ขนมปัง

ขนมปัง“เราสงสารประชาชน” มาระโก 8:2 ยอห์นเป็นช่างทำขนมปังมืออาชีพ เขาชอบการทำขนมปัง และปัจจุบันก็มีอาชีพทำขนมปัง เมื่อจบการศึกษาเขาก็มุ่งหน้าเป็นช่างทำขนมปัง และเรียนรู้จากประสบการณ์ในการทำางานในร้านอาหารหลายแห่ง เขาชอบกลิ่นของขนมปัง จนในที่สุดเขามั่นใจว่าเขามีกระแสเรียกให้เป็นช่างทำาขนมปัง ปัจจุบันเขามีธุรกิจเป็นช่างทำาขนมปัง เขาเข้านอนแต่หัวค่ำและตื่นขึ้นมาก่อนเที่ยงคืนเพื่อทำขนมปัง ซึ่งในเช้าวันรุ่งขึ้นจะปรากฏบนโต๊ะอาหารเช้าของผู้มีชื่อเสียงมากมายหลายท่านขนมปังก็มีบทบาทในชีวิต  ของพระเยซูเจ้าการที่พระองค์ทรงเลี้ยง คนเป็นจำนวนมากจากขนมปังสองสามก้อน เป็นเครื่องหมายว่า พระองค์ทรงสามารถเลี้ยงโลกทั้งโลก ปังดังกล่าวคือพระองค์เองเป็นปังบันดาลชีวิต  สิ่งที่พระเยซูเจ้าทรงเป็นห่วงก็คือ พระองค์ไม่ทรงปรารถนาให้ประชาชนต้องหิวโหย มิใช่หิวโหยอาหารด้านฝ่ายกาย แต่เป็นอาหารฝ่ายจิตวิญญาณ องค์พระผู้เป็นเจ้าพระองค์เองทรงเป็นอาหารประจำวันของเรา“ผู้ที่เข้ามาหาเราจะไม่หิวโหยเมื่อจากเราไป”อาศัยพระศาสนจักรของพระองค์ พระเยซูเจ้าทรงปรารถนาที่จะหล่อเลี้ยงโลกที่หิวโหยและปังที่เราแบ่งปันเป็นอาหารฝ่ายร่างกาย และฝ่ายจิตวิญญาณ ที่ใดที่มีคนร้องขออาหาร เป็นหน้าที่ ของพระศาสนาจักร ที่จะพยายามตอบสนอง กระแสเรียกของเราคือการเป็นช่างทำขนมปัง เพื่อหล่อเลี้ยงบรรดาผู้หิวโหยในโลกนี้ ในศีลมหาสนิทองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเชื้อเชิญเราให้นั่งลง เพื่อจะได้รับการหล่อเลี้ยงจากพระองค์แล้วออกจากที่นี่ไปแบ่งปันปังนี้แก่บรรดาผู้ที่อดยาก บทอธิษฐานภาวนา  ข้าแต่พระบิดาเจ้าสวรรค์ องค์พระบิดาและพระเจ้าแห่งชีวิตลูกทั้งหลาย โมทนาคุณพระองค์สำาหรับการหล่อเลี้ยงที่ข้าพเจ้าได้รับปังอันบันดาลชีวิตในองค์พระบุตร จากพลังที่ลูกได้จากอาหารนี้ โปรดบันดาลให้ลูกแต่ละคนมีจิตใจกว้างขวางในการแบ่งปันอาหารของลูกทั้งหลายกับทุกคนที่แสวงหาพระองค์ ทั้งนี้ เดชะพระบารมีพระคริสตเจ้าของลูกทั้งหลาย อาแมน พระคุณเจ้ายอด พิมพิสาร

การอบรมการตั้งกลุ่มฟังพระคัมภีร์อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น

