Blog

ทำไมพระคัมภีร์ไทยจึงอ่านเข้าใจยาก?

ทำไมพระคัมภีร์ไทยจึงอ่านเข้าใจยาก? คำถาม : พระคัมภีร์ไทยอ่านเข้าใจยาก ทำอย่างไรจึงจะทำให้อ่านเข้าใจง่ายๆ เหมือนภาษาจีนหรือภาษาอังกฤษที่สื่อได้ชัด? คำตอบ : ก่อน จะตอบคำถามข้างต้น ก็อยากจะเท้าความเดิมสักเล็กน้อย เพื่อทบทวนความเข้าใจผู้อ่าน ก่อนจะสานต่อสิ่งใหม่ คือจากการตอบคำถามทีผู้เข้าร่วมสัมมนาการแปลส่งมาในวารสารคริสตสายสัมพันธ์ 2 ฉบับที่แล้ว เราทราบว่าปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การแปลพระคริสตธรรมคัมภีร์ออกมาต่างกันในบาง จุดนั้นก็คือ สำเนาต้นฉบับโบราณที่ยึดถือนั้นต่างกัน อาทิใน เศคาริยาห์ บทที่ 9 ข้อ 15 ท่อนที่สอง พระคัมภีร์ไทยฉบับ 1971 ยึดฉบับแปลกรีก แต่พระคัมภีร์อังกฤษฉบับ NIV ยึดสำเนาฉบับฮีบรู เป็นต้น ตอนนี้ให้เรามาพิจารณาคำถามกันก่อน 1. ผู้ถามบอกว่าพระคริสตธรรมคัมภีร์ไทยนั้นอ่านเข้าใจยาก คงต้องให้ชัดเจนว่าเป็นฉบับไหน ขององค์การอะไร เพราะปัจจุบันมีหลายฉบับให้อ่าน แต่เข้าใจว่าผู้ถามคงจะหมายถึงฉบับ 1971 ของสมาคมพระคริสตธรรมไทย ซึ่งใช้กันโดยทั่วไปในคริสตจักร 2. ผู้ถามเข้าใจว่า พระคริสตธรรมคัมภีร์จีนและอังกฤษอ่านเข้าใจง่ายกว่า และสื่อความหมายชัดเจนกว่า แต่ความจริงก็คือ พระคัมภีร์ทั้งสองภาษาก็มีทั้งฉบับที่อ่านแล้วเข้าใจยาก (อาทิเช่น  ฉบับ CUV ฉบับ KJV เป็นต้น)  และฉบับที่อ่านแล้วเข้าใจง่าย (อาทิเช่น […]

เอลี กับ เอโลอี เหมือนกันหรือไม่?

เอลี กับ เอโลอี เหมือนกันหรือไม่? ถาม: ทำไมคำตรัส ของพระเยซูคริสต์บนไม้กางเขนในพระธรรมมัทธิว 27:46 จึงไม่เหมือนกับ มาระโก 15:34 ทั้งๆ ที่แปลเป็นภาษาไทยเหมือนกัน  ตอบ: มัทธิว 27:46 พอเวลาประมาณบ่ายสามโมง พระเยซูทรงร้องเสียงดังว่า “เอลี เอลี ลามา สะบักธานี” แปลว่า “พระเจ้าของข้าพระองค์ พระเจ้าของข้าพระองค์ ทำไมพระองค์ทรงทอดทิ้งข้าพระองค์เสีย?” มาระโก 15:34 พอถึงบ่ายสามโมง พระเยซูก็ทรงร้องเสียงดังว่า “เอโลอี เอโลอี ลา มา สะบักธานี” แปลว่า “พระเจ้าของข้าพระองค์ พระเจ้าของข้าพระองค์ ทำไมพระองค์ทรงทอดทิ้งข้าพระองค์?” ทั้งคำว่า “เอลี” และ “เอ โลอี” ต่างก็แปลว่า “พระเจ้าของข้าพระองค์” แต่ “เอลี” เป็นภาษาฮีบรู ส่วนคำว่า “เอโลอี” นั้นนักวิชาการบางคนบอกว่าเป็นภาษาอาราเมค บ้างก็บอกว่าเป็นภาษาฮีบรู อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาอย่างละเอียดแล้วจะพบว่าคำนี้มาจากคำว่า “เอโลอา” […]

โอรสของกษัตริย์ดาวิดเป็นปุโรหิตด้วยหรือ?

