พระเจ้าให้ชีวิตเธอ..อีกครั้ง

ชีวิตที่กำเนิดมาบนโลกใบนี้ ต่างก็ต้องเผชิญกับสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกันออกไป บางคนก็เกิดมาในครอบครัวที่ดี ร่ำรวย สุขสบาย

     บางคนที่เกิดมาในครอบครัวที่ยากจน ทุกข์ยาก แต่สำหรับเธอคนนี้ เกิดมาในครอบครัวที่มีความเพรียบพร้อม มีฐานะดี มีหน้าที่การงานที่ดี เป็นครอบครัวที่เชื่อในพระเจ้า มีความสุขกับชีวิตที่ดำเนินอยู่ในวิถีทางของพระองค์ แต่วันหนึ่ง…ปัญหาก็ได้คืบคลานเข้ามาในชีวิตเธอ เธอเกิดความรู้สึกว่าสมองเริ่มผิดปกติ ปวดศีรษะรุนแรง จนต้องเข้ารับการผ่าตัดสมองอย่างเร่งด่วน ทุกขั้นตอนที่เผชิญกับปัญหา พระเจ้าไม่เคยทอดทิ้งเธอ ทรงอยู่ด้วย และทรงนำเธอ ทั้งหมอ โรงพยาบาล และอื่นๆ จนเธอสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาแห่งความทุกข์ยากนั้นไปได้ ในช่วงเวลาที่เธอเจ็บป่วย เธอได้สัมผัสกับการดูแลของพระเจ้า ความรักจากครอบครัว จากผู้คนมากมาย จนเธอลืมความทุกข์ที่กำลังเผชิญอยู่ มันกลับกลายเป็นความสุข ความอิ่มเอิมใจ จนเธอตระหนักว่า…ชีวิตใหม่ที่กำลังมีอยู่ขณะนี้ พระเจ้าได้ประทานให้แก่เธอ…อีกครั้ง เธอจึงได้ตัดสินใจเข้าศึกษาที่โรงเรียนพระคริสตธรรมและถวายตัวรับใช้พระองค์ ขอแนะนำให้รู้จักกับเธอคนนั้น คุณณิชารีย์  ธีรกุลชน
คุณณิชารีย์ ปัจจุบันอายุ 53 ปี จบการศึกษาปริญญาโทที่สถาบันกรุงเทพคริสตศาสนศาสตร์ (BIT) สมรสกับคุณคุณากร งอกประเสริฐกุล มีบุตรชายและบุตรสาว คือ นายปุณชวิศ งอกประเสริฐกุลกำลังศึกษาอยู่ที่สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น และด.ญ.ณิชากร งอกประเสริฐกุล กำลังศึกษาอยู่ที่โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง ทั้งครอบครัวเป็นสมาชิกคริสตจักรสะพานเหลือง

เติบโตในครอบครัวคริสเตียน
     คุณณิชารีย์เกิดในครอบครัวคริสเตียนคุณพ่อคุณแม่พาไปโบสถ์ตั้งแต่เด็กๆ เธอได้เรียนรู้เรื่องราวของพระเจ้าที่คริสตจักรสะพานเหลือง จนทำให้เธอรู้สึกว่าการไปโบสถ์วันอาทิตย์เป็นกิจวัตรประจำที่ทำมาตลอด เมื่อเธอเริ่มโตขึ้นก็เริ่มมีประสบการณ์กับพระเจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ ในยามที่มีความโศกเศร้าหรือเหงา เธอก็จะอธิษฐาน คุยกับพระเจ้า ความสัมพันธ์กับพระเจ้าแนบแน่นมากขึ้น เธอได้สัมผัสกับความรัก และการดูแลของพระองค์ เมื่อเธอได้รับฟังเรื่องราวความทุกข์หรือความสุขของคนอื่น เธอก็มีโอกาสหนุนใจ และแบ่งปันพระพรกับพวกเขาเหล่านั้น
