ทำไม เลวีนิติ 11:20-23 จึงบอกว่า แมลงมี 4 ขา?

ทำไม เลวีนิติ 11:20-23 จึงบอกว่า แมลงมี 4 ขา? ถาม ผมสะดุดอย่างมากๆ กับเลวีนิติ 11 ข้อ 20-23 เรื่องแมลงมีปีกซึ่งมี 4 ขา ผมอธิษฐานถามและมาถามที่นี่ครับ เพราะแมลงมี 6 ขา และทำให้อยากรู้ว่าภาษาเดิมก็ระบุว่ามี 4 ขา หรือแปลผิดคลาดเคลื่อน  คนที่ไม่เชื่อพระเจ้ายิ่งบอกว่าพระคัมภีร์ไม่จริงอยู่ด้วย ทำให้ผมร้อนใจและร้อนรนที่จะทราบคำตอบมากไม่อยากให้คนไม่เชื่อพระเจ้าว่าเรา งมงาย พระเจ้าอวยพรครับ ตอบ ขอบคุณมากครับที่ให้ความสนใจในรายละเอียด คำถามว่า แปลผิดหรือเปล่า? ขอ ยืนยันว่าไม่ได้แปลผิดจากต้นฉบับ เพราะฉบับอื่นๆ ก็แปลเหมือนกัน ในตอนนี้ไม่ได้บอกว่าแมลงมีเพียง 4 ขา แต่บอกว่าแมลงชนิดที่ใช้ขา 4 ขาคลานกับพื้น คือเป็นการบอกว่าแมลงชนิดนี้มีลักษณะแตกต่างจากแมลงชนิดอื่นโดยดูจากลักษณะ การเคลื่อนไหวของมันบนพื้นดิน เช่นตั๊กแตนมี 6 ขา แต่มันใช้ 4  ขา คลาน ส่วนขาคู่หลังสุดจะซ่อนอยู่เพื่อเอาไว้กระโดด แมลงมีหลายชนิด วงจรชีวิตของมันก็ไม่เหมือนกัน เช่น ผีเสื้อมีตัวหนอนและดักแด้ แล้วค่อยเป็นผีเสื้อ […]

ชีวิตที่เคลื่อนไปตามวัตถุประสงค์

ชีวิตที่เคลื่อนไปตามวัตถุประสงค์ พี่น้องคริสตชนมักรู้จัก หรือได้ยินชื่อของ คุณมนตรี ศรไพศาล อยู่เนืองๆ ด้วยความเป็นนักธุรกิจคริสเตียนที่มุ่งมั่นตั้งใจในการรับใช้พระเจ้าควบคู่ไปกับการทำาธุรกิจสายการเงิน วันนี้เราขอพาท่านมารู้จักกับพี่ชายแท้ๆ ของคุณมนตรี ซึ่งวันนี้ท่านมารู้จักพระเจ้าแล้ว และชีวิตของท่านเปลี่ยนแปลงไปตามวัตถุประสงค์ที่พระเจ้ามีในชีวิตท่าน… ได้พบพระเจ้าเพราะน้องชาย “การพบพระเจ้าได้ ก็ฟังจากน้องชายของตัวเองคือ คุณมนตรี ศรไพศาล ซึ่งรู้จักพระเจ้ามาก่อนหน้าผม 30 ปี ตั้งแต่อายุของเขา 11 ขวบ ต่อมาในเดือนธันวาคม 2005 เมื่อ 6ปีที่แล้วเขาก็พูดกับผมอีกครั้งหนึ่งว่า ‘เฮียก็เป็นคนฉลาดนะ… แต่เฮียมองข้ามความรักของพระเจ้าไปได้อย่างไร’ วันนั้นมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นในใจของผม ทำาให้รู้สึกว่าอยากศึกษาเรื่อง ราวของพระเจ้าดู ทั้งๆ ที่ตัวเองเป็นพุทธมามกะที่น่าจะเรียกได้ว่าจริงจัง มีความศรัทธาในหลักพุทธรรมและได้รับคุณูปการจากหลักข้อเชื่อเหล่านั้นมากมายแม้จนทุกวันนี้ แต่ก็รู้สึกว่าทำาไม คุณมนตรีมั่นคงในการพูดเรื่องราวของพระเจ้าเสมอมา ก็เลยคิดว่าผมควรจะศึกษาในหลักข้อเชื่อของเขาด้วย คล้ายๆ กับการรับคำาท้าทายมากกว่า ก็เลยบอกกับเขาว่าเราทั้งสองคนเป็นพี่น้องที่เป็นศาสนิกชนที่ดี และเราก็เชื่อซึ่งกันและกันว่าเราเป็นคนที่ดีของสังคม ถ้าเราใช้บทบาทของนักศึกษาที่จะเปิดใจออกศึกษาความคิด ความเชื่อของซึ่งกันและกันก็น่าจะดี แต่มีข้อแม้ว่า ต้องไม่ตั้งสมมุติฐานว่าของเราถูกแน่ๆ แล้วพวกเราก็เริ่มแลกกันศึกษา คุณมนตรีเอาหนังสือ Purpose Driven Life (ชีวิตที่เคลื่อนไปด้วยวัตถุประสงค์) ของ Rick Warren ให้ผม ผมก็เอาหนังสือ ปาฏิหาริย์แห่งการตื่นอยู่เสมอ […]

