จากใจเลขาธิการ
สวัสดีครับ สมาชิกและเพื่อนของ TBS ทุกท่าน
ในช่วงเวลานี้ หลายคนอาจรู้สึกหนักใจเมื่อมองดูสถานการณ์รอบตัว ไม่ว่าจะเป็นข่าวสงครามที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กันในหลายภูมิภาค และยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวให้ทรุดตัวลงไปอีก สำหรับบางคน ความกังวลที่มีมาอย่างยาวนานเกี่ยวกับอนาคตและความมั่นคงของชีวิตเริ่มกลายเป็นความเคยชินและยอมรับสภาพ แต่สำหรับอีกหลายคน ความเครียดที่มีอยู่กลับพอกพูนมากยิ่งขึ้นไปอีกและยากที่จะสลัดให้หลุดได้ ทำให้สงสัยไปว่า ความหวังยังมีอยู่จริงหรือไม่ สำหรับเราทั้งหลายที่เป็นลูกของพระเจ้า เรามีความหวังที่เที่ยงแท้และหาไม่ได้ในโลกนี้ เพราะความหวังของเราไม่ได้ตั้งอยู่บนฐานของสภาวการณ์หรือคำสัญญาของมนุษย์คนใด แต่ตั้งอยู่บนพระสัญญาของพระเจ้า ผู้ทรงครอบครองทุกสิ่ง และทรงรักเราดั่งแก้วตาดวงใจของพระองค์
พระคัมภีร์เตือนเราหลายครั้งว่า ในโลกนี้เราจะต้องเผชิญความยากลำบาก แต่ในเวลาเดียวกัน พระเจ้าก็ทรงสัญญาว่าพระองค์จะไม่ทอดทิ้งลูกของพระองค์ พระเยซูตรัสว่า “เหตุฉะนั้น อย่ากระวนกระวายและกล่าวว่าจะเอาอะไรกิน? หรือจะเอาอะไรดื่ม? หรือจะเอาอะไรนุ่งห่ม? เพราะว่าบรรดาคนต่างชาติแสวงหาสิ่งทั้งปวงนี้ แต่ว่าพระบิดาของพวกท่านผู้สถิตในสวรรค์ทรงทราบแล้วว่าท่านต้องการสิ่งทั้งปวงนี้ แต่พวกท่านจงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงนี้ให้” (มัทธิว 6:31-33) พระเยซูทรงเข้าใจเราดีว่า แต่ละวัน เราก็มีทุกข์มากพออยู่แล้ว ให้เราจดจ่อกับเรื่องของวันนี้ ไว้ใจพระองค์ในแต่ละวัน และฝากอนาคตไว้กับพระองค์ ที่สำคัญ เราต้องแสวงหาทั้งแผ่นดินของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์เหนือสิ่งใด เลือกพระองค์ก่อน และเลือกทำสิ่งที่ถูกต้องโดยไม่ประนีประนอม
นี่อาจเป็นเวลาที่พระเจ้ากำลังเรียกเราให้หันกลับมามองดูพระองค์มากยิ่งขึ้น ให้เรายึดมั่นในพระสัญญาของพระองค์ และวางใจว่าพระองค์ยังคงทรงควบคุมทุกสิ่งอยู่ แม้เราอาจไม่เข้าใจทุกเรื่อง และไม่รู้ว่ามันจะลงเอยเช่นไร เราก็ยังสามารถมั่นใจได้ว่าพระเจ้าทรงสัตย์ซื่อ และอาจใช้แม้วิกฤติการณ์เพื่อสำแดงความยิ่งใหญ่และพระประสงค์อันดีของพระองค์ในชีวิตของเรา