“เมื่อวันอังคารและพุธที่ 17-18 กุมภาพันธ์ 2009 สมาคมพระคริสตธรรมไทย ร่วมกับ องค์กร Faith Comes by Hearing (FCBH) ได้จัดการอบรมการตั้งกลุ่มฟังพระคัมภีร์อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น ณ คริสตจักรที่หนึ่งเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ โดยวิทยากรรับเชิญจากประเทศฟิลิปปินส์ ในการนี้ มีผู้เข้าร่วมอบรมจำนวน 33 ท่าน จากหน่วยงานและองค์กรคริสเตียนกว่า 15 แห่งทั่วประเทศ ตลอดการอบรม ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้ถึงเทคนิคในการตั้งกลุ่มฟังพระคัมภีร์ และวิธีการใช้งานเครื่องเสียงที่เรียกว่า Proclaimer ซึ่งได้บันทึกคำอ่านพระคัม ภีร์ใ ห ม่ฉ บับมาตรฐาน 2002 ไว้จุดเด่นของเครื่องคือสามารถถอดเปลี่ยนเป็นคำอ่านพระคัมภีร์ในภาษาอื่นๆ เช่น กระเหรี่ยงสกอร์ ลาว และเขมร เป็นต้น สมาคมฯ ขอขอบคุณผู้มีส่วนร่วมทุกฝ่ายที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีเสมอมา และขอฝากพี่น้องช่วยอธิษฐานเผื่อผู้เข้าร่วมอบรม ในการนำเครื่องมือนี้ไปประยุกต์ใช้ในพันธกิจต่างๆ อย่างเกิดผลต่อไป” Thailand Bible Society

ช่องพระแกลตาข่ายหมายถึงอะไรกันแน่?

ช่องพระแกลตาข่ายหมายถึงอะไรกันแน่? คำถาม เมื่ออ่านพระคัมภีร์ไทย แล้วพบคำราชาศัพท์คือ “ช่องพระแกล” ใน พระธรรม 1 พงศาวดาร บทที่ 15 ข้อที่  29 (ความว่า  และเมื่อหีบพันธสัญญาของพระเจ้ามาถึงนคร ของดาวิดแล้ว มีคาลราชธิดาของซาอูลแลดูตามช่องพระแกล เห็นกษัตริย์ดาวิดทรงเต้นรำและทรงร่าเริงอยู่  พระนางก็มีใจดู หมิ่นพระองค์) และ “ช่องพระแกลตาข่าย” ในพระธรรม 2 พงศ์กษัตริย์ บทที่ 1ข้อที่  2  (ความว่า  ฝ่ายอา หัสยาห์ทรงตกลงมาจากช่องพระแกลตาข่ายที่ห้องชั้นบนของพระองค์ในกรุงสะมาเรีย และทรงประชวร …) แล้วไม่เข้าใจว่าหมายถึงอะไร?  จนได้ไปอ่านพระคัมภีร์อังกฤษจึงเข้าใจว่า “ช่องพระแกล” ก็คือ ช่องหน้าต่าง (window) และ “ช่องพระแกล ตาข่าย” คือ ช่องหน้าต่างที่มีไม้ระแนงขัดกันเป็นตารางกั้นไว้ (lattice) ดังนั้นจึงทำให้เกิดคำถามว่า ทำไมสมาคมพระคริสตธรรมไทยไม่แปลพระคัมภีร์ออกมาเป็นภาษาง่ายๆ โดยไม่ต้องใช้คำราชาศัพท์?  และอีกคำถามหนึ่งก็คือ ในพระธรรม 2 พงศ์กษัตริย์ บทที่ 1ข้อที่  2  กษัตริย์อาหัสยาห์ทรงตกลงมาจากหน้าต่างห้องชั้นบนได้อย่างไร?  เพราะมีแผงเป็นตารางกั้นอยู่ จึงไม่น่าจะตกลงมาได้ […]

