เมื่อเราเชื่อทุกสิ่งก็เป็นไปได้ 4/13

เมื่อเราเชื่อทุกสิ่งก็เป็นไปได้ เมื่อ เราเชื่อ…ทุกสิ่งก็เป็นไปได้  “The Word” เป็นโปรแกรมช่วยศึกษาค้นคว้าพระคัมภีร์ที่ดีที่สุดโปรแกรมหนึ่งของโลก แต่คนไทยจะใช้โปรแกรมนี้เป็นภาษาไทยได้อย่างไร? คงต้องมีใครสักคนที่อยู่เบื้องหลังที่ทุ่มเทพัฒนาโปรแกรมนี้เพื่อให้คริสตชน ไทยได้ใช้ศึกษาพระคัมภีร์กันง่ายขึ้น ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และบรรลุตามเป้าหมายของผู้ใช้งาน….เรากำลังกล่าวถึงคนธรรมดาคนหนึ่งที่ไม่ เคยเรียนด้านคอมพิวเตอร์มาก่อน เขาได้รู้จักกับโปรแกรมเดอะเวิร์ด แต่ไม่ได้เพียงรู้จักเท่านั้น เขาหลงรัก เขาศึกษาพัฒนาปรับปรุง แก้ไข จนโปรแกรมนี้สามารถใช้ค้นหาพระคัมภีร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพเยี่ยมยอด ซึ่งกล่าวได้ว่า “โปรแกรม The Word เป็นโปรแกรมช่วยศึกษาพระคัมภีร์ที่ดีที่สุดในประเทศไทย ในเวลานี้” ชีวิตของเขาไม่เคยได้อะไรง่ายๆ ล้มลุกคลุกคลานกับพระเจ้า และท้ายที่สุดพระเจ้าได้เปลี่ยนแปลงชีวิตเขาเขายอมให้พระเจ้าใช้ชีวิตของเขา ในพันธกิจของพระองค์ และชีวิตของเขาต่อจากนี้ไปเป็นของพระองค์ ขอแนะนำให้รู้จักกับอาจารย์บุญยโชติ บุณยเกียรติ ผมบุณยโชติ บุณยเกียรติ ปีนี้ก็เข้าสู่คลับเลขสี่พอดี ผมอายุ 40ปี ผมเป็นคนปัตตานีโดยกำเนิด เป็นบุตรชายคนโตในจำนวนพี่น้อง 2คนปัจจุบันเป็นศิษยาภิบาลคริสตจักรปัตตานีเป็นผู้พัฒนาโปรแกรมพระคัมภีร์บน อุปกรณ์ ต่าง ๆ ร่วมกับสมาคมพระคริสตธรรมไทย เป็นนายกสมาคมคริสตชนจังหวัดปัตตานีเป็นกรรมการสภาวัฒนธรรมจังหวัดปัตตานี คณะกรรมการรักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยจังหวัดปัตตานี (คณะทำงานด้านศาสนา) ผมสมรสแล้วกับอัชนา บุณยเกียรติ ซึ่งทำงานเป็นพนักงานเงินรายได้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิทยาเขตปัตตานี ปัจจุบันมีบุตรธิดารวม 3คน คนโต เด็กหญิง ชนากานต์ […]

