมายเกี่ยวกับพระเจ้าซึ่งภาพเหล่านั้น ผมเข้าใจว่าเป็นการปฏิบัติศาสนาอย่างเคร่งครัด คำพร่ำสอนทุกอย่างที่ได้ยินได้ฟังกลายเป็นความเคยชินที่หัวใจไม่เคยสัมผัสได้ และเป็นเพียงแค่ความรู้ ที่สมองมีโอกาสได้รับรู้เท่านั้น แม้เราจะรู้ว่าพระเจ้ายิ่งใหญ่ รู้ว่าพระเจ้ารักเรา รู้ว่าต้องไปโบสถ์ รู้เรื่องราวมากมายในพระคัมภีร์ แต่สิ่งหนึ่งที่เราไม่เคยรู้เลยก็คือ พระเยซูมีบทบาทอย่างไรในชีวิตของตัวเรา สำคัญมากน้อย เกี่ยวข้องอย่างไร ไม่รู้เลย ไม่เข้าใจเลย
จนกระทั่งเมื่อผมมีโอกาสได้ฟังอาจารย์ท่านหนึ่ง ท่านบอกกับผมว่า ความรู้ไม่ได้ช่วยให้เราเจอพระเจ้า ความรู้ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาชีวิต ความรู้ไม่ได้ช่วยให้เราได้รับการเปลี่ยนแปลง แต่ความเชื่อต่างหาก เพราะเมื่อรู้แต่ไม่มีความเชื่อ สิ่งที่รู้ก็ไม่มีความหมาย เพราะความรู้กับความเชื่อต่างกันตรงที่ ความรู้ เราพึ่งกำลังของตัวเราเอง แต่ความเชื่อ เราพึ่งกำลังจากพระเจ้า เราจึงสามารถเผชิญทุกอย่างได้โดยพระเจ้าผู้เสริมกำลังเรา และโดยกำลังจากพระเจ้าเราจึงได้รับการเปลี่ยนแปลง ผมก็เกิดคำถามตามมาอีกว่า และเราจะเชื่อได้อย่างไรในเมื่อเราพิสูจน์ไม่ได้ คำตอบที่ได้รับก็คือ ให้เชื่อเถอะ เชื่อเถิดเท่านั้น คำถามก็ยังไม่หมด ผมก็ถามกลับไปว่า แค่เชื่ออย่างเดียวเท่านั้นเองหรือ ใช่แค่เชื่อเพียงอย่างเดียว เพราะเราไม่สามารถจะทำสิ่งอื่นๆ ได้เพื่อมาแลกเปลี่ยนกับความรอดของพระเจ้า นั้นเป็นคำตอบที่ได้รับ
แล้ววันหนึ่งพี่สาวของผมก็เอาข้อพระคัมภีร์ข้อหนึ่งมาให้อยู่ใน พระธรรมยอห์น บทที่ 14 ข้อ 1 บอกไว้ว่า “อย่าให้ใจท่านทั้งหลายวิตกเลย ท่านวางใจในพระเจ้า จงวางใจในเราด้วย” พออ่านพระคัมภีร์ข้อนี้เหมือนพระเยซูพูดกับเรา กำลังบอกตัวเราให้วางใจในพระองค์ ฟังแล้วก็ไม่เหลือคำถามที่ค้างคาใจอีกเลย ความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าที่เราเคยมี จะไม่เป็นเพียงแค่ความรู้ที่สมองรับรู้อีกต่อไป ผมได้สัมผัสกับพระเจ้าจริงๆ เมื่อเราเชื่อ เราก็ได้สัมผัสกับพระเจ้า เมื่อบอกว่าคนที่เชื่อพระเจ้าจะได้รับสันติสุข เราก็ได้รับสันติสุขจริงๆ เมื่อบอกว่าคนที่เชื่อพระเจ้าจะได้รับการเปลี่ยนแปลงใหม่ เราก็ได้รับการเปลี่ยนแปลงใหม่จริงๆ เวลานั้นเข้าใจมากขึ้นเลยว่าพระเจ้าเกี่ยวข้องกับเรา และพระเจ้าก็มีบทบาทสำคัญมากสำหรับชีวิตของเรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำงาน ครอบครัวหรือชีวิตส่วนตัวของเรา พระเจ้าเข้ามามีบทบาทอย่างมาก หลายครั้งที่เจอเหตุการณ์ที่เลวร้ายในชีวิตหรือเจอปัญหา เราก็จะวิ่งเต้นเหมือนมด หาทางโน้นทางนี้ ให้คนนั้นคนนี้ช่วย วิ่งดิ้นรนแต่พระเจ้าไม่ได้ให้เราเป็นอย่างนั้น พระเจ้าสงบนิ่งและเป็นทางออกให้กับชีวิตของเราเสมอ และทุกๆ ครั้ง พระวจนะของพระเจ้าก็จะผุดขึ้นมาในใจเพื่อหนุนใจและเป็นกำลังที่จะทำต่อไป
เรื่องการทำงาน งานที่ทำต้องนำเสนอพระเจ้าก่อน ให้พระเจ้านำตั้งแต่เริ่มต้นไม่ใช่พอตอนปลายๆ เพิ่งจะมาอธิษฐานทำแบบนั้นก็เท่ากับเรากำลังใช้พระเจ้าให้ทำในสิ่งที่เราต้องการแต่เรากลับไม่ได้ทำในสิ่งที่พระเจ้าต้องการ สิ่งที่เราต้องคิดก็คือ ทำให้เต็มที่ ทำอย่างดีที่สุด ส่วนงานจะสำเร็จหรือไม่นั้นไม่ใช่ประเด็นสำคัญแต่น้ำพระทัยพระเจ้าสำคัญที่สุดอย่างเช่น ถ้าผมแต่งเพลงแล้วเขาไม่เอาเพลงที่ผมแต่งก็ไม่เป็นไรนั้นเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้าที่ทำให้เขาไม่เอาเพลงนั้น เพราะผมรู้ว่าสิ่งที่ผมทำนั้น ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดมาจากความสามารถของตัวผมเองแต่มาจากพระเจ้า ความรักของพระเจ้าที่เข้ามาในชีวิตของผมทำให้ผมสัมผัสถึงความรักอันยิ่งใหญ่ที่มีความแตกต่างอย่างมากกับความหมายของคำว่า “ความรัก” โดยทั่วๆ ไป เพราะความรักโดยทั่วไปมุ่งเน้นการเติมเต็มความรักด้วยการได้ครอบครอง และเป็นเรื่องของอารมณ์ความรู้สึกเป็นหลัก จึงมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เดี๋ยวรัก เดี๋ยวโกรธ เดี๋ยวดี เดี๋ยวเบื่อ แต่ความรักของพระเจ้าเป็นความปรารถนาที่จะทำคือตั้งใจที่จะรัก รักโดยไม่มีเงื่อนไข เป็นเรื่องมหัศจรรย์มากที่พระเจ้ารักมนุษย์ เพราะมนุษย์เป็นสุดยอดของการเปลี่ยนแปลง ไม่มั่นคง พร้อมจะโอนเอียงไปได้ตามสถานการณ์ต่างๆ แต่พระเจ้าก็ยังยืนยันที่จะรัก
นิยามความรักที่เรานิยมพูดกันจนเบื่อแล้วก็คือ ความรักคือการเสียสละ ความรักคือการให้ อาจจะดูน่าเบื่อแต่คือความจริงที่เราเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ความรักต้องเสียสละ ความรักต้องมีการให้ และเป็นการให้โดยไม่หวังผลตอบแทนด้วย พระเจ้าเติมเต็มความรักให้กับเราด้วยการให้และเสียสละ เราต้องกลับมานั่งทบทวนความรักที่เรามี ให้มาอยู่ในจุดนี้ เรากำลังลืมกุญแจสำคัญของความรักตรงนี้ไปหรือเปล่า แต่ก่อนผมอาจจะไม่เข้าใจถึงความรักของพระเจ้ามากมายเท่าไหร่ จนกระทั่งได้เป็นคุณพ่อ ทำให้เข้าใจอย่างชัดเจนเลยว่าพระเจ้ามีความรักที่อดทนต่อเรามากมายขนาดไหน ก่อนหน้านั้นเราเคยคิดว่าเราสามารถจัดการกับปัญหาและควบคุมทุกอย่างได้ เวลาทำงานเราก็คุมคนงานของเราได้ หน้าที่ที่เราได้รับมอบหมายให้ทำงานออกมาแบบนี้ เราก็ทำตามที่ให้โจทย์มาและก็สามารถส่งงานได้ตามกำหนดที่ตั้งไว้ แต่สำหรับลูก เรากำหนดกะเกณฑ์อะไรเขาไม่ได้เลย เดาทางเขาไม่ถูก เพราะเดี๋ยวเขาก็หิว เดี๋ยวก็ร้อง เดี๋ยวก็ถ่าย ต้องคอยเปลี่ยนผ้าอ้อมตลอด เราไม่สามารถกำหนดเขาได้เลยว่า วันนี้กินได้แค่นี้พอแล้ว หรือต้องนอนเวลานี้ และก็ตื่นตอนนี้ เวลานี้ห้ามร้องต้องเงียบ ทำอย่างนั้นไม่ได้เลย ต้องใช้ความอดทนอย่างมากในการดูแลเขา ทำให้มองย้อนมาดูตัวเราเอง ชีวิตเราก็แบบนี้เหมือนกัน พระเจ้าก็อดทนกับเราแบบนี้เช่นกัน อดทนกับเราด้วยความรักอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ ทำให้ไม่อยากเป็นคนไม่ดีต่อพระเจ้าอีกแล้ว บางสิ่งที่เราไม่เรียนรู้คือ เราคิดว่าพระเจ้าไม่อดทนกับเรา ซึ่งไม่ใช่ พระเจ้าให้โอกาสเสมอ ปรารถนาดีตลอดเวลา เฝ้าคอยดูการเปลี่ยนแปลงใหม่ สิ่งดีใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้น ไม่ว่าเวลาจะต้องใช้เท่าไหร่พระเจ้าก็ยังคงรอ เพราะความรักของพระองค์เป็นความรักที่อดทนนาน จากประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้เรียนรู้และเข้าใจกับสิ่งต่างๆ ในชีวิตชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะจังหวะใหม่ของชีวิตที่เปลี่ยนไปจากเดิม ด้วยบทบาทใหม่ของคุณพ่อลูกแฝดที่แสนน่ารัก

เรื่องราวความรัก ความผูกพันในครอบครัว ยงปิยะกุล เป็นภาพสะท้อนให้เห็นถึงความรักของ พระเจ้าที่มีต่อเราอย่างลึกซึ้ง ชัดเจน ขอให้ทุกวันเป็นวันแห่งความรัก และทุกสิ่งที่ท่านจะทำนั้น จงกระทำด้วยความรัก ครอบครัวยงปิยะกุล คุณเรืองกิจ ยงปิยะกุล (พี่เหวิน) คุณสราลี ยงปิยะกุล (พี่ลิเดีย) รมิตา ยงปิยะกุล ฟินน์ ลูกสาว คนพี่ รสิตา ยงปิยะกุล เฟย์ ลูกสาว คนน้อง เกิด 22 พ.ย. 02

คุณเรืองกิจ ยงปิยะกุล (พี่เหวิน)