A – แผ่นศิลา (Stone Tablet)

A – แผ่นศิลา (Stone Tablet) ดั้งเดิมแต่โบราณ เมื่อยังไม่มีระบบการเขียน มนุษย์มีวิธีการเก็บรักษาและถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ โดยการบอกเล่าสืบต่อกันมาแบบปากต่อปาก หรือที่เรียกว่า ประเพณีการบอกเล่า (Oral Tradition) และเมื่อเรื่องราวใดเป็นที่นิยมหรือได้รับการยกย่องมากก็อาจมีการแต่งเป็นบทเพลงหรือลำนำ แม้วิธีการถ่ายทอดเหล่านี้จะเป็นวิธีที่ดูมีชีวิตชีวา แต่ก็ทำให้ผู้เล่าเรื่องหรือผู้ขับร้องแต่ละคนมีโอกาสดัดแปลงหรือแต่งแต้มเนื้อหาได้อย่างอิสระ ต่อมา มนุษย์เริ่มประดิษฐ์คิดค้นระบบการเขียนขึ้น โดยแรกเริ่มเพื่อการจดบันทึกข้อมูลที่จำเป็นเร่งด่วน เช่น ปริมาณผลผลิตทางการเกษตร ฯลฯ แต่ภายหลังก็เริ่มมีการจดบันทึกอย่างอื่นด้วย เช่น พงศาวดาร บทเพลง นิทาน ตำนาน คำสอน ฯลฯ จนประเพณีการบอกเล่าเริ่มเปลี่ยนเป็นประเพณีการคัดลอก (Textual Tradition) ทำให้เรื่องราวเหล่านี้กลายเป็นลายลักษณ์อักษรที่มีความคงทนและมีเสถียรภาพมากกว่าการบอกเล่าแบบปากต่อปากที่ผู้เล่าเรื่องแต่ละคนอาจปรับแต่งเนื้อหาไปเรื่อยๆ โดยไม่มีต้นฉบับหรือแหล่งอ้างอิงที่ชัดเจน ระบบการเขียนที่เก่าแก่ที่สุดของมนุษย์เท่าที่มีการค้นพบในปัจจุบันคือ จารึกอักษรลิ่ม (Cuneiform) ของชาวสุเมเรียนในดินแดนเมโสโปเตเมีย (บริเวณประเทศอิรักในปัจจุบัน) ซึ่งมีอายุถึงกว่า 5,500 ปีมาแล้ว โดยผู้จารึกนำก้านต้นกกที่ตัดปลายจนแหลมเหมือนลิ่มมาใช้จารึกตัวอักษรลงบนแผ่นดินเหนียว นอกจากนี้ อารยธรรมโบราณอื่นๆ ที่รุ่งเรืองในอดีตก็มีระบบการเขียนเป็นของตนเองเช่นกัน เช่น ชาวอียิปต์โบราณที่ใช้ตัวอักษรเฮียโรกลีฟ (Hieroglyph) หรืออักษรภาพ จารึกลงบนแผ่นจารึกที่มักจะทำจากศิลาหรืองาช้าง  นักวิชาการสันนิษฐานว่า ชาวอิสราเอลโบราณรวมถึงโมเสสคงได้รับอิทธิพลเกี่ยวกับการจารึกเช่นนี้จากชาวอียิปต์ไม่มากก็น้อยเมื่อสมัยที่อาศัยอยู่ในแผ่นดินอียิปต์ (อพย.1:1-7; […]

B – หนังสือม้วนปาปิรุส (Papyrus Scroll)

