อัศจรรย์บนผืนฟ้า

ผมชื่อชัยรัตน์ จิตต์แก้ว อายุ 46 ปี ปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการอาวุโสฝ่าย เทคโนโลยีสารสนเทศและการตลาดออนไลน์ (Senior Vice President of IT & Marketing Online Development Department) บริษัท มิลเลียไลฟ์ประกันชีวิต (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)        จบการศึกษาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยด้านคณิตศาสตร์ประกันภัยและคอมพิวเตอร์ธุรกิจ ผ่านหลักสูตรการศึกษาอบรมสัมนาทั้งในและต่างประเทศด้านการบริหารจัดการและด้าน IT หลายหลักสูตร ภรรยาชื่อคุณสุชีดา (สุภาวงศ์วณิช) จิตต์แก้วเรามีบุตรสาว 1 คนชื่อเพ็ญธิดา จิตต์แก้ว อายุ 10 ปี เรียนอยู่โรงเรียนคริสต์ธรรมศึกษา  ผมเขียนคำพยานนี้ขึ้นเพื่อขอบพระคุณพระเจ้าผู้ทรงมีเมตตาต่อชีวิตผม และทรงมีกำหนดเวลาที่เหมาะสมในการเรียกผม ด้วยทรงรู้นิสัยของผมผู้ที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นมา พระองค์ทรงกำหนดเงื่อนไขชีวิตของผมตั้งแต่วัยเด็ก ซึ่งผมพบว่าความยุ่งยากลำบากในชีวิตวัยเยาว์นั้น ที่แท้เป็นแผนการที่พระเจ้าทรงวาดไว้สำหรับผมโดยเฉพาะ พระองค์ทรงวางเงื่อนไขให้ผมต้องค้นหาความจริงของชีวิตด้วยวิถีทางต่างๆ ให้แจ้งใจก่อน ทรงให้ผมมีข้อมูลในเรื่องชีวิตมากพอที่จะศึกษาเปรียบเทียบด้วยตนเอง เพื่อว่าเมื่อถึงวาระที่พระองค์ทรงสำแดงแก่ผมแล้ว ผมจะได้สิ้นสงสัยและไม่อาจปฏิเสธพระองค์ได้ และนี่คงเป็นพระประสงค์ที่พระองค์ไม่ส่งคริสเตียนไปประกาศกับผมอย่างจริงจังตลอดสี่สิบกว่าปีในชีวิตที่ผ่านมาของผม การแสวงหา   ชีวิตวัยเด็กของผมเต็มไปด้วยความยุ่งยากเนื่องจากปัญหาระหว่างคุณพ่อและคุณแม่เหตุการณ์ต่างๆ ที่ผมและพี่ๆ […]

คำว่า เหล็กใน ใน 1 โครินธ์ 15:55

ถาม “…โอ ความตาย เหล็กในของเจ้าอยู่ที่ไหน?” พระธรรม 1 โครินธ์ 15:55 (ฉบับมาตรฐาน 2011) ผู้อ่านท่านหนึ่งบอกว่า สมาคมฯ เขียนคำผิด คำที่ถูกต้องคือ เหล็กไน ตอบ ทางสมาคมฯ ได้ตรวจสอบกับพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 แล้วพบว่า คำที่ถูกต้องคือ เหล็กใน ซึ่งหมายถึงเดือยแหลมที่มีในก้น หรือปลายหางสัตว์บางชนิด เช่น ผึ้ง แมงป่อง เป็นต้น!

คำกลอนฮีบรูไม่ถูกแปลเป็นคำกลอนไทยจริงหรือ?

