การเสด็จกลับมาครั้งที่สองของพระเยซู ความหวังอันน่ายินดี (ตอนที่ 1)

การเสด็จกลับมาครั้งที่สองของพระเยซู ความหวังอันน่ายินดี (ตอนที่ 1) ศาสนาจารย์ ดร.สุรเชษฐ์ อินสม พระคริสตธรรมคัมภีร์ คือสิ่งอัศจรรย์จากสวรรค์ที่มอบไว้แก่ชาวโลก ทุกคนมีสิทธิ์และโอกาสสัมผัสหนังสืออัศจรรย์นี้ด้วยตนเอง ยิ่งอ่านก็ยิ่งพบความจริง มีคำตอบสำหรับทุกคำถามของมนุษย์ยิ่งไปกว่านั้นผู้อ่านจะเห็นถึงแผนงานของพระเจ้าเพื่อโลกและมนุษย์หากเรานำเหตุการณ์ทั้งหมดในพระคัมภีร์มาวาดเป็นภาพปริทัศน์(ภาพกว้างมีหลายเหตุการณ์ Panorama) เราจะเห็นสิ่งที่เหลือเชื่อประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติจากจุดเริ่มต้นถึงตอนจบ ปรากฏให้เห็นอย่างน่าตื่นตา ตื่นใจ บทแรกของหนังสือเล่มนี้บรรยายกำเนิดโลก พระเจ้าทรงวางแผนให้โลกเป็นสวรรค์สำหรับมนุษย์ การสูญเสียสวรรค์และชีวิตนิรันดร์ ภาพพระเยซูเสด็จมาทนทุกข์ เพื่อไถ่มนุษย์คืนจากซาตานบนไม้กางเขน การเสด็จสู่สวรรค์ของพระองค์ และฉากสุดท้ายจบลงที่พระเยซูเสด็จกลับมายังโลกนี้เป็นครั้งที่สองและโลกได้รับการสร้างใหม่ คนชอบธรรมได้รับชีวิตนิรันดร์กลับคืนและพระเจ้าสถิตอยู่กับมนุษย์ตลอดไปเป็นนิตย์ พระธรรมวิวรณ์บทสุดท้าย สองข้อสุดท้าย กล่าวเป็นคำทูลเชิญพระเยซู และอำนวยพรแก่ผู้เชื่อทั้งหลายว่า “พระองค์ผู้ทรงเป็นพยานในเหตุการณ์เหล่านี้ตรัสว่า ‘เราจะมาในเร็วๆนี้แน่นอน’ อาเมน พระเยซูองค์พระผู้เป็นเจ้าเชิญเสด็จมาเถิดขอ พระคุณของพระเยซูองค์พระผู้เป็นเจ้าจงอยู่กับทุกคนเถิด อาเมน” (วว.22:20-21) พระดำรัส “เราจะมาในเร็วๆ นี้แน่นอน”คือ พระสัญญาสุดท้ายของพระเยซู ที่บันทึกไว้ในพระคัมภีร์เป็นถ้อยคำแห่งความหวัง เป็นพลังขับเคลื่อนคริตจักรและพันธกิจการประกาศข่าวดีไปทั่วโลกการเสด็จกลับมาครั้งที่สองของพระเยซูเป็นหลักความเชื่อสำคัญที่สุดของพระคัมภีร์ในพันธสัญญาเดิมกล่าวถึงเรื่องเกี่ยวกับ “วันของพระยาห์เวห์” เป็นวันอันมืดมิดของคนอธรรม แต่เป็นวันแห่งความชื่นชมยินดีของบรรดาผู้รักการเสด็จมาปรากฏของพระองค์ (อสย.35:4) “รักการเสด็จมาของพระองค์” (2 ทธ.4:8) พระเยซูตรัสถึงการเสด็จกลับมาของพระองค์ (ลก.21:27 ยน.14:1-4) ทูตสวรรค์ที่ปลอบโยนอัครสาวกเมื่อพระเยซูเสด็จกลับสู่สวรรค์ว่า “พระเยซูองค์นี้ที่ ทรง รับไป […]

