ทำไมคำแปลพระคัมภีร์ไทยใน เศคาริยาห์ 9:15 ท่อนสอง จึงแปลต่างจากฉบับอังกฤษ

ทำไมคำแปลพระคัมภีร์ไทยใน เศคาริยาห์ 9:15 ท่อนสอง จึงแปลต่างจากฉบับอังกฤษ ถาม : ทำไม เศคาริยาห์ 9:15 ท่อนสองนั้น ภาษาไทยแปลว่า “และ เขาทั้งหลายจะล้างผลาญและเหยียบนักสลิงลง และจะดื่มโลหิตของเขาอย่างเหล้าองุ่น” แต่ภาษาอังกฤษฉบับ NIV แปลว่า “พวกเขาจะล้างผลาญและมีชัยชนะด้วยสายสลิง พวกเขาจะดื่มและคำรามดั่งคนดื่มเหล้าองุ่น” แสดงว่าภาษาไทยแปล ไม่ถูกต้องใช่หรือไม่? ตอบ : ก่อน จะตอบคำถามนี้ ขอให้ท่านอดทนรับรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องต้นฉบับและสำเนาของพระคัมภีร์เดิมก่อน ข้อมูลบางประการเกี่ยวกับต้นฉบับ คริสเตียนทั่วๆ ไปต่างรู้ว่าต้นฉบับของพระคัมภีร์เดิมนั้นเขียนเป็นภาษาฮีบรู และคริสเตียนจำนวนมากก็เข้าใจว่าพระคัมภีร์ภาษาอื่นๆ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษต่างแปลมาจากต้นฉบับภาษาฮีบรูนี้ แต่ความเข้าใจดังกล่าวยังไม่ถูกต้องทีเดียว เพราะเรื่องของต้นฉบับนั้นมีมากกว่าที่เราคิด สำเนาต้นฉบับโบราณ ต้นฉบับของหนังสือทั้ง 39 เล่ม ในพระคัมภีร์ เดิมนั้นคล้ายกับพระคัมภีร์ใหม่คือไม่มีหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่เล่มเดียว ต้นฉบับเหล่านี้ล้วนสูญหายไปนานแล้ว แต่สิ่งที่ยังเหลืออยู่คือ สำเนาต้นฉบับที่พวกอาลักษณ์ในสมัยต่างๆ คัดลอกไว้ด้วยความยากลำบากตลอดระยะเวลาหลายพันปีที่ผ่านมา แม้แต่สำเนาเหล่านี้ก็สูญหายไปเป็นจำนวนมากเช่นเดียวกัน สำเนาต้นฉบับของพระคัมภีร์เดิมก็เหมือนพระคัมภีร์ใหม่ คือ ยิ่งเก่าแก่ยิ่งดี สำเนาเก่าแก่นั้นเราเรียกว่าสำเนาโบราณ สำเนาโบราณของต้นฉบับพระคัมภีร์ภาษาฮีบรูที่ครบถ้วนหรือเกือบครบถ้วนที่ สำคัญๆ มีเพียงสองสามฉบับ คือ ฉบับไคโร (codex Cairensis) ซึ่งมีเพียงส่วนที่เป็นหนังสือโยชูวา-พงศ์ กษัตริย์และอิสยาห์-มาลาคี ยกเว้นดาเนียล สำเนาฉบับนี้คัดลอกราวปี ค.ศ.895 อีกฉบับหนึ่งคือ ฉบับอาแล็พโพ (Alleppo codex) คัดลอกราวปี ค.ศ.930 หนังสือบาง เล่มสูญหายไป และฉบับสุดท้ายคือฉบับเลนินกราด (codex Leningradensis) คัดลอกราวปี ค.ศ.1008 เป็น ฉบับที่มีจำนวนหนังสือครบถ้วนที่เก่าแก่ที่สุด (พระคัมภีร์ เดิมฉบับฮีบรูของสหสมาคมฯ (UBS) นั้นใช้สำเนาโบราณฉบับนี้เป็น พื้นฐานในการจัดทำ) สำเนาโบราณทั้งสามฉบับมีรูปแบบการคัดลอกที่เรียกว่า เมสโสรา (Masora) ซึ่งเรียกตามชื่อของกลุ่มอาลักษณ์ที่เรียกว่า เมสโสเรท (Masoretes) พวกเขามีวิธีการเขียนอักษรฮีบรูที่แตกต่างจากการเขียน ทั่วๆไป […]

ทำไม เลวีนิติ 11:20-23 จึงบอกว่า แมลงมี 4 ขา?