ชีวิตในวัยเรียนคงเป็นเพราะคุณพ่อคุณแม่สอนมาดี เธอเป็นคนรักดีมาตลอด ไม่ออกนอกลู่นอกทาง เธอเรียนมัธยมต้นที่โรงเรียนอัสสัมชัญศึกษา ตอนนั้นเธอได้ตั้งความหวังที่จะเข้าเรียนมัธยมปลายที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา แต่เข้าไม่ได้ เธอเสียใจมาก จึงได้ไปเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนดรุณพิทยา จากนั้นก็เดินทางไปประเทศญี่ปุ่น ไปเรียนการทำ Color Lab เพื่อที่จะกลับมาช่วยคุณพ่อที่ทำธุรกิจร้าน Color Lab (อัดรูปสีเป็นนวัตกรรมใหม่ในสมัยนั้น) เธอได้ช่วยธุรกิจของคุณพ่อและเรียนไปด้วยที่มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมมาธิราช ต่อมาได้ทำงานที่บริษัทเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) และที่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ วอลล์สตรีท จำกัด (มหาชน)
ด้วยบุคคลิกภาพที่คล่องแคล่วว่องไว มั่นใจในตัวเอง และค่อนข้างใจร้อน พระเจ้าได้ฝึกให้เธอมีความอดทนมากขึ้น โดยให้มีโอกาสได้ทำงานร่วมกับพี่น้องคริสตชนในองค์กรคริสเตียนหลายแห่ง เช่น การไปสอนภาษาอังกฤษที่ศูนย์รวมนักศึกษาแบ๊บติสต์ และเป็นอาสาสมัครขององค์การแคมปัสครูเสดฯ เธอได้เห็นการทำงานรับใช้ การเสียสละของผู้คนที่รักพระเจ้า ทำให้เธอได้รับการเรียนรู้และเติบโตในพระเจ้ามากขึ้น

มีครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ
     เมื่อถึงเวลาที่ต้องมีครอบครัว พระเจ้าก็ทรงน่ารักสำหรับเธอมาก ตัวเธอเป็นคริสเตียน เธอก็อยากจะมีคู่ชีวิตที่เป็นคริสเตียนด้วย เพราะมีความเชื่อเดียวกัน จะได้คุยกัน ร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า และอธิษฐานด้วยกันได้ เธอได้ขอให้พระเจ้าเลือกให้ และพระเจ้าก็ประทานคู่ชีวิตที่มีครอบครัวเป็นคริสเตียนเหมือนกับเธอ และทรงบอกให้รู้ว่าเป็นคนนี้แหล่ะที่พระเจ้าทรงเลือกให้ และเมื่อพร้อมจะมีลูก พระเจ้าก็ทรงประทานลูกเป็นของขวัญให้ตามที่เธอขอ อีกระยะหนึ่งต่อมาเมื่ออยากมีลูกอีกคนหนึ่ง พระเจ้าก็ทรงประทานให้มาครบ เธอมีลูกชายหนึ่งคนและลูกสาวหนึ่งคน
