ไม่มีแรงแม้จะหายใจ สู่พลังจากภายในเพื่อรับใช้

     คุณพัลลภา หรือเจนนี่​ ค๊อค อายุ 43 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ทำงานที่เทศบาลเมืองคูคต ปทุมธานี ตำแหน่งนักวิชาการศึกษา  สมรสกับ ศจ.สตีฟ ปีเตอร์ ค๊อค   เป็นสมาชิกคริสตจักรสปริงวัลเล่ย์ สังกัดคริสตจักรร่มเย็น

รู้จักพระเจ้า

เกิดในครอบครัวที่ไม่ได้เป็นคริสเตียน และได้รู้จักพระเจ้าผ่านทางใบปลิวตอนอายุประมาณ 8 ขวบ เพราะในทุก ๆ วันเสาร์ คุณพ่อมักจะพาไปทำงานด้วย จึงได้มีโอกาสเจอคนแปลกหน้าที่ยืนแจกใบปลิวอยู่ที่ถนนอยู่บ่อย ๆ และด้วยความที่เป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือ จึงเก็บใบปลิวเหล่านั้นมาอ่านทุกใบ อ่านซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบ แล้วก็มีความรู้สึกอยากเป็นคริสเตียนจึงไปบอกกับคุณพ่อ คุณพ่อก็ไม่ว่าอะไรและยังบอกว่าถ้ามีโอกาสจะพาไปโบสถ์ แต่เนื่องจากไม่รู้จักใครที่เป็นคริสเตียนจึงไม่มีโอกาสได้ไปโบสถ์ จนกระทั่งอายุประมาณ 28 ปี ชีวิตต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ มากมาย และในเวลานั้นมีความรู้สึกเหนื่อย ท้อแท้ และสิ้นหวัง จึงคิดว่าการมีชีวิตคือความทุกข์ทรมาน ไม่ต้องการเวียนว่ายตายเกิด ทำอย่างไรจึงจะหลุดพ้นและไปสวรรค์ได้ แล้ววันหนึ่งก็มีความรู้สึกว่ามีใครสักคนที่กำลังเฝ้ามองดูเราอยู่ และคอยช่วยเหลืออยู่เงียบ ๆ ทุกครั้งที่นึกในใจว่าต้องการความช่วยเหลือ ความช่วยเหลือก็มาโดยที่ไม่ได้เอ่ยปากบอกกับใคร จึงคิดว่าคงไม่ใช่ความบังเอิญ และความบังเอิญคงไม่มีมาบ่อย ๆ ก็เกิดความสงสัยว่าใครกันนะที่กำลังเฝ้ามองดูเราอยู่ และรู้เรื่องของเราทุกอย่าง คอยให้ความช่วยเหลือเสมอมา และแล้วก็มีเสียงหนึ่งแว่วเข้ามาในหูว่า พระเจ้า จึงทำให้นึกขึ้นมาได้ว่า พระเจ้าหรือ? เราลืมคำว่าพระเจ้าไปแล้ว จึงพูดในใจตอบเสียงนั้นไปว่า ถ้าพระเจ้ามีจริง ขอให้แสดงอะไรให้ดูหน่อย ซึ่งในเวลานั้นอยากได้หนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า พลังแห่งชีวิต รู้ว่าเป็นหนังสือของคริสเตียนที่แจกฟรี แต่ว่าหนังสือเล่มนี้เลิกตีพิมพ์ไปประมาณ 3 – 4 ปีแล้ว เมื่อนึกแค่นั้นพระเจ้าก็ตอบคำอธิษฐานทันที พระเจ้ามอบหนังสือเล่มนี้ให้ในวันเดียวกันนี้เอง ขณะที่กำลังเดินผ่านบ้านหลังหนึ่งก็บังเอิญไปเห็นหนังสือพลังแห่งชีวิตที่มีคนเอามาวางทิ้งไว้ที่บนฝาถังขยะ ก็มีความรู้สึกว่าดีใจมาก จึงหยิบมันกลับมาอ่านที่บ้าน ช่วงนั้นกำลังตกงานอยู่ หลังจากอ่านหนังสือจบก็อธิษฐานของานจากพระเจ้าในเช้าวันหนึ่งว่า ถ้าพระเจ้าช่วยให้มีงานทำได้ในวันนี้ก็จะเปิดใจต้อนรับพระองค์เข้ามาในชีวิต พระเจ้าก็ตอบคำอธิษฐานในทันที ปรากฏว่าในวันนั้นงานทำจริง ๆ จึงตัดสินใจอธิษฐานต้อนรับพระเยซูเข้ามาเป็นพระผู้ช่วยให้รอดตามหนังสือพลังแห่งชีวิต พอผ่านไปได้หนึ่งสัปดาห์ก็ถามพระเจ้าอีกว่า ทำไมถึงรู้สึกว่าอยู่ห่างไกลจากพระองค์เหลือเกิน พระเจ้าก็ตอบมาว่าต้องไปนมัสการพระองค์ที่โบสถ์สิ จึงเริ่มต้นหาโบสถ์เพื่อไปนมัสการพระเจ้า