ทำไม เลวีนิติ 11:20-23 จึงบอกว่า แมลงมี 4 ขา? ถาม ผมสะดุดอย่างมากๆ กับเลวีนิติ 11 ข้อ 20-23 เรื่องแมลงมีปีกซึ่งมี 4 ขา ผมอธิษฐานถามและมาถามที่นี่ครับ เพราะแมลงมี 6 ขา และทำให้อยากรู้ว่าภาษาเดิมก็ระบุว่ามี 4 ขา หรือแปลผิดคลาดเคลื่อน  คนที่ไม่เชื่อพระเจ้ายิ่งบอกว่าพระคัมภีร์ไม่จริงอยู่ด้วย ทำให้ผมร้อนใจและร้อนรนที่จะทราบคำตอบมากไม่อยากให้คนไม่เชื่อพระเจ้าว่าเรา งมงาย พระเจ้าอวยพรครับ ตอบ ขอบคุณมากครับที่ให้ความสนใจในรายละเอียด คำถามว่า แปลผิดหรือเปล่า? ขอ ยืนยันว่าไม่ได้แปลผิดจากต้นฉบับ เพราะฉบับอื่นๆ ก็แปลเหมือนกัน ในตอนนี้ไม่ได้บอกว่าแมลงมีเพียง 4 ขา แต่บอกว่าแมลงชนิดที่ใช้ขา 4 ขาคลานกับพื้น คือเป็นการบอกว่าแมลงชนิดนี้มีลักษณะแตกต่างจากแมลงชนิดอื่นโดยดูจากลักษณะ การเคลื่อนไหวของมันบนพื้นดิน เช่นตั๊กแตนมี 6 ขา แต่มันใช้ 4  ขา คลาน ส่วนขาคู่หลังสุดจะซ่อนอยู่เพื่อเอาไว้กระโดด แมลงมีหลายชนิด วงจรชีวิตของมันก็ไม่เหมือนกัน เช่น ผีเสื้อมีตัวหนอนและดักแด้ แล้วค่อยเป็นผีเสื้อ […]

ชีวิตที่เคลื่อนไปตามวัตถุประสงค์

ชีวิตที่เคลื่อนไปตามวัตถุประสงค์ พี่น้องคริสตชนมักรู้จัก หรือได้ยินชื่อของ คุณมนตรี ศรไพศาล อยู่เนืองๆ ด้วยความเป็นนักธุรกิจคริสเตียนที่มุ่งมั่นตั้งใจในการรับใช้พระเจ้าควบคู่ไปกับการทำาธุรกิจสายการเงิน วันนี้เราขอพาท่านมารู้จักกับพี่ชายแท้ๆ ของคุณมนตรี ซึ่งวันนี้ท่านมารู้จักพระเจ้าแล้ว และชีวิตของท่านเปลี่ยนแปลงไปตามวัตถุประสงค์ที่พระเจ้ามีในชีวิตท่าน… ได้พบพระเจ้าเพราะน้องชาย “การพบพระเจ้าได้ ก็ฟังจากน้องชายของตัวเองคือ คุณมนตรี ศรไพศาล ซึ่งรู้จักพระเจ้ามาก่อนหน้าผม 30 ปี ตั้งแต่อายุของเขา 11 ขวบ ต่อมาในเดือนธันวาคม 2005 เมื่อ 6ปีที่แล้วเขาก็พูดกับผมอีกครั้งหนึ่งว่า ‘เฮียก็เป็นคนฉลาดนะ… แต่เฮียมองข้ามความรักของพระเจ้าไปได้อย่างไร’ วันนั้นมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นในใจของผม ทำาให้รู้สึกว่าอยากศึกษาเรื่อง ราวของพระเจ้าดู ทั้งๆ ที่ตัวเองเป็นพุทธมามกะที่น่าจะเรียกได้ว่าจริงจัง มีความศรัทธาในหลักพุทธรรมและได้รับคุณูปการจากหลักข้อเชื่อเหล่านั้นมากมายแม้จนทุกวันนี้ แต่ก็รู้สึกว่าทำาไม คุณมนตรีมั่นคงในการพูดเรื่องราวของพระเจ้าเสมอมา ก็เลยคิดว่าผมควรจะศึกษาในหลักข้อเชื่อของเขาด้วย คล้ายๆ กับการรับคำาท้าทายมากกว่า ก็เลยบอกกับเขาว่าเราทั้งสองคนเป็นพี่น้องที่เป็นศาสนิกชนที่ดี และเราก็เชื่อซึ่งกันและกันว่าเราเป็นคนที่ดีของสังคม ถ้าเราใช้บทบาทของนักศึกษาที่จะเปิดใจออกศึกษาความคิด ความเชื่อของซึ่งกันและกันก็น่าจะดี แต่มีข้อแม้ว่า ต้องไม่ตั้งสมมุติฐานว่าของเราถูกแน่ๆ แล้วพวกเราก็เริ่มแลกกันศึกษา คุณมนตรีเอาหนังสือ Purpose Driven Life (ชีวิตที่เคลื่อนไปด้วยวัตถุประสงค์) ของ Rick Warren ให้ผม ผมก็เอาหนังสือ ปาฏิหาริย์แห่งการตื่นอยู่เสมอ […]