ชีวิตที่ยอมให้พระเจ้านำ

“ดร.สุเจตน์ จันทรังษ์” เป็นคนหนุ่มในวัยสี่สิบต้นๆ ที่มีอนาคตก้าวหน้าด้วยความสามารถด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์และหน้าที่การงาน ที่อยู่ในฐานะผู้บริหารระดับสูง อย่าง “อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร” และ “ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร” ยังไม่นับตำแหน่งที่ปรึกษาอื่นๆที่มีพ่วงท้ายอีกมากคงทำให้หลายคนคิดไม่ ถึงว่าคนที่มีความเป็นตัวของตัวเองมีความเชื่อมั่นตัวเองสูงอย่างเขาจะยอม ให้บุคคลผู้หนึ่ง “นำ” ในขณะที่ยังเป็นหนุ่มน้อยเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายที่โรงเรียนสวนกุหลาบ วิทยาลัยแล้วต่อมาสอบเข้าเรียนต่อได้ที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณ ทหารลาดกระบังคณะวิศวกรรมศาสตร์หลักสูตร 5 ปี สุเจตน์ จันทรังษ์ ซึ่งเติบโตมาในครอบครัวที่นับถือศาสนาพุทธจากจังหวัดอุทัยธานีเล่าให้ฟังถึง การมารู้จักพระเจ้าว่า “ชีวิตผมที่มาเป็นคริสเตียนได้เนี่ยเริ่มตอนผมกำลังจะจบ มศ.5 มีเพื่อนคนหนึ่งมาประกาศเรื่องพระเยซูคริสต์ด้วยแต่ผมต่อต้านมากและต่อต้าน แบบรุนแรงเพราะไม่เชื่อผมกับเพื่อนคุยกันนานมีคำถามมากมายทั้งต่อว่าเหน็บ แนมเขาท้าทายเขาแต่สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นว่าเป็นความดีงามของคนที่เป็น คริสเตียนก็คือความอดทน ผมเห็นว่าเขาอดทนกับผมมาก ช่วงนั้นเขาแนะนำให้ผมลองไปที่คริสตจักรมักกะสัน “ช่วงที่เริ่มไปเรียนที่ลาดกระบัง ผมเริ่มอ่านพระคัมภีร์ โดยนั่งรถไฟไปแต่เช้าและใช้เวลาก่อนเข้าเรียน อ่านพระคัมภีร์ประมาณวันละหนึ่งชั่วโมง ใช้เวลาอ่านพระคริสตธรรมใหม่ 1 เดือนก็จบ ตอนนั้นผมก็เริ่มมองและเข้าใจว่า พระเยซูคริสต์เป็นคนที่มาเพื่อคนอื่น เชื่อว่าพระองค์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด ประกอบกับการได้คุยกับคนที่มีความเข้าใจในแบบเดียวกัน ทำให้ผมเริ่มมีความเข้าใจ ผมก็ตัดสินใจรับเชื่อในเดือนสิงหา-กันยา ปี 2523 หลังจากนั้นก็เริ่มไปคริสตจักรสม่ำเสมอขึ้น ผมเป็นคนชอบอ่านพระคัมภีร์ และชอบศึกษา จนช่วงหนึ่งที่อยู่ที่นั่น ผมก็สอนพระคัมภีร์ด้วยหลังจากเป็นคริสเตียนได้ 2-3 ปี ผมสอนพระคัมภีร์เดิม ผมชอบพระธรรมปฐมกาลเพราะเป็นจุดเริ่มต้นของมนุษยชาติ เป็นการเริ่มต้นวางหลักการของทุกสิ่ง” […]