โอรสของกษัตริย์ดาวิดเป็นปุโรหิตด้วยหรือ? คำถาม :  พบแล้ว! พระคัมภีร์ไทยแปลผิด! เพราะเมื่อเราอ่านพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม เราเข้าใจว่า “ปุโรหิต”ของชนชาติอิสราเอล คือนักบวชหรือผู้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา และเราได้เรียนรู้มาผู้ที่จะเป็นปุโรหิตได้นั้นต้องมาจากเผ่าเลวีเท่านั้น แต่พระธรรม  2 ซา มูเอล 8:18 ได้บันทึกว่า “บรรดาโอรสของดาวิดเป็น ปุโรหิต” น่าจะเป็นข้อผิดพลาด เพราะกษัตริย์ดาวิดมาจากเผ่ายูดาห์ ดังนั้นโอรสของกษัตริย์ดาวิดเป็นปุโรหิตได้ด้วยหรือ ? คำตอบ : หากเราพิจารณาให้ดีก็จะพบว่าพระคัมภีร์ภาษาอังกฤษ หลายฉบับ เช่น New Revised Standard Version (NRSV), English Standard Version (ESV) และ Today’s English Version (TEV) แปลพระธรรมข้อนี้จากภาษาฮีบรูโดยใช้คำว่า “Priest” (ปุโรหิต) ส่วนฉบับที่เก่ากว่านั้นคือ American Standard Version (ASV) ปี 1901 ใช้คำว่า “Chief Ministers” (รัฐมนตรีว่าการ) และฉบับ King James Version (KJV) ใช้คำว่า “Chief Rulers” (หัวหน้าผู้ครอบครอง) พระคัมภีร์ฉบับต่างๆ เหล่านี้ล้วนแต่แปลมาจากภาษาฮีบรูซึ่งใช้คำเดียวกัน คือ “โคเฮน” และคำนี้ในพระธรรมตอนอื่นๆ ส่วนใหญ่จะแปลว่า “ปุโรหิต” แต่ใน1 พงศาวดาร 18:17 ซึ่งบันทึก เรื่องเดียวกันนี้ กลับเขียนว่า “บรรดาโอรสของดาวิดก็เป็นเจ้า หน้าที่ชั้นหัวหน้าในราชการของพระราชา” เพราะคำฮีบรูในพระธรรม ตอนนี้ไม่ใช่ “โคเฮน” แต่เป็น “ริ โชน” ซึ่งแปลว่า “หัวหน้า” นอกจาก นี้ ยังมีพระคัมภีร์อีกตอนหนึ่งคือ 2 ซามูเอล 20:26 มี ชื่อของบุคคลสำคัญอีกคนหนึ่งที่รับใช้กษัตริย์ดาวิดในฐานะปุโรหิตคือ “อิ รา” ทั้งที่เขาไม่ได้เป็นคนจากเผ่าเลวี แต่ในขณะเดียวกันชื่อ “อิ […]

