สำเร็จตามพระวจนะ ในพระกิตติคุณมัทธิวมีความหมายอย่างไร 15/26

สำเร็จตามพระวจนะ ในพระกิตติคุณมัทธิวมีความหมายอย่างไร ในบรรดาพระกิตติคุณทั้งสี่เล่ม พระกิตติคุณมัทธิวมีการอ้างอิงพันธสัญญาเดิมมากที่สุด อันเป็นการนำเสนอว่าพระเยซูคริสต์คือผู้ที่ทำให้ความหวังต่างๆ ของอิสราเอลในพันธสัญญาเดิมนั้นสำเร็จสมบูรณ์ โดยมีวลีหนึ่งที่สำคัญซึ่งปรากฏอยู่ 10 ครั้งเฉพาะในพระธรรมนี้เท่านั้น นั่นคือ “สำเร็จตามพระวจนะ” (มธ.1:22; 2:15, 17, 23; 4:14; 8:17; 12:17; 13:35; 21:4; 27:9) อย่างไรก็ตาม ผู้อ่านบางท่านอาจสังเกตว่า ความหมายดั้งเดิมของเนื้อหาหลายตอนที่ถูกอ้างถึงในที่นี้นั้นดูจะไม่ได้ตรงกับสิ่งที่พระกิตติคุณมัทธิวตั้งใจนำเสนอเสียทีเดียว ถ้าเช่นนั้น วลี “สำเร็จตามพระวจนะ” ในที่นี้มีความหมายอย่างไร แนวคำตอบที่เป็นไปได้มีดังนี้ สำเร็จตามคำพยากรณ์ แม้ว่าแนวความหมายนี้จะดูตรงไปตรงมากับวลี “สำเร็จตามพระวจนะ” แต่ปัญหาคือ เนื้อหาพันธสัญญาเดิมที่อ้างถึงนั้น เดิมทีไม่ได้เป็นคำพยากรณ์ถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น มธ.4:14-16 ที่เล็งถึงการที่พระเยซูจะทรงทำพระราชกิจของพระองค์ในเมืองคาเปอรนาอุม ซึ่งอยู่ในเขตของเผ่าเศบูลุนและนัฟทาลี อ้างถึง อสย.9:1-2 ซึ่งเป็นถ้อยคำหนุนใจชาวอิสราเอลที่ตกเป็นเชลยในสมัยอิสยาห์ว่าความทุกข์ของพวกเขาจะคงอยู่เพียงชั่วคราวเท่านั้น หรือ มธ.21:4-5 ที่เล็งถึงการที่พระเยซูจะทรงลาเสด็จเข้ากรุงเยรูซาเล็ม อ้างถึง ศคย.9:9 ซึ่งเป็นคำหนุนใจชาวยิวที่กลับจากการเป็นเชลยว่าพระเจ้าได้ประทานสันติภาพอันยั่งยืนจนกษัตริย์ของพวกเขาทรงลาแทนม้าศึก เป็นต้น จึงบ่งบอกว่านี่เป็นการตีความของผู้เขียนพระกิตติคุณเอง โดยถือว่าผู้อ่านในสมัยหลังพันธสัญญาเดิมนั้นได้รับการเปิดเผยให้เห็นความหมายที่ครบถ้วนสมบูรณ์ยิ่งขึ้น (Sensus Plenior) ซึ่งอาจอยู่นอกเหนือความหมายดั้งเดิมก็ได้ มุมมองการตีความเช่นนี้ได้แพร่หลายในหมู่ชาวยิวมาตั้งแต่ช่วงก่อนศตวรรษแรกแล้ว […]