ชีวิตที่ยอมให้พระเจ้านำ

“ดร.สุเจตน์ จันทรังษ์” เป็นคนหนุ่มในวัยสี่สิบต้นๆ ที่มีอนาคตก้าวหน้าด้วยความสามารถด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์และหน้าที่การงาน ที่อยู่ในฐานะผู้บริหารระดับสูง อย่าง “อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร” และ “ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร” ยังไม่นับตำแหน่งที่ปรึกษาอื่นๆที่มีพ่วงท้ายอีกมากคงทำให้หลายคนคิดไม่ ถึงว่าคนที่มีความเป็นตัวของตัวเองมีความเชื่อมั่นตัวเองสูงอย่างเขาจะยอม ให้บุคคลผู้หนึ่ง “นำ” ในขณะที่ยังเป็นหนุ่มน้อยเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายที่โรงเรียนสวนกุหลาบ วิทยาลัยแล้วต่อมาสอบเข้าเรียนต่อได้ที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณ ทหารลาดกระบังคณะวิศวกรรมศาสตร์หลักสูตร 5 ปี สุเจตน์ จันทรังษ์ ซึ่งเติบโตมาในครอบครัวที่นับถือศาสนาพุทธจากจังหวัดอุทัยธานีเล่าให้ฟังถึง การมารู้จักพระเจ้าว่า “ชีวิตผมที่มาเป็นคริสเตียนได้เนี่ยเริ่มตอนผมกำลังจะจบ มศ.5 มีเพื่อนคนหนึ่งมาประกาศเรื่องพระเยซูคริสต์ด้วยแต่ผมต่อต้านมากและต่อต้าน แบบรุนแรงเพราะไม่เชื่อผมกับเพื่อนคุยกันนานมีคำถามมากมายทั้งต่อว่าเหน็บ แนมเขาท้าทายเขาแต่สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นว่าเป็นความดีงามของคนที่เป็น คริสเตียนก็คือความอดทน ผมเห็นว่าเขาอดทนกับผมมาก ช่วงนั้นเขาแนะนำให้ผมลองไปที่คริสตจักรมักกะสัน “ช่วงที่เริ่มไปเรียนที่ลาดกระบัง ผมเริ่มอ่านพระคัมภีร์ โดยนั่งรถไฟไปแต่เช้าและใช้เวลาก่อนเข้าเรียน อ่านพระคัมภีร์ประมาณวันละหนึ่งชั่วโมง ใช้เวลาอ่านพระคริสตธรรมใหม่ 1 เดือนก็จบ ตอนนั้นผมก็เริ่มมองและเข้าใจว่า พระเยซูคริสต์เป็นคนที่มาเพื่อคนอื่น เชื่อว่าพระองค์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด ประกอบกับการได้คุยกับคนที่มีความเข้าใจในแบบเดียวกัน ทำให้ผมเริ่มมีความเข้าใจ ผมก็ตัดสินใจรับเชื่อในเดือนสิงหา-กันยา ปี 2523 หลังจากนั้นก็เริ่มไปคริสตจักรสม่ำเสมอขึ้น ผมเป็นคนชอบอ่านพระคัมภีร์ และชอบศึกษา จนช่วงหนึ่งที่อยู่ที่นั่น ผมก็สอนพระคัมภีร์ด้วยหลังจากเป็นคริสเตียนได้ 2-3 ปี ผมสอนพระคัมภีร์เดิม ผมชอบพระธรรมปฐมกาลเพราะเป็นจุดเริ่มต้นของมนุษยชาติ เป็นการเริ่มต้นวางหลักการของทุกสิ่ง” […]