ทำไมประโยคเดียวถึงแปลได้ 2 แง่มุม

ทำไมประโยคเดียวถึงแปลได้ 2 แง่มุม ถาม : คำแปลในพระธรรม สุภาษิตบทที่ 11 ข้อ 30 บรรทัดที่สองซึ่งมีเนื้อ ความว่า “การฝ่าฝืนกฎหมายย่อมทำลายชีวิต” นั้นดู จะไม่ถูกต้อง เพราะพระคัมภีร์อังกฤษแปลว่า “And he who is wise wins souls.’ (เขาผู้มีสติปัญญาย่อมนำวิญญาณ – ดูหมายเหตุท้ายบทความ)  และพระคัมภีร์ไทยฉบับแปลเก่า มีเนื้อความว่า “และบุคคล ผู้มีปัญญาย่อมมีชัยแก่วิญญาณหลายดวง” ขอให้ทางสมาคมฯ ช่วยพิจารณาดูให้ดีด้วย ตอบ : สำหรับ เรื่องที่เสนอมานั้น เราได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วนทั้งจากสำเนาต้นฉบับฮีบรูและฉบับอังกฤษมาตรฐาน หลายฉบับ ประกอบกับได้ศึกษาจากหนังสือคู่มือพระธรรมสุภาษิตของสหสมาคมพระคริสตธรรม สากลด้วย จึงอยากจะเรียนให้ผู้อ่านทราบเป็นขั้นตอนดังนี้ เรื่องธรรมดาที่ไม่ธรรมดา  เมื่อเราอ่านพระคัมภีร์อย่างจริงจัง และอ่านเปรียบเทียบกันต่างฉบับ บางครั้งเราพบความแตกต่างมากบ้างน้อยบ้าง แต่เมื่อแตกต่างกันมากจริงๆ ก็ทำให้คิดว่าฉบับไหนถูกต้อง ฉบับไหนไม่ถูกต้อง แต่จะมีสักกี่คนที่คิดว่าทำไมจึงแปลต่างกัน? บางครั้งการแปล ต่างกันมาจาก 1. หลักการแปลที่ต่างกัน เช่น บางฉบับมีหลักค่อนข้างเคร่งครัดในการแปลตรงตัวอักษรยกตัวอย่าง Young’s Literal Translation, American Standard Version เป็นต้น แต่บางฉบับแปลแบบเอาความหมาย ยกตัวอย่าง Good News Bible, New Living Translation เป็นต้น 2. การยึดสำเนาต้นฉบับภาษาเดิมต่างกันใน การแปลพระคัมภีร์บางข้อ บางฉบับยึดฉบับฮีบรูเป็นหลัก บางฉบับยึดฉบับกรีกเป็นหลัก เข้าเนื้อหา  เมื่อสังเกตคำแปลแต่ละฉบับในสุภาษิตข้างต้น […]

ผมเอาเงินค่าขนมไปซื้อหนังสือ

เรื่่องของ “น้องมาร์ค” หรือ ด.ช. กันต์ชนก นาคภิบาล บุตรนายมนตรี และ นางชัญนารี นาคภิบาล นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ตั้งแต่อยู่ชั้นประถมปีที่ 1 โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนฯ น้องมาร์คได้เรียนวิชาอบรมคริสเตียนศึกษา และมีความสนใจวิชานี้มาก ชอบคุยเรื่องพระเยซูกับคุณแม่เป็นครั้งคราว บ่อยครั้งที่น้องมาร์คยืมหนังสือที่มีเรื่องราวจากพระคัมภีร์มาให้คุณแม่ดูจากห้องศาสนกิจของโรงเรียน และเคยบอกให้คุณแม่หาซื้อหนังสือนั้นมาให้ แต่คุณแม่ก็ไม่ทราบว่าจะไปซื้อได้ที่ไหน เมื่อน้องมาร์คมาอยู่ชั้นประถม 3 และมีหน่วยขายเคลื่อนที่ของสมาคมพระคริสตธรรมไทยมาที่โรงเรียน น้องมาร์คจึงได้ซื้อหนังสือการ์ตูนชุดพระวจนะแห่งปัญญา (ไทย-อังกฤษ) 2 เรื่อง และได้บอกคุณพ่อคุณแม่ว่า ได้นำเงินค่าขนมไปซื้อหนังสือมา 2 เล่ม และถามว่า “คุณแม่อยากรู้เรื่องราวเกี่ยวกับประวัติพระเยซูไหม” น้องมาร์คได้เล่าเรื่องในพระคัมภีร์ให้คุณแม่ฟังเป็นตอนๆ และได้เปิดภาพในหนังสือการ์ตูนให้คุณแม่ดูเพื่อให้เข้าใจเรื่องมากขึ้น นอกจากนั้น ได้นำสมุดปฏิบัติการที่ทำในชั่วโมงวิชาอบรมคริสเตียนศึกษาซึ่งสอนโดยคุณครูรุ่งนภา พนาโชติสกุล มาให้คุณแม่ดูและอธิบายให้ฟังบ่อยๆ ต่อมาไม่นาน น้องมาร์คได้ซื้อหนังสือชุดพระวจนะแห่งปัญญา 2 ภาษามาอีกจนครบชุด โดยซื้อครั้งเดียว 6 เล่ม ด้วยเงินค่าขนมของเขาที่มีอยู่ทั้งหมดในวันนั้น และนำมาให้คุณแม่ดูพร้อมทั้งเล่าเรื่องให้ฟังเป็นประจำ รวมทั้งอธิบายว่าพระเยซูรักมนุษย์อย่างไร สิ่งที่พระเยซูต้องการและไม่ต้องการให้มนุษย์กระทำ เล่าซ้ำไปซ้ำมาครั้งแล้วครั้งเล่า สิ่งที่คุณแม่จำได้ไม่มีวันลืมคือ เขาได้มอบของชิ้นแรกในชีวิตแก่คุณแม่ซึ่งเขาหาซื้อมาด้วยตนเอง สิ่งนั้นคือสร้อยคอทำจากเมล็ดพืชอบแห้งเคลือบแลคเกอร์ […]