“ดิฉันพาลูกมาโบสถ์ตั้งแต่อยู่ในท้องเลย เพราะตอนที่ตั้งครรภ์ก็สอนรวีวารศึกษาที่คริสตจักรสะพานเหลืองแล้ว พอคลอดออกมาก็อุ้มลูกไปสอนรวีฯ ด้วย ไปค่ายด้วยกัน ถ้าเราติดสอนเขาก็จะอยู่ใกล้ๆ เรา ครอบครัวเราเป็นแบบติดหนึบ ไปไหนมาใหนด้วยกันตลอด การเลี้ยงลูกเรายึดหลักการเป็นแบบอย่างให้ลูก บางครั้งเราจะรู้สึกว่าลูกไม่ได้ดั่งใจเรา ไม่ใช่ว่าเราเป็นพ่อแม่แล้วจะบังคับลูกได้ทุกเรื่อง เราจะอธิษฐานเผื่อเขาและทำให้เขาเห็นในสิ่งที่เราอยากให้เขาทำ เช่น เราอยากให้เขาเฝ้าเดี่ยว เราก็ต้องเฝ้าเดี่ยวให้เขาเห็น เราอยากให้เขาอธิษฐานกับพระเจ้า เราก็ต้องอธิษฐานให้เขาเห็น ที่บ้านเราจะมีนมัสการที่บ้านกัน ฝึกกันตั้งแต่ลูกยังอ่านหนังสือไม่ออก เราก็จะเป็นคนอ่านพระคัมภีร์ให้เขาฟัง คอยชี้ให้เขาดูตาม จนกระทั่งเขาสามารถอ่านเองได้ เราจะอยู่กับเขา ใช้เวลากับเขา อย่างเรื่องการสอบเข้าเรียนต่อในที่ต่างๆ เราจะไม่บอกว่าต้องสอบให้ได้นะ แต่จะหนุนใจลูกๆ แล้วบอกเขาว่า ‘ให้อธิษฐานแล้วให้ทำให้ดีที่สุด’ ขอให้ทำให้ดีที่สุด และจะไม่ต้องมานั่งเสียใจในผลที่ออกมา เพราะผลนั้นแสดงว่าเธอทำดีที่สุดแล้ว และจะยอมรับว่านั่นคือสิ่งที่พระเจ้าให้ ต้องเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเราแล้ว”

เกิดวิกฤตในชีวิต…ต้องผ่าตัดสมอง
     “เมื่อตอนสิ้นปี 2004 ตอนนั้นเกิดเหตุการณ์สึนามิ ครอบครัวเราและญาติๆ ก็ไปเที่ยวงานคานิเวล ที่เมืองทองธานี เป็นการจัดแสดงซุ้มเกมส์ต่างๆ แบบสวนสนุก พอเล่นกันเสร็จกลับบ้าน ต่างคนต่างขึ้นเอารางวัล (ตุ๊กตาตัวใหญ่) ขึ้นรถกันไป พอตอนขึ้นรถหัวเราก็ชนตรงขอบประตูรถอย่างแรง เราก็ปวดหัว แล้วก็ไม่หาย ปวดหัวมาตลอด ได้ไปหาหมอ หมอบอกว่าสงสัยเครียดเพราะฟังข่าวสึนามิ ก็เลยปิดทีวีไม่ดูข่าว แต่ก็ยังไม่หาย แล้วก็มานั่งคิดว่าหมอที่ไหนเก่งเรื่องสมอง จึงไปที่โรงพยาบาลกรุงเทพ ที่ซอยศูนย์วิจัย ไปที่นั่นโดยไม่รู้จักใคร ได้พบกับ ดร.นพ.โยธิน ชินวลัญธ์ ท่านเป็นหมอจบมาจากต่างประเทศ ท่านก็ให้ยา แล้วก็นัดอีก 4 วันมาหาใหม่ ตอนนั้นอาการก็ดีขึ้น สามารถกินข้าวได้ แต่หลังจากนั้นร่างกายก็เริ่มทรุดลงมาเรื่อยๆ จากที่ยังทำอาหารได้ กินข้าวได้ แต่ตอนนี้ทำอาหาร กินอาหาร และนั่งไม่ได้ เพราะมันปวดหัวมาก ปรากฏว่า 2 วันเองก็กลับไปหาหมออีกครั้ง คราวนี้ไม่สามารถเดินไปที่รถยนต์เองแล้ว ต้องโทรศัพท์เรียกรถพยาบาลมารับจากบ้านไปโรงพยาบาลฯ เลย”
