พระเยซูมีครอบครัวจริงหรือ

  พระเยซูมีครอบครัวจริงหรือ โดย ศาสนาจารย์ ดร. เสรี หล่อกัณภัย และ ศาสนาจารย์ ดร.​ นที ตันจันทร์พงศ์ เนื้อหาของบทความเรื่อง “หลักฐานใหม่ยัน พระเยซูมีครอบครัว” ในหนังสือพิมพ์ที่ชื่อ  M2F  ฉบับวันอังคารที่ 11 พฤศจิกายน  พ.ศ. 2557 หน้า 2 นั้นที่จริงเป็นเรื่องเก่าที่นำมาเสนอใหม่   เพื่อเป็นการโปรโมทหนังสือและภาพยนต์ที่กำลังถูกสร้างขึ้น  อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ผู้อ่านที่ไม่รู้ที่มาที่ไปของเรื่องราวเหล่านี้เข้าใจมุมมองของคริสตชน เราจึงขอใช้โอกาสนี้อธิบายความไม่น่าเชื่อถือหลายประการในบทความนี้ บทความ“หลักฐานใหม่ยัน พระเยซูมีครอบครัว” ได้อ้างชื่อ แบร์รี่ วิลสัน (Barry Wilson) นักวิชาการด้านศาสนศึกษาในโตรอนโตและชิมชา ยาคอโบวิชี (Simcha Jacobovici)ว่า ได้เผยผลการศึกษาเชิงลึกจากเอกสารเก่าแก่ชิ้นหนึ่งในหอสมุดแห่งชาติของอังกฤษนานกว่า 6 ปี ที่กล่าวถึงบุตรชาย 2 คนของพระเยซูและการแต่งงานของพระองค์กับแมรี่ แมกดาลีน หรือ “มาเรีย์ชาวมักดาลา” เอกสารที่แบร์รี่ วิลสันและชิมชา ยาคอโบวิชี พูดถึงนี้ มีชื่อว่า “the […]

การต้อนรับสู่พระอาณาจักรของพระเจ้า

“แล้วทรงเทนำ้ลงในอ่างและทรงเอาน้ำล้างเท้าของพวกสาวก และทรงเช็ดด้วยผ้าที่ทรงคาดเอวไว้นั้น” (ยอห์น 13:5) เท้าที่สะอาดก็ถือว่าเป็นความสุขชนิดหนึ่งสำหรับผู้ต้องอาศัยอยู่ตามชนบทที่ร้อนระอุและมีฝุ่น ละอองปลิวอยู่ตลอดเวลา การล้างเท้าด้วยนำ้เย็นจึงนับเป็นความสุขชนิดหนึ่งในยามเย็น ความเหนื่อยอ่อนก็พลางหายไป โลกเปลี่ยนไปเมื่อเท้าถูกล้างให้สะอาด ประเพณี การล้างเท้าในสมัยของพระเยซูเจ้า นับเป็นส่วนที่สำคัญส่วนหนึ่งของการให้การต้อนรับ เป็นกิจกรรมที่คนใช้หรือทาสเป็นผู้กระทำในนามเจ้าของบ้าน ในการกินเลี้ยงครั้งสุดท้าย พระเยซูเจ้าทรงสำแดงพระองค์ มิใช่เป็นเพียงผู้รับใช้ที่ถ่อมตนของพวกสาวกเท่านั้น แต่ทรงเป็นผู้รับใช้ ในบ้านของพระบิดา ด้วยการทรงเอาพระทัยใส่ความต้องการของบรรดาแขกที่มาร่วมรับประทานอาหารกับ พระองค์ เมื่อพระเยซูเจ้าทรงล้างเท้าของบรรดาสาวก เป็นการแสดงว่าพระเจ้าทรงรับพวกเขาเข้าในบ้านของพระองค์ โดยทรงกระทำสิ่งที่จำเป็น เพื่อทรงประทานชีวิตใหม่และพลังให้แก่พวกเขา พวกสาวกจึงเริ่มเข้าใจว่า การเป็นผู้นำนั้นเป็นการรับใช้ มิใช่เป็นผู้มีอำ•นาจเหนือผู้อื่น เราลองถามตัวเราเองดูซิว่า “ฉันเคยจำได้ไหม เมื่อฉันได้รับการต้อนรับอย่างดี มันทำให้ฉันมีพลังจิตที่จะทำอะไรพิเศษสักอย่างหนึ่งไหม? การต้อนรับที่ดีทำให้ฉันรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าและได้รับความนับถือเป็น พิเศษมิใช่หรือ? มีอะไรบ้างที่เราสามารถทำได้ เพื่อให้รู้สึกว่าเรามีชีวิตใหม่ และให้ความมีชีวิตชีวาแก่ผู้ที่กำลังเครียดหนักและมีความกังวลสูง? ฉันสามารถช่วยให้ผู้ที่มีความห่วงกังวลรู้สึกดีขึ้นบ้างไหม? เป็นไปได้ที่เราสามารถช่วยผู้ที่กำลังมีความทุกข์ด้วยรอยยิ้มของเรา? บทอธิษฐานภาวนา ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า บางครั้งความถ่อมตนอาจเป็นยาขมที่จะต้องกลืนสำหรับลูก แม้จะเป็นการเลียนพระฉบับแบบของพระองค์ โปรดให้ลูกมีจิตใจโอบอ้อมอารี แม้จะยากเย็นสักเพียงใดก็ตาม โปรดได้ทรงเปิดตาและเปิดใจให้ลูกได้สังเกตเห็นช่วงเวลาที่จะช่วยให้ผู้ใดผู้ หนึ่งให้ได้รับกำลังใจด้วยการกระทำที่โอบอ้อมอารีและด้วยความเคารพรัก อาเมน พระคุณเจ้ายอร์ช ยอด พิมพิสาร

