ชีวิตที่เคลื่อนไปตามวัตถุประสงค์

ชีวิตที่เคลื่อนไปตามวัตถุประสงค์ พี่น้องคริสตชนมักรู้จัก หรือได้ยินชื่อของ คุณมนตรี ศรไพศาล อยู่เนืองๆ ด้วยความเป็นนักธุรกิจคริสเตียนที่มุ่งมั่นตั้งใจในการรับใช้พระเจ้าควบคู่ไปกับการทำาธุรกิจสายการเงิน วันนี้เราขอพาท่านมารู้จักกับพี่ชายแท้ๆ ของคุณมนตรี ซึ่งวันนี้ท่านมารู้จักพระเจ้าแล้ว และชีวิตของท่านเปลี่ยนแปลงไปตามวัตถุประสงค์ที่พระเจ้ามีในชีวิตท่าน… ได้พบพระเจ้าเพราะน้องชาย “การพบพระเจ้าได้ ก็ฟังจากน้องชายของตัวเองคือ คุณมนตรี ศรไพศาล ซึ่งรู้จักพระเจ้ามาก่อนหน้าผม 30 ปี ตั้งแต่อายุของเขา 11 ขวบ ต่อมาในเดือนธันวาคม 2005 เมื่อ 6ปีที่แล้วเขาก็พูดกับผมอีกครั้งหนึ่งว่า ‘เฮียก็เป็นคนฉลาดนะ… แต่เฮียมองข้ามความรักของพระเจ้าไปได้อย่างไร’ วันนั้นมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นในใจของผม ทำาให้รู้สึกว่าอยากศึกษาเรื่อง ราวของพระเจ้าดู ทั้งๆ ที่ตัวเองเป็นพุทธมามกะที่น่าจะเรียกได้ว่าจริงจัง มีความศรัทธาในหลักพุทธรรมและได้รับคุณูปการจากหลักข้อเชื่อเหล่านั้นมากมายแม้จนทุกวันนี้ แต่ก็รู้สึกว่าทำาไม คุณมนตรีมั่นคงในการพูดเรื่องราวของพระเจ้าเสมอมา ก็เลยคิดว่าผมควรจะศึกษาในหลักข้อเชื่อของเขาด้วย คล้ายๆ กับการรับคำาท้าทายมากกว่า ก็เลยบอกกับเขาว่าเราทั้งสองคนเป็นพี่น้องที่เป็นศาสนิกชนที่ดี และเราก็เชื่อซึ่งกันและกันว่าเราเป็นคนที่ดีของสังคม ถ้าเราใช้บทบาทของนักศึกษาที่จะเปิดใจออกศึกษาความคิด ความเชื่อของซึ่งกันและกันก็น่าจะดี แต่มีข้อแม้ว่า ต้องไม่ตั้งสมมุติฐานว่าของเราถูกแน่ๆ แล้วพวกเราก็เริ่มแลกกันศึกษา คุณมนตรีเอาหนังสือ Purpose Driven Life (ชีวิตที่เคลื่อนไปด้วยวัตถุประสงค์) ของ Rick Warren ให้ผม ผมก็เอาหนังสือ ปาฏิหาริย์แห่งการตื่นอยู่เสมอ […]