ชัยชนะเหนือความมืด

“ขโมยนั้นย่อมมาเพื่อจะลัก ฆ่า และทำลาย เรามาเพื่อพวกเขาจะได้ชีวิตและจะได้อย่างครบ บริบูรณ์” ยอห์น 10:10 ดช. ศักดิ์สิทธิ์ เทียมอุบล เกิดในครอบครัวชั้นกลาง ค่อนข้างยากจน ด้วยวัยเพียง 9 ขวบ ก็จำเป็นต้องออกจากบ้านใน จ.นครสวรรค์ มุ่งหน้ามาเสี่ยงโชคที่กรุงเทพฯ โดยอาศัยข้าวก้นบาตรพระที่วัดแถวสะพานควายเลี้ยงชีวิต ระเบียงกุฏิเป็นที่อาศัยนอน ที่นี่เขาได้เรียนจนจบประถมปีที่ 7 แต่แล้วชีวิตก็ต้องหักเห เพราะคบเพื่อนเกเรที่อยู่ข้างวัด เพื่อนได้ชักชวนให้ลองสิ่งแปลกๆ ที่ในชีวิตของเด็กต่างจังหวัดอย่างเขาไม่เคยลอง เริ่มแรกก็บุหรี่ พอรู้ตัวอีกทีก็ทั้งเหล้า กัญชา และเที่ยวกลางคืน ทั้งๆ ที่อยู่กับหลวงลุง หลวงพี่ คุณธรรมความดีที่ท่านอบรมสั่งสอนไม่สามารถที่จะดึงจิตใจของเขาให้เข้มแข็งต่อสิ่งชั่วร้ายที่อยู่รอบตัวได้ แต่ดูเหมือนว่าสิ่งเสพติดเหล่านั้นมันกลับมีพลังดูดเขาให้ใกล้มันมากขึ้นๆ จนต้องออกจากโรงเรียนระหว่างชั้นมัธยมต้น ตำรวจและศักดิ์สิทธิ์เป็นคู่รักคู่แค้นที่จะต้องวิ่งไล่จับกันอยู่เสมอ แต่ส่วนใหญ่แล้ว ศักดิ์สิทธิ์จะเป็นฝ่ายชนะ เพราะคุ้นเคยเส้นทางการหลบซ่อนเป็นอย่างดี ไม่ว่าคูน้ำข้างวัดหรือหลังเมรุเผาศพ ที่ไม่มีใครอยากเข้าไป จนวันหนึ่งที่ชีวิตได้เอื้อสติที่ดีให้ เขาเริ่มคิดถึงอนาคตที่ดูมืดมน เขารู้สึกสับสน ว่างเปล่า เคว้งคว้าง นึกถึงเพื่อนที่เป็นลูกศิษย์วัดด้วยกัน บัดนี้สำเร็จเป็นนักเรียนนายร้อยห้อยกระบี่ อีกคนจบปริญญาตรีเป็นอาจารย์ ขณะที่เขายังคงเป็นอันธพาลคุมซอยข้างวัดอยู่ อายุก็ 20 กว่าแล้ว งานก็ไม่มีทำเป็นหลักแหล่ง พอได้งานทำก็ทำได้ไม่นาน เพราะเสียงเรียกร้องของสิ่งเสพติดซึ่งพิชิตจิตใจเขาได้ 100% ทำให้ถอนตัวไม่ขึ้น […]