ปาฏิหาริย์… มีจริง

เรื่องที่ท่านจะได้อ่านนี้เรียบเรียงจากคำบอกเล่าของคุณแม่สาวสวยอายุ 40 ปี และลูกชายวัย 5 ขวบ 6 เดือน ทั้งแม่และลูกเป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผ่านวันอันเลวร้ายมาได้และมีชีวิตขึ้นมาอีกครั้งเพราะ “ปาฏิหาริย์มีจริง” สมาคมพระคริสตธรรมไทยจำเป็นต้องใช้นามสมมุติและงดลงภาพถ่าย เพื่อปกป้องเจ้าของเรื่องให้สามารถดำเนินชีวิตอย่างเป็นปกติสุข หากนามสมมุติและส่วนหนึ่งส่วนใดในเรื่องนี้ไปพ้องกับชีวิตของผู้ใด สมาคมฯ ต้องเรียนขออภัยมา ณ ที่นี้ และหวังว่าท่านจะเข้าใจจุดประสงค์ของสมาคมฯ ที่ต้องการให้ชีวิตของเจ้าของเรื่องเป็นพยานถึงพระคุณอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า และหวังด้วยว่าเรื่องนี้จะช่วยให้ผู้อ่านทุกท่านสามารถคิดและปฏิบัติต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวีด้วยใจเป็นธรรมและด้วยความรักในพระคริสต์ สมาคมฯ ขอขอบพระคุณอาจารย์แอลแลน เอ็ลลาร์ดและภรรยาคือคุณเมลิน แห่งองค์การส่งเสริมพันธกิจคริสตจักรด้านเอดส์ (AIDS Care Education and Tranining – ACET Thailand) ที่ได้กรุณาประสานงานและนัดหมายเพื่อการสัมภาษณ์ครอบครัวนี้อย่างใกล้ชิด และขอขอบคุณ “ดาว” ผู้กล้าหาญเปิดเผยตัวเองเพื่อจะเป็นกำลังใจแก่คนอื่นๆ อีกมากมายที่มีประสบการณ์เช่นเดียวกัน ชีวิตจริงเหมือนอิงนิยาย “ดาว” (นามสมมุติ) เกิดที่จังหวัดสุพรรณบุรีเมื่อ พ.ศ. 2510 เป็นน้องคนเล็กในจำนวนพี่น้องทั้งหมด 8 คน ชีวิตลำเค็ญของดาวเริ่มเมื่ออายุยังไม่ถึงขวบเมื่อพ่อโดนยิงตาย และแม่เสียใจจนไม่เป็นอันทำมาหากิน ในที่สุดก็ต้องแยกลูกทั้ง 8 คนไปฝากไว้กับคนรู้จักบ้านละคน ส่วนดาวแม่เอาไปไว้ที่ร้านขายของชำในหมู่บ้านโดยแม่จะไปเยี่ยมบ้างนานๆ ครั้ง ด้วยความคิดถึงแม่ ดาวหนีจากบ้านนี้เมื่ออายุประมาณ […]