ถาม:  ทำไม สมาคมพระคริสตธรรมไทยจึงไม่แปลพระคัมภีร์ส่วนที่เป็นคำกลอนฮีบรูให้เป็นคำ กลอนไทย? ตอบ:  ความทุกข์ข้าฯ มานักหนา           หนักเหลืออัตรา ล้อมรอบตัวข้าฯ ท่วมทวี! บาปไล่ตามล้างราวี                     มองมืด ทุกที ไม่เห็นทั้งใกล้และไกล ทุกข์มีมากล้นพ้นใจ                    หากจักนับ ไป มากกว่าเส้นผมบนเศียร จนข้าฯ รู้สึกวิงเวียน                   และหมด ความเพียร ระทดท้อใจไปมา ข้าฯ ขออธิษฐานภาวนา              วอนพระช่วยข้าฯ ณ กาลบัดนี้ทันใด… ข้าพระองค์อ่อนแอนักหนา           และหมดปัญญา แต่พระก็ทรงห่วงใย พระช่วยข้าฯ รอดทุกสมัย           ขอพระทรงชัย อย่าได้รอช้าอยู่เลย! เพลงสดุดี 40:12-13, 17 ฉบับ ประชานิยม จากการหยิบยกข้อพระคัมภีร์ข้างต้น ซึ่งอยู่ในคำประพันธ์ประเภทกาพย์ฉบัง 16 คงจะเป็นคำตอบคำ ถามได้เป็นอย่างดีแล้วว่า สมาคมพระคริสตธรรมไทยมีพระคัมภีร์ฉบับที่แปลบทกวีในภาษาฮีบรูเป็นบทกวีใน ภาษาไทยแล้ว นั่นคือ ฉบับประชานิยม พระคัมภีร์ฉบับนี้ได้แปลออกมาเป็นภาษาง่ายๆ น่าอ่าน เพื่อผู้ที่ไม่มีความรู้เรื่องคริสตศาสนาจะเข้าใจได้ อีกทั้งเป็นประโยชน์แก่คริสตศาสนิกชนด้วย มีอยู่หลายแห่งในพันธสัญญาเดิมได้แปลเป็นบทกวีทีไพเราะ ที่จะเป็นประโยชน์ในการนมัสการ และท่องจำได้ง่าย ได้แก่ พระธรรมเพลงสดุดี และหนังสืออื่นๆ แต่จุดประสงค์สำคัญของการแปลก็คือ ให้ผู้อ่านเข้าใจความหมายได้ การแปลคำกลอนฮีบรูมาเป็นบทกวีในภาษาไทยนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะต้องการความ ละเอียดลออที่จะคงรักษาความหมายเดิมไว้ อีกทั้งต้องการความสามารถในการเรียบเรียงถ่ายทอดเป็นบทกวีไทยที่มีความ ไพเราะซาบซึ้งและกินใจ ดังนั้นเราจึงมองเห็นงานแปล 3 ขั้นตอนคือ 1. แปลคำกลอนฮีบรูออกมาเป็นร้อยแก้วภาษา […]

ทำไมจึงใช้คำแปลว่าเปลวไฟสัณฐานเหมือนลิ้น ในกิจการ 2:3 ?

เปลวไฟ หรือ เปลวไฟสัณฐานเหมือนลิ้น ถาม ทำไมจึงใช้คำแปลว่าเปลวไฟสัณฐานเหมือนลิ้น? เมื่อคำภาษาอังกฤษนั้นหมายถึงเปลวไฟ การใส่คำว่าสัณฐานเหมือนลิ้นทำให้ความหมายประหลาดไป และทำให้คำแปลเกินคำในภาษาอังกฤษ เปลวไฟ หรือ เปลวไฟสัณฐานเหมือนลิ้น ตอบ คำถามข้างต้นน่าสนใจและเป็นประเด็นสำคัญอันหนึ่งในการแปลพระธรรมกิจการบทที่ 2 ข้อ 3 แต่ก่อนจะตอบก็อยากจะให้ข้อสังเกตบางอย่างคือ 1. พระคัมภีร์ไทยทุกฉบับจะมีคำว่า “ลิ้น” กำกับอยู่กับคำว่า “เปลวไฟ” ได้แก่ เปลวไฟสัณฐานเหมือนลิ้น(ฉบับ 1940, ฉบับ 1971 และฉบับคิงเจมส์) หรือ เปลวไฟลักษณะเหมือนลิ้น (ฉบับมาตรฐาน 2002 และฉบับของคณะกรรมการคาทอลิคเพื่อพระคัมภีร์) หรือ เปลวไฟรูปร่างเหมือนลิ้น (ฉบับประชานิยม) หรือ เปลวไฟรูปร่างคล้ายลิ้น (ฉบับอมตธรรมร่วมสมัย) 2. วลี “tongues of fire” ที่พบในพระคัมภีร์อังกฤษหลายฉบับนั้นเป็นสำนวนภาษา หมายถึง เปลวไฟ ใช่หรือไม่? อย่างไร? สำหรับข้อสังเกตแรก ทำให้เราต้องย้อนกลับไปดูที่ภาษาเดิมในที่นี้คือ ภาษากรีก แล้วเราพบว่า หากแปลตรงตัวอักษรจะได้ว่า tongues as of […]