B – หนังสือม้วนปาปิรุส (Papyrus Scroll) วิธีการเขียนในสมัยแรกเริ่มนั้นเป็นการสลักลงบนแผ่นจารึกที่มักจะทำมาจากดินเหนียวหรือศิลา  ในเวลาต่อมาก็พัฒนาขึ้นเป็นการเขียนด้วยน้ำหมึกลงบนหนังสัตว์หรือกระดาษที่ทำจากเยื่อของต้นกกที่เรียกว่าปาปิรุส (Papyrus) สิ่งที่ได้คือหนังสือม้วน (scroll)  หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่มีในปัจจุบันคือ ม้วนหนังสือปาปิรุสของชาวอียิปต์โบราณที่มีอายุประมาณกว่า 4,000 ปีมาแล้ว  และหนึ่งในสำเนาโบราณของพระคัมภีร์เดิมที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่มีในปัจจุบันคือ ม้วนคัมภีร์ทะเลตาย (Dead Sea Scrolls) ซึ่งมีอายุราวศตวรรษที่ 3 ก่อน ค.ศ. โดยถูกพบในถ้ำที่คุมราน (Qumran) ใกล้ทะเลตาย ประกอบด้วยพระธรรมต่างๆ ในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมยกเว้นพระธรรมเอสเธอร์เพียงเล่มเดียว และพระธรรมแต่ละเล่มถูกม้วนใส่ไว้ในไหที่ปิดฝามิดชิดเพื่อเก็บรักษา แม้การเขียนลงบนกระดาษปาปิรุสจะสะดวกรวดเร็วกว่าการสลักลงบนแผ่นจารึก แต่กระดาษปาปิรุสก็มีความคงทนและอายุการใช้งานที่น้อยกว่ามาก ทั้งยังอ่อนไหวต่อความชื้น อุณหภูมิ และการสัมผัสอีกด้วย จึงทำให้หนังสือหรือเอกสารสำคัญที่มีการใช้งานอย่างต่อเนื่อง เช่น พระคัมภีร์ จำเป็นต้องมีการคัดลอกใหม่อยู่เรื่อยๆ เมื่อสำเนาเดิมเริ่มเก่าและมีสภาพทรุดโทรมลง ทำให้อาลักษณ์ (Scribe) เป็นวิชาชีพหนึ่งที่มีความสำคัญในโลกสมัยโบราณ ในโลกสมัยโบราณ คนที่อ่านออกเขียนได้มักเป็นคนกลุ่มน้อย อาลักษณ์จึงมีบทบาทและอิทธิพลที่สำคัญในสังคม  ในสังคมอิสราเอลยุคโบราณก็เช่นกัน อาลักษณ์มีหน้าที่คัดลอกพระคัมภีร์เพื่อสืบทอดและเผยแพร่พระวจนะของพระเจ้าอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรจากรุ่นสู่รุ่น ยิ่งไปกว่านั้น ตั้งแต่สมัยกลับจากการเป็นเชลยที่บาบิโลนเป็นต้นมา อาลักษณ์ที่คุ้นเคยกับเนื้อหาพระคัมภีร์เหล่านี้ก็ได้กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านธรรมบัญญัติของชาวยิว หรือที่เรียกว่า “ธรรมาจารย์” นั่นเอง ขณะเดียวกัน เมื่อวิชาชีพอาลักษณ์มีการเติบโตพัฒนาขึ้นก็เริ่มแตกแขนงออกเป็นหลายสำนัก […]

C – การพิมพ์ & การแปลพระคัมภีร์ (Printing & Bible Translation)

C – การพิมพ์ & การแปลพระคัมภีร์ (Printing & Bible Translation) ในสมัยโบราณ พระคัมภีร์ได้รับการคัดลอกด้วยมือของอาลักษณ์จากรุ่นสู่รุ่นมาเป็นเวลานานหลายพันปี จนกระทั่งในศตวรรษที่ 15 เมื่อนักประดิษฐ์ชาวเยอรมันนามว่า โยฮานเนส กูเทนเบิร์ก (Johannes Gutenberg) ได้ประดิษฐ์แท่นพิมพ์ขึ้น ทำให้สามารถพิมพ์หนังสือจำนวนมากได้โดยใช้เวลาและบุคลากรที่น้อยกว่าในอดีตมาก  พระคัมภีร์รวมทั้งหนังสืออื่นๆ จึงถูกตีพิมพ์พิมพ์และเผยแพร่อย่างรวดเร็ว  ทำให้การกระจายภูมิปัญญาหรือวิทยาการนั้นไม่เป็นเรื่องยากเย็นอีกต่อไป นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ในส่วนของการแปลพระคัมภีร์นั้น ได้เริ่มมีขึ้นตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 3 ก่อน ค.ศ. โดยพระคัมภีร์ฮีบรูของชาวยิว (หรือที่เรารู้จักในนามพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม) ได้ถูกแปลจากภาษาฮีบรูและอาราเมคมาเป็นภาษากรีก มีชื่อเรียกว่า ฉบับเซปทัวจินต์ (Septuagint หรือเขียนเป็นสัญลักษณ์ว่า LXX) เนื่องจากในสมัยนั้น ภาษากรีกได้กลายเป็นภาษากลางในภูมิภาคเมดิเตอร์เรเนียน นอกจากนี้ ยังมีพระคัมภีร์ฉบับแปลเป็นภาษาท้องถิ่นอื่นๆ อีกมากมายในช่วงศตวรรษที่ 1-4 เช่น ฉบับอาราเมค (ทาร์กุม) ฉบับซีเรีย (เพชิทตา) ฉบับละตินเก่า (เวทุส ละตินา) ฯลฯ สำหรับการแปลพระคัมภีร์เป็นภาษาไทย สมัยแรกๆ มักจะแปลโดยมิชชันนารีชาวต่างชาติเป็นหลัก […]