ชีวิตที่ยอมให้พระเจ้านำ

“ดร.สุเจตน์ จันทรังษ์” เป็นคนหนุ่มในวัยสี่สิบต้นๆ ที่มีอนาคตก้าวหน้าด้วยความสามารถด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์และหน้าที่การงาน ที่อยู่ในฐานะผู้บริหารระดับสูง อย่าง “อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร” และ “ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร” ยังไม่นับตำแหน่งที่ปรึกษาอื่นๆที่มีพ่วงท้ายอีกมากคงทำให้หลายคนคิดไม่ ถึงว่าคนที่มีความเป็นตัวของตัวเองมีความเชื่อมั่นตัวเองสูงอย่างเขาจะยอม ให้บุคคลผู้หนึ่ง “นำ” ในขณะที่ยังเป็นหนุ่มน้อยเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายที่โรงเรียนสวนกุหลาบ วิทยาลัยแล้วต่อมาสอบเข้าเรียนต่อได้ที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณ ทหารลาดกระบังคณะวิศวกรรมศาสตร์หลักสูตร 5 ปี สุเจตน์ จันทรังษ์ ซึ่งเติบโตมาในครอบครัวที่นับถือศาสนาพุทธจากจังหวัดอุทัยธานีเล่าให้ฟังถึง การมารู้จักพระเจ้าว่า “ชีวิตผมที่มาเป็นคริสเตียนได้เนี่ยเริ่มตอนผมกำลังจะจบ มศ.5 มีเพื่อนคนหนึ่งมาประกาศเรื่องพระเยซูคริสต์ด้วยแต่ผมต่อต้านมากและต่อต้าน แบบรุนแรงเพราะไม่เชื่อผมกับเพื่อนคุยกันนานมีคำถามมากมายทั้งต่อว่าเหน็บ แนมเขาท้าทายเขาแต่สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นว่าเป็นความดีงามของคนที่เป็น คริสเตียนก็คือความอดทน ผมเห็นว่าเขาอดทนกับผมมาก ช่วงนั้นเขาแนะนำให้ผมลองไปที่คริสตจักรมักกะสัน “ช่วงที่เริ่มไปเรียนที่ลาดกระบัง ผมเริ่มอ่านพระคัมภีร์ โดยนั่งรถไฟไปแต่เช้าและใช้เวลาก่อนเข้าเรียน อ่านพระคัมภีร์ประมาณวันละหนึ่งชั่วโมง ใช้เวลาอ่านพระคริสตธรรมใหม่ 1 เดือนก็จบ ตอนนั้นผมก็เริ่มมองและเข้าใจว่า พระเยซูคริสต์เป็นคนที่มาเพื่อคนอื่น เชื่อว่าพระองค์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด ประกอบกับการได้คุยกับคนที่มีความเข้าใจในแบบเดียวกัน ทำให้ผมเริ่มมีความเข้าใจ ผมก็ตัดสินใจรับเชื่อในเดือนสิงหา-กันยา ปี 2523 หลังจากนั้นก็เริ่มไปคริสตจักรสม่ำเสมอขึ้น ผมเป็นคนชอบอ่านพระคัมภีร์ และชอบศึกษา จนช่วงหนึ่งที่อยู่ที่นั่น ผมก็สอนพระคัมภีร์ด้วยหลังจากเป็นคริสเตียนได้ 2-3 ปี ผมสอนพระคัมภีร์เดิม ผมชอบพระธรรมปฐมกาลเพราะเป็นจุดเริ่มต้นของมนุษยชาติ เป็นการเริ่มต้นวางหลักการของทุกสิ่ง” […]

ชัยชนะเหนือความมืด

“ขโมยนั้นย่อมมาเพื่อจะลัก ฆ่า และทำลาย เรามาเพื่อพวกเขาจะได้ชีวิตและจะได้อย่างครบ บริบูรณ์” ยอห์น 10:10 ดช. ศักดิ์สิทธิ์ เทียมอุบล เกิดในครอบครัวชั้นกลาง ค่อนข้างยากจน ด้วยวัยเพียง 9 ขวบ ก็จำเป็นต้องออกจากบ้านใน จ.นครสวรรค์ มุ่งหน้ามาเสี่ยงโชคที่กรุงเทพฯ โดยอาศัยข้าวก้นบาตรพระที่วัดแถวสะพานควายเลี้ยงชีวิต ระเบียงกุฏิเป็นที่อาศัยนอน ที่นี่เขาได้เรียนจนจบประถมปีที่ 7 แต่แล้วชีวิตก็ต้องหักเห เพราะคบเพื่อนเกเรที่อยู่ข้างวัด เพื่อนได้ชักชวนให้ลองสิ่งแปลกๆ ที่ในชีวิตของเด็กต่างจังหวัดอย่างเขาไม่เคยลอง เริ่มแรกก็บุหรี่ พอรู้ตัวอีกทีก็ทั้งเหล้า กัญชา และเที่ยวกลางคืน ทั้งๆ ที่อยู่กับหลวงลุง หลวงพี่ คุณธรรมความดีที่ท่านอบรมสั่งสอนไม่สามารถที่จะดึงจิตใจของเขาให้เข้มแข็งต่อสิ่งชั่วร้ายที่อยู่รอบตัวได้ แต่ดูเหมือนว่าสิ่งเสพติดเหล่านั้นมันกลับมีพลังดูดเขาให้ใกล้มันมากขึ้นๆ จนต้องออกจากโรงเรียนระหว่างชั้นมัธยมต้น ตำรวจและศักดิ์สิทธิ์เป็นคู่รักคู่แค้นที่จะต้องวิ่งไล่จับกันอยู่เสมอ แต่ส่วนใหญ่แล้ว ศักดิ์สิทธิ์จะเป็นฝ่ายชนะ เพราะคุ้นเคยเส้นทางการหลบซ่อนเป็นอย่างดี ไม่ว่าคูน้ำข้างวัดหรือหลังเมรุเผาศพ ที่ไม่มีใครอยากเข้าไป จนวันหนึ่งที่ชีวิตได้เอื้อสติที่ดีให้ เขาเริ่มคิดถึงอนาคตที่ดูมืดมน เขารู้สึกสับสน ว่างเปล่า เคว้งคว้าง นึกถึงเพื่อนที่เป็นลูกศิษย์วัดด้วยกัน บัดนี้สำเร็จเป็นนักเรียนนายร้อยห้อยกระบี่ อีกคนจบปริญญาตรีเป็นอาจารย์ ขณะที่เขายังคงเป็นอันธพาลคุมซอยข้างวัดอยู่ อายุก็ 20 กว่าแล้ว งานก็ไม่มีทำเป็นหลักแหล่ง พอได้งานทำก็ทำได้ไม่นาน เพราะเสียงเรียกร้องของสิ่งเสพติดซึ่งพิชิตจิตใจเขาได้ 100% ทำให้ถอนตัวไม่ขึ้น […]