ทำไมคำแปลพระคัมภีร์ไทยใน เศคาริยาห์ 9:15 ท่อนสอง จึงแปลต่างจากฉบับอังกฤษ

ทำไมคำแปลพระคัมภีร์ไทยใน เศคาริยาห์ 9:15 ท่อนสอง จึงแปลต่างจากฉบับอังกฤษ ถาม : ทำไม เศคาริยาห์ 9:15 ท่อนสองนั้น ภาษาไทยแปลว่า “และ เขาทั้งหลายจะล้างผลาญและเหยียบนักสลิงลง และจะดื่มโลหิตของเขาอย่างเหล้าองุ่น” แต่ภาษาอังกฤษฉบับ NIV แปลว่า “พวกเขาจะล้างผลาญและมีชัยชนะด้วยสายสลิง พวกเขาจะดื่มและคำรามดั่งคนดื่มเหล้าองุ่น” แสดงว่าภาษาไทยแปล ไม่ถูกต้องใช่หรือไม่? ตอบ : ก่อน จะตอบคำถามนี้ ขอให้ท่านอดทนรับรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องต้นฉบับและสำเนาของพระคัมภีร์เดิมก่อน ข้อมูลบางประการเกี่ยวกับต้นฉบับ คริสเตียนทั่วๆ ไปต่างรู้ว่าต้นฉบับของพระคัมภีร์เดิมนั้นเขียนเป็นภาษาฮีบรู และคริสเตียนจำนวนมากก็เข้าใจว่าพระคัมภีร์ภาษาอื่นๆ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษต่างแปลมาจากต้นฉบับภาษาฮีบรูนี้ แต่ความเข้าใจดังกล่าวยังไม่ถูกต้องทีเดียว เพราะเรื่องของต้นฉบับนั้นมีมากกว่าที่เราคิด สำเนาต้นฉบับโบราณ ต้นฉบับของหนังสือทั้ง 39 เล่ม ในพระคัมภีร์ เดิมนั้นคล้ายกับพระคัมภีร์ใหม่คือไม่มีหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่เล่มเดียว ต้นฉบับเหล่านี้ล้วนสูญหายไปนานแล้ว แต่สิ่งที่ยังเหลืออยู่คือ สำเนาต้นฉบับที่พวกอาลักษณ์ในสมัยต่างๆ คัดลอกไว้ด้วยความยากลำบากตลอดระยะเวลาหลายพันปีที่ผ่านมา แม้แต่สำเนาเหล่านี้ก็สูญหายไปเป็นจำนวนมากเช่นเดียวกัน สำเนาต้นฉบับของพระคัมภีร์เดิมก็เหมือนพระคัมภีร์ใหม่ คือ ยิ่งเก่าแก่ยิ่งดี สำเนาเก่าแก่นั้นเราเรียกว่าสำเนาโบราณ สำเนาโบราณของต้นฉบับพระคัมภีร์ภาษาฮีบรูที่ครบถ้วนหรือเกือบครบถ้วนที่ สำคัญๆ มีเพียงสองสามฉบับ คือ ฉบับไคโร (codex Cairensis) ซึ่งมีเพียงส่วนที่เป็นหนังสือโยชูวา-พงศ์ กษัตริย์และอิสยาห์-มาลาคี ยกเว้นดาเนียล สำเนาฉบับนี้คัดลอกราวปี ค.ศ.895 อีกฉบับหนึ่งคือ ฉบับอาแล็พโพ (Alleppo codex) คัดลอกราวปี ค.ศ.930 หนังสือบาง เล่มสูญหายไป และฉบับสุดท้ายคือฉบับเลนินกราด (codex Leningradensis) คัดลอกราวปี ค.ศ.1008 เป็น ฉบับที่มีจำนวนหนังสือครบถ้วนที่เก่าแก่ที่สุด (พระคัมภีร์ เดิมฉบับฮีบรูของสหสมาคมฯ (UBS) นั้นใช้สำเนาโบราณฉบับนี้เป็น พื้นฐานในการจัดทำ) สำเนาโบราณทั้งสามฉบับมีรูปแบบการคัดลอกที่เรียกว่า เมสโสรา (Masora) ซึ่งเรียกตามชื่อของกลุ่มอาลักษณ์ที่เรียกว่า เมสโสเรท (Masoretes) พวกเขามีวิธีการเขียนอักษรฮีบรูที่แตกต่างจากการเขียน ทั่วๆไป […]

