ในพระเจ้าไม่มีความบังเอิญ

ในพระเจ้าไม่มีความบังเอิญ เรื่องของอรุณและรูธ ซ๊อก เน๊พ (Arun & Ruth Sok Nhep) สามีชาวกัมพูชาโดยกำเนิด และ ภรรยาชาวฝรั่งเศส ผู้มาจากวิถีชีวิตที่แตกต่าง แต่ พระเจ้าทรงนำให้มาพบกันและทำงานรับใช้พระองค์ ร่วมกัน ปัจจุบันอรุณเป็นเจ้าหน้าที่สหสมาคม พระคริสตธรรมแห่งภาคพื้นเอเซีย-แปซิฟิก ทำงานที่ ประเทศสิงคโปร์ มีบุตรชาย 2 คนอายุ 14 และ 16 ปี อรุณ ซ๊อก เน๊พ (Arun Sok Nhep) เกิดใน กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา บิดาเป็นข้าราชการ ทหาร ทั้งครอบครัวได้มารับเชื่อพระเจ้า โดย เริ่มจากน้องชายซึ่งไปวิ่งเล่นที่โบสถ์คริสเตียน ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก จึงมีโอกาสเรียนรู้เรื่องพระเจ้า และได้นำพ่อและแม่มาเชื่อพระเจ้าด้วย แต่อรุณคิดว่า ตนเองเป็นหนุ่มแล้วไม่ควรจะให้ใครมาจูงจมูกได้ง่ายๆ เมื่ออรุณอายุได้ประมาณ 17 ปี สงครามขยายลัทธิ คอมมิวนิสต์กระจายไปทั่วคาบสมุทรอินโดจีน รวม ทั้งกัมพูชา การฆ่าฟันและความเกลียดชังกันแพร่ กระจายไปทั่ว ความโหดร้ายของภัยสงครามกลาย […]

ผมเอาเงินค่าขนมไปซื้อหนังสือ

เรื่่องของ “น้องมาร์ค” หรือ ด.ช. กันต์ชนก นาคภิบาล บุตรนายมนตรี และ นางชัญนารี นาคภิบาล นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ตั้งแต่อยู่ชั้นประถมปีที่ 1 โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนฯ น้องมาร์คได้เรียนวิชาอบรมคริสเตียนศึกษา และมีความสนใจวิชานี้มาก ชอบคุยเรื่องพระเยซูกับคุณแม่เป็นครั้งคราว บ่อยครั้งที่น้องมาร์คยืมหนังสือที่มีเรื่องราวจากพระคัมภีร์มาให้คุณแม่ดูจากห้องศาสนกิจของโรงเรียน และเคยบอกให้คุณแม่หาซื้อหนังสือนั้นมาให้ แต่คุณแม่ก็ไม่ทราบว่าจะไปซื้อได้ที่ไหน เมื่อน้องมาร์คมาอยู่ชั้นประถม 3 และมีหน่วยขายเคลื่อนที่ของสมาคมพระคริสตธรรมไทยมาที่โรงเรียน น้องมาร์คจึงได้ซื้อหนังสือการ์ตูนชุดพระวจนะแห่งปัญญา (ไทย-อังกฤษ) 2 เรื่อง และได้บอกคุณพ่อคุณแม่ว่า ได้นำเงินค่าขนมไปซื้อหนังสือมา 2 เล่ม และถามว่า “คุณแม่อยากรู้เรื่องราวเกี่ยวกับประวัติพระเยซูไหม” น้องมาร์คได้เล่าเรื่องในพระคัมภีร์ให้คุณแม่ฟังเป็นตอนๆ และได้เปิดภาพในหนังสือการ์ตูนให้คุณแม่ดูเพื่อให้เข้าใจเรื่องมากขึ้น นอกจากนั้น ได้นำสมุดปฏิบัติการที่ทำในชั่วโมงวิชาอบรมคริสเตียนศึกษาซึ่งสอนโดยคุณครูรุ่งนภา พนาโชติสกุล มาให้คุณแม่ดูและอธิบายให้ฟังบ่อยๆ ต่อมาไม่นาน น้องมาร์คได้ซื้อหนังสือชุดพระวจนะแห่งปัญญา 2 ภาษามาอีกจนครบชุด โดยซื้อครั้งเดียว 6 เล่ม ด้วยเงินค่าขนมของเขาที่มีอยู่ทั้งหมดในวันนั้น และนำมาให้คุณแม่ดูพร้อมทั้งเล่าเรื่องให้ฟังเป็นประจำ รวมทั้งอธิบายว่าพระเยซูรักมนุษย์อย่างไร สิ่งที่พระเยซูต้องการและไม่ต้องการให้มนุษย์กระทำ เล่าซ้ำไปซ้ำมาครั้งแล้วครั้งเล่า สิ่งที่คุณแม่จำได้ไม่มีวันลืมคือ เขาได้มอบของชิ้นแรกในชีวิตแก่คุณแม่ซึ่งเขาหาซื้อมาด้วยตนเอง สิ่งนั้นคือสร้อยคอทำจากเมล็ดพืชอบแห้งเคลือบแลคเกอร์ […]

