Blog

ใครกันแน่ที่ดลใจดาวิด?

ใครกันแน่ที่ดลใจดาวิด? ถาม : ประโยค “พระเจ้า…ทรงดลใจดาวิด” ใน 2 ซามูเอล 24:1-25 และ ประโยค “ซาตาน…ดลพระทัยดาวิด” ใน 1 พงศาวดาร 21:1-26 ในภาษาเดิมนั้น เหมือนกันหรือต่างกัน อย่างไร? ตอบ : มี บางคนตั้งคำถามที่หนักและรุนแรงกว่านั้นว่า “พระเจ้าของดาวิด ในตอนนั้นเป็นซาตานหรือ?” แต่ก่อนจะตอบคำถามข้างต้น  ก็อยากจะกล่าวถึง บางอย่างก่อนคือ เมื่อคริสตชนอ่านพระคริสตธรรมคัมภีร์ด้วยความตั้งใจ บางครั้งเขาก็พบคำถามโดยไม่ตั้งใจ คำถามนั้นบ้างก็ยาก บ้างก็ง่าย แต่เขาก็พยายามค้นหาคำตอบอย่างดีที่สุดเท่าที่ทำได้บางครั้งก็ได้คำตอบที่ จุใจ บางครั้งก็ได้คำตอบแต่ไม่จุใจ และบางครั้งก็ไม่ได้คำตอบเลย ในสองกรณีหลังนั้นเขาจะตอบสนองอย่างไรต่อพระคัมภีร์? นี่เป็น สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือเขาจะยังเชื่อถือพระคัมภีร์ต่อไปหรือไม่? เราจำเป็นต้องเข้าใจว่าพระคัมภีร์ไม่ได้ตอบคำถามทุกอย่างที่มนุษย์อยากรู้ แต่ตอบคำถามเฉพาะที่พระเจ้าทรงเห็นว่ามนุษย์จำเป็นต้องรู้  โดย เฉพาะเรื่องความรอด ทุกอย่างที่อยู่ในพระคัมภีร์เป็นความจริงแต่ไม่จำเป็นที่ความจริงทุกอย่างใน จักรวาลต้องมีอยู่ในพระคัมภีร์ด้วย พระเจ้าไม่ได้ทรงมุ่งหมายจะให้พระคัมภีร์เป็นตำราประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และสถิติตัวเลขกับมนุษย์ แต่ทรงประสงค์จะให้มนุษย์รู้วิธีที่จะกลับมาคืนดีกับพระองค์และดำรงอยู่ใน มิตรภาพนั้นตลอดไป ตอนนี้เรามาเข้าเรื่องกันดีกว่า เมื่อเราอ่านเปรียบเทียบบริบทระหว่าง 2 ซามูเอล บทที่ […]