ชัยชนะเหนือความมืด

“ขโมยนั้นย่อมมาเพื่อจะลัก ฆ่า และทำลาย เรามาเพื่อพวกเขาจะได้ชีวิตและจะได้อย่างครบ บริบูรณ์” ยอห์น 10:10 ดช. ศักดิ์สิทธิ์ เทียมอุบล เกิดในครอบครัวชั้นกลาง ค่อนข้างยากจน ด้วยวัยเพียง 9 ขวบ ก็จำเป็นต้องออกจากบ้านใน จ.นครสวรรค์ มุ่งหน้ามาเสี่ยงโชคที่กรุงเทพฯ โดยอาศัยข้าวก้นบาตรพระที่วัดแถวสะพานควายเลี้ยงชีวิต ระเบียงกุฏิเป็นที่อาศัยนอน ที่นี่เขาได้เรียนจนจบประถมปีที่ 7 แต่แล้วชีวิตก็ต้องหักเห เพราะคบเพื่อนเกเรที่อยู่ข้างวัด เพื่อนได้ชักชวนให้ลองสิ่งแปลกๆ ที่ในชีวิตของเด็กต่างจังหวัดอย่างเขาไม่เคยลอง เริ่มแรกก็บุหรี่ พอรู้ตัวอีกทีก็ทั้งเหล้า กัญชา และเที่ยวกลางคืน ทั้งๆ ที่อยู่กับหลวงลุง หลวงพี่ คุณธรรมความดีที่ท่านอบรมสั่งสอนไม่สามารถที่จะดึงจิตใจของเขาให้เข้มแข็งต่อสิ่งชั่วร้ายที่อยู่รอบตัวได้ แต่ดูเหมือนว่าสิ่งเสพติดเหล่านั้นมันกลับมีพลังดูดเขาให้ใกล้มันมากขึ้นๆ จนต้องออกจากโรงเรียนระหว่างชั้นมัธยมต้น ตำรวจและศักดิ์สิทธิ์เป็นคู่รักคู่แค้นที่จะต้องวิ่งไล่จับกันอยู่เสมอ แต่ส่วนใหญ่แล้ว ศักดิ์สิทธิ์จะเป็นฝ่ายชนะ เพราะคุ้นเคยเส้นทางการหลบซ่อนเป็นอย่างดี ไม่ว่าคูน้ำข้างวัดหรือหลังเมรุเผาศพ ที่ไม่มีใครอยากเข้าไป จนวันหนึ่งที่ชีวิตได้เอื้อสติที่ดีให้ เขาเริ่มคิดถึงอนาคตที่ดูมืดมน เขารู้สึกสับสน ว่างเปล่า เคว้งคว้าง นึกถึงเพื่อนที่เป็นลูกศิษย์วัดด้วยกัน บัดนี้สำเร็จเป็นนักเรียนนายร้อยห้อยกระบี่ อีกคนจบปริญญาตรีเป็นอาจารย์ ขณะที่เขายังคงเป็นอันธพาลคุมซอยข้างวัดอยู่ อายุก็ 20 กว่าแล้ว งานก็ไม่มีทำเป็นหลักแหล่ง พอได้งานทำก็ทำได้ไม่นาน เพราะเสียงเรียกร้องของสิ่งเสพติดซึ่งพิชิตจิตใจเขาได้ 100% ทำให้ถอนตัวไม่ขึ้น […]