ปรับโฟกัส

เปลี่ยนมุมมอง ปรับโฟกัสใหม่ ชีวิตจึงเปลี่ยนไปความคิด ก็เปลี่ยนใหม่ ทำให้มองเห็นคุณค่า และความหมายใหม่ของชีวิตที่สมบูรณ์แบบอย่างแท้จริง อ.พิศประไพ สาระศาลิน รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต หนึ่งในคนไทยจำนวนไม่กี่คนที่เคยเป็นผู้ออกแบบบัตรอวยพรของ ฮอลมาร์คอันเลื่องชื่อของสหรัฐอเมริกา ด้วยใจรักงานศิลปะตั้งแต่เด็ก หลังจากจบมัธยมศึกษาตอนปลาย จากโรงเรียนเขมะสิริอนุสรณ์แล้ว อาจารย์พิศประไพได้ไปเรียนช่างศิลป์ ์และมหาวิทยาลัยศิลปากรตามลำดับ เมื่อจบแล้วจึงไปต่อปริญญาโท ด้านออกแบบตกแต่งภายใน ที่มหาวิทยาลัยแคนซัส เมืองลอเรนซ์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว ก็ได้เข้าทำงานที่บริษัท Hallmark Cards Corporation ในเมืองแคนซัสซิตี้ และทำงานที่นั่น 13 ปี อาจารย์พิศประไพเป็นผู้หญิงทำงาน เป็นผู้มีความทะเยอทะยานในชีวิตสูง จะทำอะไรจะต้องทำอย่างดีที่สุด สมบูรณ์แบบที่สุด ชนิดหาที่ติไม่ได ้ ในความคิดของอาจารย์แล้วทุกอย่างในชีวิตต้องเพรียบพร้อม งานต้องดี ครอบครัวต้องดี ด้วยเหตุผลนี้เอง อาจารย์พิศประไพจึงเป็นคนที่เครียดง่าย มีความกระวนกระวายสูง แม้ทุกอย่าง ในชีวิต ที่ ี่อาจารย์ได้รับอยู่ในขณะนั้นล้วนพรั่งพร้อมไปทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการทำงานที่ตนเองรักในบริษัทยักษ์ใหญ่ใน สหรัฐอเมริกา มีเงินเดือนสูง ทุกคนในบริษัทยอมรับในความสามารถ มีครอบครัวที่ดี มีสามีและลูกที่น่ารัก แต่อาจารย์กลับรู้สึกว่า ชีวิตตนเองยังขาดอะไรอยู่ ชีวิตดูไม่สมบูรณ์ ทำให้อาจารย์คิดว่าอะไรที่ทำให้ชีวิต […]