การใช้สรรพนามที่ถูกต้องและเหมาะสมมีความสำคัญในการแปลพระคัมภีร์อย่างไร?

การใช้สรรพนามที่ถูกต้องและเหมาะสมมีความสำคัญใน การแปลพระคัมภีร์อย่างไร ถาม : การใช้ สรรพนามที่ถูกต้องและเหมาะสมมีความสำคัญในการแปลพระคัมภีร์อย่างไร ตอบ : เรื่อง นี้เป็นเรื่องที่ฝ่ายแปลเอาใจใส่และใช้เวลาในการพิจารณาเพื่อหาสรรพนามที่ ถูกต้องเหมาะสมตาม เหตุการณ์  เวลา สถานที่ และสถานะของบุคคล ตัวอย่างเช่นเมื่ออับราฮัมพาซาราห์ไปยังดินแดนเนเกบ และไปอยู่เมืองเก-ราห์ในฐานะผู้อาศัย ท่านเกรงว่าจะถูกคนในเมืองทำร้าย จึงได้ให้ซาราห์บอกคนอื่นว่านางเป็นเพียงน้องสาว ไม่ให้บอกว่าเป็นภรรยาของท่าน กษัตริย์อาบีเมเลคซึ่งเป็นพระราชาของเมืองเก-ราห์เข้าใจว่านางซาราห์เป็น น้องสาวของอับราฮัมจึงไปรับนางซาราห์มา แต่ในคืนนั้น พระเจ้าทรงเตือนกษัตริย์อาบีเมเลคทางพระสุบินและทั้งทรงเปิดเผยให้รู้ว่าอับ ราฮัมเป็นผู้เผยพระวจนะ เมื่อกษัตริย์ตื่นบรรทมแต่เช้ามืด ทรงตรัสเรียกอับราฮัมมาเข้าเฝ้าและต่อว่าท่าน ในบริบทนี้ผู้แปลประสบปัญหาว่าจะใช้สรรพนามอะไรระหว่างกษัติริย์กับอับราฮัม โดยทั่วไปกษัตริย์อาบีเมเลคย่อมมีตำแหน่งสูงกว่าอับราฮัมซึ่งเป็นคนธรรมดา สามัญ พระคัมภีร์ฉบับ 1971 และฉบับแก้ไขคำแปลจึงได้กำหนดให้ กษัตริย์อาบีเมเลคเรียกอับราฮัมว่า “เจ้า” และ เรียกตัวพระองค์เองว่า “เรา” ส่วนอับราฮัมเรียก กษัตริย์อาบีเมเลคว่า “ฝ่าพระบาท” และแทนตัวเอง ว่า “ข้าพระบาท” ดังที่ปรากฏในปฐมกาล 20:1-18 แต่เมื่อมาถึงบทที่ 21:22-331971 มีการใช้สรรพนามที่ ไม่เสมอต้นเสมอปลาย คือบางครั้งกษัตริย์อาบีเมเลคจะใช้คำว่า “เจ้า” กับอับราฮัม บางครั้งก็ใช้คำว่า “ท่าน” เช่นใน ข้อ 22 ใช้คำว่า […]