ชีวิตเปลี่ยนแปลง

หลังจากที่รับเชื่อพระเยซูแล้ว ชีวิตก็เริ่มเปลี่ยนแปลง จากคนที่เคยมีความกลัวก็เปลี่ยนเป็นความกล้า เพราะมีความเชื่อว่าพระเจ้าของเราคือพระเจ้ายิ่งใหญ่สูงสุด เราไม่ต้องกลัวสิ่งใด ขนาดมารซาตานยังต้องหลีกไป ดังนั้นเราจะต้องเกรงกลัวพระเจ้ามากกว่ากลัวสิ่งอื่น และในยามที่เผชิญปัญหาหรือความยากลำบากก็มีความเชื่อและไว้วางใจในพระเจ้าว่าพระองค์จะดูแลเรา และเมื่อมีความเชื่อพระเจ้าก็ทรงอวยพรในชีวิตผ่านทางความเชื่อของเรา

พระเจ้าทรงนำชีวิตครอบครัว

เคยคิดว่าไม่ต้องการแต่งงาน แต่ถ้าเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้า ก็ขอให้คนนั้นเป็นคนที่พระเจ้าเลือก เป็นคนที่รักพระเจ้าเช่นเดียวกัน และเป็นคนที่มีใจในการรับใช้พระองค์ เพราะเคยว่ามีความตั้งใจไว้ว่าอยากที่จะรับใช้พระเจ้า

แล้ววันหนึ่งพระเจ้าก็ได้ส่งผู้ชายคนหนึ่งมา ผู้ชายคนนี้เป็นผู้รับใช้พระเจ้า เขาได้ตัดสินใจละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างจากบ้านเกิดเมืองนอนเพื่อออกมารับใช้พระเจ้า เขาไม่มีทรัพย์สินมีค่าติดตัว มีเพียงกระเป๋าเดินทางสองใบกับเงินเพียงไม่กี่พันบาท เขาได้บอกกับเราว่า ผมขอบอกกับคุณก่อนนะว่า ผมให้ความสำคัญกับพระเจ้าก่อนมาเป็นอันดับแรก และอันดับสองคือคุณ คุณจะยอมรับได้หรือไม่ ก็เลยตอบกับเขาไปว่า ฉันก็เช่นเดียวกัน พระเจ้าต้องมาก่อนเสมอ ดังนั้นเราจึงได้ตัดสินใจแต่งงานกัน แล้วก็ออกเดินทางไปรับใช้พระเจ้าในประเทศต่าง ๆ เริ่มต้นจากอินเดีย กัมพูชา จีน ฯลฯ โดยมีกระเป๋าเดินทางติดตัวคนละ 2 ใบ ไม่มีทรัพย์สินใด ๆ ทิ้งไว้ข้างหลัง พวกเราพร้อมที่จะออกเดินทางไปได้ทุกที่ทุกเวลาเมื่อพระเจ้าทรงเรียก พวกเราให้พระเจ้าเป็นผู้ทรงนำทุกเรื่องในชีวิต หลายครั้งที่พวกเราต้องเจอปัญหา อุปสรรค แต่พระเจ้าก็เป็นผู้ปกป้องคุ้มครองภัย พระองค์ทรงดูแลพวกเรา และอยู่เคียงข้างพวกเราเสมอ เพราะพระสัญญาของพระเจ้าเป็นจริงเสมอ