จากที่ราบสูงสู่เบื้องบน

ชาญณรงค์ (โจ) วงศ์กัยราช หนุ่มจากที่ราบสูงเมืองอุบลราชธานี อายุ 39 ปี เป็นอีกชีวิตหนึ่งที่เป็นพยานถึงความรักและพระเมตตาของพระเจ้าที่มีต่อเขาผู้มีอดีตที่เปรียบเสมือนดินทรายที่ดูไร้ค่าและไร้ความหวัง แต่ด้วยแผนการอันเลิศและความอดทนนานของพระเจ้า โจถูกปั้นเป็นภาชนะที่มีคุณค่า และภาชนะชิ้นนี้รับใช้ผู้ปั้นด้วยความซื่อสัตย์อย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย จากครอบครัวที่อบอุ่น ฐานะพออยู่พอกิน พ่อเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ แม่ขายอาหาร โจเป็นลูกคนที่สองในจำนวน 4 คน โจใฝ่ฝันอยากจะเป็นรั้วของชาติตั้งแต่เด็ก ในวัยเรียนโจเป็นเด็กดีช่วยงานบ้านและช่วยแม่ขายอาหาร ชีวิตดำเนินไปอย่างเรียบง่าย ไม่ได้สร้างปัญหาให้พ่อแม่หนักใจ ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน จนขึ้นชั้นมัธยมฯ 4 โจเข้าเรียนในโรงเรียนภาคค่ำขณะที่ยังช่วยแม่ขายอาหารตอนกลางวันตามปกติ โจเริ่มมีเพื่อนมากหน้าหลายตาในวัยรุ่นวัยคะนองซึ่งเป็นใจให้เขาเริ่มลองของแปลกใหม่และวิ่งเข้าหาสิ่งชั่วร้ายสารพัด ในเวลาไม่นาน “โจ” ที่ไม่มีใครรู้จักก็กลายเป็น “ขาโจ๋” ที่ใครๆ ก็ต้องรู้จัก เขาเข้าถึงทั้งเหล้าและบุหรี่ หนักกว่านั้น โจยังหัด “ดมกาว”เพื่อจะเป็นที่ยอมรับของเพื่อนๆ วัยรุ่นในสมัยนั้น โจเริ่มด้วยการรับอาสาถือกระป๋องกาวให้ “ลูกพี่” ก่อน เมื่อขึ้นชั้นมัธยมฯ 5 ก็ได้เลื่อนตำแหน่งเป็น “ลูกพี่” แทนคนเดิมที่ออกจากโรงเรียนไป จากดมกาวไปจนถึงกัญชายัดไส้บุหรี่ โจสั่งสมบารมีจนมีลูกน้องหลายคน เป็นนักเลงในชุดนักเรียน มีเรื่องต่อยตีกับโรงเรียนอื่นอยู่บ่อยๆ พฤติกรรมทั้งหมดนี้ทางบ้านไม่ระแคะระคายเพราะตอนกลางวันโจยังไปช่วยแม่ขายอาหารตามปกติ และนั่นก็เป็นช่องทางที่เขาจะหยิบฉวยเงินทองของแม่เอาไปซื้อหาสิ่งเสพติด เมื่อใกล้จะจบมัธยมฯ 6 เพื่อนในแก๊งดมกาวคนหนึ่งเกิดป่วยหนักมีอาการปอดทะลุ […]