การแปลพระคัมภีร์และการอธิบายพระคัมภีร์ต้องยึดหลักจากภาษาเดิมหรือไม่? อย่างไร?

การแปลพระคัมภีร์และการอธิบายพระคัมภีร์ต้องยึดหลักจากภาษาเดิมหรือไม่? อย่างไร? คำถาม : การแปลพระคัมภีร์และการอธิบายพระคัมภีร์ต้องยึดหลักจากภาษาเดิมด้วยหรือไม่ อย่างไร? คำตอบ : สำหรับ คำถามช่วงแรกนั้น ตอบได้เลยว่าต้องยึดหลักจากภาษาเดิมแน่นอน เพราะว่าพระคัมภีร์เขียนโดยใช้ภาษาฮีบรูและภาษากรีก ผู้เขียนต้องการสื่อความจริงโดยสองภาษานี้ที่พวกเขาคุ้นเคย ภาษาทั้งสองมีความแตกต่างกับภาษาไทยอย่างแน่นอน คนที่ใช้ภาษาทั้งสองก็มีวัฒนธรรมและสภาพเบื้องหลังที่ต่างจากคนไทย คำหรือข้อความที่เขาเขียนนั้นอาจมีความหมายต่างจากคำไทย แม้จะเป็นคำที่เหมือนกัน เช่น เมื่อเปาโลกล่าวว่าให้ทาสเชื่อฟังนาย (อฟ.6:5) ทาสในสังคมโรมันและโดยเฉพาะสังคมยิวในสมัยนั้นแตกต่างจากทาสในสังคม ไทยสมัยก่อนมาก ทาสของพวกเขาเป็นชนชั้นในสังคมที่ไม่มีสิทธิในการเป็นเจ้าของตัวเอง แต่ไม่ใช่ชนชั้นต่ำที่ทำงานต่ำต้อยและถูกดูหมิ่นเสมอไปดังเช่นในสังคมไทย ทาสในสังคมโรมันหรือยิวมีบทบาทหลากลายในบ้านนายหรือในสังคม ทาสบางคนมีอำนาจหน้าที่เป็นผู้ดูแลหรือจัดการบ้านแทนนายของตนเอง ทาสของทางราชการบางคนเป็นหมอ บางคนทำหน้าที่แทนข้าราชการเมื่อจำเป็น บางคนทำหน้าที่เหมือนตำรวจของทางการ ทาสจำนวนไม่น้อยจึงเป็นคนที่สังคมให้ความเคารพนับถือ นอกจากนี้พวกเขามีอิสระพอควรที่จะนับถือศาสนาหรือร่วมกิจกรรมทางศาสนาโดย เฉพาะในสังคมยิว บางครั้งคำในภาษาเดิมบางคำไม่สามารถหาคำแปลที่มีความหมายเหมือนกันหรือใกล้ กัน จึงมีการหาคำที่มีส่วนคล้ายกันบ้างมาแปล เช่น ในสดุดี 2:2 “…ต่อสู้ พระเจ้าและผู้รับการเจิมของพระองค์” “ผู้รับการเจิม” แปล จากคำว่า “เมสสิยาห์” ในภาษาเดิมซึ่งในที่นี้ หมายถึงกษัตริย์ที่พระเจ้าทรงแต่งตั้ง คำว่า “เมสสิยา” ใน ภาษาเดิมหมายถึงผู้ที่ได้รับการเทน้ำมันลงบนศีรษะเพื่อแต่งตั้งให้เป็น ปุโรหิต หรือกษัตริย์ หรือผู้เผยพระวจนะ (1 ซมอ.16:13) พิธีนี้ไม่มีในสังคมไทย จึงมีการหาคำที่มีส่วนคล้ายกันบ้างคือ “การเจิม” […]