จากที่ราบสูงสู่เบื้องบน

ชาญณรงค์ (โจ) วงศ์กัยราช หนุ่มจากที่ราบสูงเมืองอุบลราชธานี อายุ 39 ปี เป็นอีกชีวิตหนึ่งที่เป็นพยานถึงความรักและพระเมตตาของพระเจ้าที่มีต่อเขาผู้มีอดีตที่เปรียบเสมือนดินทรายที่ดูไร้ค่าและไร้ความหวัง แต่ด้วยแผนการอันเลิศและความอดทนนานของพระเจ้า โจถูกปั้นเป็นภาชนะที่มีคุณค่า และภาชนะชิ้นนี้รับใช้ผู้ปั้นด้วยความซื่อสัตย์อย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย จากครอบครัวที่อบอุ่น ฐานะพออยู่พอกิน พ่อเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ แม่ขายอาหาร โจเป็นลูกคนที่สองในจำนวน 4 คน โจใฝ่ฝันอยากจะเป็นรั้วของชาติตั้งแต่เด็ก ในวัยเรียนโจเป็นเด็กดีช่วยงานบ้านและช่วยแม่ขายอาหาร ชีวิตดำเนินไปอย่างเรียบง่าย ไม่ได้สร้างปัญหาให้พ่อแม่หนักใจ ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน จนขึ้นชั้นมัธยมฯ 4 โจเข้าเรียนในโรงเรียนภาคค่ำขณะที่ยังช่วยแม่ขายอาหารตอนกลางวันตามปกติ โจเริ่มมีเพื่อนมากหน้าหลายตาในวัยรุ่นวัยคะนองซึ่งเป็นใจให้เขาเริ่มลองของแปลกใหม่และวิ่งเข้าหาสิ่งชั่วร้ายสารพัด ในเวลาไม่นาน “โจ” ที่ไม่มีใครรู้จักก็กลายเป็น “ขาโจ๋” ที่ใครๆ ก็ต้องรู้จัก เขาเข้าถึงทั้งเหล้าและบุหรี่ หนักกว่านั้น โจยังหัด “ดมกาว”เพื่อจะเป็นที่ยอมรับของเพื่อนๆ วัยรุ่นในสมัยนั้น โจเริ่มด้วยการรับอาสาถือกระป๋องกาวให้ “ลูกพี่” ก่อน เมื่อขึ้นชั้นมัธยมฯ 5 ก็ได้เลื่อนตำแหน่งเป็น “ลูกพี่” แทนคนเดิมที่ออกจากโรงเรียนไป จากดมกาวไปจนถึงกัญชายัดไส้บุหรี่ โจสั่งสมบารมีจนมีลูกน้องหลายคน เป็นนักเลงในชุดนักเรียน มีเรื่องต่อยตีกับโรงเรียนอื่นอยู่บ่อยๆ พฤติกรรมทั้งหมดนี้ทางบ้านไม่ระแคะระคายเพราะตอนกลางวันโจยังไปช่วยแม่ขายอาหารตามปกติ และนั่นก็เป็นช่องทางที่เขาจะหยิบฉวยเงินทองของแม่เอาไปซื้อหาสิ่งเสพติด เมื่อใกล้จะจบมัธยมฯ 6 เพื่อนในแก๊งดมกาวคนหนึ่งเกิดป่วยหนักมีอาการปอดทะลุ […]