การอบรมการตั้งกลุ่มฟังพระคัมภีร์อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น

“เมื่อวันอังคารและพุธที่ 17-18 กุมภาพันธ์ 2009 สมาคมพระคริสตธรรมไทย ร่วมกับ องค์กร Faith Comes by Hearing (FCBH) ได้จัดการอบรมการตั้งกลุ่มฟังพระคัมภีร์อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น ณ คริสตจักรที่หนึ่งเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ โดยวิทยากรรับเชิญจากประเทศฟิลิปปินส์ ในการนี้ มีผู้เข้าร่วมอบรมจำนวน 33 ท่าน จากหน่วยงานและองค์กรคริสเตียนกว่า 15 แห่งทั่วประเทศ ตลอดการอบรม ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้ถึงเทคนิคในการตั้งกลุ่มฟังพระคัมภีร์ และวิธีการใช้งานเครื่องเสียงที่เรียกว่า Proclaimer ซึ่งได้บันทึกคำอ่านพระคัม ภีร์ใ ห ม่ฉ บับมาตรฐาน 2002 ไว้จุดเด่นของเครื่องคือสามารถถอดเปลี่ยนเป็นคำอ่านพระคัมภีร์ในภาษาอื่นๆ เช่น กระเหรี่ยงสกอร์ ลาว และเขมร เป็นต้น สมาคมฯ ขอขอบคุณผู้มีส่วนร่วมทุกฝ่ายที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีเสมอมา และขอฝากพี่น้องช่วยอธิษฐานเผื่อผู้เข้าร่วมอบรม ในการนำเครื่องมือนี้ไปประยุกต์ใช้ในพันธกิจต่างๆ อย่างเกิดผลต่อไป” Thailand Bible Society

การภาวนาอธิษฐานช่วยลดความดันโลหิต

นักวิจัยค้นพบว่าสันติสุขในองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นสิ่งที่เกินความเข้าใจ สำนักข่าวชื่อ Scripps Howard News Service (SHNS) ได้ตีพิมพ์เรื่องงานศึกษาวิจัยที่ศูนย์การแพทย์ของมหาวิทยาลัยดู๊คในสหรัฐอเมริกา (Duke University Medical Center) ซึ่งพบว่าการอธิษฐานช่วยลดความดันโลหิตของคนอัฟริกันอเมริกัน นายแพททริค สเตฟเฟน (Patrick Steffen) และคณะวิจัยในสาขาวิชาจิตเวชและพฤติกรรม ได้ทำการวิจัยคนผิวดำ 78 คน โดยวัดความดันโลหิตในขณะทำการทดสอบอยู่ที่คลินิค ตลอดจนเวลาทำงานปกติ และเวลานอน ได้พบว่าคนที่มีความเชื่อเคร่งครัดในศาสนามีความดันโลหิตต่ำกว่าคนทั่วๆ ไปถึง 7 หน่วย แต่กับกลุ่มคนผิวขาว ไม่พบความแตกต่างของความดันโลหิตอย่างมีนัยสำคัญระหว่างคนที่เคร่งศาสนาและไม่เคร่ง นายสเตฟเฟนกล่าวว่า “การค้นพบนี้ให้ความคิดว่าความเชื่อในศาสนาสามารถเป็นเกราะป้องกันอาการโรคหัวใจของคนอัฟริกันอเมริกันได้” รายละเอียดในเรื่องนี้สามารถหาอ่านได้จากวารสารชื่อ Psychosomatic Medicine ส่วนหนึ่งของรายงานกล่าวว่า แม้จะตั้งสมมติฐานว่าคนผิวสีมีแนวโน้มที่จะมีความดันโลหิตสูงกว่าคนในเผ่าพันธุ์อื่นๆ การวิจัยก็ยังปรากฏผลที่น่าสนใจมาก กลุ่มนักวิจัยนี้กล่าวว่า ถึงแม้จะเป็นที่รู้กันอยู่ว่าความเชื่อทางศาสนามีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายทางสังคม ปัจจัยทางสังคมก็แค่ทำให้ความดันโลหิตของคนเปลี่ยนแปลงขณะกำลังตื่นอยู่เท่านั้น แต่คนที่มีความเชื่อเคร่งครัดในศาสนานั้น จะมีความดันโลหิตต่ำกว่าพวกแรกแม้แต่เวลานอนหลับ Charisma News Service, Vol. 3 No. 90, Ju