แม่

ในเดือนสิงหาคม มีวันสำคัญคือวันแม่ ถ้าพูดถึง “แม่” ผมมีเรื่องเล่าหลายเรื่องเกี่ยวกับคุณแม่ของผม และถ้าถ  ามคุณแม่ของผม ท่านก็คงมีหลายเรื่องที่จะเล่าเกี่ยวกับผมเช่นเดียวกัน แม้ผมจะไม่ได้มีโอกาสเขียนเรื่องสนุกๆ ที่แม่ของผมแอบแกล้งผมตั้งแต่เป็นเด็ก แต่ผมก็อยากจะแบ่งปันเรื่องของคุณแม่คนสำคัญในพระคัมภีร์ที่ได้รับการยกย่องอย่างสูงสุด เป็นแง่มุมที่ยืนยันว่าคุณแม่ท่านนี้สมควรจะได้รับการยกย่องอย่างไม่มีเงื่อนไข คุณแม่ในพระคัมภีร์ท่านนี้ก็คือ “มารีย์ พระมารดาของพระเยซู” น้อยคนนักที่จะไม่รู้จักชื่อนี้ ทำไมนางมารีย์จึงมีความสำคัญมาก ทำไมพระเจ้าจึงใช้สตรีท่านนี้ในทางที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ นางมารีย์มีอะไรในตัวเธอที่พระเยซูคริสต์จึงเลือกมาเกิดจากครรภ์ของเธอ ตอนที่ผมเรียนอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ผมได้มีโอกาสทำงานพิเศษเป็นพี่เลี้ยงลูกของสามีภรรยาคู่หนึ่งที่บ้านของเขา ผมสังเกตเห็นว่าลูกตัวเล็กๆ มีความเหมือนหรือละม้ายคล้ายคลึงกับพ่อแม่ไม่เฉพาะหน้าตา แต่รวมถึงกิริยาท่าทาง การกระทำ และคำพูด เราเข้าใจได้ว่าเด็กเล็กๆ สามารถเลียนแบบได้ทุกอย่าง แต่มีบางอย่างในจิตวิญญาณที่ทำให้เด็ก  “เป็นเหมือนผู้ให้กำเนิด” เมื่อเรามาดูชีวิตของนางมารีย์และพระคัมภีร์ตอนที่กล่าวถึงชีวิตของเธอ เราจะเข้าใจได้ว่าพระเจ้าเลือกให้พระเยซูกำเนิดจากครรภ์ของนางมารีย์เพราะอะไร ในพระธรรมลูกาบทที่ 1:26-28 ใช้คำว่า “หญิงพรหมจารีย์” ซึ่งแปลว่า “หญิงบริสุทธิ์” พระเจ้าเลือกมารีย์ด้วยเหตุผลอันดับแรกคือเธอ “บริสุทธิ์” ถ้าเราดูพระลักษณะของพระเจ้าแล้ว จะเห็นว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือพระองค์บริสุทธิ์ ทุกอย่างที่พระองค์ทรงทำต้องบริสุทธิ์ ความรักของพระองค์บริสุทธิ์ ความยุติธรรมของพระองค์บริสุทธิ์ ฯลฯ ในพระธรรมเลวีนิติได้บอกเราอย่างชัดเจนว่าพระองค์ทรงต้องการให้เราบริสุทธิ์อย่างที่พระองค์บริสุทธิ์ พระเยซูต้องการแม่ผู้บริสุทธิ์ตามมาตรฐานของพระเจ้า มารีย์ต้องมีชีวิตที่บริสุทธิ์ บริสุทธิ์ทั้งการกระทำ คำพูด ความคิด และความเชื่อ เพื่อเธอจะเป็นตัวอย่างให้แก่ลูกน้อยเยซูผู้เป็นมนุษย์ 100% […]