ฟ้าหลังฝน

ฟ้าหลังฝน คำพยานจากอาจารย์อภิสิทธิ์ ศิษย์เก่า บี.ไอ.ที “เหตุฉะนั้นเราจึงไม่ย่อท้อ ถึงแม้ว่ากายภายนอกของเรากำลังทรุดโทรมไป แต่จิตใจภายในนั้นยังคงจำเริญขึ้นใหม่ทุกวัน” ระหว่างร่างกายภายนอกที่กำลังทรุดโทรมไปด้วยการถูกรุมเร้าจากโรคร้ายซึ่งพร้อมจะคร่าชีวิตไปได้ทุกเมื่อ กับจิตใจภายในที่ยังดีอยู่ กำลังหาได้ทรุดโทรมไปตามร่างกายไม่ ฟังดูแล้วความหมายช่างขัดกันเสียเหลือเกิน แต่นี่คือความจริง จากชีวิตของอาจารย์อภิสิทธิ์ มะโนนำ อนุศาสกโรงเรียนอุดรคริสเตียนวิทยา ผู้ที่เคยต่อสู้กับโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก ท่านเล่าให้ฟังว่า เมื่อปลายปี พ.ศ. 2544 ผมเริ่มมีอาการปวดแสบปวดร้อนบริเวณขาพับ จึงลองไปตรวจดู จากผลการตรวจ คุณหมอลงความเห็นว่า ต่อมน้ำเหลืองอักเสบและบริเวณขาหนีบมีอาการอักเสบ การดูแลรักษาในระยะแรกดูเหมือนจะไม่มีอะไรดีขึ้น เพราะนานวันเข้า มันก็เริ่มทรมานมากขึ้น มากขึ้น มากจนไม่สามารถจะทนต่อไปได้ ในที่สุด ต้องขอร้องให้คุณหมอผ่าตัด หวังใจว่าอาการปวดแสบปวดร้อนที่แสนจะทุกข์ทรมานนี้จะได้หายไปเสียที การขอร้องเป็นผลสำเร็จ คุณหมอตกลงจะผ่าตัดให้เพื่อตัดชิ้นเนื้อไปตรวจว่าเป็นเนื้อดีหรือเนื้อร้าย หลังจากตัดเอาชิ้นเนื้อไปตรวจแล้วก็ต้องนอนระบมอยู่ 3 คืนเต็มๆ อาการจึงค่อยทุเลา ส่วนผลการตรวจ คุณหมอนัดให้มาดูอีก 3 อาทิตย์ และแล้ววันที่รอคอยก็มาถึง วันนั้นหัวใจเต้นแรงมาก ตื่นเต้นเหมือนกำลังรอลุ้นฟังผลสอบเอนทรานซ์ และพอผลการตรวจออกมาก็ทำให้หัวใจแทบหยุดเต้นเหมือนกัน เพราะชิ้นเนื้อที่ตัดไปตรวจนั้นเป็นเนื้อร้าย ต้องทำการรักษาอย่างต่อเนื่องทันที คุณหมอก็รีบนัดให้มาเอกซเรย์เพื่อตรวจหาการลุกลามของเชื้อ ก่อนจะเอกซเรย์ พยาบาลเอาน้ำสีแดงมาให้ดื่มประมาณ 2-3 ขวด ยานี้ออกฤทธิ์เหมือนยาถ่าย พอดื่มเข้าไปแล้วก็วิ่งเข้าห้องน้ำแทบทุกชั่วโมง จากนั้นก็ไปนอนรอในห้องแอร์ที่เย็นเฉียบ ซึ่งจะว่าไปแล้วความรู้สึกในจิตใจนั้นเย็นเฉียบกว่าแอร์เสียอีก นอนรออยู่อย่างนั้นประมาณ 2 […]