โรคโมยาโมยา

โดยปกติจะเป็นคนที่ปวดหัวบ่อย อากาศร้อนก็ปวด อากาศเย็นก็ปวด เวลาที่เครียดก็ปวด หรืออยู่เฉย ๆ ก็ปวด ก็เลยคิดว่าตัวเองเป็นโรคไมเกรน เพราะบางครั้งก็มีอาการปวดหัวข้างเดียว

แต่ในวันที่ 28 เดือนพฤศจิกายน 2018 ขณะที่กำลังนั่งทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ เกิดมีอาการปวดหัวอย่างรุนแรงแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน พร้อมกับมีอาการคลื่นไส้ มึนหัว เบลอและมองเห็นภาพซ้อน ก็เลยทานยาแก้ปวดไป 2 เม็ด แต่ก็ไม่ได้ช่วยอะไร ยังคงมีอาการปวดหัวรุนแรงทุกวัน จนกระทั่งวันที่ 1 ธันวาคม มีอาการเพิ่มเติมขึ้นมาคือเหนื่อย ไม่มีแรง ส่วนอาการปวดหัวก็ยังคงอยู่ และเมื่อเป็นเช่นนี้จึงคิดว่าน่าจะมีความผิดปกติบางอย่างเกิดขึ้นแน่นอน จึงบอกสามีว่ามีอาการปวดหัวมากมาตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายนแล้ว ปวดทุกวันยังไม่หาย ขอให้พาไปหาหมอหน่อย สามีจึงพาไปที่หาหมอ แล้วก็เล่าอาการต่าง ๆ ให้หมอฟัง หมอสงสัยว่าจะเป็นโรคไมเกรน จึงให้ยาไมเกรนมารับประทาน และนัดพบแพทย์เฉพาะทางด้านระบบประสาทเพื่อติดตามอาการในอีกหนึ่งเดือนถัดไป

พอครบหนึ่งเดือนที่จะต้องไปหาหมอ ก็เล่าอาการต่าง ๆ ให้หมอฟัง และเอาบันทึกที่ตนเองจดไว้ในโทรศัพท์ให้หมอดูว่ามีอาการปวดหัวเวลาไหน รับประทานยาเวลาไหน และมีอาการเป็นอย่างไร  รวมถึงแจ้งให้หมอทราบว่าหลังจากทานยาที่หมอจ่ายให้แล้วอาการก็ไม่ได้ทุเลาลงแต่อย่างใด

เมื่อหมอได้ดูบันทึกที่จดไว้ในโทรศัพท์กับซักประวัติอาการป่วยต่าง ๆ แล้วก็บอกว่า นี่ไม่ใช่อาการของไมเกรน เพราะว่าถ้าเป็นโรคไมเกรนจริง ๆ จะไม่มีอาการปวดเรื้อรังเช่นนี้ เพราะนอกจากจะปวดหัวเวลากลางวันแล้ว ยังมีอาการปวดหัวเวลากลางคืนร่วมด้วย หมอสงสัยว่าน่าจะเป็นโรคหลอดเลือดดำอุดตันหรือเรียกอีกอย่างว่าโรคลิ่มเลือดอุดตัน จึงส่งไปตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เพื่อหาความผิดปกติของเส้นเลือด แต่ว่าผล MRI ออกมาว่า เส้นเลือดดำปกติ ไปพบความผิดปกติที่เส้นเลือดแดง เพราะมีอาการตีบและมีเส้นเลือดเกิดใหม่เยอะมากกระจายจนเต็มสมอง แต่เป็นเส้นเลือดที่ไม่แข็งแรง และมีความเสี่ยงที่จะแตกได้ง่าย จึงส่งต่อไปหาหมอระบบศัลยกรรมประสาท เพื่อวินิจฉัยและหาทางรักษาต่อไป หลังจากนั้นอาการก็รุนแรงขึ้นคือ นอกจากจะมีอาการปวดหัว มึนหัว คลื่นไส้ แขนและขาทั้งสองข้างไม่มีแรง แล้วยังมีปัญหาทางด้านการสื่อสารคือ ไม่เข้าใจการสนทนา และไม่สามารถโต้ตอบการสนทนาได้เพราะนึกคำพูดไม่ออก ซึ่งอาการนี้จะเป็นในบางครั้งบางคราว