HIStory See Through | Ep4 ปฐมบทของมนุษยชาติ จากอาดัมถึงอับราฮัม

HIStory See Through | Ep4 ปฐมบทของมนุษยชาติ จากอาดัมถึงอับราฮัม HIStory See Through | Ep4 ปฐมบทของมนุษยชาติ จากอาดัมถึงอับราฮัม รายการที่จะนำคุณมองผ่านประวัติศาสตร์ของเหตุการณ์ต่างๆ ในพระคัมภีร์ ที่เชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์โลกในอดีต และสัมพันธ์กับชีวิตของเราในปัจจุบัน ขอเชิญร่วมสนับสนุนพันธกิจกับเรา ได้ที่ ธนาคารกสิกรไทย สาขาสำนักพหลโยธิน ชื่อบัญชี สมาคพระคริสตธรรมไทย เลขที่บัญชี 069-2-72569-7 และส่งสำเนาโอนเงินมาที่ Line : @thaibible แจ้ง ชื่อ นามสกุล ที่อยู่ เบอร์โทร เพื่อสมาคมฯ จะทำการออกใบเสร็จรับเงิน ให้ท่านต่อไป ขอพระเจ้าอวยพร Bank details for donations Bank name : Kasikorn Account name : Thailand Bible Society Account number : 069-2-72569-7  

HIStory See Through | Ep3 เอเดน สรวงสวรรค์หรือสวนบนดิน

HIStory See Through | Ep3 เอเดน สรวงสวรรค์หรือสวนบนดิน HIStory See Through | Ep3 เอเดน สรวงสวรรค์หรือสวนบนดิน รายการที่จะนำคุณมองผ่านประวัติศาสตร์ของเหตุการณ์ต่างๆ ในพระคัมภีร์ ที่เชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์โลกในอดีต และสัมพันธ์กับชีวิตของเราในปัจจุบัน ขอเชิญร่วมสนับสนุนพันธกิจกับเรา ได้ที่ ธนาคารกสิกรไทย สาขาสำนักพหลโยธิน ชื่อบัญชี สมาคพระคริสตธรรมไทย เลขที่บัญชี 069-2-72569-7 และส่งสำเนาโอนเงินมาที่ Line : @thaibible แจ้ง ชื่อ นามสกุล ที่อยู่ เบอร์โทร เพื่อสมาคมฯ จะทำการออกใบเสร็จรับเงิน ให้ท่านต่อไป ขอพระเจ้าอวยพร Bank details for donations Bank name : Kasikorn Account name : Thailand Bible Society Account number : 069-2-72569-7  

HIStory See Through | Ep2 เจ็ดวันแรกแห่งการทรงสร้าง

HIStory See Through | Ep2 เจ็ดวันแรกแห่งการทรงสร้าง HIStory See Through | Ep1 ปฐมบทสู่อวสาน ปฐมกาลสู่วิวรณ์ “HIStory See Through” รายการที่จะนำคุณมองผ่านประวัติศาสตร์ของเหตุการณ์ต่างๆ ในพระคัมภีร์ ที่เชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์โลกในอดีต และสัมพันธ์กับชีวิตของเราในปัจจุบัน Ep1 ปฐมบทสู่อวสาน ปฐมกาลสู่วิวรณ์ ทาง TBS Channel บนยูทูบ ฝากกดติดตาม และแชร์ต่อด้วยนะครับ ขอเชิญร่วมสนับสนุนพันธกิจกับเรา ได้ที่ ธนาคารกสิกรไทย สาขาสำนักพหลโยธิน ชื่อบัญชี สมาคพระคริสตธรรมไทย เลขที่บัญชี 069-2-72569-7 และส่งสำเนาโอนเงินมาที่ Line : @thaibible แจ้ง ชื่อ นามสกุล ที่อยู่ เบอร์โทร เพื่อสมาคมฯ จะทำการออกใบเสร็จรับเงิน ให้ท่านต่อไป ขอพระเจ้าอวยพร Bank details for donations Bank name […]