ผู้ชาย… หัวใจดนตรี

ผู้ชาย… หัวใจดนตรี เสียงดนตรีสำหรับเด็กชายคนหนึ่งในวัย 6 ขวบ ไม่ได้เป็นเพียงเสียงเพลงที่แค่หูได้ยิน แต่เป็นเสียงดนตรีในหัวใจที่กลายเป็นสื่อให้เขาได้ สัมผัสกับความหมายยิ่งใหญ่ของชีวิตในเวลาต่อมา ชีวิตของคนคนหนึ่ง ที่มาจากครอบครัวที่ดีและทุกอย่างดูเพียบพร้อมไปหมด ไม่น่าที่จะทำให้ คนคนนั้นรู้สึกว่างเปล่าในหัวใจ แต่ความเป็นจริงก็ได้พบว่า ในความเพียบพร้อมนั้น หัวใจยังโหยหาเรียกร้องอะไรบางอย่างซึ่งยากที่จะหาคำตอบได้ว่าสิ่งนั้นคือ อะไร แล้วคำตอบอันทรงคุณค่าและมีความหมายมากก็มาถึงเขาโดยทางเสียงเพลงซึ่งมี เนื้อหาต่างจากบทเพลงทั่วไปและเมื่อผสมผสานกับท่วงทำนองของดนตรีที่ไพเราะ จับใจ ลึกซึ้งในความหมาย สื่อให้เขาเข้าใจและรู้จักกับพระเจ้าอย่างซาบซึ้ง และนี่เองที่ช่องว่างในหัวใจของเขาได้รับการเติมเต็มอย่างแท้จริง เราจะมาทำความรู้จักกับผู้ชายหัวใจดนตรีคนนี้ เมธวิน อังคทะวาณิช คุณปู่คุณย่าของเมธวินเป็นคริสเตียนที่มาจากเมืองจีน แต่คุณพ่อคุณแม่ไม่ได้เป็นคริสเตียน ดังนั้นคนที่พาเมธวินไปโบสถ์ก็คือคุณปู่คุณย่า ถึงแม้ว่าจะได้ไปโบสถ์ตั้งแต่เด็ก เขาก็ยังไม่เข้าใจเรื่องของพระเจ้าสักเท่าไหร่ ยังคงมีความสงสัยและมีคำถามอยู่ในใจมากมาย ซึ่งก็คงเป็นข้อสงสัยและความไม่เข้าใจที่เกิดขึ้นกับคนทั่วไปด้วย เช่น มีข้อพระคัมภีร์ที่บอกว่า “มนุษย์ทุกคนเป็นคนบาป” แต่ละคนก็จะคิดว่าเราจะบาปได้อย่างไร ในเมื่อเรามาจากครอบครัวที่ดี เราถูกสอนให้เป็นคนดี ทำแต่สิ่งที่ดี คิดดีตลอด ไม่ได้ฆ่าคน ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ใคร เราไม่ได้ทำบาปอะไรเลย แล้วเราจะเป็นคนบาปได้อย่างไร ? เมื่อเมธวินเรียนถึงชั้นมัธยม 2 เมธวินได้ไปค่ายเยาวชนของคริสตจักรสะพานเหลือง อาจารย์ผู้เป็นวิทยากรค่าย สอนเรื่องความเชื่อ ฟังแล้วก็รู้สึกทันทีเลยว่าคำถามในใจได้รับคำตอบแล้ว นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่เมธวินได้รู้จักกับพระเจ้าจริงๆ นับตั้งแต่วันนั้น การไปโบสถ์มีความหมายมากขึ้น และเป็นจุดเริ่มต้นของการเข้าไปมีส่วนในการทำกิจกรรมต่างๆ […]

คำเทศนาของ ผป.วิชัย ตรังคสมบัติ

คำเทศนาของ ผป.วิชัย ตรังคสมบัติ ในการประชุมสมัชชาสมาคมพระคริสตธรรมไทย วันเสาร์ที่ 27 มีนาคม 2004   “และตั้งแต่เด็กมาแล้ว ท่านก็ได้เรียนรู้พระคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งสามารถให้ปัญญาแก่ท่านในเรื่องความรอดโดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์ พระคัมภีร์ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้าและเป็นประโยชน์ในการสอน การตักเตือนว่ากล่าว การแก้ไขสิ่งที่ผิด และการอบรมในความชอบธรรม เพื่อคนของพระเจ้าจะมีความสามารถ และพรักพร้อมเพื่อการดีทุกอย่าง”(2 ทิโมธี บทที่ 3 ข้อ 15-17) ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารของสหรัฐอเมริกายกพลขึ้นบกที่หมู่เกาะแปซิฟิกเพื่อกวาดต้อนทหารญี่ปุ่น ชาวพื้นเมืองซึ่งส่วนใหญ่มีพระคริสตธรรมคัมภีร์อยู่ในมือ ได้ให้การต้อนรับทหารสหรัฐฯ อย่างดี หัวหน้าชาวพื้นเมืองได้พูดกับทหารสหรัฐฯ ว่า “พวกคุณโชคดี ถ้าไม่ใช่เพราะหนังสือเล่มนี้ พวกเราจะฆ่าและกินพวกคุณทั้งหมด” ในอดีตคนพื้นเมืองเหล่านี้เป็นคนเถื่อนและกินคน แต่พระวจนะ (คำสอนของพระเจ้า) ได้เปลี่ยนชีวิตของเขาอย่างสิ้นเชิง ในประเทศเอควาดอร์ในอเมริกาใต้แถบแม่น้ำอเมซอน ชนพื้นเมืองเผ่าหนึ่งมีชื่อด้านความโหดร้าย เขาจะฆ่าคนแปลกหน้าทั้งหมดไม่ว่าจะมาแบบเป็นมิตรหรือไม่ ใน ค.ศ.1952 มิชชันนารีอเมริกันหนุ่มสาว 5 คน เดินทางเข้าไปในแถบนั้นด้วยความปรารถนาสูงสุดที่จะนำพระวจนะของพระเจ้าไปให้เขา เพราะเชื่อว่าพระวจนะเปลี่ยนแปลงจิตใจอันโหดร้ายได้ เขาต้องไปสร้างบ้านอยู่บนต้นไม้และผูกมิตรกับชนเผ่านี้ แต่ในที่สุดก็ถูกฆ่าตายทั้งหมด แต่ญาติพี่น้องของมิชชันนารีกลุ่มนี้ก็ไม่ลดละความพยายามที่จะไปสอนพระคัมภีร์ให้แก่ชนเผ่านี้ ซึ่งในที่สุดพระวจนะอันศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าก็เปลี่ยนแปลงชีวิตของพวกเขาได้จริงๆ ชนเผ่าไวกิ้งของประเทศนอร์เวย์ก็เป็นกลุ่มชนที่เคยปล้นฆ่าและทำลายทุกสิ่งเช่นเดียวกัน และชีวิตของคนเหล่านี้ก็ได้รับการเปลี่ยนแปลงเพราะพระวจนะของพระเจ้า ในประเทศไทยเอง เมื่อหลายปีมาแล้วที่ตำบลปางเม็ง จังหวัดตรัง […]