D – พันธกิจด้านพระคัมภีร์ของ TBS (TBS Bible Missions)

D – พันธกิจด้านพระคัมภีร์ของ TBS (TBS Bible Missions) จนถึงวันนี้ พระคัมภีร์ได้ถูกแปลไปเป็นภาษาต่างๆ แล้วมากกว่า 700 ภาษา โดยมีทั้งการแปลพระคัมภีร์ที่เสร็จสมบูรณ์ทั้งเล่มและการแปลที่เสร็จไปบางส่วน  กระนั้นก็ยังมีผู้คนอีกกว่า 800 ภาษาทั่วโลกที่รอคอยพระคัมภีร์ฉบับแรกของพวกเขาอยู่ ยังไม่รวมถึงภาษามือสำหรับผู้บกพร่องทางการได้ยินและภาษาเบรลล์สำหรับผู้บกพร่องทางการมองเห็นในแต่ละประเทศด้วย นอกจากนี้ แม้ว่าการแปลพระคัมภีร์เป็นภาษาไทยจะเสร็จสิ้นไปนานแล้ว แต่เมื่อเวลาผ่านไป ก็ยังคงต้องมีการแก้ไขคำแปลอยู่เรื่อยๆ เนื่องจากสาเหตุสำคัญอย่างน้อย 3 ประการ ได้แก่ การใช้ภาษาไทยของคนไทยที่เปลี่ยนไปตามกาลสมัย มุมมองการรับรู้ของผู้อ่านที่เปลี่ยนไปตามสภาพสังคม และความรู้ทางวิชาการที่พัฒนาขึ้นตามกาลเวลา  การปรับแก้สำนวนแปลทำให้คนไทยในแต่ละยุคแต่ละสมัยสามารถอ่านและเข้าใจความหมายได้อย่างถูกต้องมากขึ้น พระคัมภีร์ไทยฉบับแรกที่สมาคมพระคริสตธรรมไทย (TBS) ทำการแก้ไขคำแปล คือ พระคัมภีร์ฉบับ 1940 จนกลายมาเป็นพระคัมภีร์ฉบับ 1971 โดยมีการปรับแก้ที่สำคัญคือ การบัญญัติชื่อเฉพาะต่างๆ (เช่น ชื่อบุคคล ชื่อสถานที่ ฯลฯ) ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันสำหรับคริสเตียนทุกกลุ่ม ซึ่งในครั้งนั้นได้มีการประชุมเพื่อตกลงกันระหว่างตัวแทนจากนิกายโรมันคาทอลิกกับนิกายโปรเตสแตนต์ในประเทศไทย ต่อมา เมื่อกระแสการแปลพระคัมภีร์ให้เป็นภาษาที่เข้าใจง่ายและมีความสัมพันธ์กับบริบทท้องถิ่นเริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น TBS จึงได้จัดทำพระคัมภีร์ไทยขึ้นมาอีกฉบับในปี ค.ศ. 1984 ชื่อว่า พระคัมภีร์ฉบับประชานิยม (Thai Common […]

E – พระคัมภีร์ดิจิทัล (Digital Bible)