ดังนั้น แทนที่จะปล่อยให้ความกลัวครอบงำใจ ให้เราเข้าหาพระเจ้าผ่านการอธิษฐาน อ่านพระวจนะของพระองค์ และหนุนใจกันให้มั่นคงในความเชื่อ เพราะพระเจ้าทรงเป็นที่ลี้ภัยและเป็นกำลังของเราเสมอ ขอให้เราจดจำไว้ว่า แม้โลกจะสั่นคลอน พระเจ้าของเราก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลง และพระสัญญาของพระองค์ยังคงตั้งมั่นคงตลอดไป
คุณรู้หรือไม่
“ลูซีเฟอร์”
คือชื่อของซาตานจริงหรือ
หลายคนคงคุ้นเคยกับคำว่า “ลูซีเฟอร์” (Lucifer) ในฐานะชื่อของทูตสวรรค์ที่ล้มลงและกลายเป็นมารซาตาน และพบว่าคำนี้ถูกใช้สลับไปมากับคำว่า “มารซาตาน” ไม่ว่าจะในคำเทศนา คำสอน วรรณกรรม หรือสื่อต่างๆ ราวกับว่า สองคำนี้ใช้แทนกันได้ คำถามคือ คำว่า “ลูซีเฟอร์” มีที่มาจากไหน เป็นชื่อของซาตานจริงหรือไม่
หากเราอ่านพระคัมภีร์ภาษาไทยในสำนวนแปลเกือบทั้งหมด เราจะไม่พบคำว่า “ลูซีเฟอร์” เลย ยกเว้นในสำนวนแปล KJV คำนี้มีที่มาจากพระคัมภีร์ฉบับลาตินวัลเกต (Latin Vulgate) ที่แปลโดยเจอโรม (Jerome) จากภาษาเดิมเป็นภาษาลาตินในช่วงปลายศตวรรษที่ 4 และใช้กันในศาสนจักรโรมันคาทอลิกเรื่อยมา คำนี้ถูกใช้ในพระคัมภีร์ฉบับแปลนี้มากกว่าหนึ่งครั้ง แต่ข้อพระคัมภีร์ที่ปรากฏคำนี้และหลายครั้งถูกเชื่อมโยงกับมารซาตานคือ อิสยาห์ 14:12 คำว่า “ลูซีเฟอร์” ยังปรากฏในพระคัมภีร์ข้อเดียวกันนี้ในฉบับภาษาอังกฤษสำนวนแปลคิงเจมส์ (King James Version) ซึ่งเกิดขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 16
คำว่า “ลูซีเฟอร์” เป็นคำภาษาลาติน แปลตรงตัวว่า “ผู้นำความสว่าง” มักใช้เรียกดาวศุกร์โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อปรากฏบนท้องฟ้าในเวลาเช้า คำนี้ใน อิสยาห์ 14:12 ฉบับลาตินวัลเกตแปลมาจากคำว่า เฮเลล (Helel) ในฉบับภาษาฮีบรูซึ่งเป็นภาษาเดิมของพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม และมาจากรากศัพท์ที่ให้ความหมายว่า “สว่าง” ส่วนพระคัมภีร์ภาษาไทยฉบับมาตรฐานนั้นใช้ว่า “เจ้าผู้ส่องแสง” หรือฉบับ 1971 แปลว่า “ดาวประจำกลางวัน” และฉบับประชานิยมแปลว่า “ดาวประกายพรึก” เมื่อมองด้วยตาเปล่าในเวลากลางคืน เราจะเห็นดาวศุกร์ส่องสว่างมากกว่าดาวดวงอื่นๆ