ทำไมพระคัมภีร์ฉบับมาตรฐานจึงปรับเปลี่ยนคำแปลคำสั่งในพระบัญญัติสิบประการจาก อย่าเป็นห้าม?

ทำไมพระคัมภีร์ฉบับมาตรฐานจึงปรับเปลี่ยนคำแปลคำสั่งในพระบัญญัติสิบประการจาก อย่าเป็นห้าม? ถาม : ทำไมใน “เบญจบรรณฉบับมาตรฐาน 2006” (ปฐมกาล-เฉลยธรรมบัญญัติฉบับแก้ไขคำแปลปี 2006) จึงมีการเปลี่ยนจากคำว่า “อย่า” เป็น “ห้าม” ในบัญญัติสิบประการและธรรม บัญญัติต่างๆ ตอบ : ตามไวยากรณ์ภาษาฮีบรู มีศัพท์ 2 คำ ที่เป็นคำสั่งห้าม คือคำว่า “โล” กับ “อัล” “โล” เป็นคำสั่งห้ามที่เด็ดขาด เฉพาะเจาะจง “อัล” เป็นคำสั่งห้ามที่เบากว่าและไม่เด็ดขาดเท่า “โล” ในภาษาไทยก็มีหลายคำที่เป็นคำสั่งห้าม ที่เด่นๆ คือ “อย่า” กับ “ห้าม” ซึ่ง 2 คำนี้ให้ ความรู้สึกไม่เท่ากัน และผู้ที่ได้รับคำสั่งนี้จะตอบสนองไม่เหมือนกัน หลายคนเมื่อได้ยินคำว่า “อย่า” ก็อาจจะคิดว่าไม่ ต้องปฏิบัติตามก็ได้ เขามีโอกาสตัดสินใจเลือกที่จะทำตามหรือไม่ทำตามก็ได้ บางคนก็รู้สึกว่าเป็นเพียงคำแนะนำหรือคำขู่เท่านั้น ในบัญญัติสิบประการ เมื่อเราใช้คำว่า “อย่า” คน ไทยจะรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตาม แต่ถ้าเราใช้คำว่า “ห้าม” คนจะเห็นถึงความจริงจัง เด็ดขาด และจะต้องทำตามสิ่งที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด ยกตัวอย่างเช่น “อย่า ฆ่าคน” คนฟังส่วนใหญ่จะคิดว่าเราไม่ควรฆ่าคน แต่ถ้าเขียนใหม่เป็น “ห้ามฆ่าคน” เราจะตระหนัก ว่าเราฆ่าคนไม่ได้เด็ดขาด ใครฆ่าคนจะต้องมีความผิด เมื่อพิจารณาความหมายตามไวยากรณ์ของภาษาฮีบรูและความหมายตามความเข้าใจใน ภาษาไทยแล้ว กรรมการยกร่างคำแปลของสมาคมพระคริสตธรรมไทยจึงเห็นว่าจะต้องมีการเปลี่ยน แปลงจุดที่เป็นข้อห้ามให้ชัดเจน โดยเฉพาะในเรื่องที่พระคัมภีร์ภาษาฮีบรูใช้คำว่า “โล” อยู่ เดิมได้แก่ในบัญญัติสิบประการ ในข้อกฎหมายต่างๆ ในข้อกำหนดเรื่องศาสนพิธี ตลอดจนกฎเกณฑ์ทางจริยธรรม แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องพิจารณาจากบริบทของแต่ละเรื่องว่าจะใช้ “ห้าม” ได้ทุกครั้งหรือไม่ เช่น ในเฉลยธรรมบัญญัติ 1:29 ที่ กล่าวว่า “อย่าครั่นคร้ามหรือกลัวเขาเลย” แม้ ไวยากรณ์ฮีบรูของพระธรรมตอนนี้ใช้คำว่า “โล” แต่ ถ้าเราจะแปลว่า “ห้ามครั่นคร้ามหรือกลัวเขาเลย” ก็ […]

