บทเพลงแห่งความรักและผูกพัน

เพราะชีวิตคือชีวิต เมื่อมีเข้ามาก็มีเลิกไป มีสุขสมมีผิดหวังหัวเราะหรือหวั่นไหว เกิดขึ้นได้ทุกวัน อยู่ที่เรียนรู้อยู่ที่ยอมรับมัน ตามความคิดสติเราให้ทัน อยู่กับสิ่งที่มีไม่ใช่สิ่งที่ฝัน และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด (Live And Learn คำร้องโดย บอย โกสิยพงษ์)

ปล่อยมันให้ล้มบ้างก็ได้ ปล่อยมันให้แพ้บ้างก็ได้ ก็แค่หกล้มแล้วลุกขึ้นยืนใหม่ แพ้ก็แค่ต้องเข้าใจ ล้มบ้างก็ได้และเธอจะแพ้บ้างก็ได้ คำว่าชนะนั้นคงไม่ยิ่งใหญ่ ถ้าคำว่าแพ้นั้นยังไม่เข้าใจ (ล้มบ้างก็ได้ แต่งโดย บอย โกสิยพงษ์)

จากถ้อยคำที่ง่ายๆ แต่มีความหมายแตะต้องหัวใจ ถูกบรรจงแต่งขึ้นเป็นบทเพลงที่เรียงร้อยด้วยท่วงทำนองของดนตรีแต่ละชิ้นอย่างกลมกลืน ละเอียดอ่อน และนำเสนอต่อสาธารณชนด้วยมุมมองใหม่ที่ให้ความหวัง กำลังใจ จนใครๆ อยากจะรู้จักผู้แต่งเพลง บอย โกสิยพงษ์ นักแต่งเพลงที่น้อยคนจะไม่รู้จัก และหลายคนปรารถนาที่จะร้องเพลงที่เขาแต่ง ผู้สร้างบทเพลงในมุมมองบวก ท่ามกลางวิกฤตสังคมที่เป็นลบ

ชีวิน โกสิยพงษ์ หรือบอย จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัย UCLA (University of California at Los Angeles) ปัจจุบันอายุ 36 ปี เริ่มเรียนเปียโนตั้งแต่อายุ 4 ขวบ พออายุ 12 ขณะที่เรียนอยู่ชั้นประถมปีที่ 6 ก็เริ่มแต่งเพลงให้กับการ์ตูนที่ตนเองเขียนขึ้น แต่มาจับเป็นอาชีพเป็นเรื่องเป็นราวก็เมื่อ 10 ปีที่ผ่านมานี้เอง ครอบครัวที่อบอุ่น คุณบอยเกิดในครอบครัวที่อบอุ่น มีพี่น้องทั้งหมด 5 คน ตนเองเป็นคนกลาง แต่ไม่เคยรู้สึกเลยว่าลูกคนกลางคือลูกที่มีปัญหา เพราะพ่อแม่รักลูกทุกคนเท่ากันหมด คุณพ่อคุณบอยเป็นเจ้าของธุรกิจ แต่ยอมยกสำนักงานมาไว้ที่บ้านเพื่อจะได้มีเวลาอยู่ใกล้ชิดครอบครัว คุณแม่จะทำหน้าที่เลี้ยงดูลูกๆ และดูแลงานบ้านทั้งหมด เมื่อคุณพ่อเสร็จงานก็จะเข้าครัวทำอาหาร คุณแม่ก็จะจัดเตรียมผลไม้วันละหลายๆ กิโล แช่เย็นไว้ให้ลูกๆ สำหรับคุณบอยแล้ว พ่อกับแม่คือคนคนเดียวกัน ท่านคือผู้ให้ ให้ความรัก ความเข้าใจ ให้ทุกอย่างเท่าที่กำลังความสามารถของท่านจะให้ได้ และให้กับลูกทุกๆ คน ท่านกลัวลูกจะขาด จึงคอยเติมให้เต็มเสมอ คุณพ่อคุณแม่จะกอด และบอกรักลูกๆ อยู่บ่อยๆ มีบางครั้งเช่นกันที่ลูกๆ ถูกตี ก็เป็นการทำโทษเพื่อสอนให้ลูกรู้ผิดรู้ถูก แม้คุณบอยจะไม่ใช่เด็กเรียนเก่ง ถ้าเทียบกับพี่น้องคนอื่นๆ ซึ่งเรียนได้ A หมดทุกคน บางคนเป็นนักเรียนทุน สำหรับคุณบอยแล้ว หากในชั้นเรียนมีนักเรียน 50 คน ก็จะสอบได้ที่ 49 หรือ 50 แต่นั่นไม่ใช่ปมด้อย ไม่ใช่เรื่องที่คุณพ่อคุณแม่ต้องโกรธหรือลงโทษ กำลังใจที่ได้รับจากท่านทั้งสอง รวมทั้งคำพูดหนุนใจ ทำให้คุณบอยสามารถที่จะผ่านชีวิตวัยเด็กและวัยรุ่นมาได้อย่างมีความสุข เพราะว่าพอผมเอาผลสอบไปให้แม่ดู แม่บอกว่าดีนะที่สอบผ่าน เอาแค่ผ่านก็พอแล้ว คือพี่น้องผมเก่งหมดเลย มีผมที่เรียนไม่ได้เรื่องก็กลัวพ่อแม่เสียใจ ผมถามแม่ว่าบอยเรียนไม่เก่งเป็นอะไรรึเปล่า แม่บอก บอยเรียนไม่เก่งเหมือนแม่ ไม่เป็นไรหรอก ตอนเด็กๆ แม่ก็เรียนไม่ได้เรื่องเหมือนกัน แล้วถ้าตกล่ะพ่อ ผมชอบมีคำถามกับพ่อ ถ้าสอบตกทำยังไง พ่อผมจะบอกว่า ตกก็ตกไม่เป็นไร จะได้แน่นๆ กว่าพ่อจะไปเรียน ป.1 ก็ตั้ง 10 ขวบ ความรักที่คุณพ่อคุณแม่มีต่อกัน และมีต่อลูกๆ ตลอดจนแบบอย่างที่ดีที่ท่านทั้งสองแสดงให้เห็นทุกวัน ส่งผลให้ลูกๆ ทุกคนเติบโต มาอย่างมีคุณภาพ ผูกพันกัน ช่วยเหลือกัน