HIStory See Through | Ep1 ปฐมบทสู่อวสาน ปฐมกาลสู่วิวรณ์

HIStory See Through | Ep1 ปฐมบทสู่อวสาน ปฐมกาลสู่วิวรณ์ HIStory See Through | Ep1 ปฐมบทสู่อวสาน ปฐมกาลสู่วิวรณ์ “HIStory See Through” รายการที่จะนำคุณมองผ่านประวัติศาสตร์ของเหตุการณ์ต่างๆ ในพระคัมภีร์ ที่เชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์โลกในอดีต และสัมพันธ์กับชีวิตของเราในปัจจุบัน Ep1 ปฐมบทสู่อวสาน ปฐมกาลสู่วิวรณ์ ทาง TBS Channel บนยูทูบ ฝากกดติดตาม และแชร์ต่อด้วยนะครับ ขอเชิญร่วมสนับสนุนพันธกิจกับเรา ได้ที่ ธนาคารกสิกรไทย สาขาสำนักพหลโยธิน ชื่อบัญชี สมาคพระคริสตธรรมไทย เลขที่บัญชี 069-2-72569-7 และส่งสำเนาโอนเงินมาที่ Line : @thaibible แจ้ง ชื่อ นามสกุล ที่อยู่ เบอร์โทร เพื่อสมาคมฯ จะทำการออกใบเสร็จรับเงิน ให้ท่านต่อไป ขอพระเจ้าอวยพร Bank details for donations Bank […]

จงเตรียมมรรคาของพระยาห์เวห์ในถิ่นทุรกันดาร อิสยาห์ 40:3 มีความหมายอย่างไร 14/25

จงเตรียมมรรคาของพระยาห์เวห์ในถิ่นทุรกันดาร อิสยาห์ 40:3 มีความหมายอย่างไร “จงเตรียมมรรคาของพระยาห์เวห์ในถิ่นทุรกันดาร” ถ้อยคำแห่งความหวังนี้ปรากฏใน อิสยาห์ 40:3 ยิ่งไปกว่านั้น ยังถูกอ้างถึงในพระกิตติคุณทั้งสี่เล่ม ถ้อยคำนี้มีความสำคัญและเกี่ยวข้องกับเราในปัจจุบันอย่างไร ในช่วงเวลาที่ชาวยูดาห์ถูกเนรเทศไปเป็นเชลยยังบาบิโลน ผู้เขียนได้กล่าวถ้อยคำชูใจนี้เพื่อปลอบโยนประชากรของพระเจ้า และยืนยันว่าพระองค์จะทรงนำพวกเขากลับมาสู่เยรูซาเล็มอีกครั้ง คำว่า “ถิ่นทุรกันดาร” อาจหมายถึงทะเลทรายหรือพื้นที่รกร้าง โดยทั่วไปมักเป็นพื้นที่ห่างไกลไร้ผู้คน เป็นสถานที่เงียบสงบ ในเชิงสัญลักษณ์อาจใช้หมายถึงสถานการณ์ที่ยากลำบากหรือสภาวะที่ขัดขวางความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า เช่น ความทุกข์ยากจากการถูกเนรเทศ สำหรับผู้อ่านดั้งเดิมของพระธรรมตอนนี้ เมื่อรวม “มรรคาของพระยาห์เวห์” เข้ากับ “ถิ่นทุรกันดาร” จะเล็งถึงการอพยพครั้งใหม่ (New Exodus) ซึ่งหมายถึงหนทางที่พระเจ้าจะเสด็จมาเพื่อช่วยกู้และนำประชากรของพระองค์กลับจากการเป็นเชลยที่บาบิโลน คล้ายกับเหตุการณ์อพยพในสมัยของโมเสสที่พระองค์ทรงช่วยกู้ชนชาติอิสราเอลออกจากการเป็นทาสในอียิปต์ ดังนั้น “จงเตรียมมรรคา” จึงเป็นการเรียกร้องให้ประชาชนเตรียมใจ เตรียมชีวิต และเตรียมสังคมให้พร้อมรับการเสด็จมาของพระเจ้า นี่ไม่ใช่เพียงการเดินทางกลับถิ่นฐานทางกายภาพเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการฟื้นฟูจิตวิญญาณและความสัมพันธ์กับพระเจ้าด้วย โดยพระองค์จะทรงเป็นผู้เปิดทางผ่านความทุกข์ยาก ความแห้งแล้ง และอุปสรรคต่างๆ ข้อความนี้ถูกยกมาอ้างในพระกิตติคุณทั้งสี่เล่ม (มัทธิว 3:3; มาระโก 1:3; ลูกา 3:4; ยอห์น 1:23) เพื่อชี้ให้เห็นถึงบทบาทของยอห์นผู้ให้บัพติศมาในฐานะ “เสียง” ที่ร้องประกาศให้ผู้ฟังเตรียมหนทางเพื่อต้อนรับการเสด็จมาของพระเมสสิยาห์ ยอห์นเรียกร้องให้ประชาชนกลับใจใหม่และรับบัพติศมา ซึ่งเป็นการเตรียมใจของพวกเขาให้พร้อมรับการช่วยให้รอด สิ่งที่น่าสังเกตคือ ในพันธสัญญาใหม่นั้น หนทางที่ถูกเตรียมไว้ไม่ใช่สำหรับประชาชนที่จะใช้ไปหาพระเจ้า แต่เป็นหนทางที่พระเจ้าจะเสด็จมาเยี่ยมเยียนประชากรของพระองค์ […]

