ฉบับที่ 18 ตุลาคม-ธันวาคม 2026

จากใจเลขาธิการ

สวัสดีครับ สมาชิกและเพื่อนของ TBS ทุกท่าน

เมื่อพระเจ้าทรงสร้างโลกและสรรพสิ่ง พระองค์ทอดพระเนตรทุกสิ่งที่ทรงสร้าง และทรงเห็นว่า “ดีนัก” (ปฐก.1:31) พระเจ้าทรงมอบโลกให้มนุษย์คู่แรกอยู่อาศัย พร้อมทั้งมอบหมายให้พวกเขาทำงานและดูแลรักษา (ปฐก.2:15)

อย่างไรก็ตาม เมื่อมนุษย์ล้มลงในบาป โลกนี้ก็เสื่อมทรามลง ความโลภและความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ทำให้พวกเขาเลือกที่จะกอบโกยผลประโยชน์เข้าหาตนเอง แม้จะต้องสร้างผลกระทบต่อผู้คนหรือสิ่งที่อยู่รอบข้าง เมื่อมนุษย์มุ่งแสวงหาความสุขระยะสั้นโดยละเลยผลกระทบระยะยาว โลกที่ควรได้รับการดูแลจึงถูกทำลาย บัดนี้ มนุษย์ที่ทำลายสิ่งแวดล้อมกลับได้รับผลกระทบจากสิ่งที่ตนเองทำ

ทุกวันนี้ เราเผชิญกับภัยธรรมชาติที่รุนแรงมากขึ้นกว่าที่เคยเป็น ไม่ว่าจะเป็นคลื่นความร้อน น้ำแข็งขั้วโลกและบนภูเขาสูงละลาย ฝนตกหนัก น้ำท่วมรุนแรง เป็นต้น ทำให้ผู้คนจำนวนมากต้องเผชิญกับความสูญเสีย โดยเฉพาะผู้ที่ยากไร้ เปราะบาง ซึ่งไม่ใช่ผู้ที่ก่อปัญหาเหล่านี้

พระคัมภีร์กล่าวว่า “สรรพสิ่งที่ทรงสร้างทั้งหมดนั้นกำลังคร่ำครวญด้วยกัน” (รม.8:22) พระคัมภีร์ข้อนี้เตือนใจเราว่าโลกที่พระเจ้าทรงสร้างกำลังเผชิญปัญหาและความทุกข์ยาก อย่างไรก็ตาม เราก็ไม่ควรสิ้นหวังหรือกล่าวโทษผู้อื่นเท่านั้น ในฐานะคนของพระเจ้าที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง เราควรดำเนินชีวิตด้วยความรับผิดชอบ และทำตามพระประสงค์ของพระองค์

การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมจึงไม่ควรเป็นเพียงการทำตามกระแสนิยม แต่เป็นจิตสำนึกของ ผู้อารักขา เราสามารถเริ่มต้นได้จากสิ่งใกล้ตัว เช่น การใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า การลดขยะหรือการใช้พลาสติกที่ไม่จำเป็น การประหยัดพลังงาน การดูแลและเพิ่มพื้นที่สีเขียว การร่วมมือกับชุมชนในการรักษาสิ่งแวดล้อม เป็นต้น คริสตจักรเองก็สามารถเป็นแบบอย่างผ่านการส่งเสริมให้สมาชิกเห็นคุณค่าของสิ่งทรงสร้าง การใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ และการจัดการขยะ

เราอาจไม่สามารถแก้ไขปัญหาทั้งหมดได้ในทันที แต่ทุกการกระทำที่เกิดจากความรักและความรับผิดชอบย่อมมีความหมายและส่งผลดีในระยะยาว ในฐานะผู้เชื่อ เราถูกเรียกให้รักพระเจ้า รักเพื่อนมนุษย์ และดูแลโลกที่พระองค์ทรงมอบไว้ให้เรา ขอให้เราดำเนินชีวิตด้วยจิตสำนึกชอบ ไม่ใช่เพียงใช้ประโยชน์จากสิ่งที่ทรงสร้าง แต่ร่วมกันดูแลรักษา เพื่อให้โลกนี้เป็นแหล่งชีวิตและพระพรสำหรับคนรุ่นต่อไปอีกยาวนาน ทั้งหมดนี้เพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้าพระผู้สร้างและทรงรักโลกของพระองค์