ภาพประทับใจที่คุณบอยไม่เคยลืมเลยคือ ก็นึกถึงคุณพ่อยิ้ม ตาหยีเลยครับ อย่างตอนนั้นผมอายุ 21 ผมอกหัก พ่อแม่มากอดผม ผมเห็นพ่อร้องไห้กับผม ท่านรู้ว่าผมเสียใจ ท่านสงสารผม ผมเลยบอกกับตัวเองว่า จะไม่ทำให้ท่านต้องร้องไห้อีก พ่อแม่จะพูดอยู่เรื่อยเวลาที่ลูกคนไหนไม่สบาย ท่านจะพูดว่า ถ้าพ่อแม่เจ็บแทนได้จะขอเจ็บแทน ให้ความเจ็บทุกอย่างมาตกอยู่กับพ่อแม่แทนลูก บทเพลงแห่งรัก สิ่งที่คุณบอยได้พบได้เห็นและได้รับตั้งแต่เด็กๆ คือครอบครัวที่อบอุ่น ความรัก ความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ตลอดจนคำพูดคำสอนของคุณพ่อคุณแม่ ส่งผลต่อการแต่งเพลงซึ่งออกมาในแนวรักบวก พ่อผมจะพูดเสมอว่าให้เอาใจเขามาใส่ใจเราคือ ถ้าเราไม่ชอบ คนอื่นก็ต้องไม่ชอบ ดังนั้นเราทำงานทำการอะไร ก็ต้องมั่นใจแน่นอนแล้วว่า ถ้าเป็นเรา เราจะชอบ เราก็จะได้ทำแต่ของที่ดีออกไป เพราะผมไม่ชอบรัก ลบ พวกเพลงที่ฟังแล้วไปโทษคนโน้นคนนี้ หรือหดหู่ เพลงแนวอกหักของผมก็มี แต่จะเป็นอกหักที่ไปลงที่ตัวเราเอง เราไม่ได้ไปลงที่คนอื่น ไม่โทษคนอื่น