จังหวะใหม่ของชีวิต

จังหวะใหม่ของชีวิต อีกมุมหนึ่งของทิศทางความคิดที่เปลี่ยนไปกับผู้ชายที่ชื่อ เรืองกิจ ยงปิยะกุล โปรดิวเซอร์ฝีมือดีและนักแต่งเพลงมือฉมัง แรกเริ่มในสมัยตอนเป็นเด็กๆ คุณพ่อคุณแม่จะสอนให้อธิษฐาน สอนให้อ่านพระคัมภีร์ พอไปโบสถ์ก็จะมีอาจารย์เป็นผู้สอน มีหลายๆ คนให้ความรู้มากมายเกี่ยวกับพระเจ้าซึ่งภาพเหล่านั้น ผมเข้าใจว่าเป็นการปฏิบัติศาสนาอย่างเคร่งครัด คำพร่ำสอนทุกอย่างที่ได้ยินได้ฟังกลายเป็นความเคยชินที่หัวใจไม่เคยสัมผัสได้ และเป็นเพียงแค่ความรู้ ที่สมองมีโอกาสได้รับรู้เท่านั้น แม้เราจะรู้ว่าพระเจ้ายิ่งใหญ่ รู้ว่าพระเจ้ารักเรา รู้ว่าต้องไปโบสถ์ รู้เรื่องราวมากมายในพระคัมภีร์ แต่สิ่งหนึ่งที่เราไม่เคยรู้เลยก็คือ พระเยซูมีบทบาทอย่างไรในชีวิตของตัวเรา สำคัญมากน้อย เกี่ยวข้องอย่างไร ไม่รู้เลย ไม่เข้าใจเลย จนกระทั่งเมื่อผมมีโอกาสได้ฟังอาจารย์ท่านหนึ่ง ท่านบอกกับผมว่า ความรู้ไม่ได้ช่วยให้เราเจอพระเจ้า ความรู้ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาชีวิต ความรู้ไม่ได้ช่วยให้เราได้รับการเปลี่ยนแปลง แต่ความเชื่อต่างหาก เพราะเมื่อรู้แต่ไม่มีความเชื่อ สิ่งที่รู้ก็ไม่มีความหมาย เพราะความรู้กับความเชื่อต่างกันตรงที่ ความรู้ เราพึ่งกำลังของตัวเราเอง แต่ความเชื่อ เราพึ่งกำลังจากพระเจ้า เราจึงสามารถเผชิญทุกอย่างได้โดยพระเจ้าผู้เสริมกำลังเรา และโดยกำลังจากพระเจ้าเราจึงได้รับการเปลี่ยนแปลง ผมก็เกิดคำถามตามมาอีกว่า และเราจะเชื่อได้อย่างไรในเมื่อเราพิสูจน์ไม่ได้ คำตอบที่ได้รับก็คือ ให้เชื่อเถอะ เชื่อเถิดเท่านั้น คำถามก็ยังไม่หมด ผมก็ถามกลับไปว่า แค่เชื่ออย่างเดียวเท่านั้นเองหรือ ใช่แค่เชื่อเพียงอย่างเดียว เพราะเราไม่สามารถจะทำสิ่งอื่นๆ ได้เพื่อมาแลกเปลี่ยนกับความรอดของพระเจ้า นั้นเป็นคำตอบที่ได้รับ แล้ววันหนึ่งพี่สาวของผมก็เอาข้อพระคัมภีร์ข้อหนึ่งมาให้อยู่ใน พระธรรมยอห์น บทที่ 14 ข้อ 1 บอกไว้ว่า “อย่าให้ใจท่านทั้งหลายวิตกเลย ท่านวางใจในพระเจ้า […]