พระธรรมมาระโกและพญาสีหนาท

พระธรรมมาระโกและพญาสีหนาท เจ้าพญาสีหนาท ผู้มีอำนาจและมีตำแหน่งสูงในเมืองลำปาง ได้เดินทางลงมากรุงเทพฯประมาณปี ค.ศ. 1858 ท่านได้พบกับนายแพทย์แดน บิช บรัดเลย์ (ค.ศ. 1835-1873) และได้รับหนังสือภาษาไทยซึ่งเป็นพระกิตติคุณมาระโก (พิมพ์ที่ประเทศสิงคโปร์ปี ค.ศ.1840) ท่านได้นำหนังสือนี้กลับไปยังจังหวัดลำปาง อาจเข้าใจได้ว่าท่านเป็นคนแรกในภาคเหนือที่ได้อ่านพระคัมภีร์ของคริสเตียน แต่ท่านก็ไม่ได้แสดงความเชื่อของท่านจากการได้อ่านพระวจนะของพระเจ้า เพราะเวลานั้นที่ลำปางไม่มีโบสถ์คริสเตียนและไม่มีมิชชันนารี 20 ปีต่อมาความศรัทธาได้นำมาสู่การเป็นสาวกของพระเยซูคริสต์ ประมาณปี ค.ศ. 1877-1878 พญาสีหนาทได้ประสบกับปัญหาทางการเมืองและปัญหาส่วนตัว ปัญหาการเมืองคือได้มีการแบ่งแยกกันเป็นก๊กเป็นเหล่า และพวกเจ้าที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกับพญาสีหนาทเริ่มมีอำนาจมากขึ้นในการปกครอง ปัญหาส่วนตัวคือเจ้าพญาสีหนาทเป็นหนี้คนอื่นด้วยเงินเป็นจำนวนมาก และท่านไม่มีเงินพอจะชำระหนี้ และความจริงนั้นท่านถูกเอารัดเอาเปรียบอย่างไม่มีความยุติธรรม ท่านจึงไม่ยอมชำระหนี้ ด้วยปัญหาดังกล่าว พญาสีหนาทจึงเดินทางไปจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อจะขอความช่วยเหลือจากเจ้าอุปราชซึ่งเป็นเพื่อนของท่าน ตอนแรกเจ้าอุปราชเชียงใหม่สัญญาว่าจะช่วยเหลือในปัญหาดังกล่าว ในช่วงเวลาที่พักอยู่ในเมืองเชียงใหม่ พญาสีหนาททราบว่ามีมิชชันนารีมาประจำอยู่ที่ เชียงใหม่และอยากทราบอีกว่าเป็นกลุ่มเดียวกับหมอบรัดเลย์ที่มอบพระคัมภีร์ให้ท่านหรือไม่ พญาสีหนาทจึงไปพบมิชชันนารีผู้นั้นซึ่งก็คือศาสนาจารย์ดานิเอล แมคกิลวารี (ค.ศ.1858–1911) ทันทีที่ศาสนาจาร์แมคกิลวารีได้เผชิญหน้ากับพญาสีหนาท เขารู้สึกทึ่งที่ได้เห็นว่าชาวล้านนาเชื้อสายเจ้าท่านนี้มีร่างกายสูงสง่าดุจขุนนาง พญาสีหนาทเอานิ้วชี้ทั้งสองชี้ไปที่หูของตน ถามว่า “ถ้าศาสนาจารย์แมคกิลวารีพูดว่า “เอฟฟาธา” จะทำให้คนหูหนวกได้ยินหรือหายเหมือนพระเยซูคริสต์ตรัสแก่คนหูหนวกหรือไม่” ศาสนาจารย์แมคกิลวารีแปลกใจมากที่ได้ยินชาวล้านนาพูดภาษาอาราเมคว่า “เอฟฟาธา” ด้วยสำเนียงชาวลำปาง ที่พญาสีหนาทถามคำถามนี้ก็เพราะท่านได้อ่านเรื่องนี้ในพระกิตติคุณมาระโก 7:31-37 และพญาสีหนาทท่านเป็นคนหูตึงนั่นเอง เนื่องด้วยท่านมีปฏิสัมพันธ์กับมิชชันนารี เจ้าอุปราชเชียงใหม่ซึ่งเป็นน้องชายของเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ (พ.ศ. […]