จังหวะใหม่ของชีวิต

จังหวะใหม่ของชีวิต อีกมุมหนึ่งของทิศทางความคิดที่เปลี่ยนไปกับผู้ชายที่ชื่อ เรืองกิจ ยงปิยะกุล โปรดิวเซอร์ฝีมือดีและนักแต่งเพลงมือฉมัง แรกเริ่มในสมัยตอนเป็นเด็กๆ คุณพ่อคุณแม่จะสอนให้อธิษฐาน สอนให้อ่านพระคัมภีร์ พอไปโบสถ์ก็จะมีอาจารย์เป็นผู้สอน มีหลายๆ คนให้ความรู้มากมายเกี่ยวกับพระเจ้าซึ่งภาพเหล่านั้น ผมเข้าใจว่าเป็นการปฏิบัติศาสนาอย่างเคร่งครัด คำพร่ำสอนทุกอย่างที่ได้ยินได้ฟังกลายเป็นความเคยชินที่หัวใจไม่เคยสัมผัสได้ และเป็นเพียงแค่ความรู้ ที่สมองมีโอกาสได้รับรู้เท่านั้น แม้เราจะรู้ว่าพระเจ้ายิ่งใหญ่ รู้ว่าพระเจ้ารักเรา รู้ว่าต้องไปโบสถ์ รู้เรื่องราวมากมายในพระคัมภีร์ แต่สิ่งหนึ่งที่เราไม่เคยรู้เลยก็คือ พระเยซูมีบทบาทอย่างไรในชีวิตของตัวเรา สำคัญมากน้อย เกี่ยวข้องอย่างไร ไม่รู้เลย ไม่เข้าใจเลย จนกระทั่งเมื่อผมมีโอกาสได้ฟังอาจารย์ท่านหนึ่ง ท่านบอกกับผมว่า ความรู้ไม่ได้ช่วยให้เราเจอพระเจ้า ความรู้ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาชีวิต ความรู้ไม่ได้ช่วยให้เราได้รับการเปลี่ยนแปลง แต่ความเชื่อต่างหาก เพราะเมื่อรู้แต่ไม่มีความเชื่อ สิ่งที่รู้ก็ไม่มีความหมาย เพราะความรู้กับความเชื่อต่างกันตรงที่ ความรู้ เราพึ่งกำลังของตัวเราเอง แต่ความเชื่อ เราพึ่งกำลังจากพระเจ้า เราจึงสามารถเผชิญทุกอย่างได้โดยพระเจ้าผู้เสริมกำลังเรา และโดยกำลังจากพระเจ้าเราจึงได้รับการเปลี่ยนแปลง ผมก็เกิดคำถามตามมาอีกว่า และเราจะเชื่อได้อย่างไรในเมื่อเราพิสูจน์ไม่ได้ คำตอบที่ได้รับก็คือ ให้เชื่อเถอะ เชื่อเถิดเท่านั้น คำถามก็ยังไม่หมด ผมก็ถามกลับไปว่า แค่เชื่ออย่างเดียวเท่านั้นเองหรือ ใช่แค่เชื่อเพียงอย่างเดียว เพราะเราไม่สามารถจะทำสิ่งอื่นๆ ได้เพื่อมาแลกเปลี่ยนกับความรอดของพระเจ้า นั้นเป็นคำตอบที่ได้รับ แล้ววันหนึ่งพี่สาวของผมก็เอาข้อพระคัมภีร์ข้อหนึ่งมาให้อยู่ใน พระธรรมยอห์น บทที่ 14 ข้อ 1 บอกไว้ว่า “อย่าให้ใจท่านทั้งหลายวิตกเลย ท่านวางใจในพระเจ้า […]