ผู้ชนะล้วนก้าวผ่านกิโลเมตรที่ 37 3/13

ผู้ชนะล้วนก้าวผ่านกิโลเมตรที่ 37 ผู้ชนะล้วนก้าวผ่าน กิโลเมตรที่ 37   การวิ่งอาจดูเป็นเรื่องง่าย ๆ ที่มนุษย์ปกติคนไหนในโลกก็สามารถทำได้ การวิ่งที่น่าตื่นเต้นในสายตาของคนทั่วไปก็มักเป็นการวิ่งระยะสั้น ทุกคนมักให้ความสนใจกับการเป็นเจ้าลมกรด สามารถรู้ผลผู้ชนะได้ทันทีโดยใช้เวลาไม่ทันถึงครึ่งนาที ส่วนการวิ่งระยะไกลแม้มีผู้ให้ความสนใจอยู่บ้างก็เป็นเพียงกลุ่มเล็กๆ ยิ่งการวิ่งที่ไกลมากๆ อย่างการวิ่งมาราธอน ซึ่งไกลถึง 42.195 กิโลเมตรกว่าจะรู้ผลแพ้ชนะต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงหลายนาทีก็ยิ่งหาผู้สนใจติดตามได้ยากยิ่งขึ้น แต่หากคุณเป็นคนหนึ่งที่เคยฝึกวิ่งอย่างจริงจัง วิธีการมองของคุณจะแตกต่างออกไป นักวิ่งมาราธอนคือมนุษย์ธรรมดาที่สุดแสนจะพิเศษ และเราจะเข้าใจความหมายที่ว่า “สำหรับมาราธอน ผู้ที่วิ่งเข้าเส้นชัยทุกคนคือผู้ชนะ” เรื่องน่าท้าทายสำหรับการวิ่งมาราธอนก็คือมีคนมากกว่า 1 ใน 5 ที่ไม่สามารถวิ่งได้จนครบระยะทาง และหลักกิโลเมตรที่ทำให้แม้แต่นักกีฬาตัวจริงยังต้องถอดใจ และขอถอนตัวจากการวิ่งมากมายก็คือ กิโลเมตรที่ 37 น่าแปลกใจที่ระยะทางก่อนถึงเส้นชัยนั้นเหลือเพียง 5 กิโลเมตรเศษๆ แต่ทุกคนกลับไม่สามารถจะก้าวขาวิ่งไปได้มากกว่านี้ ราวกับว่าร่างกายที่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อของพวกเขากำลังแบกรับน้ำหนักขนาดมหาศาลจนไม่มีแรงวิ่งต่อไป เส้นทางชีวิตของคนเราก็ไม่แตกต่างกับระยะทาง 42.195กิโลเมตรของการวิ่งมาราธอนสักเท่าไหร่ หลายครั้งเราตื่นเต้นกับคนที่ประสบความสำเร็จแบบชั่วข้ามคืน เหมือนการวิ่งชนะ 100 เมตร เราพยายามเหลือเกินที่จะใช้ความเร็วในการวิ่ง 100 เมตร สำหรับชีวิตจริงที่ยาวไกล ผลก็คือเราหมดแรงเราท้อถอย และไม่ต้องการทำอะไรอีก เฝ้าแต่สงสารตัวเองและรู้สึกพ่ายแพ้เพียงเพราะความเร็วที่ลดระดับลง จนลืมไปว่าเรายังไม่แพ้ตราบใดที่ขายังเดินไปสู่เส้นชัย แต่คนจำนวนไม่น้อยต่างหยุดลงและไม่คิดจะเดินต่อไปอีก ชีวิตของคนเราเมื่อมาถึงทางตันเพราะความล้มเหลวครั้งแรกในชีวิต กลับทำให้คิดว่าเขาล้มเหลวมาตลอดชีวิตจนลืมหลักกิโลเมตรที่เขาได้วิ่งผ่านมา ในพระธรรมฟีลิปปี […]

จะปกครองอย่างไรดี? 3/13

จะปกครองอย่างไรดี? มีผู้หนึ่งถามมาว่า  เมื่ออ่านพระธรรมสุภาษิตบทที่ 29  ข้อ 21 ในพระคัมภีร์ไทยหลายฉบับ แล้วเกิดข้อสงสัยสองประการคือ คำกริยาในวรรคแรก ควรเป็นคำใดจึงถูกต้องกับบริบท? บางฉบับว่า “ประคบประหงม” บางฉบับว่า “ทนุถนอม” (ซึ่งควรแก้ไขให้ถูกต้องเป็น “ทะนุถนอม”) และบางฉบับว่า “ตามใจ” เนื้อความในวรรคสอง ควรเป็นอย่างไร? เพราะคำแปลต่างฉบับต่างกัน ขอเชิญพิจารณาดูคำแปลจากพระคริสตธรรมคัมภีร์ไทยฉบับต่างๆ ข้างล่างนี้ คนที่ถนอมเลี้ยงบ่าวของตนมาแต่เด็กที่สุดปลายเขาก็จะทะนงตัวว่าเป็นลูกชาย (ฉบับ1940) บุคคลที่ทนุถนอมคนใช้ของตนตั้งแต่เด็กๆ ที่สุดจะเห็นว่าเขาเป็นผู้รับมรดกของตน (ฉบับ1971) คนที่ตามใจคนรับใช้ของตนตั้งแต่เด็กๆ ในที่สุดจะพบว่าเขานำความยุ่งยากมาให้ (ฉบับ2011) ผู้ตามใจผู้รับใช้ตั้งแต่ผู้รับใช้ยังเป็นเด็ก จะต้องเสียใจในที่สุด (ฉบับคาทอลิก) บุคคลที่ทะนุถนอมคนใช้ของตนตั้งแต่เด็กๆ ที่สุดจะเห็นว่าเขากลายเป็นบุตรชายของตน (ฉบับไทยคิงเจมส์) การประคบประหงมคนรับใช้ตั้งแต่เด็ก เขาจะนำความทุกข์โศกมาให้ในที่สุด (ฉบับอมตธรรมร่วมสมัย) ถ้าเลี้ยงดูคนใช้แต่วัยเยาว์  ให้สิ่งเขาต้องประสงค์จำนงจิต  สักวันหนึ่งจะเสียดายกลายเป็นพิษทุกชนิดของเราเขาครอบครอง (ฉบับประชานิยม) ก่อนอื่นทางสมาคมฯต้องขอออกตัวว่าการนำพระคัมภีร์ฉบับต่างๆมาเทียบเคียงกันนี้มิได้มีจุดประสงค์จะเปรียบเทียบว่าฉบับใดดีกว่าฉบับใดเพียงแต่ต้องการให้ผู้อ่านเห็นความแตกต่างในคำแปลของฉบับต่างๆและพยายามหาความหมายออกมาต่างหาก. เมื่อพิเคราะห์ดูเนื้อหาโดยรวมของทุกฉบับเราพบความมุ่งหมายของผู้เขียนสุภาษิตข้อนี้ซึ่งนอกจากจะนำเสนอความจริงด้านหนึ่งของชีวิตแล้วยังเตือนสติผู้ใหญ่หรือผู้ปกครองหรือเจ้านายให้ทราบว่าควรจะปฏิบัติต่อคนในบังคับบัญชาหรือคนในปกครองอย่างไรจึงจะส่งผลดีต่อเราและต่อเขา? แม้ว่าสุภาษิตจะกล่าวในเชิงลบแต่แน่นอนว่าผู้เขียนมีความประสงค์ในเชิงบวกโดยเนื้อความในวรรคแรกเป็นสาเหตุและเนื้อความในวรรคสองเป็นผลลัพธ์ซึ่งสืบเนื่องจากการกระทำในวรรคแรก แม้ว่าสังคมสมัยพระคัมภีร์จะต่างจากสังคมปัจจุบันบ้างกล่าวคือคนรับใช้หรือบ่าวไพร่ในสมัยนั้นอยู่กับเจ้านายตั้งแต่เกิดก็มีเนื่องจากบิดามารดาของเขาเป็นทาสหรือข้ารับใช้ในบ้านนั้นแต่เริ่มแรกดังนั้นคนรับใช้จึงเป็นเด็กในการปกครองของเจ้านายคล้ายบุตร ด้วยเหตุนี้หลักการต่างๆในพระธรรมสุภาษิตที่เกี่ยวกับการปฏิบัติต่อคนรับใช้และต่อบุตรจึงอาจนำมาประสานกันได้บ้างตามควรจะขอหยิบยกตัวอย่างจากสุภาษิตบทที่29 ข้อ15 ,17,19 และ21ฉบับ2011 เราพบหลักการปฏิบัติต่อบุตรในข้อ15 และ17 อีกทั้งหลักการต่อคนรับใช้ในข้อ19 และ21 […]