ให้ม้านำรถ ไม่ใช่รถนำม้า

ให้ม้านำรถ ไม่ใช่รถนำม้า ในห้องเรียนของเด็กชั้นมัธยมปลายแห่งหนึ่งในประเทศสหรัฐอเมริกา ครูให้นักเรียนเขียนเรียงความ เรื่องความฝันของฉัน (My Dream) นักเรียนชายอายุประมาณ 15 ปี ชื่อ มอนตี้ เขียนเรียงความว่าตนฝันอยากเป็นเจ้าของฟาร์มเลี้ยงม้าที่มีเนื้อที่กว้าง ใหญ่มหาศาลเท่านั้นเท่านี้ กำหนดตัวเลขไว้ชัดเจน กลางฟาร์มม้านั้นจะสร้างอาคารกว้างยาวเท่านั้นเท่านี้ เพื่อเป็นที่ต้อนรับผู้คนที่จะมาศึกษาดูงานฟาร์มม้าของตน มอนตี้อธิบายทุกอย่างชัดเจนละเอียดลออครบถ้วน แล้วส่งเรียงความนั้นให้กับครูเช่นเดียวกับ เพื่อนๆ เมื่อครูตรวจเสร็จแล้วแจกเรียงความนั้นคืนให้นักเรียนทุกคน มอนตี้รีบดูผลการตรวจของครู ปรากฏว่า ตรงมุมกระดาษด้านบนมีตัวหนังสือสีแดงเขียนตัว F ซึ่งแปลว่าตก หรือ Fail และมีข้อความเขียนไว้ว่า “พบครูหลังเลิกเรียนแล้ว” เมื่อมอนตี้เข้าไปพบครูตอนเย็น ครูบอกกับเขาว่า “มอนตี้ เธอฝันว่าจะเป็นเจ้าของฟาร์มม้าที่ใหญ่ขนาดนั้นน่ะ เธอรู้มั้ยว่ามันต้องใช้เงินมากมายมหาศาลเลยนะ แล้วตอนนี้ทางบ้านของเธอมีเงินแค่ไหน ฝันของเธอเป็นไปไม่ได้เลย เอาอย่างนี้ละกัน มอนตี้ เธอกลับบ้านแล้วเขียนเรียงความฉบับใหม่มาให้ครูพรุ่งนี้ คราวนี้เขียนฝันที่พอจะมีทางเป็นไปได้หน่อยนะ แล้วครูจะให้คะแนนใหม่แทนคะแนน F ที่เธอได้นี้” มอนตี้กลับบ้านแล้วเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้พ่อฟัง พร้อมขอคำแนะนำว่าตนควรจะทำอย่างไรดี เมื่อพ่อของมอนตี้อ่านฝันที่มอนตี้เขียนจบแล้วจึงพูดกับมอนตี้ว่า “นี่เป็นเรื่องสำคัญสำหรับชีวิตของลูกทีเดียว พ่อว่าลูกต้องคิดและเลือกเองแล้วล่ะ” เช้าขึ้นมอนตี้ไปพบครูพร้อมทั้งส่งเรียงความฉบับเดิมให้แก่ครู และบอกกับครูว่า “ครูเก็บ F ของครูไว้เถอะครับ ผมจะเก็บฝันของผมไว้ […]