เมื่อมาพบหมอระบบศัลยกรรมประสาท หมอแจ้งว่าจะต้องทำการตรวจ Angiogram นั่นคือการสวนท่อที่บริเวณขาหนีบขึ้นมาจนถึงเส้นเลือดที่บริเวณคอเพื่อทำการฉีดสีและเอ็กซเรย์ และจะทำให้เห็นความผิดปกติของเส้นเลือดที่ชัดเจนขึ้น และหลังจากที่ได้ทำ Angiogram หมอก็แจ้งว่าเป็นโรคโมยาโมยา เพราะมีเส้นเลือดโมยาโมยาเกิดขึ้นที่สมองทั้งสองข้าง จำเป็นที่จะต้องทำการผ่าตัดเพื่อทำบายพาสเส้นเลือดสมอง เพราะมีวิธีเดียวเท่านั้นในการรักษา

เมื่อหมอบอกว่าจะต้องทำการผ่าตัดสมองก็เริ่มมีความกังวล เพราะว่าไม่อยากผ่าตัด กลัวผลกระทบที่จะตามมาหลังผ่าตัด อาจจะทำให้ความจำไม่ดีเหมือนเดิม หรืออาจทำให้เป็นอัมพฤกษ์อัมพาต ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ หมอจึงบอกว่า ถ้าไม่ผ่าตัดก็มีความเสี่ยงสูงที่เส้นเลือดในสมองจะแตกได้ เพราะว่ามีเส้นเลือดใหม่เกิดขึ้นและกระจายอยู่เต็มสมอง แต่ถ้าผ่าตัดก็มีความเสี่ยงว่าจะมีอาการเลือดออกในสมอง แต่ว่าไม่มีหนทางรักษานอกจากการผ่าตัดเท่านั้น แล้วหมอก็นัดให้มาทำ CT Scan

โรคโมยาโมยาเป็นภาษาญี่ปุ่น แปลว่า “กลุ่มควันบุหรี่” เป็นโรคที่ยังไม่ค่อยมีคนรู้จักเพราะว่ามีคนเป็นโรคนี้ไม่มากนัก ซึ่งในประเทศไทยจะพบได้เพียงแค่ 1 ใน 1,000,000 คนเท่านั้น โรคโมยาโมยา คือ โรคที่เกิดขึ้นจากการอุดตันของหลอดเลือดสมองคาโรติคบริเวณ Circle of Willis เมื่อเส้นเลือดคาโรติคเริ่มตีบลงก็จะมีการสร้างเส้นเลือดใหม่เกิดขึ้นเพื่อไปเลี้ยงสมองในส่วนที่ขาดเลือด เส้นเลือดที่เกิดใหม่นี้เรียกว่า เส้นเลือดโมยาโมยา และเมื่อเส้นเลือดคาโรติดตีบตันมากขึ้นจนกระทั่งเลือดไม่สามารถผ่านไปได้อย่างถาวร เส้นเลือดโมยายาก็จะแตกเกิดอาการเลือดออกในสมองหรือเส้นเลือดโมยาโมยาอาจจะค่อย ๆ ฝ่อลงจนหมดก็จะทำให้เกิดอาการสมองตาย เมื่อสมองตายอวัยวะทุกส่วนในร่างกายก็จะหยุดทำงานเพราะสมองไม่สามารถสั่งการได้อีกต่อไป

หลังจากทำ CT Scan เรียบร้อยหมอก็แจ้งว่าจะต้องทำการผ่าตัดบายพาสที่สมองข้างขวาก่อน เพราะว่าเป็นมากกว่าสมองข้างซ้าย แล้วหมอก็นัดมาผ่าตัดในวันที่ 22 สิงหาคม 2019 รวมเวลาที่ปวดหัววันแรกจนกระทั่งผ่าตัดทั้งสิ้นร่วม 9 เดือนที่ต้องทรมานจากการปวดหัว มึนหัว และอื่น ๆ แต่ก็ยังคงต้องมาทำงานทุกวัน ในบางวันจะมีอาการเพิ่มเติมคือไม่มีแรงที่แขนและขาทั้งสองข้างด้วย ก็รู้สึกว่าที่เราสามารถเคลื่อนไหวร่างกายในแต่ละวันไม่ใช่กำลังของเรา แต่คือพระเจ้าผู้ทรงเสริมกำลัง พระองค์คอยพยุงเราไว้ในยามที่เราอ่อนแรง