นอกจากเพลงรักแล้วแนวเพลงของคุณบอยยังเป็นเพลงที่ให้กำลังใจ เช่นเพลง ล้มบ้างก็ได้ เป็นเพลงที่ได้แรงบันดาลใจจากคำหนุนใจของคุณพ่อ เมื่อครั้งคุณบอยเป็นเด็ก เรียนหนังสือไม่เก่ง คุณพ่อสอนคุณบอยว่า คนเราล้มบ้างก็ได้ แพ้บ้างก็ได้ คุณบอยเล่าว่า เมื่อไม่นานมานี้ได้อ่านหนังสือพิมพ์ พบว่าเด็กบางคนที่ผิดหวังในความรัก ก็รับไม่ได้ ต้องยิงกัน ฆ่ากัน ก็เลยนำคำสอนของพ่อมาแต่งเพลงให้พวกเขา สอนเขาว่าชีวิตไม่ได้มีแต่ชัยชนะเท่านั้น มีพ่ายแพ้ ผิดพลาดเพื่อจะแก้ไขและลุกขึ้นมาต่อสู้ใหม่ สำหรับเพลง Live And Learn เป็นอีกเพลงหนึ่งที่ได้นำมาจากคำสอนของคุณพ่อที่ให้เราเรียนรู้ที่จะอยู่กับสิ่งที่เรามี แล้วหาวิธีที่จะมีความสุขกับมันให้ได้ อันนี้ก็เป็นคำพูดของพ่อผมฮะ ตอนที่ผมรู้สึกแย่ ผมจะถามว่า ถ้าเป็นพ่อ พ่อจะทำยังไง พ่อก็บอกว่า ต้อง Learn how to live in it ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับสิ่งที่เรามี แล้วก็หาวิธีที่จะมีความสุขกับมันให้ได้ บอยทำได้ ชีวิตบอยก็มีความสุข มีหลายคนสงสัยว่า การเป็นศิลปินนักแต่งเพลงนั้น กว่าจะได้เพลงแต่ละเพลงออกมา นอกจากจะต้องอาศัยประสบการณ์ชีวิตแล้ว คงต้องใช้เวลา สถานที่ อารมณ์ที่พิเศษเพื่อเอื้อให้เป็นบทเพลงที่ไพเราะ แต่สำหรับคุณบอยแล้ว เพลงทุกเพลงมันเกิดขึ้นจากภายใน หลายครั้งที่คุณบอยเองก็ยังสงสัยว่าเป็นไปได้อย่างไร แทบไม่เชื่อว่าเป็นฝีมือของตนเอง เพราะการแต่งเพลงของคุณบอยไม่เคยมีปัญหา แต่มันจะหลั่งไหลออกมาไม่หยุด สามารถเขียนเนื้อและทำนองได้ทันที เหมือนกับมีอะไรบางอย่างคอยให้ความช่วยเหลืออยู่ เคยคิดว่ามีเทวดามาบอกให้ จนกระทั่งคุณบอยได้มาพบพระเจ้า จึงเข้าใจกระจ่างว่า สติปัญญาความสามารถทั้งหมดที่คุณบอยมีอยู่นั้น พระเจ้าเป็นผู้ประทานให้ พระวจนะแห่งความจริง