ทำไม เลวีนิติ 11:20-23 จึงบอกว่า แมลงมี 4 ขา?

ทำไม เลวีนิติ 11:20-23 จึงบอกว่า แมลงมี 4 ขา? ถาม ผมสะดุดอย่างมากๆ กับเลวีนิติ 11 ข้อ 20-23 เรื่องแมลงมีปีกซึ่งมี 4 ขา ผมอธิษฐานถามและมาถามที่นี่ครับ เพราะแมลงมี 6 ขา และทำให้อยากรู้ว่าภาษาเดิมก็ระบุว่ามี 4 ขา หรือแปลผิดคลาดเคลื่อน  คนที่ไม่เชื่อพระเจ้ายิ่งบอกว่าพระคัมภีร์ไม่จริงอยู่ด้วย ทำให้ผมร้อนใจและร้อนรนที่จะทราบคำตอบมากไม่อยากให้คนไม่เชื่อพระเจ้าว่าเรา งมงาย พระเจ้าอวยพรครับ ตอบ ขอบคุณมากครับที่ให้ความสนใจในรายละเอียด คำถามว่า แปลผิดหรือเปล่า? ขอ ยืนยันว่าไม่ได้แปลผิดจากต้นฉบับ เพราะฉบับอื่นๆ ก็แปลเหมือนกัน ในตอนนี้ไม่ได้บอกว่าแมลงมีเพียง 4 ขา แต่บอกว่าแมลงชนิดที่ใช้ขา 4 ขาคลานกับพื้น คือเป็นการบอกว่าแมลงชนิดนี้มีลักษณะแตกต่างจากแมลงชนิดอื่นโดยดูจากลักษณะ การเคลื่อนไหวของมันบนพื้นดิน เช่นตั๊กแตนมี 6 ขา แต่มันใช้ 4  ขา คลาน ส่วนขาคู่หลังสุดจะซ่อนอยู่เพื่อเอาไว้กระโดด แมลงมีหลายชนิด วงจรชีวิตของมันก็ไม่เหมือนกัน เช่น ผีเสื้อมีตัวหนอนและดักแด้ แล้วค่อยเป็นผีเสื้อ […]