วันที่ 22 สิงหาคม ห้อง ICU

การผ่าตัดเกิดขึ้นในวันที่ 22 สิงหาคม เวลา 09.20 น. เมื่อการผ่าตัดเสร็จสิ้นพยาบาลก็มาปลุกให้ตื่น จึงถามพยาบาลว่าเป็นเวลากี่โมง พยาบาลแจ้งว่า 14.20 น. จากนั้นก็เริ่มร้องไห้เพราะมีความปวดมาก ซึ่งระดับความปวดในเวลานั้นคือเกิน 10 (ระดับ 10 คือระดับความปวดที่รุนแรง และเมื่อเกิน 10 คือปวดจนทนไม่ไหว) พยาบาลก็มาฉีดยาระงับความปวดให้ และตื่นขึ้นมาอีกทีก็พบว่าตนเองอยู่ในห้อง ICU แล้ว เพราะพยาบาลมาปลุกและให้ลองยกแขนและขาเพื่อทดสอบว่าสามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้หรือไม่ ไม่มีอาการอัมพฤกษ์อัมพาตเกิดขึ้น แต่อาการปวดก็ยังคงอยู่ในระดับ 10 พยาบาลบอกไม่สามารถให้ยาแก้ปวดได้เพราะสามารถให้ได้ทุก 8 ชั่วโมงเท่านั้น เมื่อได้ยินดังนั้นก็ตั้งความหวังเอาไว้ว่า เดี๋ยวพรุ่งนี้อาการปวดจะต้องดีขึ้น และในวันที่สามอาการปวดคงจะทุเลาลง หลังจากนั้นพยาบาลก็บอกว่าจะมาเช็ดตัวและแปรงฟันให้ แต่เมื่อเช็ดตัวเสร็จพยาบาลก็ถามว่าสามารถแปรงฟันเองได้หรือไม่หรือจะให้พยาบาลแปรงให้ ก็เลยบอกว่าจะแปรงฟันเอง

ช่วงเวลาที่อยู่ในห้อง ICU คือช่วงเวลาที่ทรมานมาก เพราะไม่สามารถขยับเขยื้อนร่างกายได้ มีอาการปวดหัว และหมอไม่อนุญาตให้นอนตะแคงข้างที่ทำการผ่าตัด ประกอบกับเครื่องมือแพทย์ที่ติดตามตัวอย่างมากมาย ในคืนวันเดียวกันประมาณหนึ่งทุ่ม มีคุณหมอมาเยี่ยมและบอกว่าจะต้องนอนดูอาการอยู่ในห้องนี้สองถึงสามคืน เมื่อได้ยินดังนั้นก็นึกตอบโต้อยู่ในใจว่า ไม่เอา ฉันไม่ต้องการอยู่ห้องนี้ ฉันขอพระเจ้าเอาไว้แล้วว่าจะอยู่ในห้องนี้เพียงคืนเดียวเท่านั้น และพรุ่งนี้จะต้องได้ออกจากห้องนี้

เช้าวันรุ่งขึ้นเวลาประมาณ 09.00 น. พยาบาลมาบอกว่าคนไข้ฟื้นตัวได้เร็ว คุณหมอจึงอนุญาตให้ออกจากห้อง ICU เพื่อไปพักฟื้นที่วอร์ดได้ เมื่อได้ยินดังนั้นก็ดีใจมาก รู้สึกขอบคุณพระเจ้า พอเวลา 10.00 น. ก็มีเปลมารับออกจากห้อง ICU รวมเวลาที่ได้อยู่ในห้องนั้นแค่ 19 ชั่วโมงเท่านั้น