บอย พีซเมกเกอร์

นักร้องรุ่นใหม่ ที่มีชื่อติดหูติดปากในยุคนี้ย่อมมีชื่อ “บอย พีซเมกเกอร์” อยู่ในสารบบกับเขาด้วยชื่อเสียง ความโด่งดัง เงินทอง นำมาทั้งสุขและทุกข์ให้แก่เขาเฉกเช่นที่บุคคลที่อยู่ในสถานะเดียวกันกับเขา ได้เผชิญ แต่ บอย พีซเมกเกอร์ หรือ อนุวัฒน์ สงวนศักดิ์ภักดี ได้พบกับผู้หนึ่งที่ทำให้เขาหลุดจากวังวนของชื่อเสียงความโด่งดัง และเงินทอง มาค้นพบความสุขความหวังแท้ของชีวิต บอยเป็นคนกรุงเทพฯ เรียนชั้นมัธยมที่โรงเรียนวัดเทพศิรินทร์เขามีพี่สาว 2 คน ตัวเองเป็นคนสุดท้อง คุณพ่อป่วยตั้งแต่เขาเรียนอยู่ชั้น ป.5 และเสียชีวิตไปเมื่อ วันที่ 7 พฤศจิกายน 2544 เขาเล่าให้ฟังว่า “พอคุณพ่อป่วย คุณแม่ก็กลายเป็นกำลังหลักของครอบครัว พี่สาว 2 คน ซึ่งโตกว่าบอย 6 ปี เรียนจบ ปวช. ก็ออกมาทำงานตั้งแต่อายุ 17-18 ปี” คุณพ่อคุณแม่ของบอยเป็นคริสเตียนตั้งแต่เขาเรียนอยู่ชั้น ป.5 ในขณะที่คุณพ่อป่วยหนักคุณแม่หนักใจมาก เพื่อนคุณแม่ที่โรงเรียนซือลิบจิงกวง ซึ่งขณะนั้นคุณแม่เป็นอาจารย์อยู่ที่นี่ด้วยได้ชวนท่านให้ไปคริสตจักรซึ่งก็ คือ คริสตจักรไมตรีจิต ที่วงเวียน 22 กรกฎาคม ต่อมาทั้งสองท่านก็กลับใจรับเชื่อพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดท่านพา […]

ความจำเจที่ไม่น่าเบื่อ

เรามักพูดกันอยู่เสมอว่า อะไรจำเจเป็นเรื่องที่น่าเบื่อใครก็อยากออกจากสภาพของความจำเจที่ต้องเผชิญนั้น เพราะต้องการพ้นจากความเบื่อหน่าย มนุษย์เราทั้งหลายไม่ชอบทั้งความจำเจ และความเบื่อหน่ายเอาเสียเลย แต่มีความจริงบางประการ อันเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่าง มารดาและบุตร ซึ่งสอดคล้องกับความจำเจและความน่าเบื่ออันจะบรรยายต่อไปนี้ ซึ่งแตกต่างจากความรู้สึกทั่วไปของมนุษย์ ความรู้สึกทั่วไปของมนุษย์มีอยู่ว่า เรื่องใดที่จำเจจะเป็นเรื่องน่าเบื่อ อาจเป็นการทำงาน การบ่น การอยู่ในสภาพเดิมๆ การไม่มีความเปลี่ยนแปลง การรู้สึกเป็นภาระที่ต้องต่อสู้ทุกเมื่อเชื่อวัน และอะไรอีกทำนองนั้น มีความสัมพันธ์ประเภทหนึ่ง ซึ่งก็เป็นความรู้สึกทั่วไปของมนุษย์ และเป็นเรื่องธรรมดาของคนด้วย แต่แตกต่างไปจากความรู้สึกในขั้นต้นที่กล่าวถึงนั้น ก็คือความสัมพันธ์ระหว่างมารดากับบุตร หรืออาจจะเรียกว่าความรักระหว่างแม่กับลูกก็เป็นได้ ความสัมพันธ์ประเภทนี้ เป็นความจำเจชนิดหนึ่ง ก็คือ ต่อเนื่องกันเรื่อยไป เหมือนเดิม ไม่มีความเปลี่ยนไป อยู่ในวัฏจักร อยู่ในสารบบ แต่ไม่ใช่สิ่งที่น่าเบื่อหน่ายแต่ประการใดทั้งสิ้น แม่จะไม่เบื่อลูก แม่จะไม่รู้สึกว่า ทำไมต้องทำสิ่งนั้นสิ่งนี้อันเป็นการปรนนิบัติลูก ซึ่งเป็นเรื่องน่าเบื่อ เป็นเรื่องไม่อยากทำ เป็นเรื่องทำไม่ได้ แต่แม่จะพยายามทำในสิ่งที่คิดว่าดีที่สุดสำหรับลูก แล้วก็ทำอย่างไม่เบื่อ ไม่รู้สึกจำเจ ไม่เห็นว่าน่าลำบากใจแต่ประการใด อะไรทำให้ความจำเจไม่น่าเบื่อ เพราะแม่มีความรักที่ให้แก่บุตรของตน หากจะรักแล้วก็ไม่รู้สึกว่าน่าเบื่อหน่ายหรือ น่าจำเจเพราะเรื่องที่ต้องทำอยู่เป็นประจำ เป็นเรื่องที่ทำออกมาด้วยความรักนั่นเอง พระคำของพระเจ้าบอกเราให้ทราบถึงความรักที่แท้จริง อันเป็นความรักแบบที่พระเจ้า ประทานให้เป็นรูปแบบ ก็คือ ความรักนั้นก็อดทนนาน และกระทำคุณให้ (1 โครินธ์13:4) แม่จะเพียรพยายามเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ […]