การท้าทายของเมตตาจิต

การท้าทายของเมตตาจิต “จงรักศัตรูจงทำดีต่อผู้ที่เกลียดชังท่าน”ลูกา. 6:27 วันที่11 กันยายนปีนี้ เป็นวันครบรอบ 13 ปีที่ตึกสูงสุดในนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ถูกวางระเบิด จนพังไปทั้งหลัง มีคนเสียชีวิตเป็นจำนวนมากด้วย วันนี้ได้ชื่อว่าโศกเศร้าที่สุดสำหรับผู้ที่สูญเสียผู้ที่ตนรักนับว่าเป็นวันที่โศกเศร้าสำหรับคนอื่นๆ อีกหลายคน และเป็นโอกาสที่จะคิดว่าโลกของเราเปลี่ยนไปมากในเมื่อการฆ่าตัวตายในขณะที่ทำลายผู้อื่น ได้ออกจากประเทศตะวันออกกลางมาสำแดงความโหดร้ายในภาคตะวันตกที่ร่ำรวย มีจำนวนผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมากอันสืบเนื่องมาจากการตอบโต้ทางทหารที่โจมตีอิรักและอัฟกานิสถาน จนกระทั่งมีคนเป็นจำนวนมากที่ข้องใจในการตอบโต้ ในพระวรสารในวันนี้ นับว่าเป็นการท้าทายเรามากที่สุดเท่าที่เราได้เคยอ่านมา เป็นการบอกเราว่า อย่าได้ตอบการถูกก้าวร้าวอย่าตัดสินจงปฎิบัติตนด้วยเมตตาจิต  แก่ศัตรูของเราบทอ่านนี้ได้ถูกนำไปใช้ โดยคริสตชนที่สนับสนุนสันติภาพ เพื่อสนับสนุนความคิดของพวกเขาที่ว่า สงครามเป็นสิ่งที่ผิด คริสตชนอื่นบางคนใช้ข้อความนี้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลง ข้อคิดของผู้คนในสมัยโน้น ผู้ที่ฟัง พระดำรัส ของพระเยซูเจ้า การเกลียดศัตรูและการแก้แค้น สิ่งที่ผิดต่อตัวเราถือว่าเป็นการกระทำที่ถูกต้อง พระเยซูเจ้าทรงล้มเลิกความคิดนี้แทนที่จะกระทำดังกล่าวพระองค์สนับสนุนให้เอาชนะจิตใจของศัตรู โดยเจริญชีวิตที่เปี่ยมด้วยความเมตตา การกระทำดังกล่าวจะเป็นการตัดวงจรแห่งความรุนแรงและการแก้แค้น ในปัจจุบันการท้าทายนี้ยังเป็นสิ่งที่เรายังต้องเผชิญอยู่ การเป็นที่นิยมสูงขึ้นและชนะจิตใจมนุษย์เป็นสิ่งที่ยาก หากมีการลงคะแนนก็ไม่มีวันชนะ แต่พระเยซูเจ้าทรงท้าทายเราให้เป็นมนุษย์ที่ดีกว่าศัตรูของเรา ให้สิ่งใหม่แก่เขา สิ่งที่เขาไม่เคยมอบให้แก่เรา นี่คือหนทางไปสู่สันติภาพ บทอธิษฐานภาวนา ข้าแต่พระเยซูเจ้า พระองค์ทรงท้าทายลูก ให้ขจัดความรู้สึกโกรธให้พ้นจากความรู้สึกของลูก เพื่อจะได้แสดงออกซึ่งความเมตตา ให้มองดูศัตรูของลูกด้วยความรัก โปรดทรงประทานพระหรรษทานให้ลูกยกโทษให้อภัย และท้าทายความเกลียดชังและความอยุติธรรมด้วยการดำเนินชีวิตดังเช่นศิษย์ที่รักพระองค์ด้วยเทอญ อาเมน พระคุณเจ้ายอด พิมพิสาร