คุณรู้หรือไม่

พระเยซูทรงเขียนอะไร
ลงบนพื้นดินใน ยอห์น 8:1-11

ครั้งหนึ่ง พวกธรรมาจารย์และฟาริสีได้นำหญิงผู้หนึ่งที่ถูกจับฐานล่วงประเวณีมาหาพระเยซู พวกเขาให้เธอยืนอยู่ต่อหน้าประชาชน และทูลพระเยซูว่า ในธรรมบัญญัตินั้น โมเสสสั่งให้เอาหินขว้างคนอย่างนี้ให้ตาย แล้วพระองค์จะว่าอย่างไร พวกเขาไม่ได้ถามเพื่อขอคำแนะนำ แต่เพื่อทดลองและหาเหตุฟ้องพระองค์ เพราะหากพระองค์ไม่เห็นชอบให้เธอถูกหินขว้างตาย พระองค์ก็จะถูกกล่าวหาว่าทรงขัดแย้งกับธรรมบัญญัติของโมเสส แทนที่พระเยซูจะทรงตอบพวกเขา พระองค์กลับทรงนิ่งเสีย และทำสิ่งหนึ่งคือทรงน้อมพระกายลงและเอานิ้วเขียนที่ดิน บางคนสงสัยว่า พระเยซูทรงเขียนอะไรลงบนพื้นดิน เพราะพระคัมภีร์ไม่ได้ระบุรายละเอียดในเรื่องนี้ไว้

เรื่องราวดังกล่าวถูกบันทึกไว้ใน ยน.8:1-11 ซึ่งพระคัมภีร์ภาษาไทยฉบับมาตรฐานจะใส่ไว้ในวงเล็บ นั่นเป็นเพราะเนื้อหาตอนนี้ไม่ปรากฏในสำเนาโบราณหลายฉบับ นักวิชาการจำนวนหนึ่งสันนิษฐานว่าข้อความดังกล่าวเป็นส่วนที่เพิ่มเข้ามาในภายหลัง ราวปลายคริสตศตวรรษที่ 4 หรือต้นคริสตศตวรรษที่ 5

เพื่อที่เราจะเข้าใจเรื่องราวในตอนนี้อย่างถูกต้องตามบริบท เราจำเป็นต้องทราบข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมของคนในสมัยนั้น ประการแรก ชาวยิวค่อนข้างเคร่งครัดเกี่ยวกับข้อกำหนดเรื่องพยาน ผู้ใดจะถูกตัดสินว่ากระทำผิดก็ต่อเมื่อมีพยานที่ผูกมัดอย่างหนักแน่น (ฉธบ.17:6; 19:15) และหากผู้นั้นถูกพิพากษาว่าทำผิดจริง โทษทัณฑ์อย่างหนึ่งที่เขาอาจได้รับคือการถูกหินขว้างจนถึงตาย

โดยปกติแล้ว พยานจะเป็นคนแรกที่ขว้างก้อนหิน และผู้ใดที่ถูกจับได้ว่าเป็นพยานเท็จจะต้องรับโทษสถานเดียวกันกับผู้ที่เขากล่าวหา (ฉธบ.17:7; 19:19) ในเหตุการณ์ตอนนี้ พวกธรรมาจารย์และฟาริสีจึงจำเป็นต้องอ้างว่าจับผู้หญิงคนนั้นได้ในขณะที่เธอกำลังกระทำความผิด เพื่อให้คำกล่าวหาฟังดูมีน้ำหนัก อย่างไรก็ตาม ธรรมบัญญัติของโมเสสระบุว่า ทั้งชายและหญิงที่ล่วงประเวณีจะต้องได้รับโทษ (ลนต.20:10) จึงเป็นเรื่องน่าแปลกที่พวกนักการศาสนาดังกล่าวไม่นำตัวฝ่ายชายที่กระทำความผิดมาด้วย พวกเขาจงใจนำเพียงฝ่ายหญิงมา