ที่หนึ่งของชีวิตคือ พระเจ้า 3/13

ที่หนึ่งของชีวิตคือ พระเจ้า จุฬพันธุ์ มันตาวิจักษณ์ (น้องบุ๊ค) อายุ 20 ปี กำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 2 คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มาจากครอบครัวที่อบอุ่น มีพี่น้องรวม 3 คน คุณแม่ทำธุรกิจส่วนตัว คือคุณรดา มันตาวิจักษณ์ คุณพ่อเป็นสัตวแพทย์ คือคุณนพพร มันตาวิจักษณ์ ปัจจุบันน้องบุ๊คและคุณแม่เป็นสมาชิกอยู่ที่คริสตจักรนิมิตใหม่ และมีความมุ่งมั่นในการที่จะนำคุณพ่อและน้องอีก 2 คนให้มารู้จักพระเจ้า .. พระเยซูเป็นใครกันแน่ บุ๊คไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าคริสเตียนคือใคร เป็นอย่างไร รู้เพียงว่าคริสเตียนไปโบสถ์ทุกวันอาทิตย์ เป็นอีกศาสนาหนึ่ง จนกระทั่งบุ๊คสอบได้ไปต่างประเทศกับโครงการแลกเปลี่ยนเยาวชน YFU (Youth For Understanding International Exchange) และไปเรียนในปี ค.ศ.2010 ขณะนั้นบุ๊คกำลังเรียนอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งปีที่ 6 เป็นปีที่จะต้องเตรียมตัวเพื่อสอบเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัย แต่ก็ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการนี้ เพราะน้องสาวซึ่งกำลังเรียนอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีความต้องการอย่างมากที่จะไปเรียนแลกเปลี่ยนกับโครงการ AFS คุณแม่จึงตัดสินใจให้ได้ไปทั้งคู่ บุ๊คไปเรียนที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นเวลา 10 เดือน […]