กลับสู่สภาพดีดังเดิม

พระประสงค์ของพระเจ้าในการเนรมิตสร้างโลกขึ้นมาก็เพื่อให้เป็นบ้านถาวรนิรันดร์ของมนุษย์ พระองค์ทรงประทานชีวิตนิรันดร์ ชีวิตของพระองค์แก่เขาตามพระประสงค์ของพระเจ้า โลกและมนุษย์ดำรงอยู่ตลอดไปเป็นนิตย์ แต่ทว่า เพราะความไม่เชื่อฟังอาดัมและเอวาจึงสูญเสียทุกสิ่ง ด้านร่างกาย (เสื่อมและตาย) ด้านจิตใจ (เห็นแก่ตัว ปฐก.3:12) จิตวิญญาณ (หลบหนีพระเจ้าปฐก.3:8) และด้านสังคม (ความขัดแย้งระหว่างสองสามีภรรยากับพระเจ้าและกับธรรมชาติ)พระคริสตธรรมคัมภีร์ ได้เผยให้เห็นถึงแผนงานอันยิ่งใหญ่ของพระองค์เพื่อนำมนุษย์กลับไปเป็นบุตรของพระองค์ รับสิทธิแห่งการเป็นบุตรอย่างครบถ้วนขอบพระคุณพระเจ้า ก่อนมนุษย์ทำบาปแผนการแห่งความรอดได้กำหนดไว้ในสวรรค์ “พระคริสต์ทรงถูกกำหนดไว้ก่อนทรงสร้างโลก” (1ปต.1:20) “พระเมษโปดกผู้ถูกปลงพระชนม์ตั้งแต่แรกสร้าง โลก” (วว.13:8) เพื่อให้มนุษย์กลับสู่สภาพเดิมพระเยซูทรงนำเอาสิ่งที่สูญเสียไปทั้งสี่ด้าน กลับคืนสู่มนุษย์ “พระเยซูเจริญขึ้นในด้านสติปัญญาและด้านร่างกายเป็นที่ชอบต่อพระพักตร์พระเจ้าและต่อหน้าคนทั้งหลายด้วย” (ลก.2:52) และวันหนึ่งในอนาคต ทุกสิ่งที่สูญเสียไปจะกลับคืนสู่สภาพเดิมอีกครั้ง “พระองค์ นั้น จะ ต้อง อยู่ ใน สวรรค์ จน กว่าจะถึงวาระแห่งการฟื้นฟูสรรพสิ่งตามที่พระเจ้าตรัสไว้โดยปากของบรรดาผู้เผยพระวจนะบริสุทธิ์ของพระองค์ตั้งแต่กาลโบราณมา” (กจ.3:21)  แผนงานแห่งการ “ฟื้นฟู” (กลับสู่สภาพเดิม) คือ การให้ “สรรพสิ่ง” ทั้งหมดในโลกกลับคืนสู่สภาพเดิมพระเจ้าทรงสร้างไว้ตั้งแต่แรก ซึ่งมีความหมายรวมถึงโลกใหม่ในอนาคต คำว่า “กลับสู่สภาพดีดังเดิม” ในภาษากรีก มีความหมายเดียวกันกับคำว่า“สมบูรณ์พร้อม” (ฉบับอมตธรรม) “ปรับปรุงตัวให้ดี” (ฉบับแปล 1971, […]