ปาฏิหาริย์… มีจริง

เรื่องที่ท่านจะได้อ่านนี้เรียบเรียงจากคำบอกเล่าของคุณแม่สาวสวยอายุ 40 ปี และลูกชายวัย 5 ขวบ 6 เดือน ทั้งแม่และลูกเป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผ่านวันอันเลวร้ายมาได้และมีชีวิตขึ้นมาอีกครั้งเพราะ “ปาฏิหาริย์มีจริง” สมาคมพระคริสตธรรมไทยจำเป็นต้องใช้นามสมมุติและงดลงภาพถ่าย เพื่อปกป้องเจ้าของเรื่องให้สามารถดำเนินชีวิตอย่างเป็นปกติสุข หากนามสมมุติและส่วนหนึ่งส่วนใดในเรื่องนี้ไปพ้องกับชีวิตของผู้ใด สมาคมฯ ต้องเรียนขออภัยมา ณ ที่นี้ และหวังว่าท่านจะเข้าใจจุดประสงค์ของสมาคมฯ ที่ต้องการให้ชีวิตของเจ้าของเรื่องเป็นพยานถึงพระคุณอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า และหวังด้วยว่าเรื่องนี้จะช่วยให้ผู้อ่านทุกท่านสามารถคิดและปฏิบัติต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวีด้วยใจเป็นธรรมและด้วยความรักในพระคริสต์ สมาคมฯ ขอขอบพระคุณอาจารย์แอลแลน เอ็ลลาร์ดและภรรยาคือคุณเมลิน แห่งองค์การส่งเสริมพันธกิจคริสตจักรด้านเอดส์ (AIDS Care Education and Tranining – ACET Thailand) ที่ได้กรุณาประสานงานและนัดหมายเพื่อการสัมภาษณ์ครอบครัวนี้อย่างใกล้ชิด และขอขอบคุณ “ดาว” ผู้กล้าหาญเปิดเผยตัวเองเพื่อจะเป็นกำลังใจแก่คนอื่นๆ อีกมากมายที่มีประสบการณ์เช่นเดียวกัน ชีวิตจริงเหมือนอิงนิยาย “ดาว” (นามสมมุติ) เกิดที่จังหวัดสุพรรณบุรีเมื่อ พ.ศ. 2510 เป็นน้องคนเล็กในจำนวนพี่น้องทั้งหมด 8 คน ชีวิตลำเค็ญของดาวเริ่มเมื่ออายุยังไม่ถึงขวบเมื่อพ่อโดนยิงตาย และแม่เสียใจจนไม่เป็นอันทำมาหากิน ในที่สุดก็ต้องแยกลูกทั้ง 8 คนไปฝากไว้กับคนรู้จักบ้านละคน ส่วนดาวแม่เอาไปไว้ที่ร้านขายของชำในหมู่บ้านโดยแม่จะไปเยี่ยมบ้างนานๆ ครั้ง ด้วยความคิดถึงแม่ ดาวหนีจากบ้านนี้เมื่ออายุประมาณ […]