สมาร์ตโฟนถ้าใช้ก็ให้สมาร์ท 2/13

สมาร์ตโฟน ถ้าใช้ก็ให้สมาร์ท  ทุกครั้งที่ใกล้ถึงเวลาเลิกงาน สมาร์ตโฟนของผมเป็นต้องร้องเสียงดัง “ติ๊ง”ผมเดาได้ไม่ยากว่าคุณแม่ส่งภาพอาหารเย็นแสนอร่อยฝีมือท่านพร้อมภาพสติกเกอร์น่าขำผ่านโปรแกรมไลน์มาให้ทำให้ผมตัดสินใจรีบขับรถไปทานฝีมือคุณแม่ก่อนที่มันจะชืดจนหมดรสอร่อยไม่น่าเชื่อว่ามือถือแบบใหม่ที่เรียกว่า“สมาร์ตโฟน”ที่ผมเคยกลัวนักกลัวหนาแถมยังต่อต้านคนที่ใช้วันนี้กลับกลายเป็นช่องทางสำคัญที่ผมสามารถสื่อสารกับคุณแม่ และคนที่ผมรักได้ในทุกๆ วัน ย้อนเวลากลับไปเมื่อสักครึ่งปีที่ผ่านมา ผมมีความคิดว่า “สมาร์ตโฟน” เป็นเรื่องไร้สาระ ไม่มีความจำเป็น ทั้งยังฟุ่มเฟ?อยมีราคาแพง และเปรียบเสมือนตัวแทนแห่งโลกทุนนิยมยิ่งถ้านับรวมกับความกระอักกระอ่วนใจเวลาเห็นสีหน้าของคนรอบข้างทำสีหน้าแปลกๆ ทุกครั้งที่เห็นผมควักเจ้ามือถือรุ่นโบราณด้วยแล้ว ทำให้ผมเกิดอคติ และจงเกลียดจงชังเจ้าสมาร์ตโฟนนี่เสียเหลือเกิน จนกระทั่งเมื่อผมเริ่มศึกษาหาข้อมูลเพื่อให้น้ำหนักกับความคิดตัวเองที่จะไม่ใช้เจ้าสมาร์ตโฟน ผมกลับพบว่าเทคโนโลยีชิ้นนี้ทำให้ผมลดเวลาในการทำงานลงไปมากไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงโลกอินเทอร์เน็ตได้ตลอดเวลาการส่งงานผ่านจดหมายอิเล็กทรอนิก (อีเมล) และยังมีโปรแกรมและเกมที่แสนจะเพลิดเพลินมากมายเหลือเกิน นับเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ผมยอมจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อโทรศัพท์ แต่โลกใหม่ของสมาร์ตโฟนก็ทำเอาผมแทบไม่ได้หลับไม่ได้นอนติดต่อกันหลายคืน ผมตื่นเต้นไปกับแอปพลิเคชันใหม่ๆ (โปรแกรมแบบที่ใช้ในสมาร์ตโฟน)  ได้มีโอกาสชมรายการโทรทัศน์ของต่างประเทศได้ง่ายๆ สามารถใช้เฟซบุ๊กได้ตลอดเวลา กว่าจะรู้ตัวก็ผ่านไปเกือบตีสามแล้ว ผมติดสมาร์ตโฟนจนงอมแงมอยู่หลายวัน ต้องขอบคุณที่คนรอบข้างเตือนผมให้เงยหน้าขึ้นมาพูดคุยกับโลกจริงซะบ้าง ผมจึงหลุดวงจรแห่งการเสพติดเทคโนโลยีออกมาได้ ผมเชื่อว่าผู้อ่านส่วนใหญ่มีความคุ้นเคยกับสมาร์ตโฟน เพราะสิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่อีกต่อไป ถ้าย้อนกลับไปสัก 5-6 ปี สมาร์ตโฟนหรือแท็บเล็ตคงเปรียบเสมือนเครื่องประดับที่มีได้เฉพาะคนที่มีรายได้ดีเท่านั้น แต่ปัจจุบัน สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องสามัญที่ใครๆ ก็มีได้ และยังมีระบบผ่อนชำระสำหรับคนที่มีรายได้น้อยแต่ต้องการอยู่ร่วมในสังคมอย่างไม่ตกยุค ภาพของผู้คนบนรถไฟฟ้าหรือรถประจำทางที่มองวิวข้างทางหรือพุดคุยหยอกล้อกันเริ่มลดน้อยลงไปทุกที ผู้คนในสังคมส่วนใหญ่ก้มหน้าก้มตาหยิบสมาร์ตโฟนเพื่อเข้าไปในโลกส่วนตัวโดยไม่นึกจะมองอะไรข้างทางหรือหน้าคนที่นั่งข้างๆ อีก (ในอนาคตคนส่วนใหญ่คงจะเป็นโลกปวดต้นคอ และนิ้วล็อกกันมากขึ้นเพราะเจ้าสมาร์ตโฟน) สิ่งที่เราต้องยอมรับอย่างหนึ่งก็คือสมาร์ตโฟนกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนในสังคมเมืองมากขึ้นทุกที คนที่ไม่มีสมาร์ตโฟนก็อาจจะเริ่มรู้สึกแปลกๆ ทุกครั้งที่หยิบมือถือขึ้นมา แล้วสายตาคนอื่นๆ ดูตกใจราวกับว่าเราขโมยเอโบราณวัตถุออกมาจากพิพิธภัณฑ์ที่ไหนสักแห่งแต่การมีสมาร์ตโฟนอย่างไม่เข้าใจถ้าไม่ระวังให้ดีบางทีพวกเราก็อาจกลายเป็นคนหนึ่งที่เสพติดโลกไซเบอร์ขึ้นมาอย่างไม่ทันรู้ตัวก็เป็นได้ อาการที่พอจะบอกกับเราได้ว่าเรากำลังเสพติดสิ่งนี้หรือไม่พอให้เราใช้เป็นข้อสังเกตประการแรกก็คือ “เราชาร์จแบตเตอรี่ของสมาร์ตโฟนมากกว่าวันละ 2 ครั้งหรือไม่” […]