กระจายพระวจนะสู่แฟนฟุตบอลชาวจีน

ประชาชนในประเทศจีนต่างฝากความหวังไว้กับ ฮั่น ต้วน (Han Duan) นักฟุตบอลหญิงจีนที่จะแสดงความสามารถอันโดดเด่นของทีมชาติในศึกฟุตบอลหญิงเวิลด์คลับของฟีฟ่า (FIFA Women’s World Cup) ฮั่น ต้วนเป็นคริสเตียนคนหนึ่งในหมู่นักฟุตบอลหญิงชั้นแนวหน้าของจีน เธอมีความร้อนรนที่จะประกาศให้ผู้อื่นรู้ว่าพระเจ้าเป็นผู้เดียวที่เธอฝากทั้งชีวิตไว้ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จหรือความล้มเหลว ในระหว่างการเตรียมตัวพร้อมกับเพื่อนร่วมทีมเพื่อการแข่งขันระดับแชมเปี้ยนชิพซึ่งจะมีขึ้นใน 5 เมืองของประเทศจีนระหว่างวันที่ 10 – 30 กันยายน 2007 ฮั่น ต้วนเป็นข่าวเด่นดังอย่างต่อเนื่องในสื่อต่างๆ ของจีนเพราะความสามารถอันโดดเด่นของเธอในการแข่งขันฟุตบอลหญิงในทัวร์นาเม้นท์ระดับสี่ประเทศที่ผ่านมา ฮั่น ต้วนรีบฉวยโอกาสนี้แบ่งปันประสบการณ์คริสเตียนของเธอให้ผู้อื่นได้รู้ ฮั่น ต้วนเริ่มเข้าสู่วงการฟุตบอลเมื่ออายุเพียง 8 ขวบ และได้เข้าทีมฟุตบอลเยาวชนของประเทศจีนเมื่ออายุ 15 ปี ต่อมาเมื่ออายุ 17 ซึ่งเป็นปีที่เธอรับบัพติศมา (เข้าพิธีประกาศตนเป็นคริสตชนอย่างเป็นทางการ) เธอก็ได้เข้าสู่ทีมชาติฟุตบอลหญิงและกลายเป็นนักเตะแนวหน้าของทีมอย่างรวดเร็ว ตลอดเวลานั้นไม่ว่าการแข่งขันจะชนะหรือแพ้ เธอก็มั่นคงอยู่ในความเชื่อในพระเจ้า “ความเชื่อในพระเจ้ามีอิทธิพลที่ยิ่งใหญ่ต่อชีวิตของฉัน” เธอกล่าว “ฉันจะต้องมีพระคริสตธรรมคัมภีร์ติดตัวไปด้วยไม่ว่าจะไปไหน ฉันรักการอ่านพระคัมภีร์เพราะพระคัมภีร์มีบทเรียนสำคัญๆ ที่จะต้องเรียนรู้ทุกวัน หลายคนมักจะรู้สึกว่าการอ่านพระคัมภีร์เป็นเรื่องน่าเบื่อ แต่สำหรับฉันแล้ว ฉันพบว่าพระคัมภีร์เปี่ยมด้วยสติปัญญาและความชื่นชมยินดี พระคัมภีร์สำแดงให้ฉันเห็นถึงการมีชีวิตอย่างมีความหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเสริมสร้างบุคลิกภาพและการชำระใจให้สะอาด ทุกครั้งที่ได้อ่านพระคัมภีร์ ใจของฉันจะมีความสงบสุข ฉันจะอธิษฐานกับพระเจ้าทุกวันและฉันรู้สึกได้ว่าพระเจ้าทรงอยู่ใกล้และพร้อมที่จะประทานการช่วยเหลือตลอดเวลา ฉันจะอธิษฐานเผื่อการแข่งขันของเราทุกนัดและฉันหวังด้วยว่าจะมีคนอื่นๆ อีกมากที่กำลังอธิษฐานไปพร้อมๆ กับฉัน […]