E – พระคัมภีร์ดิจิทัล (Digital Bible) ในหลายทศวรรษที่ผ่านมา  การใช้สื่อในรูปแบบดิจิทัลและช่องทางออนไลน์ได้เติบโตแพร่หลายอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นต้นมา ปัจจัยเหล่านี้ช่วยให้กระบวนการแปล การจัดเก็บ และการเผยแพร่พระคัมภีร์มีความสะดวกรวดเร็วและมั่นคงมากขึ้น ทั้งยังช่วยเพิ่มทางเลือกและโอกาสแก่ผู้ใช้งานในการเข้าถึง ศึกษาค้นคว้า และแบ่งปันพระคัมภีร์ได้มากขึ้นด้วย ในการนี้ สมาคมพระคริสตธรรมไทย (TBS) ได้มีการร่วมมือหรือเข้าเป็นหุ้นส่วนทางพันธกิจกับหลายองค์กรทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ เพื่อเพิ่มศักยภาพและโอกาสในการเผยแพร่พระคัมภีร์ให้กับคนไทยทุกกลุ่มและทุกแห่งหน ผ่านช่องทางและสื่อหลากหลายประเภทอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีตัวอย่างบางส่วนขององค์กรและความร่วมมือที่เกิดขึ้นดังต่อไปนี้ แอพ YouVersion สำหรับอ่านพระคัมภีร์ (ทั้งในระบบ iOS และ Android) โดยความร่วมมือระหว่างองค์กร YouVersion ในฐานะผู้พัฒนาแอพพลิเคชันและดูแลระบบ กับ TBS ในฐานะผู้จัดทำและอนุญาตการใช้เนื้อหาพระคัมภีร์ไทยอย่างถูกลิขสิทธิ์ อีกทั้งภายในแอพยังมีฉบับแปลของพระคัมภีร์อยู่มากมายสำหรับให้ผู้ใช้เลือกอ่านหรือเปรียบเทียบฉบับแปลต่างๆ ได้ตามอัธยาศัย  พระคัมภีร์ภาษามือไทย (ทางช่อง Youtube : TBS THSL) จัดทำโดยคณะผู้แปลภาษามือไทยของ TBS และได้รับการสนับสนุนจากองค์กร Summer Institute of Linguistics (SIL International) และ Asia-Pacific Sign […]

เมซูซาห์ (Mezuzah)

เมซูซาห์ (Mezuzah) เมซูซาห์ (อังกฤษ : Mezuzah, ฮีบรู : מְזוּזָה) ดั้งเดิมในภาษาฮีบรูแปลว่า “เสาประตู” (ดู ฉธบ.6:9; 11:20) ต่อมาคำนี้ถูกนำมาใช้เรียกศาสนวัตถุอย่างหนึ่งในชีวิตประจำวันของชาวยิว เป็นกลักขนาดเล็กสำหรับแขวนหรือติดไว้ที่วงกบประตูทางเข้าบ้านและธรรมศาลา โดยมักจะใส่ม้วนกระดาษแผ่นเล็กๆ ที่คัดลอกข้อพระคัมภีร์จากเฉลยธรรมบัญญัติ 6:4-9 ไว้ข้างใน และเมื่อชาวยิวจะก้าวผ่านประตูก็มักจะเอามือแตะที่กลักพระธรรมนี้เพื่อเป็นการระลึกถึงพระเจ้าและพระบัญญัติของพระองค์ เมซูซาห์มีขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อไรและใครเป็นผู้คิดค้นขึ้นนั้นยังไม่มีข้อสรุปแน่ชัด ทั้งยังไม่พบธรรมเนียมปฏิบัติเช่นนี้ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ตอนใดเลย บันทึกที่เก่าแก่ที่สุดที่กล่าวถึงธรรมเนียมปฏิบัตินี้มาจากโจเซฟัส นักประวัติศาสตร์ชาวยิวในสมัยศตวรรษที่ 1 ซึ่งบ่งบอกว่าชาวยิวในสมัยนั้นมีการใช้เมซูซาห์กันอย่างแพร่หลายแล้ว จึงมีข้อสันนิษฐานว่าธรรมเนียมปฏิบัตินี้อาจเกิดขึ้นในช่วงสมัยหลังจากตกเป็นเชลยที่บาบิโลน (ท้ายศตวรรษที่ 6 ก่อน ค.ศ.) เป็นต้นมา ส่วนที่มาของแนวคิดนั้นเข้าใจกันว่ามาจาก เฉลยธรรมบัญญัติ 6:4-9 และ 11:13-21 อันเป็นคำกำชับให้คนอิสราเอลยึดมั่นในพระเจ้าโดยการเอาใจใส่และปฏิบัติตามพระวจนะของพระองค์เพื่อที่พวกเขาจะได้รับการอวยพรในแผ่นดินแห่งพันธสัญญา โดยมีคำกำชับหนึ่งที่ปรากฏอยู่ในทั้งสองตอนนี้ คือ “จงเขียนถ้อยคำเหล่านี้ไว้ที่เสาประตูบ้าน…ของท่าน” (ฉธบ.6:9; 11:20) ซึ่งชาวยิวก็ได้ตีความหมายข้อความนี้แบบตรงตัวอักษรและพยายามประยุกต์ให้เป็นรูปธรรม จนกลายเป็นเมซูซาห์อย่างที่เห็นในทุกวันนี้ อย่างไรก็ตาม ธรรมเนียมปฏิบัตินี้ก็ได้กลายเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ช่วยปลูกฝังชาวยิวให้เอาใจใส่และระลึกถึงพระวจนะของพระเจ้าอยู่เสมอมา ครั้งหนึ่ง ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 อันเป็นช่วงเวลาที่พรรคนาซีเยอรมันพยายามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว (Holocaust) ชาวยิวจำนวนมากได้ถูกกวาดต้อนให้ไปอยู่ในค่ายกักกัน ถูกยึดทรัพย์สิน […]