ใครเขียนพระธรรมฮีบรู 13/25

ใครเขียนพระธรรมฮีบรู พระธรรมฮีบรูเป็นหนึ่งในจดหมายฝากในพันธสัญญาใหม่ที่นักวิชาการส่วนใหญ่เชื่อว่าเขียนขึ้นเพื่อให้คนยิวซึ่งมีพื้นฐานความเข้าใจพันธสัญญาเดิมอ่านเป็นหลัก เนื่องจากเนื้อหากล่าวถึงพระเยซูว่าทรงยิ่งใหญ่กว่าบุคคลสำคัญในพันธสัญญาเดิมรวมทั้งระบอบปุโรหิตและการถวายสัตวบูชาในพลับพลาที่กระทำโดยมหาปุโรหิต ผู้เขียนได้ให้รายละเอียดขององค์ประกอบต่างๆ ในพลับพลารวมทั้งขั้นตอนในการถวายเครื่องบูชา ที่สำคัญคือการเปรียบเทียบพระเยซูคริสต์เป็นเหมือนมหาปุโรหิตไม่ใช่ในระบอบของอาโรน แต่ในระบอบของเมลคีเซเดค พระองค์ไม่ได้ถวายเครื่องบูชาลบมลทินบาปทุกปี แต่ถวายพระชนม์ชีพของพระองค์เองเป็นดั่งเครื่องบูชาเพียงครั้งเดียวและพระโลหิตของพระองค์สามารถชำระความบาปผิดของมวลมนุษยชาติได้อย่างสมบูรณ์ตลอดไป นอกจากนี้ ในเนื้อหายังมีการอ้างอิงข้อพระคัมภีร์จากพันธสัญญาเดิมเป็นจำนวนมาก พระธรรมเล่มนี้เป็นพระธรรมเพียงเล่มเดียวในทั้งหมด 27 เล่มของพันธสัญญาใหม่ที่ไม่อาจระบุได้แน่ชัดว่าใครเป็นผู้เขียน และนี่คือประเด็นที่มีการถกเถียงกันมาเป็นเวลายาวนาน แต่ก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้ เนื่องด้วยความจำกัดของข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์ที่เรามี อย่างไรก็ตาม จากการพิจารณาเนื้อหาและภาษาที่ใช้ในพระธรรมเล่มนี้นั้น ก็ทำให้เราพอที่จะอนุมานได้ว่าผู้เขียนพระธรรมฮีบรูมีความสามารถในการใช้ภาษากรีกขั้นสูง มีความเข้าใจพันธสัญญาเดิมอย่างลึกซึ้ง และคุ้นเคยกับพันธสัญญาเดิมฉบับแปลกรีก (ที่เรียกว่า เซปทัวจินต์) เป็นอย่างมาก นอกจากนี้ ยังดูเหมือนว่าผู้เขียนมีความคุ้นเคยกับผู้อ่านเป็นอย่างดี (ฮบ.13:19) และน่าจะอยู่ในแวดวงของอัครทูตเปาโลเพราะมีความใกล้ชิดกับทิโมธี (ฮบ.13:23) ตั้งแต่คริสตจักรยุคแรกจนถึงปัจจุบัน ได้มีผู้เสนอชื่อของบุคคลหลายคนที่อาจเป็นผู้เขียนพระธรรมเล่มนี้ ดังนี้ เปาโลแห่งเมืองทาร์ซัส ผู้นำคริสตจักรตั้งแต่ศตวรรษแรกๆ จำนวนหนึ่งเชื่อว่า เปาโลเป็นผู้เขียนพระธรรมฮีบรู หากพิจารณาเนื้อหาเชิงศาสนศาสตร์หลายส่วนในพระธรรมเล่มนี้ก็จะพบว่ามีความคล้ายคลึงกับในจดหมายฝากของเปาโล ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดเรื่องพันธสัญญา ความชอบธรรม ความถ่อมใจของพระคริสต์ การมีพระคริสต์เป็นศูนย์กลาง เป็นต้น อย่างไรก็ตาม นักวิชาการสมัยใหม่ก็โต้แย้งว่า ภาษากรีกที่ใช้ในพระธรรมเล่มนี้ไม่ว่าจะในเชิงรูปประโยคหรือคำศัพท์ต่างก็มีความเป็นเลิศมากกว่างานเขียนของเปาโล อีกทั้งยังไม่มีการกล่าวถึงประสบการณ์ส่วนตัวที่มักพบในงานเขียนของเปาโล นอกจากนี้ ยังไม่มีการแนะนำตนเองอย่างที่พบในจดหมายฝากของเปาโล หากเปาโลเป็นผู้เขียนจริง ก็อาจเป็นได้ว่าท่านเขียนขึ้นเป็นภาษาฮีบรูเพื่อกลุ่มเป้าหมายที่เป็นคนยิว จากนั้นผู้อื่น (เช่น ลูกา) ได้แปลงานเขียนนั้นเป็นภาษากรีก […]