ข้อคิดสะกิดใจ เรื่องรายจ่ายที่ซ่อนอยู่

ถ้วยที่เราจะดื่มนั้นท่านจะดื่มได้หรือ?”… มัทธิว 20:22 นักธุรกิจมักจะกล่าวถึง “รายจ่ายที่ซ่อนเร้นอยู่” ค่าใช้จ่ายมักจะไม่ชัดเจนเมื่อเราเริ่มโครงการโดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ยังไม่มีประสบการณ์ รายจ่ายที่ซ่อนเร้นอยู่อาจเป็นเหตุให้ธุรกิจนั้นๆ ดำเนินต่อไปไม่ได้ ดังนั้นเราจึงต้องพยายามสำรวจอย่างถี่ถ้วนก่อนเริ่มโครงการใดๆคำขอร้องของมารดาของสองพี่น้องตระกูลเศเบดต่อพระเยซูเจ้า ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาของแม่ที่ห่วงลูก ท่าทีของพระเยซูเจ้าต่อคำขอร้องของนางชี้ให้เห็นว่านางยังขาดความเข้าใจ และการเป็นศิษย์ติดตามพระองค์ ย่อมมีรายจ่ายที่ซ่อนเร้นอยู่ พระองค์ตรัสกับนางว่า นางไม่รู้ว่านางกำลังขออะไร เหตุว่าการเป็นสาวกของพระองค์ย่อมต้องมีความเจ็บปวด และการอุทิศตนอย่างไม่เห็นแก่ตัวเป็นการเดิมพัน ในช่วงชีวิตของพระเยซูเจ้าในโลกนี้ มีผู้คนเป็นจำนวนมากที่สนใจในคำสอนของพระองค์ และประทับใจในอัศจรรย์ที่พระองค์ทรงกระทำ แต่เมื่อพระองค์ตรัสเกี่ยวกับความทุกข์ทรมาน พวกเขาก็เริ่มถอยหลัง สำหรับพวกเขาความทุกข์ทรมาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเป็นศิษย์ของพระองค์นั้นนับว่าเป็นสิ่งที่คิดไม่ถึง การนำมาเป็นส่วนหนึ่งของคุณสมบัติการเป็นศิษย์ของพระองค์นั้นนับว่าเป็นสิ่งที่ไม่เมหาะไม่ควร พระองค์ทรงนำมาต่อเติมโดยพวกเข้าไม่รู้ล่วงหน้า แต่การเสียสละการแบกกางเขน ล้วนเป็นส่วนสำคัญในการเป็นศิษย์ ดังที่พระองค์ตรัสเตือนไว้ ความทุกข์ทรมานมิได้ถูกซ่อนเร้นไว้เลย พระเยซูเจ้าได้ตรัสไว้อย่างชัดเจน สิ่งที่สำคัญคือ เราต้องเข้าใจว่า ความไม่เห็นแก่ตัว การแบกกางเขนติดตามพระคริสต์นั้นก็ด้วยเหตุผลที่ว่า พระเยซูเจ้าทรงเผยว่า การกลับคืนพระชนม์ของพระองค์ ย่อมเป็นผลอันสืบเนื่องมาจากการที่พระประสงค์ของพระบิดา อีกฟากหนึ่งของความทุกข์ทรมานก็คือความรุ่งโรจน์ตลอดนิรันดร บทอธิษฐานภาวนา ข้าแต่พระเจ้า โปรดทรงช่วยอย่าให้ลูกแสวงหาความรุ่งเรือง โดยผ่านทางความต้องการที่จะมีพลังและอำนาจ โปรดได้ทรงประทานพระหรรษทาน (พระคุณ) ให้ลูกปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระองค์ ด้วยการยกกางเขนขึ้นแบกในแต่ละวัน และโปรดให้ลูกสำนึกว่า การกระทำดังนี้ลูกกำลังร่วมมือกับพระองค์ในการไถ่ให้รอดพ้นอาแมน พระคุณเจ้ายอร์ช ยอด พิมพิสาร

ข้อคิดสะกิดใจ เรื่องท่านยังไม่เข้าใจอีกหรือ?

“…ขอพระองค์โปรดอธิบายให้ข้าพระองค์ทั้งหลายเข้าใจอุปมา…” มัทธิว 13:36 เรามักจะคิดว่า พระเยซูเจ้าทรงใช้นิทานเปรียบเทียบในการเทศน์สอนของพระองค์ เพราะมันเป็นสิ่งที่ช่วยให้เข้าใจง่ายขึ้น ไม่จำเป็นต้องอธิบายมากนัก ที่เราคิดดังนี้ อานเป็นเพราะเราได้ยินนิทานเปรียบเทียบนี้บ่อยๆ สำหรับสานุศิษย์ของพระคริสต์เจ้าและผู้ที่รับฟังพระองค์เป็นครั้งแรก แม้พระองค์จะทรงให้คำเปรียบเทียบที่พวกเขาคุ้นเคยในชีวิตประจำวัน แต่บางครั้งพวกเขาก็ไม่สามารถเข้าใจได้ เมื่อได้ยินเป็นครั้งแรก พระวรสารที่เรานำมาพิจารณานี้ เป็นพระวรสารช่วงที่พระเยซูเจ้าทรงเล่านิทานเปรียบเทียบหลายเรื่อง โดยมิได้ทรงอธิบาย และดูเหมือนว่าพวกสาวกมิได้เข้าใจ พวกเขาลืมหมดทุกอย่างหรือ? หรือว่าเป็นเรื่องที่พวกเขาไม่สามารถเข้าใจได้ มีอะไรพิเศษไหมที่พวกเขาไม่สามารถเข้าใจได้? พระเยซูเจ้าทรงอธิบายถึงความหมายให้พวกเขาฟังด้วยความเพียรทน เหตุว่าถ้าพวกเขาเองไม่เข้าใจ พวกเขาก็จะไม่สามารถช่วยผู้อื่นให้เข้าใจได้ พระเยซูเจ้าตรัสว่า เมล็ดที่ดีก็คือบรรดาสานุศิษย์ของพระองค์ที่อยู่ทั่วโลก พวกเขาเจริญชีวิตที่ห้อมล้อมไปด้วยความชั่วช้า ดังเช่นพวกสาวก เราจะเมินเฉยต่อความชั่วช้าทั้งหลายนี้ไม่ได้พระอาณาจักรของพระเจ้าประกอบด้วยนักบุญและคนบาป พระเจ้าทรงปล่อยให้ความดีและความชั่วอยู่เคียงข้างกัน ในด้านเกษตรต้นหญ้าไม่สามารถผลิตเมล็ดข้าวได้ ตามแนวพระวรสารผู้ที่ไม่ผลิตผลอาจเปลี่ยนแปลงได้ สิ่งที่ดูเมหือนว่าเป็นต้นหญ้าธรรมดา อาจเริ่มผลิดอกออกผลได้ในวันต่อมา พระเจ้าทรงปรารถนาให้คนชั่วเปลี่ยนแปลงและไม่เป็นคนชั่ว ตลอดไป แต่พระองค์มิได้ทรงบังคับการเปลี่ยนแปลง พระองค์ทรงเปี่ยมด้วยความพากเพียรและอดทน ก่อนที่จะมีการแบ่งแยกครั้งสุดท้าย ในวันนี้มีอะไรบ้างที่ฉันสามารถทำได้เพื่อให้โลกเป็นที่ที่ดีกว่านี้? บทอธิษฐานภาวนา ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ประทานพระพรแห่งเสรีภาพฝ่ายจิตวิญญาณแก่ลูก พระองค์ทรงกระทำกับลูกด้วยความระมัดระวัง และทรงเคารพเสรีภาพที่ประทานให้แก่ลูก พระองค์ทรงปล่อยให้ลูกทำผิดแต่พระองค์ก็มิได้ทรงถอยห่างไปจากลูก โปรดประทานหูที่พร้อมเสมอที่จะรับฟังพระวาจาของพระองค์ และให้ลูกมีหัวใจที่จะนำไปปฏิบัติด้วยเทอญ อาแมน พระคุณเจ้ายอร์ช ยอด พิมพิสาร