“เมื่อไปถึงโรงพยาบาลกรุงเทพ ตอนนั้นเป็นวันอาทิตย์ช่วงบ่าย เขาก็รีบเอาเข้าห้องไอซียู ต่อจากนั้นก็ยกเราย้ายเตียงเข็นไปสแกนดูสมอง มีคุณหมออีกท่าน คือ นพ.ดิตถพงษ์ บุญอำพล เป็นหัวหน้าศูนย์ศัลยกรรมแกมม่าสมอง ท่านก็เข้ามาบอกว่า ‘…คุณต้องผ่าตัดนะถ้าไม่ผ่าต่อไปจะเป็นอัมพาต ขั้นต่อไปก็เสียชีวิต เพราะพบสิ่งผิดปกติขนาดเท่าลูกมะนาวที่สมอง’ เราได้ให้สามีช่วยโทรศัพท์ปรึกษากับน้องชาย ก็ทราบจากคุณหมอที่รพ.ศิริราชว่า คุณหมอที่มาคุยกับเรานั้นเป็นคุณหมอผ่าตัดสมองมือหนึ่งของโรงพยาบาลกรุงเทพแล้ว เคยเป็นมือขวาของนพ.รุ่งธรรม ลัดพลี จำได้ว่าใกล้เที่ยงคืนวันนั้น มีผู้ชายเข้ามาโกนผมออกทั้งศีรษะ แล้วก็ยกเราย้ายเตียงเข็นไปเข้าห้องผ่าตัด เสียงสุดท้ายที่ได้ยิน คือ “เราจะฉีดยาชาให้นะครับ” สำนึกสุดท้ายรู้ว่าเรากำลังอธิษฐานขอ มอบให้พระเจ้าเป็นผู้ดูแล พอตื่นขึ้นมาอีกทีก็เช้าแล้ว กลับมานอนที่ห้องพักแล้ว ได้แต่ถามว่านี่ผ่าตัดเสร็จแล้วหรือ เพราะเราไม่รู้ตัวเลย แต่ละวันคุณหมอทั้งสามท่านจะผลัดกันมาตรวจ คุณหมอดิตถพงษ์ล้างแผลให้ด้วยตัวเองและพอใจกับบาดแผลมาก คุณหมอบอกว่า ”ผมบังเอิญอยู่ตรงนั้น ปกติต้องเข้าคิวรอผมนะ” จากผลการผ่าตัดพบว่าสิ่งผิดปกตินั้น คือ เส้นเลือดในสมองที่แตกออกเป็นก้อนเลือดที่กระจายตัวเป็นวงกลมคล้ายผลมะนาว พญ.ศุภรา ลีลาแสน ซึ่งเป็นแพทย์ทางโลหิตวิทยา ได้มาเจาะสะโพก เพื่อเอาไขกระดูกไปตรวจเช็ค ก็ทำให้รู้ว่าเป็นโรคเลือดข้น มีเกล็ดเลือดสูง เม็ดเลือดแดงสูง และเม็ดเลือดขาวสูง มันก็เลยหนืด พอหนืดก็ไหลเวียนไม่สะดวก ในที่สุดเลยติดและแตกออกมา”
“อยู่โรงพยาบาลฯ ตั้งแต่วันที่ 9-20 มกราคม 2005 คุณหมอให้พักฟื้นสิบกว่าวัน เรารู้สึกหงุดหงิดมากเพราะอาบน้ำเองไม่ได้ ตื่นขึ้นมาไม่มีแรงที่จะทำอะไรเองได้ ต้องให้เขาพาไปอาบน้ำ คุณหมอบอกว่า อาการของคุณดีกว่าคนอื่นตั้งเยอะนะ คนอื่นเขาหวังแค่ได้เห็นแสงตะวันได้เห็นครอบครัวเท่านั้น แต่คุณมีอาการดีขึ้นเรื่อยๆ เร็วมากทุกวัน”
“ดิฉันเองยอมรับกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ได้รู้สึกท้อใจหรือต่อว่าพระเจ้าว่าทำไมเรื่องนี้ต้องเกิดขึ้นกับตัวเอง ในช่วงเวลาที่เจ็บป่วยก็ยังมีความรู้สึกมีความสุข เพราะได้รับความช่วยเหลือจากพี่น้อง มีหลายคนมาเยี่ยมเรา มีบางคนมาดูแลเรา เราก็มีความสุขที่เห็นถึงความรักของพี่น้องมากมาย ทำให้มองว่าพระเจ้ามีเวลาของพระองค์ และนี่คงจะเป็นเวลาที่ดีแล้ว เพราะตอนที่อยู่โรงพยาบาลฯ เป็นเวลาที่โรงเรียนลูกชายหยุดพอดี ตอนนั้นเขาเรียนอยู่ที่สาธิตรามฯ ช่วงนั้นม.รามรับปริญญา ทำให้เขาสามารถมานอนเฝ้าเราได้ เวลาที่เรามีความรักมาห้อมล้อม เราจะไม่รู้สึกว่า ทำไมเรื่องนี้ถึงเกิดขึ้นกับเรา”