คุณรู้หรือไม่ เกิดอะไรขึ้นบ้างในยุครอยต่อระหว่าง พันธสัญญาเดิมกับพันธสัญญาใหม่ 12/25

คุณรู้หรือไม่ เกิดอะไรขึ้นบ้างในยุครอยต่อระหว่าง พันธสัญญาเดิมกับพันธสัญญาใหม่ ช่วงเวลาระหว่างพันธสัญญาเดิมกับพันธสัญญาใหม่นั้นยาวนานราว 400 ปี โดยนับจากพันธกิจ ของมาลาคีสิ้นสุดลงจนถึงเหตุการณ์ในพระกิตติคุณเริ่มต้นขึ้น ยุคนี้ยังถูกเรียกว่า “ยุคเงียบ” ด้วยเหตุที่พระเจ้าไม่ได้ส่งผู้เผยพระวจนะมาสื่อสารกับชนชาติของพระองค์ ช่วงเวลานี้มีเหตุการณ์สำคัญหลายอย่างเกิดขึ้น แต่ในที่นี้จะขอกล่าวโดยสังเขป สมัยอาณาจักรเปอร์เซีย (ประมาณปี 538-331 ก่อน ค.ศ.) อาณาจักรเปอร์เซียรุ่งเรืองขึ้นและมีชัยเหนืออาณาจักรบาบิโลน ชาวยิวที่ถูกนำไปเป็นเชลยในบาบิโลนต่อมาได้รับอนุญาตจากไซรัสกษัตริย์ชาวเปอร์เซียให้เดินทางกลับมายังปาเลสไตน์เป็นสามระลอก นำโดยเศรุบบาเบล เอสรา และเนหะมีย์ พวกเขาได้ฟื้นฟูชนชาติของพระเจ้าขึ้นใหม่โดยมีพระวิหารหลังที่สองที่พวกเขาสร้างเป็นศูนย์กลาง (2 พศด.36:22-23; อสร.1:1-4) ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็ยังคงดำรง รักษากิจกรรมฝ่ายจิตวิญญาณอย่างอื่นที่ได้พัฒนาขึ้นในช่วงที่เป็นเชลย อาทิ การประชุมในธรรมศาลา (กจ.15:21) และการตีความหมายกับการสอนพระคัมภีร์โดยพวกอาลักษณ์และธรรมาจารย์ในยุคนี้ ชนชาติยิวสามารถปกครองตนเองได้โดยมีปุโรหิตเป็นผู้นำที่มีอำนาจปกครองทั้งทางด้านศาสนาและการเมือง โดยขึ้นตรงต่อผู้สำเร็จราชการแห่งเปอร์เซีย สมัยอาณาจักรกรีก (ประมาณปี 331-164 ก่อน ค.ศ.) อาณาจักรกรีกของอเล็กซานเดอร์มหาราชได้พิชิตอาณาจักรเปอร์เซียและขยายบริเวณไปไกลถึงลุ่มแม่น้ำสินธุ ในขณะเดียวกันก็เผยแพร่ภาษาและวัฒนธรรมกรีกไปด้วย จนราวปี 323 ก่อน ค.ศ. อเล็กซานเดอร์ก็สิ้นพระชนม์ บรรดาแม่ทัพของพระองค์ชิงอำนาจกันทำให้อาณาจักรกรีกถูกแบ่งออกเป็นสี่ส่วน อาณาจักรที่สำคัญสองอาณาจักรปกครองโดยราชวงศ์ปโตเลมี (มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองอเล็กซานเดรียในอียิปต์) และราชวงศ์เซลูซิด (มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองอันทิโอคในซีเรีย) ซึ่งผลัดกันครอบครองแคว้นยูเดีย โดยทีแรกราชวงศ์ปโตเลมีปกครองชาวยิวอย่างเป็นมิตรในช่วง […]