ผมเคยเป็นโฮโม

“ถ้าเช่นนั้นแล้วเราจะว่าอย่างไร ควรเราจะอยู่ในบาปต่อไป เพื่อให้พระคุณมีมากยิ่งขึ้นหรือ อย่าให้เป็นอย่างนั้นเลย………..” (โรม 6:1-2) รักร่วมเพศเป็นสิ่งที่ฝังรากลึกอยู่ในตัวผม เป็นอะไรที่ผมไม่สามารถควบคุมได้ ผมไม่อาจหยุดนิสัยหรือเปลี่ยนแปลง ความปรารถนาที่อยู่ภายใน ผมรู้ดีว่าผมตกอยู่ในความบาป แต่สิ่งที่ผมไม่เคยรู้ คือ มันมีทางออก การที่ผมเป็นโฮโม บางส่วนคงเกิดจากอารมณ์และความปรารถนาฝ่ายกายที่ผมโหยหามาเสมอ ซึ่งทำให้ผมกลายเป็นพวกต่อต้านสังคมและถลำลึกลงไปในความบาปที่ให้ความสุขเพียงชั่วครู่และเป็นแต่เปลือกนอก ผลบั้นปลายที่ผมได้รับคือความหายนะ ผมท้อแท้ใจหมดหวังและโดดเดี่ยว ผมเคยใช้ชีวิตอยู่ในหมู่คริสเตียน แบบนักท่องเที่ยว คือแวะไปเวียนมาในระหว่างที่ตัวเองยังใช้ชีวิตแบบพวกรักร่วมเพศ ผมเหมือนคนที่แอบดูชีวิตผู้คนผ่านเลนส์กล้องถ่ายรูป คือไม่กล้าเข้าไปมีส่วนร่วมหรืออุทิศตัวจริงๆจังๆ ผมรู้สึกว้าเหว่ที่สุด ปี ค.ศ.1984 เป็นปีที่ผมเข้าไปมีความสัมพันธ์กับผู้ชายคนหนึ่ง ความสัมพันธ์ครั้งนั้นตึงเครียด เพราะผมกังวลและรู้สึกผิดในใจ แต่ผมก็มีประสบการณ์กับมัน ผมรู้แต่ว่าอย่างน้อยผมก็ได้รับสิ่งที่ต้องการ คือความรักความอบอุ่นอะไรบางอย่าง แต่แล้วหลังจากที่ผมใคร่ครวญอยู่ระยะหนึ่ง ประกอบกับตัวเองทำใจไม่ได้ ทุกอย่างเลยต้องจบลง ผมรู้สึกหดหู่มาก แล้วความรู้สึกก็เปลี่ยนเป็นความขมขื่นและการเกลียดชังตัวเองในเวลาต่อมา พระธรรมเลวีนิติ 18:22 บอกว่า “เจ้าอย่าสมสู่กับผู้ชายใช้ต่างผู้หญิง เป็นสิ่งพึงรังเกียจ” คำพูดนี้ดังก้องอยู่ในความคิดของผม มันคอยเตือนผมว่า สิ่งที่ผมกำลังทำ พฤติกรรมทุกอย่างของผม เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงสะอิดสะเอียน มีคนแนะนำให้ผมขอรับคำปรึกษา จากองค์การบางแห่ง แต่ตอนนั้นผมไม่เชื่อว่าผมจะสามารถหนีพ้นชีวิตแบบโฮโมได้ ผมได้แต่หวังว่าผม จะสามารถใช้ชีวิตอยู่กับความบาปนี้อย่างปกติสุข ผมเคยอธิษฐานหลายครั้งเกี่ยวกับปัญหานี้ แต่ผมไม่ได้รับคำตอบเลยตลอดหลายปี […]