ผ่านพ้นความเจ็บป่วย ถวายตัวเรียนพระคริสตธรรม
     “ดิฉันเองมีความคิดอยากจะเรียนพระคริสตธรรมมานานแล้ว แต่ไม่มีจังหวะได้เข้าเรียน เมื่อต้องพักรักษาตัวอยู่ว่างๆ เฉยๆ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2005 จึงคิดได้ว่านี่เป็นการทรงนำของพระเจ้า เป็นเวลาที่พระองค์กำหนดไว้ให้ เป็นโอกาสเหมาะที่เราจะได้เข้าเรียนพระคริสตธรรมอย่างเต็มเวลา เพราะพระเจ้าให้ชีวิตเราใหม่  เพราะจริงๆ เราสมควรจะเป็นอะไรไปแล้ว แต่ว่าเรากลับมามีชีวิต และฟื้นฟูได้อย่างรวดเร็ว เราก็น่าจะเอาทุกอย่างที่เรามีในตอนนี้ให้กับพระเจ้า พระเจ้าทรงรักษาเราให้มีสุขภาพที่ดี เหมือนมีชีวิตใหม่ เราก็ขอมอบเวลาทั้งหมดที่พระองค์ให้เราให้กับพระเจ้า จึงได้ตัดสินใจเข้าเรียนที่โรงเรียนกรุงเทพคริสตศาสนศาสตร์ (BIT) ในปีการศึกษานั้น”
“ในการก้าวเข้าไปเรียนที่โรงเรียนพระคริสต ธรรมฯ เรามักจะคิดว่าในโรงเรียนพระคริสตธรรมฯ เราต้องเจอแต่คนดี ประมาณว่าเป็นทูตสวรรค์ทั้งนั้น แต่ปรากฏว่าไม่ใช่ ยังมีบางคนที่ไม่ได้เป็นอย่างที่เราคาดหวัง จนบางครั้งเรารู้สึกรับไม่ได้ จนวันหนึ่งมีอาจารย์ท่านหนึ่งที่ลูกเขาเรียนห้องเดียวกับเรา เราได้คุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ลูกเขาได้นำโน้ตของคุณแม่เขาเขียนมาถึงตัวดิฉัน บอกว่า “การเข้าไปเรียนในสถาบันพระคัมภีร์นั้น เหมือนถูกทิ้งลงไปในเตาหลอม แล้วถูกถลุงจนหมดเปลือก บัดนั้นท่านจะเป็นทองบริสุทธิ์และมั่นใจในความเชื่อของตัวเอง ร.ร.สอนพระคัมภีร์ที่แท้จริงจะมีพระะวิญญาณเป็นครูผู้สอน และตำราคือพระคัมภีร์ สิ่งแวดล้อมและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นโรงเรียน อย่าหมดกำลังใจและท้อแท้ พระธรรมกิจการ บทที่ 17 ข้อ 28 “เรามีชีวิตและไหวตัวและเป็นอยู่ในพระองค์” ถ้าทุกอย่างอยู่ในพระองค์จงวางใจในพระองค์ ขอให้อดทนแล้วพระเจ้าจะให้เราเรียนรู้ที่จะเป็นพระพร แล้วก็ให้ พระธรรมมาลาคี บทที่ 3 ข้อ 3 ที่บอกว่า “ท่านจะนั่งลงอย่างช่างหลอมและช่างถลุงเงิน …ถลุงเขาอย่างถลุงทองคำและถลุงเงิน” จะถลุงเจ้าเหมือนช่างที่ดูเบ้าหลอม เมื่อเขาหลอมเงินหลอมทอง …ตัวเองจึงไปค้นว่าความหมายตรงนี้คืออะไร เขาจะต้องไปหลอมละลาย… เพื่อจะแยกสิ่งสกปรกออกเพื่อให้เหลือแต่สิ่งบริสุทธิ์ เพื่อให้สิ่งนั้นมีค่า พระเจ้ากำลังทำอย่างนั้นกับเรา