ข้อคิดสะกิดใจ เรื่องรายจ่ายที่ซ่อนอยู่

ถ้วยที่เราจะดื่มนั้นท่านจะดื่มได้หรือ?”… มัทธิว 20:22 นักธุรกิจมักจะกล่าวถึง “รายจ่ายที่ซ่อนเร้นอยู่” ค่าใช้จ่ายมักจะไม่ชัดเจนเมื่อเราเริ่มโครงการโดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ยังไม่มีประสบการณ์ รายจ่ายที่ซ่อนเร้นอยู่อาจเป็นเหตุให้ธุรกิจนั้นๆ ดำเนินต่อไปไม่ได้ ดังนั้นเราจึงต้องพยายามสำรวจอย่างถี่ถ้วนก่อนเริ่มโครงการใดๆคำขอร้องของมารดาของสองพี่น้องตระกูลเศเบดต่อพระเยซูเจ้า ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาของแม่ที่ห่วงลูก ท่าทีของพระเยซูเจ้าต่อคำขอร้องของนางชี้ให้เห็นว่านางยังขาดความเข้าใจ และการเป็นศิษย์ติดตามพระองค์ ย่อมมีรายจ่ายที่ซ่อนเร้นอยู่ พระองค์ตรัสกับนางว่า นางไม่รู้ว่านางกำลังขออะไร เหตุว่าการเป็นสาวกของพระองค์ย่อมต้องมีความเจ็บปวด และการอุทิศตนอย่างไม่เห็นแก่ตัวเป็นการเดิมพัน ในช่วงชีวิตของพระเยซูเจ้าในโลกนี้ มีผู้คนเป็นจำนวนมากที่สนใจในคำสอนของพระองค์ และประทับใจในอัศจรรย์ที่พระองค์ทรงกระทำ แต่เมื่อพระองค์ตรัสเกี่ยวกับความทุกข์ทรมาน พวกเขาก็เริ่มถอยหลัง สำหรับพวกเขาความทุกข์ทรมาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเป็นศิษย์ของพระองค์นั้นนับว่าเป็นสิ่งที่คิดไม่ถึง การนำมาเป็นส่วนหนึ่งของคุณสมบัติการเป็นศิษย์ของพระองค์นั้นนับว่าเป็นสิ่งที่ไม่เมหาะไม่ควร พระองค์ทรงนำมาต่อเติมโดยพวกเข้าไม่รู้ล่วงหน้า แต่การเสียสละการแบกกางเขน ล้วนเป็นส่วนสำคัญในการเป็นศิษย์ ดังที่พระองค์ตรัสเตือนไว้ ความทุกข์ทรมานมิได้ถูกซ่อนเร้นไว้เลย พระเยซูเจ้าได้ตรัสไว้อย่างชัดเจน สิ่งที่สำคัญคือ เราต้องเข้าใจว่า ความไม่เห็นแก่ตัว การแบกกางเขนติดตามพระคริสต์นั้นก็ด้วยเหตุผลที่ว่า พระเยซูเจ้าทรงเผยว่า การกลับคืนพระชนม์ของพระองค์ ย่อมเป็นผลอันสืบเนื่องมาจากการที่พระประสงค์ของพระบิดา อีกฟากหนึ่งของความทุกข์ทรมานก็คือความรุ่งโรจน์ตลอดนิรันดร บทอธิษฐานภาวนา ข้าแต่พระเจ้า โปรดทรงช่วยอย่าให้ลูกแสวงหาความรุ่งเรือง โดยผ่านทางความต้องการที่จะมีพลังและอำนาจ โปรดได้ทรงประทานพระหรรษทาน (พระคุณ) ให้ลูกปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระองค์ ด้วยการยกกางเขนขึ้นแบกในแต่ละวัน และโปรดให้ลูกสำนึกว่า การกระทำดังนี้ลูกกำลังร่วมมือกับพระองค์ในการไถ่ให้รอดพ้นอาแมน พระคุณเจ้ายอร์ช ยอด พิมพิสาร

ข้อคิดสะกิดใจ เรื่องท่านยังไม่เข้าใจอีกหรือ?