รองเท้าเกี่ยวข้องกับข่าวประเสริฐอย่างไร? 2/13

รองเท้าเกี่ยวข้องกับข่าวประเสริฐอย่างไร? หลายคนอาจจะสงสัยว่าใครเป็นคนคิดทำรองเท้าเป็นคนแรก ถ้าจะค้นหาจริงๆ ก็อาจจะไม่มีใครรู้ แต่การที่มนุษย์เราใส่รองเท้านี้นับว่าเป็นอารยธรรมเก่าแก่มาก Cameron Kippen 2013 ได้เขียนไว้ใน History of Sandals blogspot  ของเขาว่ารองเท้านี้น่าจะมีใช้กันในวัฒนธรรมเก่าแก่ของมนุษย์ที่อยู่ระหว่างแม่น้ำไทกริสและยูเฟรติส ซึ่งกินอาณาบริเวณกว้างมาก ถ้าจะพูดถึงประเทศในปัจจุบันก็คือดินแดนที่เริ่มจากอิหร่านไปจนถึงซีเรียในปัจจุบัน อารยธรรมเก่าแก่สมัยโบราณก็ได้แก่พวกสุมาเรียนที่อยู่ในดินแดนเมโสโปเตเมียเป็นอารยธรรมเก่าแก่ตั้งแต่สมัยประมาณ4,000ปีก่อนคริสตกาล ในพระคริสตธรรมคัมภีร์เรื่องของเท้าถูกกล่าวถึงครั้งแรกในพระธรรมปฐมกาล“แม้เส้นด้ายหรือสายรัดรองเท้าหรือทุกอย่างที่เป็นของของท่านข้าพเจ้าก็จะไม่รับเพื่อไม่ให้ท่านพูดได้ว่า‘เราได้ทำให้อับรามมั่งมี’” (ปฐก.14:23) คำพูดนี้เป็นคำพูดของอับราฮัมที่กล่าวกับกษัตริย์เมืองโสโดมในบริบทนี้เราจะเห็นว่าเส้นด้ายและสายรัดรองเท้าเป็นสิ่งเล็กน้อยมากแสดงว่ารองเท้าเป็นสิ่งที่มีมานานแล้วอับราฮัมก็มีรกรากดั้งเดิมอยู่ที่เมโสโปเต-เมียก่อนที่จะอพยพมาอยู่ที่ดินแดนคานาอันแต่อย่างไรก็ดีการใช้รองเท้าหรือรองเท้าแตะที่มีสายรัดก็เป็นสิ่งที่มีแพร่หลายอยู่ในคานาอันอยู่แล้วการใส่รองเท้าจึงเป็นสิ่งปกติตั้งแต่สมัยโบราณ การถอดรองเท้ามีความหมายหลายอย่าง ประการแรก การถอดรองเท้าเป็นการแสดงความเคารพต่อสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เช่นเมื่อโมเสสได้พบกับพระเจ้าที่พุ่มไม้เพลิงพระเจ้าได้ตรัสให้โมเสสถอดรองเท้าออก(อพย.3:5; กจ.7:33) และก่อนที่โยชูวาจะเข้ายึดเมืองเยรีโคท่านได้พบกับทูตของพระเจ้าผู้เป็นจอมทัพของพระเจ้าและทูตนั้นก็ได้บอกให้โยชูวาถอดรองเท้าออก(ยชว.5:15) อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือปุโรหิตหรือมหาปุโรหิตจะต้องสวมชุดตำแหน่งเพื่อปรนนิบัติพระเจ้าในพลับพลาหรือพระวิหารแต่เราจะไม่พบว่ามีรองเท้าอยู่ในชุดตำแหน่งนั้นเลยเป็นไปได้ว่าเมื่อปุโรหิตหรือมหาปุโรหิตทำหน้าที่นั้นจะไม่ได้สวมรองเท้าเลย ประการที่สอง การไม่สวมรองเท้านั้นแสดงถึงการไว้ทุกข์เช่นใน2ซมอ.15:30; อสค.24:17, 23ประการที่สามเชลยและทาสจะไม่ได้สวมรองเท้า(2พศด.28:15; อสย.20:2) ประการที่สี่?เป็น การตำหนิคนที่ไม่ทำหน้าที่ของญาติสนิทในกรณีที่หญิงม่ายที่ถูกน้องชายของ สามีปฏิเสธที่จะทำหน้าที่สามีแทนโดยรับนางเป็นภรรยาเพื่อจะมีผู้สืบสกุลพี่ ชายต่อไปหญิงม่ายจะถอดรองเท้าของน้องชายของสามีออกต่อหน้าสาธารณชนแล้วถ่ม น้ำลายใส่หน้าเขาเพื่อเป็นการตำหนิเขา(ฉธบ.25:9-10) ประการที่ห้าการถอดรองเท้าแสดงถึงการผูกมัดทางกฎหมายที่มีการตกลงกันอย่างเป็นทางการคล้ายๆกับการลงลายมือชื่อในปัจจุบัน(นรธ. 4:7) ประการที่หกพระเจ้าทรงโยนรองเท้าของพระองค์เหนือเอโดม(สดด. 60:8; 108:9) น่าจะมีความหมายว่าพระเจ้าจะยึดครองแผ่นดินเอโดม ส่วนการสวมรองเท้านั้นก็มีความหมายได้หลายอย่างเหมือนกันได้แก่ ประการแรกการสวมรองเท้าเล็งถึงการเตรียมพร้อมเช่นในอฟ.6:15พูด ถึงการให้คริสตชนสวมรองเท้าแห่งข่าวประเสริฐในสมัยที่คนอิสราเอลจะอพยพออก จากอียิปต์พระเจ้ารับสั่งคนอิสราเอลให้เตรียมพร้อมที่จะออกจากอียิปต์ด้วย การรับประทานปัสกาขณะยังสวมรองเท้าอยู่ (อพย.12:11) ประการที่สองเป็นการเล็งถึงการเอาใจใส่ดูแลของพระเจ้าขณะคนอิสราเอลเดินทางอยู่ในถิ่นทุรกันดารนานถึง40ปีพระเจ้าทรงดูแลเอาใจใส่พวกเขาพระเจ้าตรัสว่า“เราได้นำพวกเจ้าอยู่ในถิ่นทุรกันดารสี่สิบปีเสื้อผ้าของเจ้าไม่ได้ขาดวิ่นไปจากเจ้าและรองเท้าไม่ได้ขาดหลุดไปจากเท้าของเจ้า” (ฉธบ. 29:5) ประการที่สามรองเท้าเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญอย่างหนึ่งที่สาวกสิบสองคนจะต้องมีติดตัวเมื่อพระเยซูใช้ให้พวกเขาออกไปสั่งสอนและขับผีตามหมู่บ้านต่างๆ“แต่ให้สวมรองเท้าและไม่ให้สวมเสื้อสองตัว” (มก. 6:9) ถ้าดูตามพระธรรมข้อนี้คือผู้ที่จะประกาศข่าวประเสริฐจะต้องมีรองเท้า1คู่และเสื้อ1ชุดไม่ต้องมีกระเป๋าและไม่ต้องมีเงินแสดงว่าต้องออกไปอย่างรีบเร่งและพระเจ้าจะเป็นผู้จัดเตรียมสิ่งจำเป็นข้างหน้าให้หากเราอ่านเรื่องเดียวกันนี้ในพระธรรมเล่มอื่นจะมีความแตกต่างบางอย่างในพระธรรมลูกาพระเยซูตรัสว่า“อย่าเอาถุงเงินหรือย่ามหรือรองเท้าไปและอย่าทักทายใครตามทาง” (ลก.10:4) หากเราอ่านอย่างผิวเผินเราอาจจะเข้าใจผิดว่าเป็นคำสั่งให้เดินเท้าเปล่าแต่ถ้าเราอ่านเรื่องเดียวกันในพระธรรมมัทธิวเราจะพบข้อมูลเพิ่มเติมอีกในพระธรรมมัทธิวพระเยซูตรัสว่า“อย่าเอาย่ามหรือเสื้อสองตัวหรือรองเท้าอีกคู่หรือไม้เท้าเพราะว่าคนที่ทำงานก็สมควรจะได้อาหารกิน” (มธ.10:10) เมื่อเราอ่านพระธรรม3ตอนนี้แล้วจะเห็นว่าคนที่จะออกไปประกาศหรือรับใช้พระเจ้าไม่ต้องเตรียมหรือเอาอะไรติดตัวไปเลยมีเสื้อที่สวมอยู่และรองเท้าที่สวมอยู่เพียงคู่เดียวก็พอแล้วไม่ต้องเอาเสื้อใหม่หรือรองเท้าใหม่ไปอีกคู่หนึ่ง […]