หากเราพิจารณาบริบทของ อิสยาห์ 14:12 เราจะทราบว่า พระวจนะตอนนี้เป็นคำพยากรณ์ถึงกษัตริย์ของอาณาจักรบาบิโลนซึ่งน่าจะหมายถึงกษัตริย์เนบูคัดเนซซาร์ที่ 2 ผู้ที่จะตีอาณาจักร ยูดาห์ให้แตกพ่ายและนำคนยูดาห์ไปเป็นเชลยที่บาบิโลน พระองค์ทรงยิ่งใหญ่เกรียงไกร ทรงหยิ่งผยองและคิดว่าพระองค์เองสูงส่งมาก ขนาดรำพึงในใจว่า จะขึ้นไปยังฟ้าสวรรค์และตั้งพระที่นั่งของพระองค์เหนือดวงดาวทั้งหลาย และจะทรงทำตัวให้เหมือนองค์พระเจ้าผู้สูงสุด (อิสยาห์ 14:13-14) พระองค์จึงทรงถูกทำให้ตกต่ำลง ดังที่ปรากฏใน ดาเนียล 4:28-33 ข้อความว่า “เจ้าร่วงลงจากฟ้าสวรรค์อย่างไรหนอ…เจ้าถูกเหวี่ยงลงมายังพื้นดินอย่างไรหนอ” ใน อิสยาห์ 14:12 ชี้ให้เห็นถึงการล่มสลายของพระองค์ เพราะเหตุที่ทรงยกตนให้ทัดเทียมกับพระเจ้า ในที่สุด พระเจ้าจึงทรงใช้กองทัพของไซรัสมหาราชซึ่งเป็นกษัตริย์แห่งจักรวรรดิเปอร์เซียมาโจมตีและทำลายบาบิโลนอย่างราบคาบในปี 539 กคศ. เป็นการสำเร็จตามคำพยากรณ์ของอิสยาห์อย่างสมบูรณ์
อย่างไรก็ตาม ปิตาจารย์บางคนในคริสตจักรยุคศตวรรษแรกๆ ก็มีความเห็นว่า พระคัมภีร์ตอนนี้น่าจะมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ด้วยนอกเหนือจากความหมายตามตัวอักษร อิสยาห์ 14:12 ถูกเชื่อมโยงกับ ลูกา 10:18 ที่กล่าวถึงพระเยซูเมื่อทรงตรัสกับสาวกเจ็ดสิบสองคนของพระองค์ที่กลับมาจากการเดินทางไปประกาศข่าวดีเรื่องแผ่นดินของพระเจ้าตามที่ต่างๆ ว่า “เราเห็นซาตานตกจากฟ้าเหมือนฟ้าแลบ” หรือ วิวรณ์ 12:8-9 ที่อัครทูตยอห์นกล่าวถึงพญานาคใหญ่ที่ “เขาเรียกกันว่า มารและซาตานผู้ล่อลวงมนุษย์ทั้งโลก มันถูกโยนลงมาที่แผ่นดินโลก และเหล่าบริวารของมันถูกโยนลงมากับมันด้วย” พวกเขามองว่า โอรสแห่งรุ่งอรุณที่ถูกเหวี่ยงลงมายังพื้นดิน ก็คือซาตานที่ถูกโยนลงมาที่แผ่นดินโลกพร้อมสมุนของมัน คำว่า “ลูซีเฟอร์” ที่หมายถึงผู้นำความสว่างหรือดาวศุกร์จึงกลายมาเป็นชื่อเฉพาะของมารก่อนที่มันจะกบฏต่อพระเจ้า อย่างไรก็ตาม นักวิชาการคนสำคัญหลายคนในยุคปฏิรูปความเชื่อของคริสเตียน (The Reformation) ก็เห็นตรงกันว่า บริบทของ
อิสยาห์ 14:12 ไม่เอื้ออำนวยให้ตีความเช่นนั้นได้
อันที่จริง คำว่า “ลูซีเฟอร์” ยังปรากฏในพระคัมภีร์ข้ออื่นๆ ในฉบับลาตินวัลเกต เช่น 2 เปโตร 1:19 ที่กล่าวถึง “ดาวรุ่ง” ที่จะผุดขึ้นในใจของผู้เชื่อ ซึ่งหลายคนตีความว่าหมายถึงพระคริสต์ผู้ทรงเป็นความหวังในใจคนของพระองค์
กล่าวโดยสรุปคือ คำว่า “ลูซีเฟอร์” ในความหมายดั้งเดิมของพระคัมภีร์ไม่เกี่ยวข้องกับมารซาตาน แต่หมายถึงกษัตริย์ของบาบิโลนที่เคยยิ่งใหญ่ เฉิดฉาย เปรียบได้กับดาวศุกร์ที่ส่องสว่างบนท้องฟ้า แต่ก็ต้องตกต่ำลงและสูญสิ้นอำนาจ เพราะความผยองในใจ เหมือนดาวศุกร์ที่ถูกแสงของดวงอาทิตย์บดบังในที่สุด