เกือบ 10 ปีที่คุณบอยทุ่มเทชีวิตและหัวใจให้กับงานเพลง แต่ปรากฏว่าในระยะหลังๆ งานที่เคยทำด้วยหัวใจและความรักกลับแปรเปลี่ยนไปเป็นการทำงานเพื่อความสำเร็จ เพื่อเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง เพื่อตนเองจะเป็นคนเก่งขึ้นไปเรื่อยๆ เมื่อคุณบอยได้มีโอกาสทบทวนถึงเป้าหมายชีวิตของตนก็พบว่า เขากำลังพลาดจากความตั้งใจเดิม จึงรู้สึกสับสนและท้อถอย แต่ก็ไม่อาจออกจากอาชีพนี้ไปได้ เพราะมีครอบครัวที่ต้องเลี้ยงดู ดังนั้นเมื่อประมาณต้นปี 2545 ที่ผ่านมา คุณบอยจึงตัดสินใจพาครอบครัวไปอเมริกา อยู่ที่นั่นได้ 2 เดือนก็ไม่ได้รู้สึกดีขึ้น จนกระทั่งได้พบกับเพื่อนรุ่นพี่คนอเมริกัน ชื่อ David (เดวิด) เป็น Producer อยู่ที่อเมริกา และรู้จักกันตั้งแต่คุณบอยอายุ 19 ปี คุณบอยได้เล่าถึงความไม่สบายใจให้เดวิดฟัง ที่น่าแปลกคือ เมื่อเดวิดฟังแล้วกลับฝากพระคัมภีร์มาให้อ่าน ในครั้งแรกคุณบอยเองไม่คิดที่จะอ่าน แต่ได้รับการขอร้องให้เก็บไว้ และขอให้นำกลับมาเมืองไทยด้วย เพื่อเมื่อใดที่อยากจะอ่าน จะได้มีอ่าน และในวันหนึ่งคุณบอยตัดสินใจที่จะเปิดพระคัมภีร์เล่มนั้นออกอ่าน โอเค ผมยอมเปิดพระคัมภีร์อ่านก็เพราะเดวิด…คืนนั้นผมอธิษฐานว่า ถ้าสิ่งที่ผมเป็นอยู่นี้ เป็นสิ่งที่พระเจ้ากำลังจะสอนผม หรือว่าจะทำอะไรกับผม ช่วยให้ผมเชื่อโดยการเปิดครั้งเดียวนะ เพราะถ้าหลังจากนี้ ผมจะไม่เชื่อแล้ว ช่วยนำทางผมไปด้วย ผมก็เปิด แล้วผมก็อ่านเจอตรงนี้ You must trust God (จงวางใจในพระเจ้า) ผมขนลุกซู่ทั้งตัวเลย เหมือนสิ่งที่ผมแบกไว้ในใจและไม่กล้าบอกใครว่าผมมีกิเลสในการแต่งเพลง ผมรู้สึกสิ่งนั้นถูกยกหายออกไปหมดเลย ผมรู้สึกเชื่อขึ้นมา ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ยังไงช่วยให้ผมเชื่อได้เรื่อยๆ ช่วยทำให้ผมเข้มแข็ง จากนั้นวันรุ่งขึ้นและทุกๆ วัน ผมคุยกับ Bible (พระคัมภีร์) ตลอดเลย ผมเปิดอ่าน ผมมีคำถาม ผมถาม Bibleจะตอบผมได้ ผมก็ทำงานได้อย่างมีความสุข เพราะว่าเหมือนกับผมไม่ต้องไปคิดแล้วว่า ผมจะมีตำแหน่ง จะเก่งขึ้นไหม? หรืออะไรอย่างนี้ ผมแต่งเพลงเพราะมีความสุขอย่างเดียว โอ้โฮ… ก็ไหลยาวมาเลย แบบไม่มีปิดก๊อกซักที ทุกวันมีเรื่องอะไรผมก็ปรึกษา Bible หมด ผมได้รับคำตอบที่ทำให้ผมมั่นใจได้ว่า พระเจ้าดูแลผมตลอดเวลา

คุณบอยได้ให้ความคิดเห็นว่า ในการอ่านพระคัมภีร์นั้นเราจำเป็นต้องใช้ใจอ่าน ต้องเปิดใจก่อน จึงจะเข้าใจ แม้ว่าจะได้ยินเรื่องราวของพระเจ้ามาตั้งแต่เด็กๆ แต่ก็ไม่เคยเข้าใจ จนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ พอเปิดใจ พระเจ้าก็พูดกับตนเองทันที คริสเตียนแต่ละคนทำหน้าที่เป็นเพียงเครื่องมือหรือสื่อที่จะนำพระคัมภีร์ออกไปให้กับคนต่างๆ ที่ยังไม่มีโอกาสรู้จักพระเจ้า เหมือนเช่นเดวิดได้ทำหน้าที่นี้กับเขา ตัวพระคำของพระเจ้ามีฤทธิ์เดชอยู่แล้ว หากผู้ใดเปิดใจอ่านก็จะพบและสัมผัสกับพระเจ้าได้ ทุกวันนี้แม้คุณบอยได้สัมผัสกับความจริงในพระวจนะของพระเจ้าแล้ว แต่ก็ยังมีปัญหาอยู่ เพราะว่าเราเกิดมาเพื่อมีปัญหาอยู่แล้ว พระคัมภีร์ก็บอก เกิดมาเพื่อเจอปัญหา พระเจ้าจะทดสอบเราตลอดเวลา เพียงแต่บางที ด้วยความเป็นเนื้อหนังของเรามันก็จะงงๆ ว่าจะแก้ปัญหานี้อย่างไร ก็ปรึกษาพระเจ้า… อีกอย่างหนึ่งก็คือ ทำให้คนรอบข้างเริ่มเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของผม จากการที่ผมเป็นคนยึดติดมากกับหลายๆ เรื่อง เขาก็เริ่มเห็นกันว่า อย่างน้อยเมื่อเรานับถือพระเจ้านี่ เราก็มีความสุขในชีวิตมากขึ้น เพราะผมเป็นคนยึดติดกับครอบครัวมาก การแก่ การป่วยไข้ของคนในครอบครัวเป็นเรื่องใหญ่ของผม เป็นความทุกข์ที่ผมไม่เคยรับได้เลยในอดีต