วันที่ 23 สิงหาคม

เมื่อกลับมาที่ห้องเพื่อพักฟื้น เวลา 12.00 น. หมออนุญาตให้ทานอาหารมื้อแรกได้ จึงลุกขึ้นมานั่งรับประทานอาหาร แต่ก็ยังมีอาการมึนหัวเพราะฤทธิ์ยา และอาการปวดหัวก็ยังอยู่ในระดับ 10 เหมือนเดิม แต่พอเวลา 15.30 น. มีความต้องการที่จะเข้าห้องน้ำ ซึ่งพยาบาลแจ้งว่าจะต้องปัสสาวะลงในกระโถนเท่านั้น เพื่อนำมาตวงปริมาณในขวดทุกครั้ง แต่เนื่องจากว่าเวลานั้นอยู่คนเดียวและไม่มีกระโถนเพื่อปัสสาวะ จึงตัดสินใจลุกจากเตียงเพื่อเดินไปหยิบกระโถนซึ่งอยู่อีกห้องหนึ่ง เมื่อพยาบาลเห็นก็ตกใจว่าทำไมญาติปล่อยให้คนไข้ลุกมาเดินคนเดียว เพราะมีความเสี่ยงที่จะล้มได้ง่ายมาก แต่พยาบาลก็ไม่ได้มาช่วยประคองเพราะว่าต้องไปดูแลคนไข้คนอื่น ๆ

พอเวลาประมาณ 16.30 น. หลังจากที่รับประทานอาหารเย็นเสร็จก็บอกกับสามีว่าต้องการที่จะเดิน ให้ช่วยประคองเพื่อเดินเพราะกลัวว่าตนเองจะล้มลงไป หลังจากนั้นก็กลับมาที่ห้องพัก ในขณะที่กำลังยืนรับประทานผลไม้อยู่ ก็มีศิษยาภิบาลจากคริสตจักรแห่งหนึ่งมาเยี่ยม ท่านตกใจมากที่เห็นคนไข้กำลังยืนกินผลไม้อยู่ข้างเตียงเฝ้าไข้ ท่านบอกว่าผมนึกว่าจะต้องนอนอยู่บนเตียงเพราะว่าเพิ่งผ่าตัดมา ทำไมจึงลงมายืนอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร

วันที่ 24 สิงหาคม

วันที่ 24 สิงหาคม คือ สองวันหลังจากการผ่าตัด หมอมาดูแผลและบอกว่าสายระบายเลือดเริ่มใสแล้ว เดี๋ยววันนี้จะถอดสายระบายเลือดที่ศีรษะให้ แต่จะต้องเย็บแม็กเพื่อปิดรูที่แผลด้วยนะ ซึ่งไม่มีการฉีดยาชาใด ๆ ทั้งสิ้น จะเจ็บนิดหน่อยนะครับ และหลังจากที่หมอถอดสายระบายเลือดออกแล้ว ก็มีอาการปวดมากขึ้น มันคือความปวดที่ปลายเส้นประสาทบริเวณที่ทำการผ่าตัด เลยนึกถึงความหวังตอนที่อยู่ในห้อง ICU ว่าความปวดคงจะค่อย ๆ บรรเทาลง แต่มันไม่เป็นเช่นนั้น ความปวดมันกลับทวีคูณขึ้นมา เพราะนอกจากจะปวดหัว ปวดแผลแล้ว ยังมีอาการปวดที่ปลายประสาทด้วย จากเดิมที่ไม่ไข้ต่ำ ๆ กลายเป็นมีไข้สูงขึ้นทั้งกลางวันและกลางคืน ก็เลยอธิษฐานขอพระเยซูทรงช่วยนำความเจ็บปวดนี้ออกไปด้วย และถึงแม้จะมีอาการปวดต่าง ๆ ก็ไม่หยุดเดิน ยังคงลุกออกไปเดินที่สวนข้างล่างโรงพยาบาลบ้าง ไปเดินซื้ออาหารที่ตลาดนัดโรงพยาบาลบ้าง จนกระทั่งถึงวันที่ได้กลับบ้านคือวันที่ 29 สิงหาคม หมอมาถอดแม็กให้ตอนประมาณ 11.30 น. และบอกว่าแผลประสานกันดี ไม่มีหนอง ไม่มีการติดเชื้อ ไม่มีเลือดออกในสมอง จึงอนุญาตให้กลับบ้านได้ แต่ความปวดก็ยังคงมีอยู่ในทุกวันแต่ค่อย ๆ ปวดน้อยลง หมอให้พักผ่อนที่บ้านต่อเป็นเวลา 12 วัน จากนั้นอนุญาตให้กลับไปทำงานต่อได้ ก็ได้เริ่มกลับไปทำงานวันแรกคือวันที่ 11 กันยายนที่ผ่านมา และนัดตรวจหลังผ่าตัดในวันที่ 16 กันยายน