ปรับโฟกัส

เปลี่ยนมุมมอง ปรับโฟกัสใหม่ ชีวิตจึงเปลี่ยนไปความคิด ก็เปลี่ยนใหม่ ทำให้มองเห็นคุณค่า และความหมายใหม่ของชีวิตที่สมบูรณ์แบบอย่างแท้จริง อ.พิศประไพ สาระศาลิน รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต หนึ่งในคนไทยจำนวนไม่กี่คนที่เคยเป็นผู้ออกแบบบัตรอวยพรของ ฮอลมาร์คอันเลื่องชื่อของสหรัฐอเมริกา ด้วยใจรักงานศิลปะตั้งแต่เด็ก หลังจากจบมัธยมศึกษาตอนปลาย จากโรงเรียนเขมะสิริอนุสรณ์แล้ว อาจารย์พิศประไพได้ไปเรียนช่างศิลป์ ์และมหาวิทยาลัยศิลปากรตามลำดับ เมื่อจบแล้วจึงไปต่อปริญญาโท ด้านออกแบบตกแต่งภายใน ที่มหาวิทยาลัยแคนซัส เมืองลอเรนซ์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว ก็ได้เข้าทำงานที่บริษัท Hallmark Cards Corporation ในเมืองแคนซัสซิตี้ และทำงานที่นั่น 13 ปี อาจารย์พิศประไพเป็นผู้หญิงทำงาน เป็นผู้มีความทะเยอทะยานในชีวิตสูง จะทำอะไรจะต้องทำอย่างดีที่สุด สมบูรณ์แบบที่สุด ชนิดหาที่ติไม่ได ้ ในความคิดของอาจารย์แล้วทุกอย่างในชีวิตต้องเพรียบพร้อม งานต้องดี ครอบครัวต้องดี ด้วยเหตุผลนี้เอง อาจารย์พิศประไพจึงเป็นคนที่เครียดง่าย มีความกระวนกระวายสูง แม้ทุกอย่าง ในชีวิต ที่ ี่อาจารย์ได้รับอยู่ในขณะนั้นล้วนพรั่งพร้อมไปทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการทำงานที่ตนเองรักในบริษัทยักษ์ใหญ่ใน สหรัฐอเมริกา มีเงินเดือนสูง ทุกคนในบริษัทยอมรับในความสามารถ มีครอบครัวที่ดี มีสามีและลูกที่น่ารัก แต่อาจารย์กลับรู้สึกว่า ชีวิตตนเองยังขาดอะไรอยู่ ชีวิตดูไม่สมบูรณ์ ทำให้อาจารย์คิดว่าอะไรที่ทำให้ชีวิต […]

บอย พีซเมกเกอร์

นักร้องรุ่นใหม่ ที่มีชื่อติดหูติดปากในยุคนี้ย่อมมีชื่อ “บอย พีซเมกเกอร์” อยู่ในสารบบกับเขาด้วยชื่อเสียง ความโด่งดัง เงินทอง นำมาทั้งสุขและทุกข์ให้แก่เขาเฉกเช่นที่บุคคลที่อยู่ในสถานะเดียวกันกับเขา ได้เผชิญ แต่ บอย พีซเมกเกอร์ หรือ อนุวัฒน์ สงวนศักดิ์ภักดี ได้พบกับผู้หนึ่งที่ทำให้เขาหลุดจากวังวนของชื่อเสียงความโด่งดัง และเงินทอง มาค้นพบความสุขความหวังแท้ของชีวิต บอยเป็นคนกรุงเทพฯ เรียนชั้นมัธยมที่โรงเรียนวัดเทพศิรินทร์เขามีพี่สาว 2 คน ตัวเองเป็นคนสุดท้อง คุณพ่อป่วยตั้งแต่เขาเรียนอยู่ชั้น ป.5 และเสียชีวิตไปเมื่อ วันที่ 7 พฤศจิกายน 2544 เขาเล่าให้ฟังว่า “พอคุณพ่อป่วย คุณแม่ก็กลายเป็นกำลังหลักของครอบครัว พี่สาว 2 คน ซึ่งโตกว่าบอย 6 ปี เรียนจบ ปวช. ก็ออกมาทำงานตั้งแต่อายุ 17-18 ปี” คุณพ่อคุณแม่ของบอยเป็นคริสเตียนตั้งแต่เขาเรียนอยู่ชั้น ป.5 ในขณะที่คุณพ่อป่วยหนักคุณแม่หนักใจมาก เพื่อนคุณแม่ที่โรงเรียนซือลิบจิงกวง ซึ่งขณะนั้นคุณแม่เป็นอาจารย์อยู่ที่นี่ด้วยได้ชวนท่านให้ไปคริสตจักรซึ่งก็ คือ คริสตจักรไมตรีจิต ที่วงเวียน 22 กรกฎาคม ต่อมาทั้งสองท่านก็กลับใจรับเชื่อพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดท่านพา […]