ว้าวุ่นรัก

ในปี 2006 สมาคมพระคริสตธรรมไทย ได้รับความกรุณาจากอาจารย์วาระ มีชูธน เปิดคอลัมน์ “คุยกับพี่ไลฟ์” เพื่อนำเสนอทัศนะมุมมองชีวิตวัยรุ่น      หวังว่าคอลัมน์นี้จะเป็นรสชาติสีสันและมีคุณค่าต่อผู้อ่านทุกวัย ทุกความเชื่อ ทุกศาสนา โดยเฉพาะกับเยาวชนลูกหลานของเรา อาจารย์วาระ มีชูธน เป็นบุตรชายคนที่สองของ ศจ. ดร. นันทชัย และ ดร. อุบลวรรณ มีชูธน จบปริญญาตรีทางด้านการสื่อสารและการเรียนการสอนพระคัมภีร์ จาก Kentucky Mountain Bible College และปริญญาโททางด้านคริสเตียนศึกษา จาก Asbury Theological Seminary รัฐเคนตั๊กกี้ ประเทศสหรัฐอเมริกา ปัจจุบันเป็นศิษยาภิบาลอนุชนคริสตจักรเมืองไทย และหัวหน้าภาควิชาพลศึกษา โรงเรียนนานาชาติเซนต์ฟรานซิสเซเวียร์ กรุงเทพฯ “คุยกับพี่ไลฟ์” ตอน “ว้าวุ่นลุ้นรัก” สวัสดีครับ ลุงป้าน้าอาและพี่ๆ น้องๆ ทุกท่าน ผมชื่อวาระ มีชูธน ชื่อเล่น “ไลฟ์” ผมขออนุญาตใช้คอลัมน์นี้แบ่งปันประสบการณ์และพระพรที่ผมได้รับในช่วงวัยรุ่น เพื่อเป็นแนวทางกับหลายๆ คนที่อาจจะกำลังตัดสินใจทำอะไรสักอย่างกับตนเองและคนที่ตนรัก […]

การตรึงที่กางเขนเป็นการทรมาน

เมื่อครั้งที่ข้าพเจ้ายังเด็ก ครูรวีวารศึกษาได้สอนข้าพเจ้าเป็นครั้งแรกถึงเรื่องพระกำเนิด, การดำเนินชีวิต, การสิ้นพระชนม์, และการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซู ครั้นข้าพเจ้าย่างเข้าสู่วัยหนุ่มก็ได้ พยายามจัดลำดับความรู้ เหล่านั้นให้เป็นระเบียบ เป็นครั้งแรกที่ข้าพเจ้าคิดสงสัยเรื่องการสิ้น พระชนม์ของพระเยซู แต่นี่ก็ไม่ได้หมาย ความว่าข้าพเจ้าปฏิเสธพระคัมภีร์ เพียงแต่รู้สึกไม่แน่ใจในหลายๆ อย่าง บางครั้งความรู้สึกนี้ทำให้ข้าพเจ้า (สงสัยตนเองมีความสัมพันธ์กับพระคริสต์หรือไม่) เมื่อข้าพเจ้าศึกษาอยู่ในวิทยาลัย อาจารย์กำหนดให้ข้าพเจ้าเขียนรายงานประจำภาคเรื่องหนึ่ง ข้าพเจ้าจึงได้ เลือกค้นคว้าเรื่องการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูอย่างละเอียดที่สุดเท่าที่จะทำได้ เมื่อได้ศึกษาเรื่องนั้นแล้ว ข้าพเจ้าเกิดความรู้สึก 2 อย่าง คือ รู้สึกหวาดกลัวในเหตุการณ์อันสยดสยองครั้งนั้น และมีความเชื่อในพระเยซูคริสตฺ์ จากหลัก ฐานต่างๆ ของนักประวัติศาสตร์เป็นที่พิสูจน์แล้วว่า พระองค์เป็นพระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงฟื้นขึ้นจากความตาย ในสมัยของพระคริสต์นั้น รัฐบาลโรมจะประหารชีวิตนักโทษโดยการจับตรึงที่กางเขน การลงโทษโดยใช้วิธีนี้มิใช่เพื่อล้างผลาญชีวิตของผู้กระทำผิดเท่านั้น แต่เพื่อให้ประชาชนได้เห็นโทษที่ผู้กระทำผิดได้รับอีกด้วย การตรึงที่กางเขน เป็นการทรมานนักโทษให้ตายอย่างช้าๆ ทั้งนี้เพื่อให้ประชาชนขยาดกลัว มิกล้ากระทำผิด วิธีตรึงที่กาง เขนนั้น แผกแตกต่างกันไปบ้าง เล็กน้อยในแต่ละแห่ง แต่ผลลัพธ์นั้นก็เหมือนกัน คือ ความเจ็บปวดรวดร้าวจนตาย อย่างช้าๆ ท่านเคยคิดสงสัยเหมือนข้าพเจ้าหรือไม่ว่า ตะปูที่แทงทะลุมือและเท้าจะทำให้คนตายได้อย่างไรกัน ขอเชิญพิจารณาร่วมกับข้าพเจ้าถึงเรื่องนี้       การโบยตี – บางครั้ง สิ่งแรกสุดในกระบวนการตรึงที่กางเขนก็คือ การเฆี่ยนตีผู้กระทำผิดจนเกือบจะตาย […]