คุณรู้หรือไม่ พระคัมภีร์มองสงครามว่าอย่างไร 10/24

คุณรู้หรือไม่ พระคัมภีร์มองสงครามว่าอย่างไร แม้คนในปัจจุบันจะเห็นตรงกันว่า สงครามนำมาซึ่งความสูญเสียอันใหญ่หลวงทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สิน และไม่มีใครอยากให้มันเกิดขึ้น เราก็ยังคงได้ยินข่าวเรื่องสงครามหรือการสู้รบในที่ต่างๆ อยู่เสมอ พระคัมภีร์กล่าวถึงเรื่องการทำสงครามไว้ว่าอย่างไร คริสเตียนควรจะสนับสนุนหรือมีส่วนร่วมในการต่อต้านความอยุติธรรมหรือไม่ หรือควรจะอยู่นิ่งเฉยอย่างสันติ คำว่า “สงคราม” ในภาษาฮีบรู คือ (มิลฆามาห์) ปรากฏ 319 ครั้งในพันธสัญญาเดิม และในภาษากรีก คือ (พอเลมอส) ปรากฏ 18 ครั้งในพันธสัญญาใหม่ นอกจากนี้ ยังมีคำอื่นๆ ที่มีความหมายเกี่ยวข้องอีก จะเห็นได้ว่าพระคัมภีร์ได้กล่าวถึงเรื่องสงครามอยู่ไม่น้อย และบางครั้ง พระเจ้าเองก็บัญชาให้คนของพระองค์ทำสงครามด้วย ดังปรากฏในหลายเหตุการณ์ในพันธสัญญาเดิม สิ่งนี้ท้าทายมุมมองด้านมนุษยธรรมของผู้อ่านหลายคนในปัจจุบัน เพื่อที่จะเข้าใจหลักการเรื่องนี้อย่างถูกต้องอันจะนำไปสู่การประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสม เราจำเป็นต้องเข้าใจบริบทของเหตุการณ์เหล่านั้น ตั้งแต่โบราณกาล มนุษย์ทำสงครามกันเพื่อแย่งชิงดินแดนและทรัพยากรเพื่อการอยู่รอดและความผาสุก ดินแดนตะวันออกใกล้ในเวลานั้นก็มีการรบพุ่งอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะบริเวณที่อิสราเอลตั้งถิ่นฐานซึ่งอยู่ในแถบที่เรียกว่า “เสี้ยวพระจันทร์แห่งความอุดมสมบูรณ์” (Fertile Crescent) อันเป็นพื้นที่ที่เหมาะกับการเกษตร และยังเป็นจุดเชื่อมทางบกระหว่างทวีปแอฟริกากับทวีปเอเชีย ชนชาติต่างๆ ในยุคนั้นจึงมักต้องการเข้ายึดครองดินแดนในแถบนี้อยู่เสมอ สงครามจึงเป็นสิ่งที่คนในสมัยนั้นรวมถึงผู้เขียนพระคัมภีร์คุ้นตาและประสบ รวมทั้งนำมาใช้บรรยายพระลักษณะหรือพระราชกิจของพระเจ้าด้วย แนวคิดของพระคัมภีร์เกี่ยวกับสงครามมีดังนี้ • พระเจ้าทรงเป็นดั่งนักรบ (อพย.15:3; 1 ซมอ.7:10; 17:47; สดด.24:8) […]