ในการตัดสินคดีความ ตามธรรมเนียมปฏิบัติของพวกคนโรมัน ผู้พิพากษาจะร่างคำพิพากษาก่อน จากนั้นจึงอ่านคำพิพากษานั้น (มธ.27:37; มก.15:26; ลก.23:38; ยน.19:19-22) นักวิชาการบางคนคิดว่า พระเยซูทรงก้มลงเขียนข้อความที่พื้นเพื่อเลียนแบบวิธีการร่างคำพิพากษาของพวกคนโรมัน แต่แทนที่จะพิพากษาโทษหญิงผู้นี้ พระองค์กลับบอกว่าใครในพวกเขาที่ไม่มีบาป “ให้เอาหินขว้างนางก่อนเป็นคนแรก” ในทางตรงกันข้าม นักวิชาการบางคนคิดว่าพระเยซูไม่น่าจะใช้วิธีการแบบโรมัน จึงสันนิษฐานว่า พระเยซูน่าจะเขียนสิ่งอื่นบนพื้น เช่น ความบาปผิดของคนเหล่านั้นที่กล่าวหาเธอ หรือไม่ก็อาจเป็นธรรมบัญญัติข้อใดข้อหนึ่ง รวมถึงพระบัญญัติสิบประการ เหมือนที่พระยาห์เวห์ทรงจารึกพระบัญญัติสิบประการลงบนแผ่นศิลาด้วยนิ้วพระหัตถ์ของพระองค์ (อพย.31:18; ฉธบ.9:10) อย่างไรก็ตาม นี่ก็เป็นเพียงการคาดเดาเท่านั้น

ต่อคำถามที่ว่า พระเยซูทรงเขียนบนพื้นดินเพื่ออะไร บางคนมองว่า พระองค์ทรงทำเช่นนั้นเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากหญิงคนนั้นมาที่พระองค์เอง บางคนตั้งสมมติฐานว่าพระเยซูทรงใช้ช่วงเวลานี้เพื่อสงบสติอารมณ์ของพระองค์เอง หรือของฝูงชนก่อนที่จะทรงตอบสนองคนพวกนั้น บางคนเสนอความคิดว่านี่เป็นธรรมเนียมของนักปราชญ์สมัยโบราณที่มักขีดเขียนเพื่อใคร่ครวญเรื่องต่าง ๆ ให้ถี่ถ้วน และหลังจากที่พระองค์ทรงไตร่ตรองอย่างถ้วนถี่แล้ว พระองค์จึงตรัสกับผู้กล่าวหา เหล่านั้นว่า หากพวกเขาเองไม่มีบาปก็ให้เอาหินขว้างเธอก่อน ซึ่งเป็นไปตาม ฉธบ.17:7 จากนั้น พระองค์ก็ทรงก้มลงและเขียนบนพื้นอีกครั้ง

เราไม่สามารถสรุปได้ว่า พระเยซูทรงเขียนอะไรบนพื้น แต่ไม่ว่าพระองค์จะทรงเขียนอะไร เพื่ออะไร ถ้อยคำที่เฉียบคมของพระองค์ที่เรียกให้ผู้ที่ไม่มีบาปเอาหินขว้างหญิงผู้กระทำความผิดก่อนได้กระตุ้นจิตสำนึกของผู้ที่กล่าวหา พวกเขาจึงจากไปทีละคน ซึ่งอาจจะเป็นเพราะอับอาย หรือสำนึกผิด และในเมื่อพระคัมภีร์ไม่ได้ระบุว่า พระเยซูทรงเขียนอะไรบนพื้น นั่นน่าจะบอกเราว่า สิ่งที่พระองค์ทรงเขียนไม่ได้เป็นสิ่งที่สลักสำคัญ แต่ประเด็นที่สำคัญที่สุดคือ พระเจ้าทรงมีพระคุณต่อคนบาปทุกคน พระองค์ทรงให้โอกาสคนบาปกลับใจ และไม่ควรมีคนบาปคนใดที่มีใจพิพากษาผู้อื่น เพราะเขาก็เป็นคนบาปไม่ต่างจากคนอื่น ในความเป็นจริง มีเพียงพระเจ้าองค์เดียวเท่านั้นที่มีสิทธิอำนาจในการพิพากษาหรือยกโทษบาปได้ (ยน.5:22, 27) ถ้อยคำของพระเยซูในเหตุการณ์ตอนนี้สำแดงทั้งความยุติธรรมและความเมตตาในเวลาเดียวกันอันเป็นพระลักษณะเฉพาะของพระเจ้า

  • ภาพจาก www.overviewbible.com

กิจกรรม TBS


สนุกกับพระคัมภีร์


แนะนำสินค้า


พันธกิจ TBS