“…ขอพระองค์โปรดอธิบายให้ข้าพระองค์ทั้งหลายเข้าใจอุปมา…” มัทธิว 13:36 เรามักจะคิดว่า พระเยซูเจ้าทรงใช้นิทานเปรียบเทียบในการเทศน์สอนของพระองค์ เพราะมันเป็นสิ่งที่ช่วยให้เข้าใจง่ายขึ้น ไม่จำเป็นต้องอธิบายมากนัก ที่เราคิดดังนี้ อานเป็นเพราะเราได้ยินนิทานเปรียบเทียบนี้บ่อยๆ สำหรับสานุศิษย์ของพระคริสต์เจ้าและผู้ที่รับฟังพระองค์เป็นครั้งแรก แม้พระองค์จะทรงให้คำเปรียบเทียบที่พวกเขาคุ้นเคยในชีวิตประจำวัน แต่บางครั้งพวกเขาก็ไม่สามารถเข้าใจได้ เมื่อได้ยินเป็นครั้งแรก พระวรสารที่เรานำมาพิจารณานี้ เป็นพระวรสารช่วงที่พระเยซูเจ้าทรงเล่านิทานเปรียบเทียบหลายเรื่อง โดยมิได้ทรงอธิบาย และดูเหมือนว่าพวกสาวกมิได้เข้าใจ พวกเขาลืมหมดทุกอย่างหรือ? หรือว่าเป็นเรื่องที่พวกเขาไม่สามารถเข้าใจได้ มีอะไรพิเศษไหมที่พวกเขาไม่สามารถเข้าใจได้? พระเยซูเจ้าทรงอธิบายถึงความหมายให้พวกเขาฟังด้วยความเพียรทน เหตุว่าถ้าพวกเขาเองไม่เข้าใจ พวกเขาก็จะไม่สามารถช่วยผู้อื่นให้เข้าใจได้ พระเยซูเจ้าตรัสว่า เมล็ดที่ดีก็คือบรรดาสานุศิษย์ของพระองค์ที่อยู่ทั่วโลก พวกเขาเจริญชีวิตที่ห้อมล้อมไปด้วยความชั่วช้า ดังเช่นพวกสาวก เราจะเมินเฉยต่อความชั่วช้าทั้งหลายนี้ไม่ได้พระอาณาจักรของพระเจ้าประกอบด้วยนักบุญและคนบาป พระเจ้าทรงปล่อยให้ความดีและความชั่วอยู่เคียงข้างกัน ในด้านเกษตรต้นหญ้าไม่สามารถผลิตเมล็ดข้าวได้ ตามแนวพระวรสารผู้ที่ไม่ผลิตผลอาจเปลี่ยนแปลงได้ สิ่งที่ดูเมหือนว่าเป็นต้นหญ้าธรรมดา อาจเริ่มผลิดอกออกผลได้ในวันต่อมา พระเจ้าทรงปรารถนาให้คนชั่วเปลี่ยนแปลงและไม่เป็นคนชั่ว ตลอดไป แต่พระองค์มิได้ทรงบังคับการเปลี่ยนแปลง พระองค์ทรงเปี่ยมด้วยความพากเพียรและอดทน ก่อนที่จะมีการแบ่งแยกครั้งสุดท้าย ในวันนี้มีอะไรบ้างที่ฉันสามารถทำได้เพื่อให้โลกเป็นที่ที่ดีกว่านี้? บทอธิษฐานภาวนา ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ประทานพระพรแห่งเสรีภาพฝ่ายจิตวิญญาณแก่ลูก พระองค์ทรงกระทำกับลูกด้วยความระมัดระวัง และทรงเคารพเสรีภาพที่ประทานให้แก่ลูก พระองค์ทรงปล่อยให้ลูกทำผิดแต่พระองค์ก็มิได้ทรงถอยห่างไปจากลูก โปรดประทานหูที่พร้อมเสมอที่จะรับฟังพระวาจาของพระองค์ และให้ลูกมีหัวใจที่จะนำไปปฏิบัติด้วยเทอญ อาแมน พระคุณเจ้ายอร์ช ยอด พิมพิสาร

ข้อคิดสะกิดใจ เรื่อง ผู้ที่กระทำตามคำสัญญา

ท่านอาจารย์ ท่านไปทางไหน ข้าพเจ้าจะตามท่านไปทางนั้น” (มัทธิว 8:19) การให้คำมั่นสัญญา นับเป็นการกระทำที่ล่อแหลม หลายครั้งเรามิได้รู้ดีเพียงพอว่าการกระทำตามสิ่งที่เราสัญญาไว้นั้นมีราย ละเอียดอะไรบ้าง และเหตุการณ์อาจเปลี่ยนแปลงไปได้ซึ่งเป็นเหตุให้การปฏิบัติตามนั้นยากยิ่งขึ้น และนี่คือจุดประสงค์ของคำมั่นสัญญา กล่าวคือการให้ความมั่นใจ ซึ่งย่อมพิสูจน์ได้ด้วยกาลเวลา เป็นการ กระทำที่มั่นคงมากขึ้น เหตุว่าเราปรารถนาที่จะปฏิบัติตาม การปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาเป็นการดำเนินชีวิตที่สมศักด์ิศรีของการเป็นมนุษย์ และทำให้เราเป็นผู้ที่น่าไว้ใจ คัมภีราจารย์ (ธรรมาจารย์) คนหนึ่งกล่าวกับพระเยซูเจ้าว่า “ข้าพเจ้าอยากติดตามพระองค์ไปทุกแห่ง” นั้นเป็นคำพูดที่เปี่ยมด้วยความกระตือรือร้น และปรารถนาที่จะอยู่ใกล้ชิดกับพระองค์ เขาพอจะทราบหรือเปล่าว่า เขากำลังสัญญาอะไร การเป็นไปได้ที่บุคคลผู้นั้นกระทำตามที่เขาสัญญา แต่เรามิได้ยินอะไรเกี่ยวกับบุคคลผู้นี้อีกอาจเป็นไปได้ที่ความกระตือรือร้นของเราเย็นชาลงและเมื่อการติดตามพระเยซูเจ้าชักจะลำบาก ความตั้งใจของเราเริ่มคลอนแคลน แล้วเขาก็เลิกติดตามพระองค์ สิ่งนี้มักจะเป็นแนวทางของเรา เราเริ่มต้นอย่างเร่าร้อน แต่เมื่อเราถูกทดลองใจเกี่ยวกับสิ่งที่เราสัญญาไว้ เมื่อเราต้องเผชิญกับความยากลำบาก แบบอย่างของพระเยซูเจ้าแสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงมั่นคงในพระสัญญาของพระองค์ ทรงนอบน้อมต่อพระประสงค์ของพระบิดา ทรงอุทิศพระองค์ในการช่วยผู้ที่พระองค์ได้เสด็จมารับใช้และบันดาลให้รอดพ้น พระองค์คือแบบอย่างที่ดีเยี่ยมในการที่ทรงปฏิบัติตามพระสัญญา หากเราดำเนินตามพระเยซูเจ้า สนใจในพระวาจาของพระองค์ มุ่งหน้าไปยังพระองค์ เราก็จะได้รับการเปลี่ยนแปลงให้เหมือนกับพระองค์ เดชะพระหรรษทาน (โดยพระคุณ) ของพระองค์ เป็นผู้ที่ปฏิบัติตามคำมั่นสัญญา เราก็จะเรียนรู้ถึงการดำเนินชีวิตที่ดี ครบถ้วน ไว้ใจได้ พระสัญญาที่พระเจ้าประทานแก่เรา เราไว้ใจได้ ให้เราวอนขอพระองค์ได้ทรงช่วยให้เรากระทำตัวเช่นเดียวกัน บทอธิษฐานภาวนา ข้าแต่พระเจ้า ผู้ทรงเปี่ยมด้วยความรัก อาศัยบรรดาประกาศก […]