Social network และยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้า

     สังคมโลกในปัจจุบันอินเทอร์เน็ตไม่ได้เป็นเพียงช่องทางการสื่อสารหนึ่งที่สำาคัญเท่านั้น แต่สำหรับคนจำนวนมากอินเทอร์เน็ตกลายเป็นเรื่องจำเป็นที่พวกเขาขาดไม่ได้เลย ข่าวการฆ่าตัวตายผ่านเฟซบุ๊คของหลินสาวไต้หวันวัย 31 ปี (www.gmlive.com) หรือการปลิดชีพตนเองของ ฮวน อัลแดร์ หนุ่มเสปนวัย 37 ปีผ่านโซเชียล เน็ตเวิร์ค (เดลินิวส์, 2555) สะท้อนให้เห็นว่ามีบางสิ่งกระตุ้นความคิดทางลบของผู้คนในสังคมออนไลน์ จนเราไม่อาจเพิกเฉยรอให้อันตรายนี้ก้าวเข้ามาในสังคมของเราได้อีกต่อไปโซเชียล เน็ตเวิร์ค      ซึ่งผมมักอธิบายแก่นักศึกษาของผมว่าคือสังคมในโลกสมมติ เพราะหาความจริงได้ยากในโลกอินเทอร์เน็ตที่ไร้ซึ่งการ กลั่นกรองข้อมูล ความคิดชั่วแล่นของเด็กสาวที่หลงเคลิ้มในข้อความหวาน ๆ ของชายหนุ่มในโลกออนไลน์ ล่อให้เด็กสาวตกเป็นเหยื่อเป็นจำนวนมาก ที่ซ้ำร้ายคือข่าวที่ยืนยันว่ามีบางคนต้องทำร้ายตัวเอง หรือหนีหน้าไปจากสังคม เพราะถูกข่าวลือในโลกไซเบอร์โจมตีอย่างไร้ทางตอบโต้ ที่หนักที่สุดก็คงเป็นค่านิยมแปลก ๆ ที่เข้ามาสิงสถิตในความคิดของคนกลุ่มใหญ่ที่สามารถสร้างความเกลียดชังถึงขนาดทำร้ายถึงชีวิตได้ เพียงเพราะเฝ้าอ่านข้อมูลด้านเดียวในโลกออนไลน์ ผู้อ่านหลายคนอาจตั้งคำถามว่าจิตใจของมนุษย์เปราะบางถึงขนาดนี้หรือ ท่านอาจเข้าใจได้ยากหากไม่ได้ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในสังคมสมมตินี้ มีท่อนหนึ่งของเนื้อเพลง “เปราะบาง” ของ วงบอดี้ แสลมป์ ร้องว่า “ทำไมแค่ลมเพียงแผ่วเบา ยังทำให้เหน็บหนาว แค่เพียงแผ่นฟ้าที่ว่างเปล่ายังทำให้มีน้ำตา ทำไมมันช่างเปราะบางเหลือเกิน อ่อนแอจนเกินจะเข้าใจ” ในวันที่จิตใจไร้ซึ่งความเข้มแข็ง แม้เพียงสายตาที่ดูไม่ใส่ใจก็เพียงพอให้ใครสักคนตัดสินใจลาจากโลกที่โหดร้ายในความคิดของเขาได้ผมมีความเชื่อส่วนตัวว่าความเลวร้ายในสังคมออนไลน์ประการหนึ่งมาจากอุบายของมารร้าย ซึ่งพระธรรมเอเฟซัสบทที่ 6 ได้กล่าวเตือนผู้ที่เชื่อและวางใจในพระเจ้าว่า ให้เราตระหนักว่าเรากำลังอยู่ในภาวะสงคราม […]