จงระวังหินจะกลิ้งกลับมาทับตัวเราเอง!

จงระวังหินจะกลิ้งกลับมาทับตัวเราเอง! คุณเคยเกลียดคนบางคนทั้งๆที่คุณไม่เคยรู้จักเขาเลยบ้างไหม? (หรือรู้จักแค่บางส่วน) หรือกลับกัน คุณเคยถูกคนบางคนเกลียดคุณทั้งๆที่เขาไม่ได้รู้จักคุณบ้างหรือไม่? (หรือรู้จักคุณแค่บางด้าน) เคยไหม ที่คุณโกรธหรือเกลียดใครบางคนเพราะสิ่งที่คุณได้ยินเรื่องราว(ข่าวลือ)เกี่ยวกับตัวเขา ทั้งๆที่คุณไม่เคยรู้เลยว่าความจริงที่แท้จริงทั้งหมดนั้นเป็นอย่างไร แต่คุณคิดว่าคงเป็นเช่นนั้นเพราะคุณเชื่อในสิ่งที่คุณได้ยินมา (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากคนที่คุณเชื่อถือ เพราะดูเป็นผู้ใหญ่ หรือ เป็นคนฉลาด) คุณจึงโกรธและเกลียดคนที่ถูกกล่าวถึงหรือถูกกล่าวหานั้น คุณเคยด่วนสรุปตัดสินคนอื่นและแสดงอารมณ์ ความรู้สึก และความคิดเห็น โดยเชื่อมั่นว่าตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง (ทั้งๆมีทั้งความเท็จและความจริงผสมปนเปกัน)หรือไม่? แล้วคุณเองจะรู้สึกอย่างไรหากว่า มีใครกล่าวหา ตัดสิน และซุบซิบนินทาคุณจากข้อเท็จ~จริง เหล่านั้น แค่นั้น เชื่อว่า ถ้าคุณไม่โดนเองกับตัว คุณก็คงไม่เข้าใจและไม่รู้สึก! …อย่างไรก็ตาม สิ่งที่พูดนี้ ไม่อยากให้ถูกบิดเบือนประเด็นไปว่า ห้ามเราตัดสินว่าผู้ใดที่ทำผิด ตรงกันข้าม เราต้องช่วยกันพิสูจน์(ไม่ใช่กล่าวหา หรือแพร่การซุบซิบนินทา)ว่าผู้ใดกระทำผิดในเรื่องใด พร้อมหลักฐาน และนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม(ตามครรลอง) เพราะในที่สุด ใครที่ทำผิดจริงๆ คนนั้นก็ต้องรับผิด และรับโทษ แต่ อย่าให้เราลงโทษผู้ใด ก่อนความจริงจะประจักษ์! (เพราะการลงโทษคนบริสุทธิ์เป็นสิ่งที่พระเจ้าไม่พอพระทัย) เพราะเองจะกลายเป็นผู้ถูกลงโทษเสียเอง “เขาทั้งหลายรวมตัวกันเพื่อเอาชีวิตคนชอบธรรม และปรับโทษคนไร้ผิดถึงตาย แต่พระยาห์เวห์ทรงเป็นที่กำบังอันแข็งแกร่งของข้าพเจ้าแล้ว และพระเจ้าของข้าพเจ้าทรงเป็นศิลาที่ลี้ภัยของข้าพเจ้า พระองค์จะทรงนำกรรมชั่วของพวกเขากลับมาสนองพวกเขา และจะทรงทำลายพวกเขาเสียเพราะความโหดร้ายของพวกเขา พระยาห์เวห์พระเจ้าของเราจะทรงทำลายล้างพวกเขา” […]