ข้อคิดสะกิดใจ พินิจสาส์นวันสื่อในบริบทของการนำไปใช้

พินิจสาส์นวันสื่อในบริบทของการนำาไปใช้  แนวทางที่พระศาสนจักรมอบให้คริสตชน ไม่ใช่กฎระเบียบข้อบังคับแต่เป็นข้อเสนอแนะข้อคิดเห็นที่ผ่านการตกตะกอนทางความคิดและการเฝ้ามองการเคลื่อนไปของโลกด้วยสายตาแห่งจิตวิญญาณที่จาริกไปพร้อมกับโลกใบนี้แน่นอนคำถามเดียวกันอาจมีคำตอบหลากหลายสังคมไทยอาจตอบโลกของสื่อสารมวลชนกับการมาถึงของยุคทีวีดิจิตอลเพียงใครจะถือครองหรือได้ประโยชน์มากน้อยกว่ากันเม็ดเงินจะหมุนเข้ารัฐบาลเท่าไหร่ ใครจะถือสิทธิ์และช่วงชิงผลกำไรต่อปี ที่ถือว่าเป็นความก้าวหน้าขององค์กรท่ามกลางความเคลื่อนไหวอันร้อนระอุ พระศาสนจักรไม่ได้คิดแค่นั้นมาอ่านสาส์นวันสื่อมวลชนสากล ไปพร้อม ๆ กันกับการตีความให้เข้าใจมากขึ้นและปรับใช้ในชีวิต ประเด็นที่ 1 ปูพื้นฐานกันก่อน ปกติแล้วพระศาสนจักรคาทอลิกมีหน่วยงานที่ดูแลเกี่ยวกับงานสื่อสารมวลชนชื่อว่า สมณสภาสื่อสารสังคม สันตะสำนัก โดยมีพระอัครสังฆราชเคลาดิโอ เชลลี เป็นประธาน และวันฉลองนักบุญฟรังซิส เดอ ซาลส์ คือวันที่ 24 มกราคม ของทุกปี องค์สมเด็จพระสันตะปาปาจะออกสาส์นที่เราเรียกว่าสาส์นวันสื่อมวลชนสากล ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 47 ในหัวข้อที่ว่า “เครือข่ายของสื่อมวลชน ประตูแห่งความจริงและความเชื่อช่องทางใหม่แห่งการเผยแผ่พระวรสาร” ออกในสมณสมัยของสมเด็จพระสันตะปาปากิตติคุณเบเนดิกต์ ที่ 16 แต่วันสื่อมวลชนจะอยู่ในเดือนพฤษภาคม ซึ่งมาสู่ยุคสมัยของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสแล้วสำาหรับพระศาสนจักรไทยเราทำการฉลองวันสื่อมวลชนสากลในอาทิตย์แรกของเดือนสิงหาคมที่เปิดประเด็นไว้แบบนี้เพราะผู้เขียนสังเกตว่าแม้จะมีผู้นำาต่างกัน แต่กระแสธารของความเป็นหนึ่งเดียว สามารถดำเนินต่อไปอย่างไม่ติดขัดเอกภาพภราดรภาพ ความเป็นหนึ่งเดียวกัน เป็นสิ่งที่พระศาสนจักรสื่อให้โลกได้เห็นเสมอมา ประเด็นที่ 2 ชัดเจนเมื่อย่อหน้าแรกบรรทัดที่สาม กล่าวว่า “เครือข่ายการสื่อสารในแบบดิจิตอล ซึ่งช่วยเสริมสร้างเวทีใหม่” หน้าที่หนึ่งของสื่อมวลชนคาทอลิกประเทศไทยคือการติดตามความเคลื่อนไหวของสื่อมวลชน เพื่อตอบรับร่วมมือแบ่งปันความคิดเห็นในเวทีระดับต่างๆ ข้อมูลจากการประชุมเรื่องทีวีดิจิตอล ในเวทีเสวนาเรื่องประโยชน์สาธารณะจากการจัดสรรคลื่นความถี่ในกิจการทีวีดิจิตอล มีข้อมูลที่น่าสนใจคือ “ตามที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้กำาหนดการเปลี่ยนผ่านการรับส่งสัญญาณโทรทัศน์จากระบบอนาล็อกไปสู่ระบบดิจิตอลโดยมีเป้าหมายเริ่มทดลองการแพร่ภาพภายในปี 2556 เริ่มเปิดประมูลใบอนุญาตประกอบกิจการทีวีดิจิตอลได้ภายในกลางปี 2556 อีกทั้งยังได้กำหนดให้ครัวเรือนในเมืองใหญ่สามารถรับสัญญาณในระบบดิจิตอลได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80ภายใน 5 ปี จนสุดท้ายจะเริ่มกระบวนการยุติการให้บริการระบบอนาล็อกในช่วงเดือนมกราคม 2558 ซึ่งถือเป็นการปิดฉากยุคอนาล็อก สู่ยุคดิจิตอล ของวงการโทรทัศน์เมืองไทยอย่างเป็นทางการ” […]