พระคัมภีร์… อาหารทิพย์

พระคัมภีร์… อาหารทิพย์ สมาคมพระคริสตธรรมไทย ได้ผลิตพระคัมภีร์ฉบับย่อขนาด (REDUCED SIZE) ขึ้นมา โดยเป็นพระคัมภีร์ขนาดบางลง ลดจำนวนหน้าลงกว่า 750 หน้ากำลังจำหน่ายอยู่ในขณะนี้ และได้มีแขกพิเศษมาเยือนสมาคมฯ ของเราคือคุณอัญชลี จงคดีกิจหรือคุณปุ๊ อดีตร๊อคเกอร์สาว ที่มีผลงานทางด้านบันเทิงมากมาย คุณปุ๊เองได้กลับใจมาเชื่อพระเจ้าได้ประมาณ 8 ปีมาแล้ว เธอได้มาซื้อพระคัมภีร์ฉบับย่อขนาดนี้ ได้อุดหนุนสมาคมฯ ไปหลายพันบาท เราจึงถือโอกาสขอสัมภาษณ์พิเศษถึงความเห็นเกี่ยวกับพระคัมภีร์คุณปุ๊ได้พูด ถึงความรู้สึกต่างๆ และให้ข้อคิดที่น่าสนใจมากลองฟังกันดูนะคะ สมาคมฯ : สวัสดีค่ะคุณปุ๊ อยากทราบว่าได้อ่านพระคัมภีร์มานานขนาดไหน และช่วยบอกถึงความรู้สึกต่อพระคัมภีร์ว่าอ่านแล้วเป็นอย่างไรบ้าง? อัญชลี : เริ่มอ่านพระคัมภีร์ตั้งแต่ ปี ค.ศ. 1990 คือตั้งแต่เชื่อพระเจ้า อ่านแล้วรู้สึกพระวจนะของพระเจ้าเป็นเหมือนอาหารทิพย์ เมื่อได้กินแล้วรู้สึกอร่อย อยากอ่านเรื่อยๆ เป็นเหมือนจดหมายรักของพระองค์มาถึงเราทุกคน อ่านแล้วชื่นใจ ให้กำลังใจมีข้อเตือนสติ ยิ่งถ้าเราอ่านแล้วเชื่อฟังปฏิบัติตามพระวจนะของพระองค์ จะทำให้ชีวิตเราเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น สมาคมฯ : อยากบอกอะไรแก่ผู้อ่านบ้างไหมค่ะ? อัญชลี : อยากบอกว่าขอให้อ่านพระคำของพระเจ้าให้มากๆและท่องให้ได้เยอะๆ เพราะจะทำให้เราจำได้จะทำให้เกิดประโยชน์มาก ขออย่าให้เพียงท่องแต่ปาก แต่ต้องปฏิบัติตามด้วย รวมทั้งต้องมีสามัคคีธรรมกับพี่น้องในคริสตจักรทุกอาทิตย์ด้วย […]