จงขอบคุณพระเจ้าในทุกกรณี

จะมีสักกี่คนที่ขอบคุณพระเจ้าได้สำหรับทุกเรื่องของชีวิต คงไม่ใช่เรื่องยากถ้าเราจะขอบคุณพระเจ้าสำหรับเรื่องราวดีๆ ที่เกิดขึ้นกับเรา แต่ถ้าเกิดเหตุการณ์ที่เลวร้ายหรือวิกฤตชีวิตเราจะขอบคุณพระเจ้าได้ไหม?        ด้านหลังคือการ์ดของครอบครัว สารกิติพันธ์ ซึ่งถูกพิมพ์ขึ้น เพื่อใช้เป็นคำหนุนใจ เป็นพระพรสำหรับทุกคนที่มีโอกาส ได้ยินได้ฟังเรื่องราวชีวิตของ เอิร์ธ วันเฉลิม สารกิติพันธ์ ลูกชายคนเล็กของครอบครัว เอิร์ธเป็นเจ้าของถ้อยคำที่ปรากฏอยู่บนการ์ดใบนี้ ซึ่งได้รับการถ่ายทอดลงบนกระดาษ ตามคำบอกของเอิร์ธ ในช่วงที่ไม่สามารถเขียนเองได้แล้ว ถ้อยคำบ่งบอกถึงความเชื่ออันมั่นคง ความไว้วางใจใน พระเจ้าอย่างสุดหัวใจ และการขอบคุณพระเจ้าในทุกกรณีอย่างแท้จริง เราจะเห็นว่าเอิร์ธสามารถมองเห็นสิ่งดีที่พระเจ้าจัดเตรียมไว้ให้ครอบครัวของเขา ท่ามกลางเหตุการณ์ที่โลกเห็นว่าเลวร้าย แต่วิกฤตของชีวิตก็กลับกลายเป็นพระพรอันยิ่งใหญ่ที่เปิดเผยออกมาโดยผ่านชีวิตของเอิร์ธเอง พฤศจิกายน 1997 เอิร์ธเริ่มมีอาการปวดศีรษะ โดยไม่ทราบสาเหตุ แต่ไม่ได้บอกใครเลย หายาแก้ปวดศีรษะทานเอง แต่อาการก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น เอิร์ธปวดศีรษะมากขึ้นๆ จนทนไม่ไหวจึงตัดสินใจบอกพ่อกับแม่ ตอนแรกที่บ้านก็ไม่คิดว่าเป็นอะไรมาก จนในที่สุด นอกจากอาการปวดหัวจะทวีความรุนแรงมากขึ้นแล้ว ยังมีอาการอาเจียนซึ่งที่บ้านคิดว่าเป็นผลมาจากกินอาหารผิดสำแดง จึงพาไปหาหมอที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง หมอบอกว่าเอิร์ธเครียดกับการเรียนมากเกินไป ก็เชื่อหมอเพราะโดยปกติเอิร์ธเป็นเด็กเรียนดี ฉลาดและจะใช้เวลาส่วนใหญ่ในการศึกษาค้นคว้าอยู่ตลอด จึงดูเหมือนว่า เคร่งเครียดกับการเรียนมากเกินไป หลังจากที่ทานยาตามที่หมอสั่งไป ได้สักระยะหนึ่งอาการก็ไม่มีท่าทีว่าจะดีขึ้น จึงเปลี่ยนโรงพยาบาลผลออกมาว่าเป็นไซนัส จึงรักษาไซนัสอยู่ 2 สัปดาห์ก็หาย แต่อาการปวดหัวกับอาเจียนยังเป็นอยู่ หนักไปกว่านั้นคือเอิร์ธเริ่มเดินเซ […]

ทำอย่างไรจึงคว้าแชมป์ ซูเปอร์จิ๋วเจาะโลกพระคัมภีร์

สมาคมพระคริสตธรรมไทย ได้จัดการแข่งขัน ซูเปอร์จิ๋วเจาะโลกพระคัมภีร์ ประจำปี 2012 ของเขตภาคกลางไปเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2012 ที่ผ่านมา ซึ่งผลการแข่งขันในระดับชั้นประถมศึกษานั้น ปรากฏว่าน้องๆ จากโรงเรียนสัจจพิทยา กรุงเทพฯ สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศรองอันดับ 1 และรองอันดับ 2 ไปครอง (น้องๆ ทั้งหมด 9 คน เป็นคริสเตียนเพียง 1 คน) สมาคมฯ จึงไม่รอช้า รีบหาโอกาสไปสัมภาษณ์ความรู้สึกของน้องผู้เข้าแข่งขันและคุณครูผู้สอน เราไปติดตามอ่านกันค่ะ กว่าจะได้เข้าแข่งขัน “ทางโรงเรียนมีการเปิดรับสมัคร และมีนักเรียนสมัครเป็นจำนวนมาก จากนั้นคุณครูจะทดสอบว่าใครที่มีความตั้งใจจริงๆ เพื่อคัดเลือกเป็นตัวแทนของโรงเรียนค่ะ จากนั้นเมื่อเป็นตัวแทนของโรงเรียนแล้ว เราต้องติวกันตอนเย็น ติวหนักมากเป็นเวลาเดือนกว่าๆ อ่านพระธรรมโยชูวากันคนละหลายรอบเลย ตอนแรกอ่านเองก่อนแล้วครูก็จะมาช่วยสรุปสิ่งที่เราอ่าน เน้นสิ่งที่สำคัญ ช่วยให้เราจำได้มากขึ้น” เมื่อได้อ่านเรื่องราวของโยชูวา “สนุก… และมีข้อคิดหลายเรื่อง เช่น การเชื่อฟัง โยชูวาเชื่อฟังพระเจ้า เป็นคนที่ซื่อสัตย์ ไม่โกง ไม่ลักขโมย พระคัมภีร์สอนว่าการโกง การลักขโมยเป็นสิ่งไม่ดี ไม่ควรทำ” ความรู้สึกในวันแข่งขัน […]

เราจะอยู่เพื่ออะไร

ผมขอให้ผู้อ่านลองนึกภาพภาพหนึ่งไปพร้อมๆ กับผม แต่ไม่ต้องหลับตานะครับเพราะจะทำให้ท่านอ่านเรื่องนี้ต่อไปไม่ได้ ในภาพมีชายสองคนที่มีฐานะตำแหน่งเท่าเทียมกันทุกอย่าง และต่างก็เป็นเจ้านายของ “นางสาวแจ๋ว”ด้วยกันทั้งคู่ วันหนึ่งเจ้านายทั้งสองนี้เกิดต้องการเรียกใช้ “นางสาวแจ๋ว” พร้อม ๆ กัน “แจ๋ว” จึงวิ่งเข้าไปหาเจ้านายที่ดุกว่าก่อน แต่แล้วเสียงอีกฝ่ายหนึ่งก็ดังขึ้น แจ๋วก็รีบวิ่งขาขวิดมารับหน้าฝ่ายนี้ ทันทีนั้นนายคนแรกก็ตะโกนเรียกด้วยเสียงที่ดังกว่า แจ๋ววิ่งไปวิ่งมาทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้จะทำอย่างไรจึงจะรับใช้นายทั้งสองคนได้ในเวลาเดียวกัน ในพระธรรมมัทธิว 6:24 กล่าวว่า “ไม่มีใครเป็นข้าสองเจ้า บ่าวสองนายได้ เพราะว่าเขาจะชังนายข้างหนึ่งและรักนายอีกข้างหนึ่ง หรือเขาจะนับถือนายฝ่ายหนึ่งและดูหมิ่นนายอีกฝ่ายหนึ่ง ท่านทั้งหลายจะรับใช้พระเจ้าและเงินทองพร้อมกันไม่ได้” พระเยซูทรงสอนสาวกของพระองค์ว่าเราไม่สามารถรับใช้เจ้านายสองคนในเวลาเดียวกันได้ แท้จริงแล้วเรื่อง “ข้าสองเจ้าบ่าวสองนาย” เป็นคำพูดที่เราคุ้นเคยและเข้าใจความหมายพอสมควรอยู่แล้ว แต่ผมขอยกตัวอย่างโดยประยุกต์ใช้กับเรื่องใกล้ตัวที่เข้าใจง่ายๆ เช่น หากเราเป็นแฟนทีมฟุตบอลลิเวอร์พูล เราก็จะเหนียวแน่นกับทีมนี้และไม่เชียร์ทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด หรือคนที่อยู่ฝ่ายธรรมะย่อมไม่รับใช้ฝ่ายอธรรม ถ้าเราตัดสินใจที่จะอยู่กับทั้งสองฝ่ายก็คงจะมีปัญหาแน่ๆ ลองคิดภาพแฟนทีมลิเวอร์พูลใส่เสื้อหงส์แดง แต่กลับไปนั่งเชียร์ทีมแมนยูฯ บนอัฒจันทร์ที่มีคนใส่เสื้อผีแดง หรือภาพของคนโฆษณา “เป๊ปซี่” แต่กลับกำลังดื่ม “โค้ก” อยู่ คงจะเป็นภาพที่แปลกมากทีเดียว ผู้ที่พบเห็นก็อาจจะรู้สึกงงว่า “เอ๊ะ…จะเลือกฝ่ายไหนกันแน่” หลายคนคิดว่าพระธรรมมัทธิวตอนนี้ พระเยซูกำลังพูดกับคนจำนวนมากบนภูเขา แต่แท้จริงแล้วพระเยซูกำลังพูดกับสาวกสิบสองคนของพระองค์เท่านั้น นั่นหมายความว่าพระองค์กำลังพูดกับผู้เชื่อวางใจในพระองค์ หลายครั้งที่ชีวิตของผู้เชื่อในพระเยซูก็ตกอยู่ในสภาพเดียวกับ “แจ๋ว” ซึ่งมีนายสองคน ในชีวิตของเรามีโลกเป็นนายคอยกำหนดเวลา ตารางชีวิต โดยที่จิตใต้สำนึกเรารู้ว่าจุดมุ่งหมายและเจ้านายที่แท้จริงของเราคือพระเจ้า เมื่อเป็นเช่นนี้เราจึงวิ่งไปวิ่งมาระหว่างความต้องการของโลกและความต้องการของพระเจ้า ระหว่างความจำเป็นในการยังชีพและความต้องการในการรับใช้พระเจ้า แน่นอนที่การทำอย่างนั้นทำให้เราแต่ละคนคงจะเหนื่อยไม่น้อย […]