ทำไมพระเยซูทรงเลือก ยูดาสเป็นสาวก

ทำไมพระเยซูทรงเลือก ยูดาสเป็นสาวก ยูดาสอิสคาริโอท น่าจะเป็นหนึ่งในสาวกของพระเยซูคริสต์ที่เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะผู้ที่ทรยศพระองค์ จนเป็นเหตุให้พระองค์ทรงถูกจับกุมและถูกตรึงบนไม้กางเขน แต่เรื่องที่น่าจะคาใจหลายคนก็คือ พระเยซูทรงทราบตั้งแต่แรกหรือไม่ว่ายูดาสจะกลายเป็นคนทรยศ และหากพระองค์ทรงทราบ ทำไมพระองค์จึงยังทรงเลือกเขาเป็นหนึ่งในสาวก ยูดาสอิสคาริโอท เป็นบุตรของซีโมนอิสคาริโอท (ยน.6:71; 13:2) อย่างไรก็ตาม “อิสคา- ริโอท” (Iscariot) ไม่ใช่นามสกุลของเขา แต่อาจมีความหมายที่เป็นไปได้หลักๆ 2 แบบ คือ 1) คำนี้มาจากคำฮีบรู “อิช เคริโอท/คีริยาท” (Ish Kerioth/Kiriyath) ซึ่งแปลว่า “ชายจากเมือง เคริโอท/คีริยาท” ซึ่งเป็นเมืองในภาคใต้ของอิสราเอล ถ้าเป็นเช่นนี้ก็แสดงว่า ยูดาสเป็นคนจากแคว้นยูเดีย ขณะที่สาวกคนอื่นๆ นั้นมาจากแคว้นกาลิลีในภาคเหนือเหมือนกับพระเยซูคริสต์ 2) คำนี้อาจมาจากคำละติน “สิคารีอุส” (Sicarius) แปลว่า “ฆาตกร/นักฆ่า” ซึ่งมาจากรากศัพท์ “สิคา” (Sica) ซึ่งแปลว่า “กริช/มีดสั้น” คำนี้ยังใช้เรียกพวกยิวชาตินิยมหัวรุนแรงที่มักจะลอบสังหารเจ้าหน้าที่ของโรมด้วย ถ้าเป็นเช่นนี้ก็แสดงว่า ยูดาสเป็นพวกชาตินิยมเช่นเดียวกันกับซีโมนพรรคชาตินิยม (มธ.10:4; มก.3:18; ลก.6:15) ทั้งนี้ นักวิชาการส่วนใหญ่ในปัจจุบันดูจะเห็นด้วยกับความหมายแบบแรกมากกว่า […]

1 2 3 4 5