อัศจรรย์บนผืนฟ้า

ผมชื่อชัยรัตน์ จิตต์แก้ว อายุ 46 ปี ปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการอาวุโสฝ่าย เทคโนโลยีสารสนเทศและการตลาดออนไลน์ (Senior Vice President of IT & Marketing Online Development Department) บริษัท มิลเลียไลฟ์ประกันชีวิต (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)        จบการศึกษาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยด้านคณิตศาสตร์ประกันภัยและคอมพิวเตอร์ธุรกิจ ผ่านหลักสูตรการศึกษาอบรมสัมนาทั้งในและต่างประเทศด้านการบริหารจัดการและด้าน IT หลายหลักสูตร ภรรยาชื่อคุณสุชีดา (สุภาวงศ์วณิช) จิตต์แก้วเรามีบุตรสาว 1 คนชื่อเพ็ญธิดา จิตต์แก้ว อายุ 10 ปี เรียนอยู่โรงเรียนคริสต์ธรรมศึกษา  ผมเขียนคำพยานนี้ขึ้นเพื่อขอบพระคุณพระเจ้าผู้ทรงมีเมตตาต่อชีวิตผม และทรงมีกำหนดเวลาที่เหมาะสมในการเรียกผม ด้วยทรงรู้นิสัยของผมผู้ที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นมา พระองค์ทรงกำหนดเงื่อนไขชีวิตของผมตั้งแต่วัยเด็ก ซึ่งผมพบว่าความยุ่งยากลำบากในชีวิตวัยเยาว์นั้น ที่แท้เป็นแผนการที่พระเจ้าทรงวาดไว้สำหรับผมโดยเฉพาะ พระองค์ทรงวางเงื่อนไขให้ผมต้องค้นหาความจริงของชีวิตด้วยวิถีทางต่างๆ ให้แจ้งใจก่อน ทรงให้ผมมีข้อมูลในเรื่องชีวิตมากพอที่จะศึกษาเปรียบเทียบด้วยตนเอง เพื่อว่าเมื่อถึงวาระที่พระองค์ทรงสำแดงแก่ผมแล้ว ผมจะได้สิ้นสงสัยและไม่อาจปฏิเสธพระองค์ได้ และนี่คงเป็นพระประสงค์ที่พระองค์ไม่ส่งคริสเตียนไปประกาศกับผมอย่างจริงจังตลอดสี่สิบกว่าปีในชีวิตที่ผ่านมาของผม การแสวงหา   ชีวิตวัยเด็กของผมเต็มไปด้วยความยุ่งยากเนื่องจากปัญหาระหว่างคุณพ่อและคุณแม่เหตุการณ์ต่างๆ ที่ผมและพี่ๆ […]

ชีวิตที่เคลื่อนไปตามวัตถุประสงค์

ชีวิตที่เคลื่อนไปตามวัตถุประสงค์ พี่น้องคริสตชนมักรู้จัก หรือได้ยินชื่อของ คุณมนตรี ศรไพศาล อยู่เนืองๆ ด้วยความเป็นนักธุรกิจคริสเตียนที่มุ่งมั่นตั้งใจในการรับใช้พระเจ้าควบคู่ไปกับการทำาธุรกิจสายการเงิน วันนี้เราขอพาท่านมารู้จักกับพี่ชายแท้ๆ ของคุณมนตรี ซึ่งวันนี้ท่านมารู้จักพระเจ้าแล้ว และชีวิตของท่านเปลี่ยนแปลงไปตามวัตถุประสงค์ที่พระเจ้ามีในชีวิตท่าน… ได้พบพระเจ้าเพราะน้องชาย “การพบพระเจ้าได้ ก็ฟังจากน้องชายของตัวเองคือ คุณมนตรี ศรไพศาล ซึ่งรู้จักพระเจ้ามาก่อนหน้าผม 30 ปี ตั้งแต่อายุของเขา 11 ขวบ ต่อมาในเดือนธันวาคม 2005 เมื่อ 6ปีที่แล้วเขาก็พูดกับผมอีกครั้งหนึ่งว่า ‘เฮียก็เป็นคนฉลาดนะ… แต่เฮียมองข้ามความรักของพระเจ้าไปได้อย่างไร’ วันนั้นมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นในใจของผม ทำาให้รู้สึกว่าอยากศึกษาเรื่อง ราวของพระเจ้าดู ทั้งๆ ที่ตัวเองเป็นพุทธมามกะที่น่าจะเรียกได้ว่าจริงจัง มีความศรัทธาในหลักพุทธรรมและได้รับคุณูปการจากหลักข้อเชื่อเหล่านั้นมากมายแม้จนทุกวันนี้ แต่ก็รู้สึกว่าทำาไม คุณมนตรีมั่นคงในการพูดเรื่องราวของพระเจ้าเสมอมา ก็เลยคิดว่าผมควรจะศึกษาในหลักข้อเชื่อของเขาด้วย คล้ายๆ กับการรับคำาท้าทายมากกว่า ก็เลยบอกกับเขาว่าเราทั้งสองคนเป็นพี่น้องที่เป็นศาสนิกชนที่ดี และเราก็เชื่อซึ่งกันและกันว่าเราเป็นคนที่ดีของสังคม ถ้าเราใช้บทบาทของนักศึกษาที่จะเปิดใจออกศึกษาความคิด ความเชื่อของซึ่งกันและกันก็น่าจะดี แต่มีข้อแม้ว่า ต้องไม่ตั้งสมมุติฐานว่าของเราถูกแน่ๆ แล้วพวกเราก็เริ่มแลกกันศึกษา คุณมนตรีเอาหนังสือ Purpose Driven Life (ชีวิตที่เคลื่อนไปด้วยวัตถุประสงค์) ของ Rick Warren ให้ผม ผมก็เอาหนังสือ ปาฏิหาริย์แห่งการตื่นอยู่เสมอ […]