ผู้แทนกิตติคุณหกแผ่นดินคนแรก 2/13

ผู้แทนกิตติคุณหกแผ่นดินคนแรก First Ambassador for Thailand Bible Society คำพยานชีวิต คริสตสายสัมพันธ์ฉบับที่ 2/2013 นี้ ขอแนะนำให้ผู้อ่านรู้จักกับ คุณอารีย์ ปลั่งประมูล “ผู้แทนกิตติคุณ” คนแรกของสมาคมพระคริสตธรรมไทย ที่คนอายุ 30 ยังแจ?วยังต้องชิดซ้ายเมื่อเจอสาวแกร่ง 60 ที่แจ?วกว่า… แต่กว่าจะมาเป็นผู้แทนกิตติคุณหนทางชีวิตของท่านผู้นี้ ล้มลุกคลุกคลาน มีความยากลำบาก แต่ท่านผ่านมาได้และมั่นใจว่าพระเจ้าคือผู้ทรงจัดเรียงช่วงชีวิตของท่านไว้ อย่างลงตัวและมีเวลาที่เหมาะสม ท่านวางใจในพระองค์วันต่อวัน !!! คุณอารีย์ช่วยเล่าถึงชีวิตในวัยเด็กให้ฟังสักนิดนะคะ ดิฉัน เกิดในครอบครัวที่ค่อนข้างยากจน (เตี่ยจีน-แม่ไทย) มีพี่น้องทั้งหมด 9 คน ตัวเองเป็นลูกคนโต (มีน้องชายร่วมบิดา 4 คน ต่างบิดา 1 คนและน้องสาวต่างบิดา 3 คน) ดิฉันมีพ่อ 2 คน เนื่องจากพ่อ (เตี่ยคนแรก) เสียชีวิตตอนดิฉันอายุ 8 ขวบ จากนั้น 2 ปีต่อมา […]