คุณเคยถูกด่า ถูกขู่ และถูกแช่งบ้างไหม?

คุณเคยถูกด่า ถูกขู่ และถูกแช่งบ้างไหม? ผมโดนมาตลอดหลายสิบปีของการรับใช้? แล้วใครด่าผม? ปกติ จะมีอยู่ 3 ประเภทหลัก 1. ผู้ที่ผมไปตักเตือน เตือนสติ หรือหยุดยั้งเขา แล้วเขาไม่พอใจ 2. ผู้ที่ไม่พอใจผม เพราะผมไม่ทำบางสิ่งตามที่เขาต้องการ (หรือไปค้าน หรือทำแตกต่างจากที่เขาต้องการ) 3. ผู้ที่เข้าใจผมผิด เพราะไปได้ข้อมูลผิดๆเกี่ยวกับตัวผม (จากคนที่ไม่ชอบผม ประเภท1–2) จริงๆแล้ว ผมก็ไม่ได้รู้สึกดีกับการต้องอยู่ในสภาวะดังกล่าว แต่ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่า ทำไมจึงเกิดสิ่งเหล่านั้นขึ้น ที่อยู่ๆ ผมต้องมาเป็นจำเลย โดยไม่ทันตั้งตัว แต่ ผมก็ไม่เอามาเป็นอารมณ์ แต่ก็เรียนรู้ที่จะสงบใจ เข้าหาพระเจ้าพึ่งพาและ เข้าลี้ภัยอยู่ในพระองค์ ให้พ้นการปองร้าย และการทะเลาะวิวาท ด้วยความยำเกรงพระองค์ ผมไม่คิดจะตอบโต้ (ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว) ผมพยายามจะเข้าใจเขา ผมให้อภัย เขา ผมพยายามจะช่วยคน ช่วยสถานการณ์ให้ดีขึ้น ผมพยายามจะคืนดี แม้ว่า ไม่ใช่สิ่งที่บางคนต้องการ หรือยอมสนองตอบ แต่ก็ขอบคุณพระเจ้าที่มีหลายๆคนที่เคยเข้าใจผิด คลาดเคลื่อน หรือที่โกรธเคือง ไม่พอใจ และด่าผม […]

คุณเคยตื่นขึ้นมาแล้ว รู้สึกหดหู่ห่อเหี่ยวบ้างไหม? หรือ คุณเคยตื่นมาแล้ว รู้สึกคึกคักสดชื่นบ้างไหม?