จงขอบคุณพระเจ้าในทุกกรณี

จะมีสักกี่คนที่ขอบคุณพระเจ้าได้สำหรับทุกเรื่องของชีวิต คงไม่ใช่เรื่องยากถ้าเราจะขอบคุณพระเจ้าสำหรับเรื่องราวดีๆ ที่เกิดขึ้นกับเรา แต่ถ้าเกิดเหตุการณ์ที่เลวร้ายหรือวิกฤตชีวิตเราจะขอบคุณพระเจ้าได้ไหม?        ด้านหลังคือการ์ดของครอบครัว สารกิติพันธ์ ซึ่งถูกพิมพ์ขึ้น เพื่อใช้เป็นคำหนุนใจ เป็นพระพรสำหรับทุกคนที่มีโอกาส ได้ยินได้ฟังเรื่องราวชีวิตของ เอิร์ธ วันเฉลิม สารกิติพันธ์ ลูกชายคนเล็กของครอบครัว เอิร์ธเป็นเจ้าของถ้อยคำที่ปรากฏอยู่บนการ์ดใบนี้ ซึ่งได้รับการถ่ายทอดลงบนกระดาษ ตามคำบอกของเอิร์ธ ในช่วงที่ไม่สามารถเขียนเองได้แล้ว ถ้อยคำบ่งบอกถึงความเชื่ออันมั่นคง ความไว้วางใจใน พระเจ้าอย่างสุดหัวใจ และการขอบคุณพระเจ้าในทุกกรณีอย่างแท้จริง เราจะเห็นว่าเอิร์ธสามารถมองเห็นสิ่งดีที่พระเจ้าจัดเตรียมไว้ให้ครอบครัวของเขา ท่ามกลางเหตุการณ์ที่โลกเห็นว่าเลวร้าย แต่วิกฤตของชีวิตก็กลับกลายเป็นพระพรอันยิ่งใหญ่ที่เปิดเผยออกมาโดยผ่านชีวิตของเอิร์ธเอง พฤศจิกายน 1997 เอิร์ธเริ่มมีอาการปวดศีรษะ โดยไม่ทราบสาเหตุ แต่ไม่ได้บอกใครเลย หายาแก้ปวดศีรษะทานเอง แต่อาการก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น เอิร์ธปวดศีรษะมากขึ้นๆ จนทนไม่ไหวจึงตัดสินใจบอกพ่อกับแม่ ตอนแรกที่บ้านก็ไม่คิดว่าเป็นอะไรมาก จนในที่สุด นอกจากอาการปวดหัวจะทวีความรุนแรงมากขึ้นแล้ว ยังมีอาการอาเจียนซึ่งที่บ้านคิดว่าเป็นผลมาจากกินอาหารผิดสำแดง จึงพาไปหาหมอที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง หมอบอกว่าเอิร์ธเครียดกับการเรียนมากเกินไป ก็เชื่อหมอเพราะโดยปกติเอิร์ธเป็นเด็กเรียนดี ฉลาดและจะใช้เวลาส่วนใหญ่ในการศึกษาค้นคว้าอยู่ตลอด จึงดูเหมือนว่า เคร่งเครียดกับการเรียนมากเกินไป หลังจากที่ทานยาตามที่หมอสั่งไป ได้สักระยะหนึ่งอาการก็ไม่มีท่าทีว่าจะดีขึ้น จึงเปลี่ยนโรงพยาบาลผลออกมาว่าเป็นไซนัส จึงรักษาไซนัสอยู่ 2 สัปดาห์ก็หาย แต่อาการปวดหัวกับอาเจียนยังเป็นอยู่ หนักไปกว่านั้นคือเอิร์ธเริ่มเดินเซ […]