จากท่าทีและทัศนคติต่อปัญหาที่ผ่านเข้ามาในชีวิตที่เปลี่ยนไปของคุณบอยนี้เอง ทำให้เพื่อนสนิทและเพื่อนร่วมงานแปลกใจ หุ้นส่วนผมที่ชื่อ สุกี้ แต่ก่อนก็เป็นคนไม่มีศาสนาอยู่แล้ว พอผมมาเป็นคริสเตียน เขาก็บอกว่า ทำให้ดูปีหนึ่ง แล้วจะเชื่อว่าคุณนับถือจริง คือผมนับถือจริงๆ มากขึ้นทุกวันๆ จนสุกี้เขาเห็นความเปลี่ยนแปลงของผม คือเขาเห็นชีวิตผมมีความสุขมากขึ้น รับได้กับสิ่งที่เกิดขึ้น เขาก็เริ่มที่จะถามผมถึงศาสนา ผมก็ดีใจที่พระเจ้าให้เราแสดงตรงนี้ เช่นเดียวกันกับคุณแม่ที่ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงในชีวิตของคุณบอย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ท่านกำลังเจ็บป่วยอยู่ คุณบอยจะอธิษฐานกับท่านทุกวัน ซึ่งท่านก็ยินดีและเต็มใจอย่างยิ่งและตอบรับว่า อาเมน ทุกครั้ง คุณบอยปรนนิบัติดูแลท่านอย่างดีที่สุดจนสุขภาพของท่านดีขึ้น แม้จะยังไม่สมบูรณ์ก็ตาม สำหรับคุณบอยแล้ว พระคัมภีร์และพระสัญญาของพระเจ้าทุกตอนเป็นจริงในชีวิตแม้จะถูกเขียนมากว่า 2000 ปีแล้ว แต่ก็สามารถตอบคำถาม ตอบปัญหาในปัจจุบันได้ การที่คนเราสามารถมีพระคัมภีร์เป็นของตนเองในภาษาที่ตนเองเข้าใจได้จึงเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพราะเราไม่จำเป็นต้องรอจนถึงวันอาทิตย์เพื่อไปโบสถ์ เพื่อฟังว่าพระเจ้าจะพูดอะไร กับเรา แต่สามารถพูดคุยกับพระเจ้าผ่านพระคัมภีร์ได้

นอกจากนี้คุณบอยยังพบว่าพระเจ้าเป็นเจ้าของเสียงเพลงและเสียงดนตรี ซึ่งทำให้คุณบอยภูมิใจและดีใจที่ได้ทำงานด้านดนตรี และใช้ความสามารถทางดนตรีในการสื่อความรักของพระเจ้า และความหวังใจ กำลังใจให้แก่ผู้ฟัง

สมาคมพระคริสตธรรมไทยขอขอบคุณ คุณชีวิน (บอย) โกสิยพงษ์เป็นอย่างยิ่งที่ได้สละเวลาอันมีค่า เล่าประสบการณ์ที่ยิ่งใหญ่ที่ได้สัมผัสกับความจริงในพระวจนะของพระเจ้า และประสบการณ์ชีวิตส่วนตัวที่น่าประทับใจ แด่พระองค์ผู้ทรงสามารถปกป้องพวกท่านไม่ให้สะดุดล้ม และทรงตั้งพวกท่านอยู่เบื้องหน้าพระสิริของพระองค์ โดยปราศจากตำหนิและมีความร่าเริงยินดี ขอพระเกียรติ ความยิ่งใหญ่ อานุภาพ และสิทธิอำนาจ จงมีแด่พระเจ้าองค์เดียว ผู้เป็นพระผู้ช่วยให้รอดของพวกเรา โดยทางพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของพวกเรา ทั้งในอดีตกาล ปัจจุบันกาล และในกาลต่อๆ ไปเป็นนิตย์ อาเมน ยูดา 24-25 สมาคมฯ ขอแสดงความเสียใจกับ คุณบอย และครอบครัว โกสิยพงษ์ ที่คุณแม่อุไรวรรณได้จากไป เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2003

คุณชีวิน โกสิยพงษ์ (บอย)