ฉะนั้นเราก็ต้องยอมอย่างสุดๆ ถ้าเราไปเจออะไรบางอย่างที่ไม่เป็นอย่างที่เราคิด นี่เป็นการถลุงเราที่พระเจ้าจะแยกสิ่งสกปรกให้กลายเป็นสิ่งที่บริสุทธิ์ของพระเจ้า ช่วงเวลาที่เขาจะถลุงหรือหลอมต้องดูแลอย่างใกล้ชิด ไม่ได้ทิ้งไว้ ไม่ใช่ว่าถลุงไปแล้วไปทำอย่างอื่น เพราะมันจะมีจังหวะเวลาที่พอเหมาะ ไม่งั้นจะเสียเนื้อทองไป พระเจ้าก็เช่นกันทรงเฝ้าดูแลเราแน่นอน ดิฉันคิดเสมอว่าพระเจ้าทรงรักเรา ทรงให้อภัยเรา ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้เป็นคนดีพร้อมทุกอย่าง คนอื่นก็คงไม่ชอบเราเหมือนกับที่เราไม่ชอบคนอื่น แต่พระเยซูทรงรักเราและก็ทรงรักเขาด้วย เพราะฉะนั้นเราก็ต้องรักเขาอย่างที่เขาเป็น”

ความปรารถนารับใช้พระเจ้าที่คริสตจักรสะพานเหลือง
     “ตอนที่กำลังจะเรียนจบ BIT และต้องทำวิทยานิพนธ์ กำลังเลือกดูว่าจะทำเรื่องอะไร มีอาจารย์ท่านหนึ่งแนะนำว่า ให้ทำเรื่องเกี่ยวเด็กรวีฯ ดูว่าจะฝึกเขาให้มีชีวิตที่สำแดงพระคริสต์ได้อย่างไร โดยมีอาจารย์ที่ปรึกษาคือ อาจารย์สุณี หล่อกัณภัย จึงได้ทำวิทยานิพนธ์ในหัวข้อนี้ เพราะความฝันของตัวเองคืออยากรับใช้พระเจ้าเต็มเวลา ขณะนั้นยังไม่ได้รับใช้เต็มเวลา ยังคงช่วยบริษัทฯ สามีอยู่ด้วย น้องชายซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการมิชชั่นในเวลานั้น ได้มาบอกว่าทางประเทศเกาหลีกำลังต้องการมิชชั่นนารีไปประจำที่นั่น เรากลับมาถามสามี สามียังไม่เห็นด้วย   เราก็อธิษฐานรอคำตอบจากพระเจ้าว่าจะให้ทำอะไร แต่สามีก็หนุนใจว่าถ้าพระเจ้าให้ทำงานรวีฯ ก็ขอทำให้ดีที่สุด เราก็ทำงานรวีฯ ต่อมาเรื่อยๆ จนในที่สุดเมื่อถึงเวลาพระเจ้าก็ทรงจัดการทุกอย่างให้ อาจารย์ที่คริสตจักรฯ ก็มาบอกให้มาร่วมรับใช้ที่นี่ ซึ่งก่อนหน้านี้ ตอนที่เรียนอยู่ความหวังของเราก็คือถวายตัวรับใช้เต็มเวลา ก็ปรากฏว่าปีสองเทอมสองตอนปลาย บริษัทฯ ของสามีถูกพนักงานฉ้อโกงทำให้พนักงานออกไปกลุ่มใหญ่ เขาต้องการความช่วยเหลือ เราก็ต้องเข้าไปช่วยธุรกิจของเขา แม้จะไม่ได้เป็นผู้รับใช้เต็มเวลาตามความตั้งใจ แต่มีอาจารย์ท่านหนึ่งบอกว่า การรับใช้พระเจ้าทำที่ไหนก็ได้ไม่จำเป็นจะต้องเป็นที่โบสถ์ ชีวิตเราเป็นผู้รับใช้ก็คือรับใช้ ใครที่เขาต้องการความช่วยเหลือและเราเข้าไปช่วยนี่แหละคือการรับใช้ ตอนนี้เราต้องถือว่ากำลังรับใช้สามีอยู่ ก็เลยได้ช่วยงานเขาตรงนั้นพร้อมกับงานรับใช้ที่คริสตจักรสะพานเหลืองไปด้วย ลักษณะงานคือ คริสเตียนศึกษา โดยดูแลงานในส่วนของรวีฯ คือ จัดทำหลักสูตรการเรียนการสอน ทำบทเรียนให้กับเด็กของเราโดยเฉพาะ จัดทำโปรแกรมเช็คชื่อบันทึกการเรียนของเด็กผ่านทางเวปไซด์ อนาคตจะให้ผู้ปกครองสามารถเข้ามาดูการเรียนการสอนของบุตรหลานเขาได้ทางเวปไซด์เช่นเดียวกัน เราก็หวังว่าจะมีคนอื่นๆ เข้ามาร่วมกันรับใช้ในงานรวีฯ สามารถทำงานต่อจากเราได้ เมื่อไม่มีเราแล้ว”

แต่ที่แท้จริงพระวจนะพระเจ้าหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณ
     “ต้องขอบคุณพระเจ้ามาก ทุกครั้งเวลามองไปยังท้องฟ้าจะเห็นก้อนเมฆสวยงามมาก เช่น บางครั้งเหมือนปุยดินเรียงกันเป็นแนวรอยไถ ทำให้นึกถึงข้อพระคัมภีร์ที่บอกว่า “พระองค์จะรดน้ำ ตามรอยไถของมันอย่างอุดม …พระเจ้าทรงให้ปีเป็นยอดด้วยความอุดมสมบูณ์ของพระองค์ รอยรถของพระองค์มีความไพบูลย์ย้อยหยด” พระธรรมสดุดี บทที่ 65 ข้อ 10-11 คือจะเป็นกำลังใจว่าพระเจ้าทรงสัญญาแล้ว พระเจ้าทรงดูแลเราไม่ต้องห่วงอะไรเลย ไม่ว่าเราจะต้องเผชิญกับสิ่งที่เราชอบหรือไม่ชอบก็ตาม “เราจูงเขาด้วยสายมนุษยธรรม และด้วยปลอกแห่งความรัก เราเป็นผู้กระทำให้แอกที่ขากรรไกรของเขาเบาลง และเราก้มลงเลี้ยงเขา” พระธรรมโฮเชยา บทที่ 11 ข้อ 4 เราไม่ได้อยู่คนเดียว พระเจ้าอยู่กับเราตลอดเวลา ทรงเมตตา และระแวดระวังแทนเรา ไม่มีอะไรที่เราต้องกังวลเลย
“ย้อนมาตอนที่บริษัทของสามีถูกพนักงานร่วมกันฉ้อโกง มีผลกระทบต่อรายได้อย่างมาก ตอนนั้นก็ได้แต่เชื่อฟังพระเจ้าอย่างเดียวนี่เป็นส่วนดีของเรา แต่นิสัยที่ไม่ดีก็มีบางครั้งจะเป็นคนดุ แต่ตอนที่ถูกโกงเราก็จะเชื่อฟัง คือถ้าสามีเราเขาไม่เป็นทุกข์ เราก็จะไม่ทุกข์ด้วย เขาบอกว่าปล่อยเราก็ต้องปล่อยด้วย พระเจ้าให้เราเกิดมา เพื่อให้เรามีความสุข ไม่ใช่มีความทุกข์ พระองค์กำลังเตรียมเราให้พร้อมสำหรับการใช้ชีวิตนิรันดร์กับพระองค์ในสวรรค์ และพระองค์ก็ได้ทรงดูแลเราเมื่อเรายังอยู่ในโลกนี้ด้วย มีคำพูดหนึ่งกล่าวว่า อย่าให้รวยเกินไปที่จะหลงไปจากพระเจ้า และอย่าให้จนเกินไปจนทำให้พระเจ้าเสื่อมเสีย พระคัมภีร์ทั้งเล่มเป็นพระพรกับชีวิตของเรา มีข้อพระคัมภีร์ข้อหนึ่ง ตอนที่โยบตอบภรรยาของเขาว่า “เราจะรับสิ่งดีจากพระหัตถ์ของพระเจ้า แล้วจะไม่รับของไม่ดีบ้างหรือ” พระธรรมโยบ บทที่ 2 ข้อ 10 เพราะไม่ใช่สิ่งไม่ดีมาถึงชีวิตเราแล้วพระเจ้าไม่รักเรา ไม่ใช่นะ พระองค์ยังรักเราอยู่เสมอ และในพระธรรมฮีบรู ที่บอกว่า “พระวจนะของพระเจ้านั้นมีชีวิตและทรงพลานุภาพอยู่เสมอ และคมยิ่งกว่าดาบสองคมใดๆ แทงทะลุกระทั่งแยกจิตและวิญญาณ” พระธรรมฮีบรู บทที่ 4 ข้อ 12 พระวจนะพระเจ้าทั้งเล่มยังคงมีฤทธิ์อำนาจเสมอ เวลาที่เราเฝ้าเดี่ยวพระเจ้าจะบอกเราชัดเจนมาก”