ข้อคิดจากพระธรรมยอห์น

สวัสดีค่ะ พวกหนู ด.ญ.ตวงพร และ ด.ญ.รวมพร ชัยเฉลิมวุฒิพงศ์ ในนามคริสตจักรที่2 สามย่าน ขอขอบคุณพระเจ้าที่ทางสมาคมพระคริสตธรรมไทย ได้จัดให้มีการแข่งขันซูเปอร์จิ๋วเจาะโลกพระคัมภีร์ขึ้น พวกหนูได้มีโอกาสเข้าร่วมการแข่งขัน เริ่มจาก ป.4-ม.2 รวมก็ 5 ครั้งแล้ว พระเจ้าก็ประทานรางวัลผ่านการแข่งขันทุกปี เมื่อได้รับข่าวการรับสมัครเข้าแข่งขันในแต่ละปี ผู้ใหญ่ในครอบครัวก็จะสนับสนุนให้เข้าร่วมการแข่งขัน จุดมุ่งหมายคือต้องการให้พวกหนูได้อ่าน ศึกษา ค้นหาความจริง และจดจำพระวจนะของพระเจ้า เพื่อให้พระคำของพระเจ้าปักแน่นเป็นฤทธิ์เดชอยู่ในชีวิตของพวกหนูขอบคุณที่พระเยซูคริสต์เจ้าทรงรักพวกหนูและเมตตาตอบคำอธิษฐานอยู่เสมอ สำหรับพระธรรมยอห์นซึ่งเป็นหนึ่งในกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ ซึ่งพวกหนูก็พยายามอ่านโดยการขอการทรงนำจากพระเจ้า ขอประทานสติปัญญา ความจำ ความเข้าใจ และหนูก็พอเข้าใจ ดังนี้ พระวาทะทรงเป็นพระเจ้า มาบังเกิดเป็นมนุษย์คือพระเยซูคริสต์คือพระบุตรพระบิดา พระเจ้าและพระบุตรเป็นอันหนี่งกันเดียวกัน ร่วมกันสร้างโลก ในยอห์นบทที่ 1:2-3 และทรงรักโลก ยอห์นบทที่ 3:16 พระบุตรอยู่ในโลกทรงกระทำราชกิจมากมายกระทำหมายสำคัญการอัศจรรย์หลายๆ อย่าง ทรงสั่งสอนด้วยสิทธิอำนาจ รักษาโรคภัยไข้เจ็บ คนตาบอด คนง่อย คนอัมพาตให้หาย คนตายให้ฟื้น พระองค์เมตตาต่อหญิงชาวสะมาเรีย แม้ไม่มีใครคบหากับนาง แต่พระองค์ยังสนทนากับนาง ทำให้นางได้มีความเข้าใจและเชื่อวางใจในพระองค์ นางก็ได้นำชาวเมืองสิคาร์จำนวนมากมาเชื่อและรับความรอดจากพระเยซูคริสต์ พระองค์เป็นแบบอย่างในเรื่องการดูแลรักษาพระวิหาร เป็นแบบอย่างเรื่องอาหารที่เหลือไม่ทิ้งขว้าง […]