คนตัดต้นไม้

      มีคนตัดไม้คนหนึ่งนำฟืนไปขายให้แก่ร้านขายฟืน ซึ่งร้านขายฟืนก็ปฏิบัติต่อคนตัดไม้ดีมาก ดังนั้นคนตัดไม้จึงคิดอยากตอบแทนโดยการจะตัดไม้ให้ได้เป็นจำนวนมากๆ ในวันแรกคนตัดไม้ตัดไม้ได้ 20 ต้น แล้วนำมาให้ร้านขายฟืนซึ่งร้านขายฟืนก็ชมเชยและปฏิบัติต่อคนตัดไม้อย่างดี แต่พอในวันที่ 2 คนตัดไม้ก็ตั้งใจจะตัดให้ได้มากขึ้น แต่ปรากฏว่ากลับตัดได้เพียง 18 ต้น ในวันรุ่งขึ้นก็กะว่าจะตัดให้ได้มากยิ่งขึ้น แต่ก็กลับเหลือ 16 ต้น ยิ่งนับวันผ่านไปเรื่อยๆ ก็ตัดได้น้อยลงเรื่อยๆ จนในที่สุดคนตัดไม้ก็รู้สึกละอายใจจึงไปกล่าวคำขอโทษกับทางร้านขายฟืน แต่เจ้าของร้านขายฟืนก็กลับถาม คนตัดไม้ว่า “คุณลับขวานครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่” คนตัดไม้ ตอบว่า “ผมไม่มีเวลาหยุดลับขวานเลย เพราะขนาด ไม่หยุด ยังตัดไม้ได้น้อยขนาดนี้” ซึ่งเจ้าของร้านก็บอกแก่คนตัดไม้ว่า “คุณลองคิดดูสิว่าหากคุณหยุดลับขวานให้คมโดยเสียเวลาเพียงเล็กน้อย คุณอาจตัดไม้ได้มากกว่านี้ก็ได้ เปรียบได้กับการทำงาน ถ้าคุณก้มหน้าก้มตาทำโดยไม่หยุดพักหยุดคิด ก็เปรียบได้กับคนตัดไม้ คุณก็จะช้าลงไปเรื่อยๆ” (ข้อคิด) ชีวิตในการรับใช้พระเจ้าของคริสตชนก็เช่นกัน ถ้าเรามัวแต่รับใช้ไม่ว่างานอะไรเข้ามาทำหมด แต่ไม่มีเวลาที่จะ เข้าเฝ้าพระเจ้า อ่านพระคัมภีร์ซึ่งเป็นพระวจนะของพระเจ้า จิตวิญญาณของคุณจะเหมือนขวาน ที่ไม่ได้ลับ มันจะทื่อ และทำงานได้ช้าลง คุณภาพลดลงเรื่อยๆ ต้องจัดเวลาที่เข้าเฝ้าพระเจ้าด้วยการอ่านพระวจนะของพระองค์ เพื่อคุณจะสามารถฟื้นฟู วิญญาณจิตของคุณให้เข้มแข็ง ก้าวทุกก้าวไปกับ พระวจนะของพระองค์ทุกๆวัน […]