คำอธิษฐานที่พระเจ้าทรงตอบ

แม้วันเวลาจะล่วงเลยไปวันแล้ววันเล่า ครอบครัวก็ยังคงเป็นสถาบันที่คงอยู่ตลอดไป “ครอบครัว” คือชีวิต ของชายและหญิงที่ตกลงใจจะอยู่ร่วมกัน จากนั้นก็จะมีลูก เป็นโซ่คล้องใจให้ชีวิตทั้งสอง อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข เมื่อลูกเกิดมาชีวิตได้รับการเรียนรู้ การเรียนจึงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่สำคัญมาก เริ่มต้นจากการเรียนรู้สิ่งรอบข้าง ตัวเอง จากนั้นก็เข้าศึกษาต่อในโรงเรียนที่มีการเรียน การสอนตามระบบการศึกษาที่รัฐบาลกำหนด แต่จะมี สักกี่คนที่ต้องการให้ลูกเป็นอะไร แล้วได้เป็นตามที่ใจตัวเองปรารถนา แต่มีบุคคลหนึ่ง ท่านมีลูก 2 คน และได้ เป็นแพทย์ทั้งสองคน เขาทำอย่างไร? กวดวิชาที่ไหน? มีการช่วยเหลือลูกอย่างไรบ้าง? มีเคล็ดลับอะไร? คุณพีรพัฒน์ จุฬาลักษณ์ศิริบุญ ท่านเกิดใน ครอบครัวคริสเตียน สมรสกับนางทัศนัย มีบุตรชาย 1 คน บุตรสาว 1 คน ทำงานในตำแหน่งหัวหน้ากลุ่มงานพยาธิ ณ โรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา จบการศึกษาจาก มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จากการที่อยู่ในครอบครัวคริสเตียน ท่านจะตามคุณพ่อคุณแม่ไปโบสถ์ทุกอาทิตย์ เริ่มจาก เป็นคริสตตามก่อน และจึงได้เชื่อพระเจ้าอย่างแท้จริง ท่านรับบัพติสมาเมื่ออายุ 21 ปี ลูกคือสิ่งที่สำคัญมากในชีวิต เขาคือแหล่งรวมความรักระหว่างพ่อและแม่ เขาคือส่วนหนึ่งของชีวิตพ่อและแม่ที่ไม่อาจตัดขาดได้ การที่พ่อแม่เห็นลูกมีชีวิตที่ดี มีอนาคตที่ดี […]

ความหวัง กำลังใจ ชัยชนะ

“ชีวิตล้วนอนิจจังแม้จะมีความทุกข์สักเท่าใดพระองค์ทรงเคียงใกล้ไม่เคยห่าง ทรงช่วยผ่อนทุกข์ หนักให้เบาบาง ความเจ็บปวดบ้างพระสร้างให้รู้คุณ ยามสุขเราสรรเสริญพระองค์เจ้า ยามเศร้ามีพระองค์ทรงเป็นเพื่อน ช่วยอบรมข่มจิตสนิทเตือน พระเป็นพ่อและ เพื่อนจงอย่ากลัว ชีวิตเราเหมือนเทียนที่จุดไว้ มอดไหม้ไป นานๆ ก็พาลหมด ทุกสิ่งเราสร้างแม้เกียรติยศ ก็สูญสิ้นหมด ล้วนอนิจจัง” ชีวิตที่เกิดมาทุกชีวิตต้องเผชิญกับโรคภัยไข้เจ็บมากมาย ตั้งแต่เกิดมา จนกระทั่งจากโลกนี้ไป แต่โรคร้ายที่คร่าชีวิตคนในโลกนี้ไปมากต่อมากมาแล้วโรคหนึ่งคือ โรคมะเร็ง ถ้าใครก็ตามที่เจ็บป่วยและตรวจพบว่าเป็นมะเร็งก็จะหมดกำลังใจ สิ้นหวัง เพราะรู้ว่าการรักษาโรคนี้ต้องใช้จ่ายเงินมาก และไม่แน่ใจว่ารักษาแล้วจะหายหรือไม่ หรือบางคนรักษาไปช่วงระยะเวลาหนึ่ง ไม่นานนักก็ต้องเสียชีวิต แต่มีชีวิตหนึ่ง ที่เป็นมะเร็ง ครั้งแล้วครั้งเล่า ท่านผู้นี้มีความหวัง มีกำลังใจ และมีชัยชนะต่อโรคร้าย ท่านทำให้เราเห็นว่า แม้ร่างกายจะถูกมะเร็งร้ายกัดกิน แต่วิญญาณจิตของท่านยังคงมีชัยชนะเหนือโรคร้ายนั้น ท่านทำได้อย่างไร คุณสุภาพร กันทะเสน อายุ 60 ปี สมรส และมีบุตรสาว 2 คนเป็นสมาชิกคริสตจักร นิมิตใหม่ ทั้ง ครอบครัว คุณแม่สุภาพรมาเป็นคริสเตียนเพราะลูกสาวคนโตมาเชื่อพระเจ้าก่อน  จากนั้นก็พาคุณพ่อและคุณแม่รวมทั้งน้องสาวมาเชื่อพระเจ้า ท่านเล่าให้เราฟังถึงช่วงเวลาที่ท่านต้องสัมผัสกับโรคร้าย ดูเหมือนชีวิตจะหมดกำลังเรี่ยวแรงที่จะดำเนินชีวิตต่อไปและแล้วคำอธิษฐานของผู้ชอบธรรมก็มีพลัง ทำให้โรคร้ายหายได้ ท่านเล่าให้ฟังว่า […]