วันที่ 29 สิงหาคม

วันที่ 31 สิงหาคม

เมื่อมาพบหมอตามนัด หมอก็บอกทุกอย่างดี รออีกสามเดือนจะนัดมาทำ CT Scan เพื่อตรวจดูความสมบูรณ์ของเส้นเลือดที่ผ่าตัดไป และหลังจากนั้นอีกประมาณสามเดือนอาจจะนัดมาผ่าตัดทำบายพาสเส้นเลือดสมองข้างซ้ายอีกครั้ง เพราะว่าคนที่เป็นโมยาโมยาจะเป็นทั้งสองข้าง จึงมีความจำเป็นต้องทำการผ่าตัดทั้งสองข้าง

ทำไมพระเจ้าให้เรื่องนี้เกิดขึ้น

ทุกอย่างที่พระเจ้าอนุญาตให้เกิด พระองค์ทรงมีเหตุผลเสมอ และพระองค์ได้เตรียมแผนการณ์เอาไว้แล้ว แผนการณ์ของพระองค์เราอาจจะยังไม่เข้าใจ แต่เมื่อถึงเวลาแล้วเราจะเข้าใจมันเอง ถึงแม้ว่าตัวเองจะเป็น 1 ใน 1,000,000 คน ที่เป็นโรคโมยาโมยา ก็ไม่เคยเสียใจหรือน้อยใจพระเจ้าเลยว่าทำไมพระองค์ถึงต้องให้เกิดสิ่งเหล่านี้กับเราด้วย ทำไมเราจึงเป็นผู้โชคร้าย แต่ในทางตรงกันข้ามกลับคิดว่า เราขอบคุณพระเจ้าที่พระเจ้าทรงเลือกใช้เราซึ่งเป็นเพียงแค่มดตัวเล็ก ๆ แต่พระเจ้าก็ไม่ลืมและไม่ทอดทิ้งเรา เมื่อพระเจ้าอนุญาตให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น พระองค์ก็ได้เตรียมทางออกให้เราเสมอ ขอแค่เราเชื่อและวางใจในพระองค์ เพราะพระองค์บอกว่า สิ่งเหล่านี้ที่เกิดขึ้นก็เพื่อให้พระราชกิจของพระเจ้าปรากฎในตัวเขา (ยอห์น 9 : 3)

ชีวิตกับพระเจ้า  

แต่เดิมเป็นคนที่เชื่ออะไรยากแม้แต่เรื่องของพระเจ้าก็เช่นกัน เคยมีความคิดว่าเมื่อเห็นแล้วจะเชื่อ แต่พระเจ้าก็รู้จักเรามากกว่าที่เรารู้จักตนเอง ต่อให้เราดื้อแค่ไหนพระเจ้าก็มีหนทางที่จะเรียกเราให้กลับมาหาพระองค์ เมื่อเราเป็นผู้ที่ถูกเลือกและถูกเรียกแล้ว เราไม่มีวันหนีพระเจ้าไปได้ และเมื่อมาเชื่อพระเจ้าแล้วจึงได้รู้ว่า เมื่อเราเชื่อแล้วเราจะเห็นการอัศจรรย์ (ยอห์น 11 : 40) เมื่อเราเดินไปกับพระเจ้าแล้ว เราจะมีประสบการณ์กับพระเจ้าในทุก ๆ วัน