การภาวนาอธิษฐานช่วยลดความดันโลหิต

นักวิจัยค้นพบว่าสันติสุขในองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นสิ่งที่เกินความเข้าใจ สำนักข่าวชื่อ Scripps Howard News Service (SHNS) ได้ตีพิมพ์เรื่องงานศึกษาวิจัยที่ศูนย์การแพทย์ของมหาวิทยาลัยดู๊คในสหรัฐอเมริกา (Duke University Medical Center) ซึ่งพบว่าการอธิษฐานช่วยลดความดันโลหิตของคนอัฟริกันอเมริกัน นายแพททริค สเตฟเฟน (Patrick Steffen) และคณะวิจัยในสาขาวิชาจิตเวชและพฤติกรรม ได้ทำการวิจัยคนผิวดำ 78 คน โดยวัดความดันโลหิตในขณะทำการทดสอบอยู่ที่คลินิค ตลอดจนเวลาทำงานปกติ และเวลานอน ได้พบว่าคนที่มีความเชื่อเคร่งครัดในศาสนามีความดันโลหิตต่ำกว่าคนทั่วๆ ไปถึง 7 หน่วย แต่กับกลุ่มคนผิวขาว ไม่พบความแตกต่างของความดันโลหิตอย่างมีนัยสำคัญระหว่างคนที่เคร่งศาสนาและไม่เคร่ง นายสเตฟเฟนกล่าวว่า “การค้นพบนี้ให้ความคิดว่าความเชื่อในศาสนาสามารถเป็นเกราะป้องกันอาการโรคหัวใจของคนอัฟริกันอเมริกันได้” รายละเอียดในเรื่องนี้สามารถหาอ่านได้จากวารสารชื่อ Psychosomatic Medicine ส่วนหนึ่งของรายงานกล่าวว่า แม้จะตั้งสมมติฐานว่าคนผิวสีมีแนวโน้มที่จะมีความดันโลหิตสูงกว่าคนในเผ่าพันธุ์อื่นๆ การวิจัยก็ยังปรากฏผลที่น่าสนใจมาก กลุ่มนักวิจัยนี้กล่าวว่า ถึงแม้จะเป็นที่รู้กันอยู่ว่าความเชื่อทางศาสนามีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายทางสังคม ปัจจัยทางสังคมก็แค่ทำให้ความดันโลหิตของคนเปลี่ยนแปลงขณะกำลังตื่นอยู่เท่านั้น แต่คนที่มีความเชื่อเคร่งครัดในศาสนานั้น จะมีความดันโลหิตต่ำกว่าพวกแรกแม้แต่เวลานอนหลับ Charisma News Service, Vol. 3 No. 90, Ju