500 ปี การปฏิรูปคริสตศาสนา

     การกอบกู้มนุษย์จากความบาป คือพระประสงค์สูงสุดของพระเจ้า พระองค์มีแผนการนำมนุษย์กลับคืนสู่​สภาพเดิมที่ทรงสร้าง พระสัญญาแห่งการไถ่ให้รอดเผยให้เห็นตั้งแต่บาปเข้ามาในโลก (ปฐก. 3:15) เมื่อทรงชำระโลก เรือโนอาห์เป็นที่หลบภัยของมนุษย์จนกระทั่ง “​เมื่อ​​ครบกำหนดแล้ว พระ​เจ้า​ก็​ทรง​ใช้​พระ​บุตร​ของ​พระ​องค์​มา” (กท. 4:4) พระเยซูทรงเป็น “นาวา” สุดท้ายของมนุษย์ เพื่อนำเราไปสู่แผ่นดินของพระเจ้า ก่อนที่ “โลก​ธาตุ​ก็​จะ​สลาย​ไป​ด้วย​ไฟ” (2 ปต. 3:12) ตั้งแต่เสด็จสู่สวรรค์ พระผู้ช่วยให้รอดทรงทำงานผ่าน    คริสตจักรที่สถาปนาให้เป็นพระกายที่มีชีวิตของพระคริสต์ เป็นประตูแห่งความรอด ทำหน้าที่เชิญชวนให้คนทั้งหลายเข้ามาพบความรอด จนถึงวันที่พระองค์เสด็จกลับมา      หญิงสาวผู้รอคอยเจ้าบ่าวจะทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาพรหมจรรย์ของเธอไว้ เพื่อมอบให้แก่ชายที่เธอรักเท่านั้น คริสตจักรก็เช่นเดียวกัน  พระเยซูทรงเปรียบคริสตจักรเป็นเจ้าสาวของพระองค์ “พระ​คริสต์​ทรง​รัก​คริสต​จักร และ​ประ​ทาน​พระ​องค์​เอง​เพื่อ​คริสต​จักร” (อฟ. 5:25) พระคริสต์ทรงกระทำทุกสิ่ง “เพื่อ​จะ​ทำ​ให้​คริสต​จักร​บริ​สุทธิ์​โดย​การ​ชำระ​ด้วย​น้ำ​และ​พระ​วจนะ เพื่อ​พระ​องค์​จะ​ได้​คริสต​จักร​ที่​มี​ศักดิ์​ศรี ไม่​มี​ด่าง​พร้อย ริ้ว​รอย หรือ​มล​ทิน​ใดๆ เลย แต่​บริ​สุทธิ์​ปราศ​จาก​ตำ​หนิ” (อฟ. 5:25-27) จนถึงวันอภิเษกสมรสอันยิ่งใหญ่ เมื่อ “มหาชน” จะร่วมกันเปล่งเสียง “ขอ​ให้​เรา​ยินดี​และ​เปรม​ปรีดิ์ […]

พระเยซูมีครอบครัวจริงหรือ

  พระเยซูมีครอบครัวจริงหรือ โดย ศาสนาจารย์ ดร. เสรี หล่อกัณภัย และ ศาสนาจารย์ ดร.​ นที ตันจันทร์พงศ์ เนื้อหาของบทความเรื่อง “หลักฐานใหม่ยัน พระเยซูมีครอบครัว” ในหนังสือพิมพ์ที่ชื่อ  M2F  ฉบับวันอังคารที่ 11 พฤศจิกายน  พ.ศ. 2557 หน้า 2 นั้นที่จริงเป็นเรื่องเก่าที่นำมาเสนอใหม่   เพื่อเป็นการโปรโมทหนังสือและภาพยนต์ที่กำลังถูกสร้างขึ้น  อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ผู้อ่านที่ไม่รู้ที่มาที่ไปของเรื่องราวเหล่านี้เข้าใจมุมมองของคริสตชน เราจึงขอใช้โอกาสนี้อธิบายความไม่น่าเชื่อถือหลายประการในบทความนี้ บทความ“หลักฐานใหม่ยัน พระเยซูมีครอบครัว” ได้อ้างชื่อ แบร์รี่ วิลสัน (Barry Wilson) นักวิชาการด้านศาสนศึกษาในโตรอนโตและชิมชา ยาคอโบวิชี (Simcha Jacobovici)ว่า ได้เผยผลการศึกษาเชิงลึกจากเอกสารเก่าแก่ชิ้นหนึ่งในหอสมุดแห่งชาติของอังกฤษนานกว่า 6 ปี ที่กล่าวถึงบุตรชาย 2 คนของพระเยซูและการแต่งงานของพระองค์กับแมรี่ แมกดาลีน หรือ “มาเรีย์ชาวมักดาลา” เอกสารที่แบร์รี่ วิลสันและชิมชา ยาคอโบวิชี พูดถึงนี้ มีชื่อว่า “the […]