ยอม (คุณวีระศักดิ์ เสถียรวันทนีย์)

ยอม “ยอม” พจนานุกรมไทยให้คำจำกัดความว่า “อาการที่แสดงออกบอกให้รู้ว่าเห็นด้วย ไม่ขัด ตกลงปลงใจ” คำนี้เป็น ศัพท์ธรรมดาสามัญที่คนทั่วไปรู้จักและใช้เมื่อเผชิญทางตัน ต้องทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อให้รอดพ้นจากวิกฤต เรื่องต่อไปนี้เรียบเรียงจากการให้สัมภาษณ์ของคุณวีรศักดิ์และคุณสายธาร เสถียรวันทนีย์ แห่งบริษัทบิวตี้เจมส์ คุณวีรศักดิ์เป็นผู้จัดการฝ่ายบริหาร – การเงินและการธนาคาร คุณสายธารตำแหน่งผู้จัดการบริหารฝ่ายจัดซื้อ สมาคมพระคริสตธรรมไทย ขอขอบพระคุณทั้งสองท่านที่ยินดีให้ถ่ายทอดเรื่องราวในครอบครัวผ่าน “คริสตสายสัมพันธ์” เพื่อจะเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่กำลังเผชิญ ทางตัน ให้ตัดสินใจที่จะ “ยอม” ในขณะที่ยังมีโอกาส คุณวีรศักดิ์เติบโตมาในครอบครัวใหญ่ เขายอมรับว่ามีวัยเด็กที่เกเรและเอาแต่ใจตนเอง และเมื่อเป็นผู้ใหญ่ก็ยังได้ชื่อว่าเป็นคน ดื้อรั้น เป็นจอมบงการของพี่น้อง แต่พระเจ้าก็รู้จักเขาตั้งแต่ต้น และมีแผนการสำหรับชีวิตของเขาเช่นเดียวกับที่พระองค์รู้จักมนุษย์ทุกคน และมีแผนการสำหรับทุกคน มีภรรยาเป็นคริสเตียน คุณวีรศักดิ์สมรสกับคุณสายธารซึ่งบิดาเป็นคริสเตียน และมีโอกาสไปโบสถ์ตั้งแต่เด็กแม้จะเป็นการสลับกันไปกับพี่ๆน้องๆ เนื่องจากไม่สะดวกที่พ่อจะพาลูกทั้งหมดไปโบสถ์พร้อมกัน แต่เมื่อสมรสแล้ว คุณสายธารไม่ได้ไปโบสถ์อยู่นานหลายปี ในช่วงระยะเวลานั้น เธอมีความจำเป็นต้องให้ความร่วมมือกับครอบครัวสามีในการเตรียมเครื่องเซ่นไหว้ในเทศกาลต่างๆ เป็นประจำ แต่เธอก็อธิษฐานเผื่อสามีเสมอ เมื่อมีลูกและทั้ง 3 คนโตขึ้นแล้ว คุณสายธารได้ขออนุญาตสามีพาลูกไปโบสถ์ เพราะหวังว่าลูกจะเติบโตขึ้นเป็นเด็กดีในทางของพระเจ้า คุณวีรศักดิ์เป็นผู้ขับรถพาครอบครัวไปโบสถ์เองบ่อยๆ บางครั้งก็ต้องเข้าไปนั่งในโบสถ์ด้วยอย่างเสียไม่ได้ และเขาก็ทนฟังเรื่องของพระเจ้าไม่ได้ ในหลายๆ ครั้งก็เข้าโบสถ์ทางประตูหน้าและรีบออกทางประตูหลัง เพื่อจะหลีกเลี่ยงไม่ต้องพบศิษยาบาลของคริสตจักร ซึ่งคอยดักรอจะคุยกับเขาอยู่เสมอ น้องชายและลูกชายรับเชื่อพระเจ้า วันเวลาผ่านไป […]