ชีวิตที่เคลื่อนไปตามวัตถุประสงค์

ชีวิตที่เคลื่อนไปตามวัตถุประสงค์ พี่น้องคริสตชนมักรู้จัก หรือได้ยินชื่อของ คุณมนตรี ศรไพศาล อยู่เนืองๆ ด้วยความเป็นนักธุรกิจคริสเตียนที่มุ่งมั่นตั้งใจในการรับใช้พระเจ้าควบคู่ไปกับการทำาธุรกิจสายการเงิน วันนี้เราขอพาท่านมารู้จักกับพี่ชายแท้ๆ ของคุณมนตรี ซึ่งวันนี้ท่านมารู้จักพระเจ้าแล้ว และชีวิตของท่านเปลี่ยนแปลงไปตามวัตถุประสงค์ที่พระเจ้ามีในชีวิตท่าน… ได้พบพระเจ้าเพราะน้องชาย “การพบพระเจ้าได้ ก็ฟังจากน้องชายของตัวเองคือ คุณมนตรี ศรไพศาล ซึ่งรู้จักพระเจ้ามาก่อนหน้าผม 30 ปี ตั้งแต่อายุของเขา 11 ขวบ ต่อมาในเดือนธันวาคม 2005 เมื่อ 6ปีที่แล้วเขาก็พูดกับผมอีกครั้งหนึ่งว่า ‘เฮียก็เป็นคนฉลาดนะ… แต่เฮียมองข้ามความรักของพระเจ้าไปได้อย่างไร’ วันนั้นมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นในใจของผม ทำาให้รู้สึกว่าอยากศึกษาเรื่อง ราวของพระเจ้าดู ทั้งๆ ที่ตัวเองเป็นพุทธมามกะที่น่าจะเรียกได้ว่าจริงจัง มีความศรัทธาในหลักพุทธรรมและได้รับคุณูปการจากหลักข้อเชื่อเหล่านั้นมากมายแม้จนทุกวันนี้ แต่ก็รู้สึกว่าทำาไม คุณมนตรีมั่นคงในการพูดเรื่องราวของพระเจ้าเสมอมา ก็เลยคิดว่าผมควรจะศึกษาในหลักข้อเชื่อของเขาด้วย คล้ายๆ กับการรับคำาท้าทายมากกว่า ก็เลยบอกกับเขาว่าเราทั้งสองคนเป็นพี่น้องที่เป็นศาสนิกชนที่ดี และเราก็เชื่อซึ่งกันและกันว่าเราเป็นคนที่ดีของสังคม ถ้าเราใช้บทบาทของนักศึกษาที่จะเปิดใจออกศึกษาความคิด ความเชื่อของซึ่งกันและกันก็น่าจะดี แต่มีข้อแม้ว่า ต้องไม่ตั้งสมมุติฐานว่าของเราถูกแน่ๆ แล้วพวกเราก็เริ่มแลกกันศึกษา คุณมนตรีเอาหนังสือ Purpose Driven Life (ชีวิตที่เคลื่อนไปด้วยวัตถุประสงค์) ของ Rick Warren ให้ผม ผมก็เอาหนังสือ ปาฏิหาริย์แห่งการตื่นอยู่เสมอ […]

ชีวิตที่ยอมให้พระเจ้านำ

“ดร.สุเจตน์ จันทรังษ์” เป็นคนหนุ่มในวัยสี่สิบต้นๆ ที่มีอนาคตก้าวหน้าด้วยความสามารถด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์และหน้าที่การงาน ที่อยู่ในฐานะผู้บริหารระดับสูง อย่าง “อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร” และ “ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร” ยังไม่นับตำแหน่งที่ปรึกษาอื่นๆที่มีพ่วงท้ายอีกมากคงทำให้หลายคนคิดไม่ ถึงว่าคนที่มีความเป็นตัวของตัวเองมีความเชื่อมั่นตัวเองสูงอย่างเขาจะยอม ให้บุคคลผู้หนึ่ง “นำ” ในขณะที่ยังเป็นหนุ่มน้อยเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายที่โรงเรียนสวนกุหลาบ วิทยาลัยแล้วต่อมาสอบเข้าเรียนต่อได้ที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณ ทหารลาดกระบังคณะวิศวกรรมศาสตร์หลักสูตร 5 ปี สุเจตน์ จันทรังษ์ ซึ่งเติบโตมาในครอบครัวที่นับถือศาสนาพุทธจากจังหวัดอุทัยธานีเล่าให้ฟังถึง การมารู้จักพระเจ้าว่า “ชีวิตผมที่มาเป็นคริสเตียนได้เนี่ยเริ่มตอนผมกำลังจะจบ มศ.5 มีเพื่อนคนหนึ่งมาประกาศเรื่องพระเยซูคริสต์ด้วยแต่ผมต่อต้านมากและต่อต้าน แบบรุนแรงเพราะไม่เชื่อผมกับเพื่อนคุยกันนานมีคำถามมากมายทั้งต่อว่าเหน็บ แนมเขาท้าทายเขาแต่สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นว่าเป็นความดีงามของคนที่เป็น คริสเตียนก็คือความอดทน ผมเห็นว่าเขาอดทนกับผมมาก ช่วงนั้นเขาแนะนำให้ผมลองไปที่คริสตจักรมักกะสัน “ช่วงที่เริ่มไปเรียนที่ลาดกระบัง ผมเริ่มอ่านพระคัมภีร์ โดยนั่งรถไฟไปแต่เช้าและใช้เวลาก่อนเข้าเรียน อ่านพระคัมภีร์ประมาณวันละหนึ่งชั่วโมง ใช้เวลาอ่านพระคริสตธรรมใหม่ 1 เดือนก็จบ ตอนนั้นผมก็เริ่มมองและเข้าใจว่า พระเยซูคริสต์เป็นคนที่มาเพื่อคนอื่น เชื่อว่าพระองค์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด ประกอบกับการได้คุยกับคนที่มีความเข้าใจในแบบเดียวกัน ทำให้ผมเริ่มมีความเข้าใจ ผมก็ตัดสินใจรับเชื่อในเดือนสิงหา-กันยา ปี 2523 หลังจากนั้นก็เริ่มไปคริสตจักรสม่ำเสมอขึ้น ผมเป็นคนชอบอ่านพระคัมภีร์ และชอบศึกษา จนช่วงหนึ่งที่อยู่ที่นั่น ผมก็สอนพระคัมภีร์ด้วยหลังจากเป็นคริสเตียนได้ 2-3 ปี ผมสอนพระคัมภีร์เดิม ผมชอบพระธรรมปฐมกาลเพราะเป็นจุดเริ่มต้นของมนุษยชาติ เป็นการเริ่มต้นวางหลักการของทุกสิ่ง” […]