คุณเคยตื่นขึ้นมาแล้ว รู้สึกหดหู่ห่อเหี่ยวบ้างไหม? หรือ คุณเคยตื่นมาแล้ว รู้สึกคึกคักสดชื่นบ้างไหม? ..ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น? หากเราตื่นขึ้นมาแล้วเข้าหาพระะจ้าก่อน(โดยเฉพาะอย่าง ในวันอาทิตย์) คุณจะได้รับความใหม่สด จาก – ความรักอันมั่นคง – ความกรุณาอันไม่มีที่สิ้นสุด จากพระเจ้าผู้ทรงเที่ยงตรงแต่ทรงรักเราเสมอเพื่อเราจะได้รับพลังชีวิตที่เปี่ยมล้น ด้วย – ความสดใหม่ – ความหวัง สำหรับการดำเนินชีวิตของเรา ดังนั้นหากเราต้องการห่างไกลจากสภาวะเหี่ยวแห้งเหี่ยวเฉาของชีวิตและได้รับพลังใหม่อัดแน่นเปี่ยมล้น เราควร เข้าหาพระเจ้าเป็นสิ่งแรกในทุกวัน วันนี้ คุณได้แสวงหาพระเจ้าและความชอบธรรมของพระองค์ ก่อนสิ่งอื่นใด แล้วหรือยัง? “ความรักมั่นคงของพระยาห์เวห์ไม่เคยหยุดยั้ง และพระกรุณาของพระองค์ไม่มีสิ้นสุด เป็นของใหม่ทุกเวลาเช้า ความเที่ยงตรงของพระองค์ใหญ่ยิ่งนัก จิตใจข้าพเจ้าว่า “พระยาห์เวห์ทรงเป็นมรดกส่วนของข้าพเจ้า เพราะฉะนั้นข้าพเจ้ามีความหวังในพระองค์” “ เพลงคร่ำครวญ 3:22–24 ฉบับมาตรฐาน บทความ ศาสนาจารย์ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ ภาพประกอบจาก freepik มหัศจรรย์แห่งพระสัญญา ปกมี 2 สีให้เลือก . รวบรวมหัวข้อปัญหาต่างๆ ที่พบในชีวิตประจำวัน… พร้อมคำตอบที่เหมาะสมจากพระคริสตธรรมคัมภีร์ ซึ่งเป็นคู่มือชีวิตที่สำคัญ ที่จะช่วยให้ คุณได้รับกำลัง […]

จะหนุนใจ หรือ จะทำร้ายใจกัน?

จะหนุนใจ หรือ จะทำร้ายใจกัน? จะทำลายจิตใจคนเป็นเรื่องง่ายนิดเดียว แต่จะทำให้คนใดคนหนึ่งที่กำลังอ่อนล้าใจถดถอยให้มีกำลังใจขึ้นมาอีกครั้งในยามที่หมดกำลังใจนั้น นับเป็นเรื่องยาก ที่เราต้องการเป็นอย่างยิ่ง! การทำลายคนใดคนหนึ่งด้วยถ้อยคำ ท่าทาง หรือท่าที หรือการกระทำอื่นๆ อย่างไร้ความเมตตา เป็นเรื่องง่ายนิดเดียว แต่การเสริมสร้างกันขึ้นมาให้มีกำลังกายและกำลังใจทำสิ่งดี นับเป็นเรื่องไม่ง่ายที่จะกระทำ แต่ก็เป็นสิ่งสำคัญยิ่งที่ขาดหายไปจากสังคมของเรา อย่างน่าเสียดาย วันนี้ คุณใช้เวลา และพลังงานไปกับการ – ทำลายใจ หรือหนุนใจคน – กำจัดคน หรือ ช่วยและเสริมสร้างคน? อะไรที่ไม่ดี จงยุติเถิด อะไรที่ดี แล้วยังไม่ได้ทำ จงลงมือทำเลย อะไรที่ดีที่ทำอยู่แล้ว จงทำต่อไป และทำให้ดียิ่งขึ้น! คุณคงรู้นะครับว่าสิ่งใด เป็นสิ่งพระเจ้าผู้ทรงเปี่ยมล้นด้วยพระเมตตากรุณา ทรงประสงค์สิ่งใดมากกว่ากัน? “เพราะฉะนั้นจงหนุนใจกัน และต่างคนต่างจงเสริมสร้างกันขึ้น ตามอย่างที่พวกท่านกำลังทำอยู่นั้น” 1 เธสะโลนิกา 5:11 ฉบับมาตรฐาน บทความ ศาสนาจารย์ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ ภาพประกอบจาก freepik มหัศจรรย์แห่งพระสัญญา ปกมี 2 สีให้เลือก . […]

1 8 9 10 11 12 43