ข้อคิดสะกิดใจ เรื่อง ผู้ที่กระทำตามคำสัญญา

ท่านอาจารย์ ท่านไปทางไหน ข้าพเจ้าจะตามท่านไปทางนั้น” (มัทธิว 8:19) การให้คำมั่นสัญญา นับเป็นการกระทำที่ล่อแหลม หลายครั้งเรามิได้รู้ดีเพียงพอว่าการกระทำตามสิ่งที่เราสัญญาไว้นั้นมีราย ละเอียดอะไรบ้าง และเหตุการณ์อาจเปลี่ยนแปลงไปได้ซึ่งเป็นเหตุให้การปฏิบัติตามนั้นยากยิ่งขึ้น และนี่คือจุดประสงค์ของคำมั่นสัญญา กล่าวคือการให้ความมั่นใจ ซึ่งย่อมพิสูจน์ได้ด้วยกาลเวลา เป็นการ กระทำที่มั่นคงมากขึ้น เหตุว่าเราปรารถนาที่จะปฏิบัติตาม การปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาเป็นการดำเนินชีวิตที่สมศักด์ิศรีของการเป็นมนุษย์ และทำให้เราเป็นผู้ที่น่าไว้ใจ คัมภีราจารย์ (ธรรมาจารย์) คนหนึ่งกล่าวกับพระเยซูเจ้าว่า “ข้าพเจ้าอยากติดตามพระองค์ไปทุกแห่ง” นั้นเป็นคำพูดที่เปี่ยมด้วยความกระตือรือร้น และปรารถนาที่จะอยู่ใกล้ชิดกับพระองค์ เขาพอจะทราบหรือเปล่าว่า เขากำลังสัญญาอะไร การเป็นไปได้ที่บุคคลผู้นั้นกระทำตามที่เขาสัญญา แต่เรามิได้ยินอะไรเกี่ยวกับบุคคลผู้นี้อีกอาจเป็นไปได้ที่ความกระตือรือร้นของเราเย็นชาลงและเมื่อการติดตามพระเยซูเจ้าชักจะลำบาก ความตั้งใจของเราเริ่มคลอนแคลน แล้วเขาก็เลิกติดตามพระองค์ สิ่งนี้มักจะเป็นแนวทางของเรา เราเริ่มต้นอย่างเร่าร้อน แต่เมื่อเราถูกทดลองใจเกี่ยวกับสิ่งที่เราสัญญาไว้ เมื่อเราต้องเผชิญกับความยากลำบาก แบบอย่างของพระเยซูเจ้าแสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงมั่นคงในพระสัญญาของพระองค์ ทรงนอบน้อมต่อพระประสงค์ของพระบิดา ทรงอุทิศพระองค์ในการช่วยผู้ที่พระองค์ได้เสด็จมารับใช้และบันดาลให้รอดพ้น พระองค์คือแบบอย่างที่ดีเยี่ยมในการที่ทรงปฏิบัติตามพระสัญญา หากเราดำเนินตามพระเยซูเจ้า สนใจในพระวาจาของพระองค์ มุ่งหน้าไปยังพระองค์ เราก็จะได้รับการเปลี่ยนแปลงให้เหมือนกับพระองค์ เดชะพระหรรษทาน (โดยพระคุณ) ของพระองค์ เป็นผู้ที่ปฏิบัติตามคำมั่นสัญญา เราก็จะเรียนรู้ถึงการดำเนินชีวิตที่ดี ครบถ้วน ไว้ใจได้ พระสัญญาที่พระเจ้าประทานแก่เรา เราไว้ใจได้ ให้เราวอนขอพระองค์ได้ทรงช่วยให้เรากระทำตัวเช่นเดียวกัน บทอธิษฐานภาวนา ข้าแต่พระเจ้า ผู้ทรงเปี่ยมด้วยความรัก อาศัยบรรดาประกาศก […]