ชีวิตที่ยอมให้พระเจ้านำ

“ดร.สุเจตน์ จันทรังษ์” เป็นคนหนุ่มในวัยสี่สิบต้นๆ ที่มีอนาคตก้าวหน้าด้วยความสามารถด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์และหน้าที่การงาน ที่อยู่ในฐานะผู้บริหารระดับสูง อย่าง “อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร” และ “ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร” ยังไม่นับตำแหน่งที่ปรึกษาอื่นๆที่มีพ่วงท้ายอีกมากคงทำให้หลายคนคิดไม่ ถึงว่าคนที่มีความเป็นตัวของตัวเองมีความเชื่อมั่นตัวเองสูงอย่างเขาจะยอม ให้บุคคลผู้หนึ่ง “นำ” ในขณะที่ยังเป็นหนุ่มน้อยเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายที่โรงเรียนสวนกุหลาบ วิทยาลัยแล้วต่อมาสอบเข้าเรียนต่อได้ที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณ ทหารลาดกระบังคณะวิศวกรรมศาสตร์หลักสูตร 5 ปี สุเจตน์ จันทรังษ์ ซึ่งเติบโตมาในครอบครัวที่นับถือศาสนาพุทธจากจังหวัดอุทัยธานีเล่าให้ฟังถึง การมารู้จักพระเจ้าว่า “ชีวิตผมที่มาเป็นคริสเตียนได้เนี่ยเริ่มตอนผมกำลังจะจบ มศ.5 มีเพื่อนคนหนึ่งมาประกาศเรื่องพระเยซูคริสต์ด้วยแต่ผมต่อต้านมากและต่อต้าน แบบรุนแรงเพราะไม่เชื่อผมกับเพื่อนคุยกันนานมีคำถามมากมายทั้งต่อว่าเหน็บ แนมเขาท้าทายเขาแต่สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นว่าเป็นความดีงามของคนที่เป็น คริสเตียนก็คือความอดทน ผมเห็นว่าเขาอดทนกับผมมาก ช่วงนั้นเขาแนะนำให้ผมลองไปที่คริสตจักรมักกะสัน “ช่วงที่เริ่มไปเรียนที่ลาดกระบัง ผมเริ่มอ่านพระคัมภีร์ โดยนั่งรถไฟไปแต่เช้าและใช้เวลาก่อนเข้าเรียน อ่านพระคัมภีร์ประมาณวันละหนึ่งชั่วโมง ใช้เวลาอ่านพระคริสตธรรมใหม่ 1 เดือนก็จบ ตอนนั้นผมก็เริ่มมองและเข้าใจว่า พระเยซูคริสต์เป็นคนที่มาเพื่อคนอื่น เชื่อว่าพระองค์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด ประกอบกับการได้คุยกับคนที่มีความเข้าใจในแบบเดียวกัน ทำให้ผมเริ่มมีความเข้าใจ ผมก็ตัดสินใจรับเชื่อในเดือนสิงหา-กันยา ปี 2523 หลังจากนั้นก็เริ่มไปคริสตจักรสม่ำเสมอขึ้น ผมเป็นคนชอบอ่านพระคัมภีร์ และชอบศึกษา จนช่วงหนึ่งที่อยู่ที่นั่น ผมก็สอนพระคัมภีร์ด้วยหลังจากเป็นคริสเตียนได้ 2-3 ปี ผมสอนพระคัมภีร์เดิม ผมชอบพระธรรมปฐมกาลเพราะเป็นจุดเริ่มต้นของมนุษยชาติ เป็นการเริ่มต้นวางหลักการของทุกสิ่ง” […]