เก้าอี้ที่ว่างเปล่า

     หญิงสาวคนหนึ่งได้เชิญศิษยาภิบาลของคริสตจักรให้มาอธิษฐานเผื่อคุณพ่อของเธอ เมื่อศิษยาภิบาลมาถึงบ้านก็ได้พบชายสูงอายุนอนอยู่บนเตียงและต้องใช้หมอนหนุน ศีรษะถึง 2 ใบ และสังเกตเห็นว่ามีเก้าอี้ว่างตัวหนึ่งตั้งอยู่ที่ข้างเตียง ศิษยาภิบาลก็คิดว่า ชายผู้นี้คงทราบล่วงหน้าแล้วว่าตนจะมาเยี่ยม จึงกล่าวทักขึ้นว่า “คุณคงคอยผมอยู่ใช่ไหมครับ?” ชายคนนั้นกลับตอบว่า “เปล่า! คุณเป็นใครน่ะ?” ศิษยาภิบาลจึงแนะนำตนเอง และกล่าวต่อไปว่า “ผมเห็นเก้าอี้ตัวนี้ตั้งอยู่ ผมจึงคิดว่าคุณคงเตรียมไว้ต้อนรับผม” ชายสูงอายุจึงอุทานว่า “โอ ใช่ เก้าอี้ตัวนี้……” และได้ขอให้ศิษยาภิบาลช่วยไปปิดประตูห้องให้ ศิษยาภิบาลรู้สึกงงต่อคำขอร้องนี้แต่ก็ได้ทำตาม แล้วชายสูงอายุก็พูดต่อว่า “ฉันไม่เคยบอกเรื่องนี้กับใครมาก่อน แม้แต่กับลูกสาวของฉันเอง คือตลอดชีวิต ฉันไม่เคยรู้ว่าคนเขาอธิษฐานกันอย่างไร แต่ก็ได้ยินศิษยาภิบาลที่โบสถ์พูดถึงเรื่องการอธิษฐานอยู่เสมอ ซึ่งสำหรับฉันแล้ว ฟังแบบเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาเสมอ ฉันจึงไม่เคยมีความพยายามในการอธิษฐาน จนกระทั่งวันหนึ่งเมื่อสี่ปีที่แล้ว เพื่อนรักของฉันพูดกับฉันว่า ‘จอห์นนี่ การอธิษฐานเป็นเรื่องธรรมดามาก มันก็คือการได้คุยกับพระเยซูเท่านั้นเอง ฉันจะบอกให้ว่า นายจะต้องทำอย่างไร นายเพียงแต่นั่งบนเก้าอี้ตัวหนึ่ง แล้วเอาเก้าอี้อีกตัวหนึ่งมาวางไว้ตรงหน้า และด้วยความเชื่อ จงคิดว่าพระเยซูนั่งอยู่บนเก้าอี้ว่างตัวนั้น ที่ฉันพูดนี่นะ ไม่ใช่เป็นเรื่องของไสยศาสตร์ แต่เป็นไปตามคำสัญญาของพระองค์ที่ว่าพระองค์ จะอยู่กับนายตลอดเวลา ดังนั้นนายเพียงแต่พูดกับพระเยซูเหมือนกับพูดกับฉันในเวลานี้’” – “ฉันจึงลองทำตามที่เพื่อนบอกและรู้สึกชอบมาก ตั้งแต่นั้นมา ฉันทำเช่นนี้วันละ 2 […]

1 37 38 39 40 41