รักเอย… จริงหรือที่ว่าหวาน 1/13

รักเอย… จริงหรือที่ว่าหวาน เมื่อคุณเห็นภาพนักศึกษาชายหญิงเริงรักกันในโรงแรมแล้วถูกแอบถ่ายและนำภาพมาเผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ตคุณรู้สึกอย่างไร? ตัวของชายหนุ่มหญิงสาวผู้เป็นดาราจำเป็นนั้นล่ะเมื่อเห็นภาพของตัวเองแล้วรู้สึกอย่างไร? ส่วน บิดามารดา ญาติมิตร ของผู้แสดงทั้งสองคงไม่ต้องบรรยายความรู้สึกหรอกจริงไหมครับ? นอกจากนี้ยังมีภาพของนักศึกษาสาวหรือชายที่ถูกแอบถ่ายวีดีโอ ขณะเร่ขายบริการทางเพศ เพราะประชดชีวิตรักหรือใจแตกเพราะกร้านกับความรัก ภาพเหล่านี้ทำให้คุณรู้สึกอย่างไรบ้าง? แต่ที่น่าอนาถใจก็คือ ภาพของหญิงสาวนอนเรียงรายที่เตียงคนไข้ขณะลักลอบทำแท้งทารกในครรภ์อันเป็นผลิตผลที่ไม่พึงประสงค์จากการร่วมรักของหนุ่มสาวที่ยังไม่พร้อมสำหรับสถานภาพของการเป็น “พ่อและแม่” ใช่ครับ นี่คือ โศกนาฏกรรมของชีวิตรักที่ไม่ถูกทาง! “รัก” และ “ใคร่” เป็นของคู่กัน แม้ไม่เหมือนกัน แต่คนมักสับสนคิดว่าเป็นสิ่งเดียวกัน! ความรักไม่เคยทำให้ใครตาบอด แต่ความใคร่ทำหนุ่มสาวในปัจจุบันมักตีค่าความรักต่ำลงเหลือเพียงแค่ความใคร่ ความรักเป็นการชอบอย่างผูกพันพร้อมด้วยความยินดี เป็นจิตบริสุทธิ์ที่พร้อมจะให้สิ่งดีแก่คนที่ตนรัก เช่น ให้เกียรติ  ให้สิ่งของที่ดี!  ให้เวลาที่มีคุณภาพ!  ให้การปรนนิบัติที่ดี! ฯลฯ คนที่มีความรักแท้จะถือคติเดียวกับองค์พระเยซูคริสต์ นั่นคือ “การให้เป็นเหตุให้มีความสุขยิ่งกว่าการรับ” นั่นคือ ถ้าเรารักใครแล้ว เราจะมีความสุข และความยินดี เพราะได้เป็นฝ่ายให้เสมอ แต่ความใคร่นั้นตรงกันข้าม ความใคร่ เป็นความอยากความต้องการที่จะได้! แท้จริงแล้ว ถ้าเราได้ในสิ่งที่เราต้องการ ในเวลาที่เหมาะสม และในสถานที่ที่สมควร ก็น่าจะนำความสุขมาสู่เรา จริงไหมครับ? แต่การพยายามจะได้บางสิ่งก่อนเวลาอันควร ณ สถานที่ที่ไม่ควร ที่เราเรียกว่า […]