กลับสู่สภาพดีดังเดิม

พระประสงค์ของพระเจ้าในการเนรมิตสร้างโลกขึ้นมาก็เพื่อให้เป็นบ้านถาวรนิรันดร์ของมนุษย์ พระองค์ทรงประทานชีวิตนิรันดร์ ชีวิตของพระองค์แก่เขาตามพระประสงค์ของพระเจ้า โลกและมนุษย์ดำรงอยู่ตลอดไปเป็นนิตย์ แต่ทว่า เพราะความไม่เชื่อฟังอาดัมและเอวาจึงสูญเสียทุกสิ่ง ด้านร่างกาย (เสื่อมและตาย) ด้านจิตใจ (เห็นแก่ตัว ปฐก.3:12) จิตวิญญาณ (หลบหนีพระเจ้าปฐก.3:8) และด้านสังคม (ความขัดแย้งระหว่างสองสามีภรรยากับพระเจ้าและกับธรรมชาติ)พระคริสตธรรมคัมภีร์ ได้เผยให้เห็นถึงแผนงานอันยิ่งใหญ่ของพระองค์เพื่อนำมนุษย์กลับไปเป็นบุตรของพระองค์ รับสิทธิแห่งการเป็นบุตรอย่างครบถ้วนขอบพระคุณพระเจ้า ก่อนมนุษย์ทำบาปแผนการแห่งความรอดได้กำหนดไว้ในสวรรค์ “พระคริสต์ทรงถูกกำหนดไว้ก่อนทรงสร้างโลก” (1ปต.1:20) “พระเมษโปดกผู้ถูกปลงพระชนม์ตั้งแต่แรกสร้าง โลก” (วว.13:8) เพื่อให้มนุษย์กลับสู่สภาพเดิมพระเยซูทรงนำเอาสิ่งที่สูญเสียไปทั้งสี่ด้าน กลับคืนสู่มนุษย์ “พระเยซูเจริญขึ้นในด้านสติปัญญาและด้านร่างกายเป็นที่ชอบต่อพระพักตร์พระเจ้าและต่อหน้าคนทั้งหลายด้วย” (ลก.2:52) และวันหนึ่งในอนาคต ทุกสิ่งที่สูญเสียไปจะกลับคืนสู่สภาพเดิมอีกครั้ง “พระองค์ นั้น จะ ต้อง อยู่ ใน สวรรค์ จน กว่าจะถึงวาระแห่งการฟื้นฟูสรรพสิ่งตามที่พระเจ้าตรัสไว้โดยปากของบรรดาผู้เผยพระวจนะบริสุทธิ์ของพระองค์ตั้งแต่กาลโบราณมา” (กจ.3:21)  แผนงานแห่งการ “ฟื้นฟู” (กลับสู่สภาพเดิม) คือ การให้ “สรรพสิ่ง” ทั้งหมดในโลกกลับคืนสู่สภาพเดิมพระเจ้าทรงสร้างไว้ตั้งแต่แรก ซึ่งมีความหมายรวมถึงโลกใหม่ในอนาคต คำว่า “กลับสู่สภาพดีดังเดิม” ในภาษากรีก มีความหมายเดียวกันกับคำว่า“สมบูรณ์พร้อม” (ฉบับอมตธรรม) “ปรับปรุงตัวให้ดี” (ฉบับแปล 1971, […]

1 36 37 38 39 40 41