ชัยชนะเหนือความมืด

“ขโมยนั้นย่อมมาเพื่อจะลัก ฆ่า และทำลาย เรามาเพื่อพวกเขาจะได้ชีวิตและจะได้อย่างครบ บริบูรณ์” ยอห์น 10:10 ดช. ศักดิ์สิทธิ์ เทียมอุบล เกิดในครอบครัวชั้นกลาง ค่อนข้างยากจน ด้วยวัยเพียง 9 ขวบ ก็จำเป็นต้องออกจากบ้านใน จ.นครสวรรค์ มุ่งหน้ามาเสี่ยงโชคที่กรุงเทพฯ โดยอาศัยข้าวก้นบาตรพระที่วัดแถวสะพานควายเลี้ยงชีวิต ระเบียงกุฏิเป็นที่อาศัยนอน ที่นี่เขาได้เรียนจนจบประถมปีที่ 7 แต่แล้วชีวิตก็ต้องหักเห เพราะคบเพื่อนเกเรที่อยู่ข้างวัด เพื่อนได้ชักชวนให้ลองสิ่งแปลกๆ ที่ในชีวิตของเด็กต่างจังหวัดอย่างเขาไม่เคยลอง เริ่มแรกก็บุหรี่ พอรู้ตัวอีกทีก็ทั้งเหล้า กัญชา และเที่ยวกลางคืน ทั้งๆ ที่อยู่กับหลวงลุง หลวงพี่ คุณธรรมความดีที่ท่านอบรมสั่งสอนไม่สามารถที่จะดึงจิตใจของเขาให้เข้มแข็งต่อสิ่งชั่วร้ายที่อยู่รอบตัวได้ แต่ดูเหมือนว่าสิ่งเสพติดเหล่านั้นมันกลับมีพลังดูดเขาให้ใกล้มันมากขึ้นๆ จนต้องออกจากโรงเรียนระหว่างชั้นมัธยมต้น ตำรวจและศักดิ์สิทธิ์เป็นคู่รักคู่แค้นที่จะต้องวิ่งไล่จับกันอยู่เสมอ แต่ส่วนใหญ่แล้ว ศักดิ์สิทธิ์จะเป็นฝ่ายชนะ เพราะคุ้นเคยเส้นทางการหลบซ่อนเป็นอย่างดี ไม่ว่าคูน้ำข้างวัดหรือหลังเมรุเผาศพ ที่ไม่มีใครอยากเข้าไป จนวันหนึ่งที่ชีวิตได้เอื้อสติที่ดีให้ เขาเริ่มคิดถึงอนาคตที่ดูมืดมน เขารู้สึกสับสน ว่างเปล่า เคว้งคว้าง นึกถึงเพื่อนที่เป็นลูกศิษย์วัดด้วยกัน บัดนี้สำเร็จเป็นนักเรียนนายร้อยห้อยกระบี่ อีกคนจบปริญญาตรีเป็นอาจารย์ ขณะที่เขายังคงเป็นอันธพาลคุมซอยข้างวัดอยู่ อายุก็ 20 กว่าแล้ว งานก็ไม่มีทำเป็นหลักแหล่ง พอได้งานทำก็ทำได้ไม่นาน เพราะเสียงเรียกร้องของสิ่งเสพติดซึ่งพิชิตจิตใจเขาได้ 100% ทำให้ถอนตัวไม่ขึ้น […]

1 9 10 11 12