มีพระองค์ที่ใหญ่กว่านี้อีกไหม 1/13

มีพระองค์ที่ใหญ่กว่านี้อีกไหม “มื่อคิดถึงพระเจ้าองค์นี้ที่ตายแทน หนูแล้ว หนูก็มีกำลังมากขึ้น” เป็นคำพูดที่หนุนใจของผู้หญิงคนหนึ่ง เธอเคยเป็นเพียงเด็กเลี้ยงควายที่ต้องต่อสู้ชีวิต จากบ้านเกิดไปหางานทำเพื่อหาเลี้ยงแม่และลูกอีก 4 คน ซ้ำร้าย ต้องติดโรคร้ายจากสามี จนทำให้ชีวิตพลิกผันจมดิ่งลง ความจำเป็นด้านปากท้องทำให้ไม่มีทางเลือกแต่ด้วยใจมุ่งมั่นที่จะหลุดพ้น เธอผ่านมาได้อย่างไร พระเจ้าช่วยกู้ชีวิตของเธออย่างไร จนถึงวันนี้ที่เธอเป็น “ผู้รับใช้ฆราวาส” (ชื่อเจ้าของคำพยาน เป็นนามสมมติ และภาพถ่ายจะปกปิดใบหน้า หากชื่อที่สมมตินี้ไปตรงกับท่านใด ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้) สมพร เปิดเผยเรื่องราวของเธอให้กับทางสมาคมพระคริสตธรรมไทยรับฟังด้วยแววตาแห่ง ความสุขและเต็มไปด้วยความหวังว่า คำพยานชีวิตของเธอนี้จะเป็นพระพรต่อคนที่ท้อแท้ สิ้นหวัง จมอยู่กับชีวิตที่แหลกเหลว ไม่มีทางออก ติดเชื้อเอดส์ ให้ลุกขึ้นยืนใหม่อีกครั้งด้วยความรักของพระเยซูผู้เปลี่ยนแปลงชีวิตเช่น เดียวกับเธอ อดีตที่แก้ไขไม่ได้ หนูชื่อ สมพร บ้านเกิดอยู่ที่อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี ออกจากบ้านเกิดมาทำงานเป็นลูกจ้างร้านเสริมสวยที่พัทยาได้สักระยะหนึ่ง ก็ได้พบกับสามีคนแรก เขาเคยเป็นนักมวย เป็นบอดี้การ์ดของพวกนายหัวภาคใต้ เราได้เสียกัน จนต่อมาหนูตั้งท้อง จึงพากันกลับไปขอขมาพ่อแม่ ทั้งสองฝ่ายไม่ยอมรับเรา เพราะพ่อหนูกับแม่เขาเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน เคยเป็นคู่คดีความกันถึงขั้นถูกตำรวจจับ เขาบาดหมางกันมา พ่อหนูไม่ชอบแม่ของสามี ก็พาลไม่รับคำขอขมาและไม่ยอมให้หนูอยู่กับสามี หนูจึงต้องอุ้มท้องไปอาศัยอยู่กับย่าจนกระทั่งคลอด ฝ่ายแม่สามีก็ไม่ยอมรับหนูเพราะความเข้าใจผิด ก็พัทยาเป็นเมืองแห่งการค้าประเวณีนี่นะ […]

เมื่อวิกฤต…พระเยซูคริสต์ช่วยได้ 4/12

เมื่อวิกฤต… พระเยซูคริสต์ช่วยได้ คุณเคยรู้สึกแบบนี้หรือเปล่า “รู้สึกเบื่อชีวิต รู้สึกซึมเศร้า รู้สึกไม่มีใคร รู้สึกเครียด รู้สึกกลัว เรียนไม่จบ รู้สึกปัญหาชีวิตรุมเร้ามากมายเหลือเกิน” หากความรู้สึกเหล่านี้ก่อตัวขึ้น จนทำให้ชีวิตเดินต่อไปไม่ไหว หาทางออกไม่เจอ คุณจะทำอย่างไร จะตัดสินใจเลือกทางเดินให้กับชีวิตของคุณเหมือนผู้ชายคนนี้ไหม! ชีวิตเปลี่ยนแปลงตั้งแต่วัยเด็ก ผม เป็นคนปักษ์ใต้ เกิดที่อำเภอสิชลอยู่ห่างจากตัวเมืองจังหวัดนครศรีธรรมราชประมาณ 60 กิโลเมตร มีพี่น้องจำนวน 8 คน คนโตเสียชีวิตตั้งแต่สองขวบ เหลืออยู่ 7 คน ผมเป็นคนที่ 6 ชีวิตในตอนเด็กครอบครัวค่อนข้างยากจน แต่ก่อนหน้านั้นมีฐานะดี เพราะคุณพ่อเคยเป็นปลัดอำเภอ เมื่อออกจากราชการก็มาเป็นครู และทำฟาร์มเลี้ยงไก่ซึ่งถือว่าเป็นเจ้าใหญ่ในจังหวัด ต่อมาก็เกิดเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้ครอบครัวเราเกิดการเปลี่ยนแปลง คือแม่เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งตับ ตอนนั้นผมอายุประมาณ 10 ขวบ หลังจากที่แม่เสีย พ่อเสียใจมาก ดื่มแต่เหล้า ไม่สามารถประกอบอาชีพอะไรได้อีก ฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัวเราก็เลยแย่ลงเรื่อยๆ จนถึงขั้นที่บางครั้งเราต้องไปขอข้าวสารอาหารจากญาติพี่น้องและเพื่อนบ้าน กิน แม้ว่าพ่อจะมีสภาพแบบนี้ แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมภูมิใจในตัวพ่อคือ พ่อจะยอมเสียสละทุกอย่างเพื่อให้ลูกได้เรียนหนังสือ ไม่ยอมกินข้าวเพื่อให้ลูกได้ไปโรงเรียน หลังจากที่ผมจบ ม6 และก็เข้ามาอยู่กับพี่ชายในกรุงเทพฯ พอมา อยู่กรุงเทพ […]

1 38 39 40 41 42 43