ข้อคิดสะกิดใจ พินิจสาส์นวันสื่อในบริบทของการนำไปใช้

พินิจสาส์นวันสื่อในบริบทของการนำาไปใช้  แนวทางที่พระศาสนจักรมอบให้คริสตชน ไม่ใช่กฎระเบียบข้อบังคับแต่เป็นข้อเสนอแนะข้อคิดเห็นที่ผ่านการตกตะกอนทางความคิดและการเฝ้ามองการเคลื่อนไปของโลกด้วยสายตาแห่งจิตวิญญาณที่จาริกไปพร้อมกับโลกใบนี้แน่นอนคำถามเดียวกันอาจมีคำตอบหลากหลายสังคมไทยอาจตอบโลกของสื่อสารมวลชนกับการมาถึงของยุคทีวีดิจิตอลเพียงใครจะถือครองหรือได้ประโยชน์มากน้อยกว่ากันเม็ดเงินจะหมุนเข้ารัฐบาลเท่าไหร่ ใครจะถือสิทธิ์และช่วงชิงผลกำไรต่อปี ที่ถือว่าเป็นความก้าวหน้าขององค์กรท่ามกลางความเคลื่อนไหวอันร้อนระอุ พระศาสนจักรไม่ได้คิดแค่นั้นมาอ่านสาส์นวันสื่อมวลชนสากล ไปพร้อม ๆ กันกับการตีความให้เข้าใจมากขึ้นและปรับใช้ในชีวิต ประเด็นที่ 1 ปูพื้นฐานกันก่อน ปกติแล้วพระศาสนจักรคาทอลิกมีหน่วยงานที่ดูแลเกี่ยวกับงานสื่อสารมวลชนชื่อว่า สมณสภาสื่อสารสังคม สันตะสำนัก โดยมีพระอัครสังฆราชเคลาดิโอ เชลลี เป็นประธาน และวันฉลองนักบุญฟรังซิส เดอ ซาลส์ คือวันที่ 24 มกราคม ของทุกปี องค์สมเด็จพระสันตะปาปาจะออกสาส์นที่เราเรียกว่าสาส์นวันสื่อมวลชนสากล ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 47 ในหัวข้อที่ว่า “เครือข่ายของสื่อมวลชน ประตูแห่งความจริงและความเชื่อช่องทางใหม่แห่งการเผยแผ่พระวรสาร” ออกในสมณสมัยของสมเด็จพระสันตะปาปากิตติคุณเบเนดิกต์ ที่ 16 แต่วันสื่อมวลชนจะอยู่ในเดือนพฤษภาคม ซึ่งมาสู่ยุคสมัยของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสแล้วสำาหรับพระศาสนจักรไทยเราทำการฉลองวันสื่อมวลชนสากลในอาทิตย์แรกของเดือนสิงหาคมที่เปิดประเด็นไว้แบบนี้เพราะผู้เขียนสังเกตว่าแม้จะมีผู้นำาต่างกัน แต่กระแสธารของความเป็นหนึ่งเดียว สามารถดำเนินต่อไปอย่างไม่ติดขัดเอกภาพภราดรภาพ ความเป็นหนึ่งเดียวกัน เป็นสิ่งที่พระศาสนจักรสื่อให้โลกได้เห็นเสมอมา ประเด็นที่ 2 ชัดเจนเมื่อย่อหน้าแรกบรรทัดที่สาม กล่าวว่า “เครือข่ายการสื่อสารในแบบดิจิตอล ซึ่งช่วยเสริมสร้างเวทีใหม่” หน้าที่หนึ่งของสื่อมวลชนคาทอลิกประเทศไทยคือการติดตามความเคลื่อนไหวของสื่อมวลชน เพื่อตอบรับร่วมมือแบ่งปันความคิดเห็นในเวทีระดับต่างๆ ข้อมูลจากการประชุมเรื่องทีวีดิจิตอล ในเวทีเสวนาเรื่องประโยชน์สาธารณะจากการจัดสรรคลื่นความถี่ในกิจการทีวีดิจิตอล มีข้อมูลที่น่าสนใจคือ “ตามที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้กำาหนดการเปลี่ยนผ่านการรับส่งสัญญาณโทรทัศน์จากระบบอนาล็อกไปสู่ระบบดิจิตอลโดยมีเป้าหมายเริ่มทดลองการแพร่ภาพภายในปี 2556 เริ่มเปิดประมูลใบอนุญาตประกอบกิจการทีวีดิจิตอลได้ภายในกลางปี 2556 อีกทั้งยังได้กำหนดให้ครัวเรือนในเมืองใหญ่สามารถรับสัญญาณในระบบดิจิตอลได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80ภายใน 5 ปี จนสุดท้ายจะเริ่มกระบวนการยุติการให้บริการระบบอนาล็อกในช่วงเดือนมกราคม 2558 ซึ่งถือเป็นการปิดฉากยุคอนาล็อก สู่ยุคดิจิตอล ของวงการโทรทัศน์เมืองไทยอย่างเป็นทางการ” […]