เหตุไฉน มัทธิว ลูกา จึงลำดับพงศ์พระเยซูต่างกัน?

เหตุไฉน มัทธิว ลูกา จึงลำดับพงศ์พระเยซูต่างกัน? ถาม: จากการวิเคราะห์รายชื่อลำดับพงศ์ของพระเยซูที่ปรากฏในมัทธิว 1:1-17 และในลูกา 3:23-38 พบ ว่ารายชื่อต่างๆ ของทั้งสองเล่มนั้นแปลแตกต่างกัน ไม่ทราบว่าพระคัมภีร์ไทยแปลผิดหรือไม่? ตอบ: ปัญหา ที่พบนั้นเป็นปัญหาจริงคือรายชื่อในลำดับพงศ์ทั้งสองรายการนั้นไม่เหมือนกัน  แม้จะพูดว่าเป็นลำดับพงศ์ของพระเยซูเหมือนกัน และชื่อที่มาก่อนพระเยซูคือโยเซฟที่ถือว่าเป็นบิดาตามกฎหมายก็เหมือนกัน แต่ทั้งนี้ไม่ได้เกิดจากความผิดพลาดในด้านการแปลแต่อย่างไร แต่เป็นปัญหาที่ปรากฏในสำเนาต้นฉบับกรีก ที่รายชื่อซึ่งเขียนโดยลูกานั้นแตกต่างจากของมัทธิวเป็นอย่างมาก  อย่างไรก็ตาม ปัญหาในรายชื่อลำดับพงศ์ทั้งสองรายการมีมากกว่าที่ถามมาซึ่งอาจแยกออกเป็น ประเด็นต่างๆ ดังนี้คือ ประการแรก ในการลำดับรายชื่อนั้น มัทธิวกล่าวว่าตั้งแต่อับราฮัมจนถึงดาวิดมี 14 ชั่วคน นับตั้งแต่ดาวิดจนถูกกวาดเป็นเชลยมี 14 ชั่ว คน และตั้งแต่ถูกกวาดเป็นเชลยจนถึงพระคริสต์มี 14ชั่วคน (มธ.1:17) ดูเหมือนมัทธิวตั้งใจจะแบ่งรายชื่อตั้งแต่ อับราฮัมมาถึงพระเยซูเป็น 3 ช่วงใหญ่ๆ โดยแต่ละช่วงแบ่งออกเป็นอีก 14 ชั่วาอายุ ซึ่งตามการคำนวณจะต้องมี 42 ชั่วอายุ แต่ถ้าหากนำรายชื่อทั้งหมดมารวมกันจะพบว่ามีเพียง 41 ชื่อ ตั้งแต่อับราฮัมมาถึงพระเยซู มีการพยายามอธิบายว่ามัทธิวอาจนับดาวิดซ้ำเนื่องจากเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ ของอิสราเอลโดยนับอับราฮัมถึงดาวิด 14 ชั่วอายุ […]

1 76 77 78 79 80 84