ฤทธานุภาพแห่งพระวจนะที่ยิ่งใหญ่

ฤทธานุภาพแห่งพระวจนะที่ยิ่งใหญ่ “ฤทธานุภาพแห่งพระวจนะที่ยิ่งใหญ่” ศจ. ดร.กมล อารยะประทีป… ประสบการณ์ที่แต่ละคนมาเชื่อพระเจ้า เป็นความทรงจำที่ดี และมีคุณค่ายิ่ง และท่านผู้นี้ที่เล่าประสบการณ์จริงจากผู้หญิงคนหนึ่ง ที่ได้รู้จักกับองค์พระผู้เป็นเจ้าโดยผ่านทางพระวจนะของพระองค์ การสัมภาษณ์พูดคุยในครั้งนี้เป็นเครื่องนำทาง ให้เราเดินย้อนกลับไปในวันแรกที่เธอมีโอกาสได้รับพระวจนะของพระเป็นเจ้า เธอพบว่าตนเองเป็นคนโง่ วัยรุ่นหญิงคนหนึ่งเดินทางจากกรุงเทพฯ เข้าเป็นคนไข้ที่โรงพยาบาลแมคคอร์มิค จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อไปถึงเตียงคนไข้ก็ได้เพื่อนคนหนึ่งคือ คุณสงวน ลายดี มาจากจังหวัดตรังและได้มาถึงก่อนเพียง 3 วัน ทั้งสองนอนห้องติดกันและป่วยเป็นวัณโรคเหมือนกัน ถึงแม้ว่าทั้งสองจะต่างวัยกันแต่ก็เป็นเพื่อนกันได้ดี คุณสงวนมีเพื่อนจากตรังมาเยี่ยมเสมอ วันหนึ่งเพื่อนจากตรังมาเยี่ยมคือ คุณเทียมแข เชาว์ชูเวช และได้มอบพระคัมภีร์เล่มใหญ่ให้แก่วัยรุ่นคนนี้ด้วย แต่ปรากฏว่าผู้รับพระคัมภีร์ไม่สนใจเลย ทิ้งไว้ข้างเตียงเกือบ 3 ปี เมื่อเวลาผ่านไป วันหนึ่งวัยรุ่นคนนี้ได้หยิบพระคัมภีร์มาอ่านโดยไม่ได้เปิดจากหน้าแรกแต่เปิดกลางเล่มปรากฏว่าเป็นพระธรรมอิสยาห์ 44:14-20 เป็นเรื่องชายคนหนึ่ง เข้าป่าตัดต้นไม้มาทำฟืนเพื่อย่างเนื้อรับประทาน เมื่อเขาอิ่มแล้วก็ได้รับความอบอุ่นด้วยไฟจากฟืนนั้น แล้วเขาก็เอาไม้ที่เหลือทำรูปเคารพและกราบไหว้รูปเคารพที่เขาทำขึ้นว่าเป็นพระเจ้าของเขา พร้อมทั้งร้องต่อรูปนั้นขอให้ช่วยเขาด้วย เมื่อวัยรุ่นคนนี้อ่านแล้วก็ร้องออกมาดังๆ ว่า “ชายคนนี้โง่ชะมัดเลยที่กราบไหว้สิ่งซึ่งมือของตนเองประดิษฐ์ขึ้นมา จากท่อนไม้ที่ตนเองนำมาทำฟืน” แต่เสียงอันดังนั้นได้สะท้อนกลับมาถึงตัวเธอเอง ทำให้เธอคิดถึงตนเองว่า แล้วตัวเธอเองเล่า โง่เหมือนชายคนนั้นหรือไม่? เธอพบพระเป็นเจ้าในพระคัมภีร์ เธอจึงอ่านพระคัมภีร์ต่อไป เมื่อถึงข้อ 24 จึงพบว่ามีพระเป็นเจ้า พระองค์ทรงสร้างสารพัดทั้งจักรวาลทรงเป็นเจ้าของทั้งหมดและทรงครอบครองอยู่ เธอจึงท้าทายออกมาด้วยเสียงอันดังว่า “ถ้าพระเป็นเจ้ามีจริงเธอต้องการรู้จัก” และเธอก็ตั้งต้นอ่านหาคำตอบจากพระคัมภีร์เล่มนั้น […]

1 10 11 12 13