ชัยชนะเหนือความมืด

“ขโมยนั้นย่อมมาเพื่อจะลัก ฆ่า และทำลาย เรามาเพื่อพวกเขาจะได้ชีวิตและจะได้อย่างครบ บริบูรณ์” ยอห์น 10:10 ดช. ศักดิ์สิทธิ์ เทียมอุบล เกิดในครอบครัวชั้นกลาง ค่อนข้างยากจน ด้วยวัยเพียง 9 ขวบ ก็จำเป็นต้องออกจากบ้านใน จ.นครสวรรค์ มุ่งหน้ามาเสี่ยงโชคที่กรุงเทพฯ โดยอาศัยข้าวก้นบาตรพระที่วัดแถวสะพานควายเลี้ยงชีวิต ระเบียงกุฏิเป็นที่อาศัยนอน ที่นี่เขาได้เรียนจนจบประถมปีที่ 7 แต่แล้วชีวิตก็ต้องหักเห เพราะคบเพื่อนเกเรที่อยู่ข้างวัด เพื่อนได้ชักชวนให้ลองสิ่งแปลกๆ ที่ในชีวิตของเด็กต่างจังหวัดอย่างเขาไม่เคยลอง เริ่มแรกก็บุหรี่ พอรู้ตัวอีกทีก็ทั้งเหล้า กัญชา และเที่ยวกลางคืน ทั้งๆ ที่อยู่กับหลวงลุง หลวงพี่ คุณธรรมความดีที่ท่านอบรมสั่งสอนไม่สามารถที่จะดึงจิตใจของเขาให้เข้มแข็งต่อสิ่งชั่วร้ายที่อยู่รอบตัวได้ แต่ดูเหมือนว่าสิ่งเสพติดเหล่านั้นมันกลับมีพลังดูดเขาให้ใกล้มันมากขึ้นๆ จนต้องออกจากโรงเรียนระหว่างชั้นมัธยมต้น ตำรวจและศักดิ์สิทธิ์เป็นคู่รักคู่แค้นที่จะต้องวิ่งไล่จับกันอยู่เสมอ แต่ส่วนใหญ่แล้ว ศักดิ์สิทธิ์จะเป็นฝ่ายชนะ เพราะคุ้นเคยเส้นทางการหลบซ่อนเป็นอย่างดี ไม่ว่าคูน้ำข้างวัดหรือหลังเมรุเผาศพ ที่ไม่มีใครอยากเข้าไป จนวันหนึ่งที่ชีวิตได้เอื้อสติที่ดีให้ เขาเริ่มคิดถึงอนาคตที่ดูมืดมน เขารู้สึกสับสน ว่างเปล่า เคว้งคว้าง นึกถึงเพื่อนที่เป็นลูกศิษย์วัดด้วยกัน บัดนี้สำเร็จเป็นนักเรียนนายร้อยห้อยกระบี่ อีกคนจบปริญญาตรีเป็นอาจารย์ ขณะที่เขายังคงเป็นอันธพาลคุมซอยข้างวัดอยู่ อายุก็ 20 กว่าแล้ว งานก็ไม่มีทำเป็นหลักแหล่ง พอได้งานทำก็ทำได้ไม่นาน เพราะเสียงเรียกร้องของสิ่งเสพติดซึ่งพิชิตจิตใจเขาได้ 100% ทำให้ถอนตัวไม่ขึ้น […]