ในปี 2013 ตรวจพบว่าเป็นมะเร็งไทรอยด์ และขณะนั้นกำลังเรียนมหาวิทยาลัยรามคำแหงปีหนึ่ง คณะศึกษาศาสตร์ เอกการศึกษาปฐมวัย ซึ่งเอกนี้จะมีงานที่ต้องทำเยอะ มีการเข้ากลุ่มเพื่อปฏิบัติกิจกรรม ไม่เหมือนคณะอื่นในมหาวิทยาลัย และเมื่อตรวจพบว่าเป็นมะเร็ง ทุก ๆ คนก็พยายามห้ามไม่ให้กลับไปเรียนต่อ เพราะต้องการให้หยุดเพื่อรักษาตัว แต่ก็ยังคงดื้อรั้นที่จะไปเรียนต่อ เพราะมีความเชื่อว่าพระเจ้าสถิตอยู่ด้วย พระองค์คือผู้ประทานกำลังและสติปัญญา เพราะเชื่อในพระสัญญาของพระเจ้า ยากอบ 1 : 5 “แต่ถ้าใครในพวกท่านขาดสติปัญญา ให้คนนั้นทูลขอจากพระเจ้าผู้ประทานให้กับทุกคนด้วยพระทัยกว้างขวางและไม่ทรงตำหนิ แล้วเขาก็จะได้รับตามที่ทูลขอ” ในเวลานั้นนอกจากจะเรียนแล้ว ก็ยังต้องเข้าออกโรงพยาบาลทุกเดือนเพื่อไปรักษาตัว และรับใช้พระเจ้าในคริสตจักรสปริงวัลเลย์ด้วย แล้วพระสัญญาของพระเจ้าก็เป็นจริง ในปี 2017 ได้เรียนจบมหาวิทยาลัยรามคำแหงด้วยเกรดเฉลี่ย 3.59 และผลการตรวจติดตามการรักษามาตลอดสี่ปี หมอบอกว่าไม่เคยพบเซลล์มะเร็งในร่างกายเลยอีกเลย ซึ่งทำให้เรารู้ว่าที่สิ่งเหล่านี้สำเร็จได้เพราะพระเจ้าอยู่ด้วย และพระองค์เป็นผู้เสริมกำลังให้แก่เรา และได้ทำให้ทุก ๆ คนได้เห็นว่า พระเจ้าทรงพระชนม์อยู่จริง เมื่อเราขอเราก็จะได้ เมื่อเราเชื่อและวางใจในพระองค์ พระองค์ก็จะช่วยให้เราทำสิ่งนั้นสำเร็จได้

เป้าหมายในชีวิต

การมีชีวิตอยู่เพื่อรับใช้พระเจ้า ไม่ใช่มีชีวิตอยู่เพื่อตัวเราเอง เมื่อพระเจ้าคือผู้ประทานชีวิตและลมหายใจให้แก่เรา เราก็พร้อมที่จะมอบหมดทั้งชีวิตให้แก่พระองค์

ข้อพระคัมภีร์ชอบเป็นพิเศษ

“จงเข้มแข็งและกล้าหาญเถิด อย่ากลัวหรือครั่นคร้ามเขาเลย เพราะว่าผู้ที่ไปกับท่านคือพระยาห์เวห์พระเจ้าของท่าน พระองค์จะไม่ทรงปล่อยท่านให้ล้มเหลวหรือทอดทิ้งท่าน” เฉลยธรรมบัญญัติ 31:6

เพราะเมื่อก่อนเป็นคนขี้กลัวมาก แต่วันหนึ่งหลังจากที่ได้อธิษฐานกับพระเจ้าก็ได้เปิดพระคัมภีร์ขึ้นมาอ่านแบบไม่เจาะจง แล้วพระองค์ก็ให้พระคัมภีร์ข้อนี้มา พระองค์บอกว่าให้เข้มแข็งและกล้าหาญ พระองค์สัญญาว่าจะไม่ปล่อยเราหรือทอดทิ้งเราไว้คนเดียว และพระสัญญานี้พระเจ้าได้มอบให้ไว้กับทุกคนด้วย

ท้ายที่สุด

อยากให้พี่น้องทุก ๆ คนทราบว่า พระเจ้าของเราเป็นพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่จริง ๆ พระองค์ไม่เคยทอดทิ้งพวกเรา พระสัญญาของพระองค์ที่ให้ไว้กับเราทุกคนนั้นเป็นจริงเสมอ ขอให้เรามีความเชื่อและไว้วางใจในพระองค์ เมื่อเราขอเราจะได้ และเมื่อเราหา เราก็จะพบกับพระองค์

คุณพัลลภา​  ค๊อค