ฝากความปรารถนาดีถึงคริสตชน
     “ถ้าคุณเป็นโนอาห์ คุณจะเชื่อฟังพระเจ้าที่ให้ต่อเรือหรือไม่? คุณจะช่วยต่อช่วงมนุษยชาติให้รู้จักพระเจ้าหรือไม่? เมื่อพระเจ้าทรงเรียกใช้เรา เราจะได้รับการทรงนำจากพระองค์ ได้รับการคุ้มครองจากพระองค์ นั่นจะทำให้เราได้รับความเมตตาจากพระเจ้า เราจะได้รับการอวยพรจากพระองค์ พระเจ้าทรงให้พันธสัญญานิรันดร์กับเรา สิ่งที่เราทำได้คือ ดำเนินชีวิตใหม่เพื่อสำแดงพระคริสต์ โดยความเชื่อมิใช่ตามที่ตามองเห็น ให้สมกับการทรงเรียก ดำเนินชีวิตอย่างมีคุณค่าด้วยความซื่อสัตย์ อยู่ในความสว่างเช่นเดียวกับพระเยซูคริสต์ พร้อมกับคนในครอบครัวที่พิเศษของพระเจ้า เพราะเราเป็นมงกุฎงามในพระหัตถ์ของพระเจ้า พระธรรมอิสยาห์ บทที่ 62 ข้อ 3 อยากบอกว่า ในขณะที่เรายังมีโอกาสที่จะทำงานรับใช้พระเจ้า ขอให้ทำงานเพื่อพระองค์อย่างเต็มความสามารถที่พระเจ้าให้คุณไว้ เชื่อฟังพระองค์ เราไม่ใช่คนธรรมดาปกติทั่วไป แต่เป็นถึงลูกของพระเจ้า เรามีค่าถึงขนาดนั้น พระเจ้าตรัสผ่านหลายสิ่งหลายคนมาถึงเรา ขอให้สังเกตและยอมให้พระองค์ทรงใช้เรา จะไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้สำหรับพระเจ้า พอบททดสอบบทหนึ่งผ่านไปก็จะมีบทต่อไปเข้ามาในชีวิตให้เราสอบอีก เพื่อเราจะถูกเตรียมให้พร้อมสำหรับชีวิตนิรันดร์บนสวรรค์ แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเรา จะมีพระคุณและความรักของพระเจ้าอยู่ด้วยเสมอ ขอให้เชื่อและวางใจในพระองค์”
     คุณณิชารีย์ เธอได้ก้าวผ่านชีวิตที่เฉียดความตายมาแล้ว เธอกลับมามีชีวิตอีกครั้ง โดยพระเจ้าทรงประทานชีวิตให้แก่เธอ ซึ่งเธอก็สำนึกในพระคุณของพระองค์ เธอได้ใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ ถวายตัวที่จะรับใช้พระเจ้า ดำเนินชีวิตอย่างบริสุทธิ์ที่จะให้คนมากมายได้เห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าผ่านทางชีวิตของเธอ
     สมาคมพระคริสตธรรมไทย ขอขอบคุณ คุณณิชารีย์ ธีรกุลชน ที่กรุณาถ่ายทอดคำพยานลงในคริสตสายสัมพันธ์ฉบับนี้ ขอพระเจ้าอวยพระพรคุณณิชารีย์และครอบครัวเสมอไป

คุณณิชารีย์ ธีรกุลชน