การต้อนรับสู่พระอาณาจักรของพระเจ้า

“แล้วทรงเทนำ้ลงในอ่างและทรงเอาน้ำล้างเท้าของพวกสาวก และทรงเช็ดด้วยผ้าที่ทรงคาดเอวไว้นั้น” (ยอห์น 13:5) เท้าที่สะอาดก็ถือว่าเป็นความสุขชนิดหนึ่งสำหรับผู้ต้องอาศัยอยู่ตามชนบทที่ร้อนระอุและมีฝุ่น ละอองปลิวอยู่ตลอดเวลา การล้างเท้าด้วยนำ้เย็นจึงนับเป็นความสุขชนิดหนึ่งในยามเย็น ความเหนื่อยอ่อนก็พลางหายไป โลกเปลี่ยนไปเมื่อเท้าถูกล้างให้สะอาด ประเพณี การล้างเท้าในสมัยของพระเยซูเจ้า นับเป็นส่วนที่สำคัญส่วนหนึ่งของการให้การต้อนรับ เป็นกิจกรรมที่คนใช้หรือทาสเป็นผู้กระทำในนามเจ้าของบ้าน ในการกินเลี้ยงครั้งสุดท้าย พระเยซูเจ้าทรงสำแดงพระองค์ มิใช่เป็นเพียงผู้รับใช้ที่ถ่อมตนของพวกสาวกเท่านั้น แต่ทรงเป็นผู้รับใช้ ในบ้านของพระบิดา ด้วยการทรงเอาพระทัยใส่ความต้องการของบรรดาแขกที่มาร่วมรับประทานอาหารกับ พระองค์ เมื่อพระเยซูเจ้าทรงล้างเท้าของบรรดาสาวก เป็นการแสดงว่าพระเจ้าทรงรับพวกเขาเข้าในบ้านของพระองค์ โดยทรงกระทำสิ่งที่จำเป็น เพื่อทรงประทานชีวิตใหม่และพลังให้แก่พวกเขา พวกสาวกจึงเริ่มเข้าใจว่า การเป็นผู้นำนั้นเป็นการรับใช้ มิใช่เป็นผู้มีอำ•นาจเหนือผู้อื่น เราลองถามตัวเราเองดูซิว่า “ฉันเคยจำได้ไหม เมื่อฉันได้รับการต้อนรับอย่างดี มันทำให้ฉันมีพลังจิตที่จะทำอะไรพิเศษสักอย่างหนึ่งไหม? การต้อนรับที่ดีทำให้ฉันรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าและได้รับความนับถือเป็น พิเศษมิใช่หรือ? มีอะไรบ้างที่เราสามารถทำได้ เพื่อให้รู้สึกว่าเรามีชีวิตใหม่ และให้ความมีชีวิตชีวาแก่ผู้ที่กำลังเครียดหนักและมีความกังวลสูง? ฉันสามารถช่วยให้ผู้ที่มีความห่วงกังวลรู้สึกดีขึ้นบ้างไหม? เป็นไปได้ที่เราสามารถช่วยผู้ที่กำลังมีความทุกข์ด้วยรอยยิ้มของเรา? บทอธิษฐานภาวนา ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า บางครั้งความถ่อมตนอาจเป็นยาขมที่จะต้องกลืนสำหรับลูก แม้จะเป็นการเลียนพระฉบับแบบของพระองค์ โปรดให้ลูกมีจิตใจโอบอ้อมอารี แม้จะยากเย็นสักเพียงใดก็ตาม โปรดได้ทรงเปิดตาและเปิดใจให้ลูกได้สังเกตเห็นช่วงเวลาที่จะช่วยให้ผู้ใดผู้ หนึ่งให้ได้รับกำลังใจด้วยการกระทำที่โอบอ้อมอารีและด้วยความเคารพรัก อาเมน พระคุณเจ้ายอร์ช ยอด พิมพิสาร

1 2 3