ข้อคิดสะกิดใจ เรื่องรายจ่ายที่ซ่อนอยู่

ถ้วยที่เราจะดื่มนั้นท่านจะดื่มได้หรือ?”… มัทธิว 20:22 นักธุรกิจมักจะกล่าวถึง “รายจ่ายที่ซ่อนเร้นอยู่” ค่าใช้จ่ายมักจะไม่ชัดเจนเมื่อเราเริ่มโครงการโดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ยังไม่มีประสบการณ์ รายจ่ายที่ซ่อนเร้นอยู่อาจเป็นเหตุให้ธุรกิจนั้นๆ ดำเนินต่อไปไม่ได้ ดังนั้นเราจึงต้องพยายามสำรวจอย่างถี่ถ้วนก่อนเริ่มโครงการใดๆคำขอร้องของมารดาของสองพี่น้องตระกูลเศเบดต่อพระเยซูเจ้า ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาของแม่ที่ห่วงลูก ท่าทีของพระเยซูเจ้าต่อคำขอร้องของนางชี้ให้เห็นว่านางยังขาดความเข้าใจ และการเป็นศิษย์ติดตามพระองค์ ย่อมมีรายจ่ายที่ซ่อนเร้นอยู่ พระองค์ตรัสกับนางว่า นางไม่รู้ว่านางกำลังขออะไร เหตุว่าการเป็นสาวกของพระองค์ย่อมต้องมีความเจ็บปวด และการอุทิศตนอย่างไม่เห็นแก่ตัวเป็นการเดิมพัน ในช่วงชีวิตของพระเยซูเจ้าในโลกนี้ มีผู้คนเป็นจำนวนมากที่สนใจในคำสอนของพระองค์ และประทับใจในอัศจรรย์ที่พระองค์ทรงกระทำ แต่เมื่อพระองค์ตรัสเกี่ยวกับความทุกข์ทรมาน พวกเขาก็เริ่มถอยหลัง สำหรับพวกเขาความทุกข์ทรมาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเป็นศิษย์ของพระองค์นั้นนับว่าเป็นสิ่งที่คิดไม่ถึง การนำมาเป็นส่วนหนึ่งของคุณสมบัติการเป็นศิษย์ของพระองค์นั้นนับว่าเป็นสิ่งที่ไม่เมหาะไม่ควร พระองค์ทรงนำมาต่อเติมโดยพวกเข้าไม่รู้ล่วงหน้า แต่การเสียสละการแบกกางเขน ล้วนเป็นส่วนสำคัญในการเป็นศิษย์ ดังที่พระองค์ตรัสเตือนไว้ ความทุกข์ทรมานมิได้ถูกซ่อนเร้นไว้เลย พระเยซูเจ้าได้ตรัสไว้อย่างชัดเจน สิ่งที่สำคัญคือ เราต้องเข้าใจว่า ความไม่เห็นแก่ตัว การแบกกางเขนติดตามพระคริสต์นั้นก็ด้วยเหตุผลที่ว่า พระเยซูเจ้าทรงเผยว่า การกลับคืนพระชนม์ของพระองค์ ย่อมเป็นผลอันสืบเนื่องมาจากการที่พระประสงค์ของพระบิดา อีกฟากหนึ่งของความทุกข์ทรมานก็คือความรุ่งโรจน์ตลอดนิรันดร บทอธิษฐานภาวนา ข้าแต่พระเจ้า โปรดทรงช่วยอย่าให้ลูกแสวงหาความรุ่งเรือง โดยผ่านทางความต้องการที่จะมีพลังและอำนาจ โปรดได้ทรงประทานพระหรรษทาน (พระคุณ) ให้ลูกปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระองค์ ด้วยการยกกางเขนขึ้นแบกในแต่ละวัน และโปรดให้ลูกสำนึกว่า การกระทำดังนี้ลูกกำลังร่วมมือกับพระองค์ในการไถ่ให้รอดพ้นอาแมน พระคุณเจ้ายอร์ช ยอด พิมพิสาร

1 35 36 37 38 39 41