ข้อคิดจากพระธรรมยอห์น

สวัสดีค่ะ พวกหนู ด.ญ.ตวงพร และ ด.ญ.รวมพร ชัยเฉลิมวุฒิพงศ์ ในนามคริสตจักรที่2 สามย่าน ขอขอบคุณพระเจ้าที่ทางสมาคมพระคริสตธรรมไทย ได้จัดให้มีการแข่งขันซูเปอร์จิ๋วเจาะโลกพระคัมภีร์ขึ้น พวกหนูได้มีโอกาสเข้าร่วมการแข่งขัน เริ่มจาก ป.4-ม.2 รวมก็ 5 ครั้งแล้ว พระเจ้าก็ประทานรางวัลผ่านการแข่งขันทุกปี เมื่อได้รับข่าวการรับสมัครเข้าแข่งขันในแต่ละปี ผู้ใหญ่ในครอบครัวก็จะสนับสนุนให้เข้าร่วมการแข่งขัน จุดมุ่งหมายคือต้องการให้พวกหนูได้อ่าน ศึกษา ค้นหาความจริง และจดจำพระวจนะของพระเจ้า เพื่อให้พระคำของพระเจ้าปักแน่นเป็นฤทธิ์เดชอยู่ในชีวิตของพวกหนูขอบคุณที่พระเยซูคริสต์เจ้าทรงรักพวกหนูและเมตตาตอบคำอธิษฐานอยู่เสมอ สำหรับพระธรรมยอห์นซึ่งเป็นหนึ่งในกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ ซึ่งพวกหนูก็พยายามอ่านโดยการขอการทรงนำจากพระเจ้า ขอประทานสติปัญญา ความจำ ความเข้าใจ และหนูก็พอเข้าใจ ดังนี้ พระวาทะทรงเป็นพระเจ้า มาบังเกิดเป็นมนุษย์คือพระเยซูคริสต์คือพระบุตรพระบิดา พระเจ้าและพระบุตรเป็นอันหนี่งกันเดียวกัน ร่วมกันสร้างโลก ในยอห์นบทที่ 1:2-3 และทรงรักโลก ยอห์นบทที่ 3:16 พระบุตรอยู่ในโลกทรงกระทำราชกิจมากมายกระทำหมายสำคัญการอัศจรรย์หลายๆ อย่าง ทรงสั่งสอนด้วยสิทธิอำนาจ รักษาโรคภัยไข้เจ็บ คนตาบอด คนง่อย คนอัมพาตให้หาย คนตายให้ฟื้น พระองค์เมตตาต่อหญิงชาวสะมาเรีย แม้ไม่มีใครคบหากับนาง แต่พระองค์ยังสนทนากับนาง ทำให้นางได้มีความเข้าใจและเชื่อวางใจในพระองค์ นางก็ได้นำชาวเมืองสิคาร์จำนวนมากมาเชื่อและรับความรอดจากพระเยซูคริสต์ พระองค์เป็นแบบอย่างในเรื่องการดูแลรักษาพระวิหาร เป็นแบบอย่างเรื่องอาหารที่เหลือไม่ทิ้งขว้าง […]

1 35 36 37 38 39 41