ขนมปัง

ขนมปัง“เราสงสารประชาชน” มาระโก 8:2 ยอห์นเป็นช่างทำขนมปังมืออาชีพ เขาชอบการทำขนมปัง และปัจจุบันก็มีอาชีพทำขนมปัง เมื่อจบการศึกษาเขาก็มุ่งหน้าเป็นช่างทำขนมปัง และเรียนรู้จากประสบการณ์ในการทำางานในร้านอาหารหลายแห่ง เขาชอบกลิ่นของขนมปัง จนในที่สุดเขามั่นใจว่าเขามีกระแสเรียกให้เป็นช่างทำาขนมปัง ปัจจุบันเขามีธุรกิจเป็นช่างทำาขนมปัง เขาเข้านอนแต่หัวค่ำและตื่นขึ้นมาก่อนเที่ยงคืนเพื่อทำขนมปัง ซึ่งในเช้าวันรุ่งขึ้นจะปรากฏบนโต๊ะอาหารเช้าของผู้มีชื่อเสียงมากมายหลายท่านขนมปังก็มีบทบาทในชีวิต  ของพระเยซูเจ้าการที่พระองค์ทรงเลี้ยง คนเป็นจำนวนมากจากขนมปังสองสามก้อน เป็นเครื่องหมายว่า พระองค์ทรงสามารถเลี้ยงโลกทั้งโลก ปังดังกล่าวคือพระองค์เองเป็นปังบันดาลชีวิต  สิ่งที่พระเยซูเจ้าทรงเป็นห่วงก็คือ พระองค์ไม่ทรงปรารถนาให้ประชาชนต้องหิวโหย มิใช่หิวโหยอาหารด้านฝ่ายกาย แต่เป็นอาหารฝ่ายจิตวิญญาณ องค์พระผู้เป็นเจ้าพระองค์เองทรงเป็นอาหารประจำวันของเรา“ผู้ที่เข้ามาหาเราจะไม่หิวโหยเมื่อจากเราไป”อาศัยพระศาสนจักรของพระองค์ พระเยซูเจ้าทรงปรารถนาที่จะหล่อเลี้ยงโลกที่หิวโหยและปังที่เราแบ่งปันเป็นอาหารฝ่ายร่างกาย และฝ่ายจิตวิญญาณ ที่ใดที่มีคนร้องขออาหาร เป็นหน้าที่ ของพระศาสนาจักร ที่จะพยายามตอบสนอง กระแสเรียกของเราคือการเป็นช่างทำขนมปัง เพื่อหล่อเลี้ยงบรรดาผู้หิวโหยในโลกนี้ ในศีลมหาสนิทองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเชื้อเชิญเราให้นั่งลง เพื่อจะได้รับการหล่อเลี้ยงจากพระองค์แล้วออกจากที่นี่ไปแบ่งปันปังนี้แก่บรรดาผู้ที่อดยาก บทอธิษฐานภาวนา  ข้าแต่พระบิดาเจ้าสวรรค์ องค์พระบิดาและพระเจ้าแห่งชีวิตลูกทั้งหลาย โมทนาคุณพระองค์สำาหรับการหล่อเลี้ยงที่ข้าพเจ้าได้รับปังอันบันดาลชีวิตในองค์พระบุตร จากพลังที่ลูกได้จากอาหารนี้ โปรดบันดาลให้ลูกแต่ละคนมีจิตใจกว้างขวางในการแบ่งปันอาหารของลูกทั้งหลายกับทุกคนที่แสวงหาพระองค์ ทั้งนี้ เดชะพระบารมีพระคริสตเจ้าของลูกทั้งหลาย อาแมน พระคุณเจ้ายอด พิมพิสาร

1 34 35 36 37 38 40