พระคัมภีร์ทั้งเล่ม อ่านจบในสามวัน

พระคัมภีร์ทั้งเล่ม อ่านจบในสามวัน เธอคือผู้หญิงคนหนึ่งที่อยากรู้จักพระเยซูคริสต์เจ้า ว่าพระองค์คือผู้ใด และทำไมจึงเปลี่ยน แปลงชีวิตผู้คนได้ เธอก็เริ่มค้นหาความจริงนั้น โดยการอ่านพระคริสตธรรมคัมภีร์ และเธอก็ทำให้ผู้คนต้องตลึง เพราะเธอสามารถอ่านพระคัมภีร์ประมาณ 1,700 หน้า จบภายใน 3 วัน เธอได้สะสมพระคำของพระเจ้าที่เป็นพระสัญญา และเรื่องราวต่างๆ ของพระองค์ไว้ในชีวิตเธอ จนวันหนึ่งเธอต้องเผชิญกับการทดลองความเชื่อ อย่างที่ใคร…ก็ยากที่จะก้าวผ่านความทุกข์นั้นไปได้ วันนั้นคือ..ลูกชายของเธอเพิ่งกลับมาจากญี่ปุ่นได้ป่วยด้วยโรคติดเชื้อในปอดอย่างรุนแรงต้องเข้าห้อง ICU เพื่อรักษาทันที ซึ่งแพทย์ได้แจ้งเธอว่าไม่มียาตัวไหนที่จะรักษาลูกของเธอได้ ให้เธอทำใจไว้ เธอไม่ยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่..ไม่ พระเจ้าไม่ทำกับเธอเช่นนี้แน่นอน เธอจึงคุกเข่าก้มหน้าลงอธิษฐาน… อธิษฐาน… และพระเจ้าก็ทรงตอบ ให้อาการของลูกชายเธอค่อยๆ ดีขึ้น จากคนที่ต้องนอนอยู่ในห้อง ICU ถึง 3 เดือน มาพักฟื้นที่ห้องพักปกติ และก็กลับมาดำเนินชีวิตแบบคนปกติทั่วไป พระเจ้าทรงยิ่งใหญ่ และรักเธอมากจริงๆ ที่ให้ชีวิตลูกชายของเธออีกครั้งหนึ่ง . คุณดารินทร์ พรไรวินท์ อายุ 64 ปี เป็นสมาชิกคริสตจักรใจสมาน 68 สมรสกับ คุณประดิษฐ์ พรไรวินท์ มีบุตรสาวชื่อ […]

พระคัมภีร์เล่มแรกของวิจิตรา

พระคัมภีร์เล่มแรกของวิจิตรา ดิฉันชื่อวิจิตรา โรจนศิริ อายุ 42 ปี ปัจจุบันเป็นครูสอนคริสตศาสนาอยู่ที่สถานประกาศข่าวประเสริฐคริสเตียนสัมพันธ์ อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี ดิฉันเกิดที่จังหวัดนครสวรรค์ มีชีวิตในวัยเด็กคล้ายกับเด็กจำนวนมากในสังคมปัจจุบันคือครอบครัวแตกแยก พ่อแม่อยู่กันคนละทาง ต้องอาศัยอยู่กับญาติผู้ใหญ่คือคุณปู่คุณย่าร่วมกับบรรดาหลานๆ ของท่านอีกหลายคน เนื่องจากคุณปู่เป็นครูและดิฉันเป็นหลานคนโต ดิฉันจึงถูกเลี้ยงดูอย่างเข้มงวดกวดขันเป็นพิเศษเพื่อให้เป็นคนดี มีมารยาท รู้จักขนบธรรมเนียมประเพณี รู้จักดูแลน้องๆ และรู้จักการให้ ดังนั้น หากน้องๆ ต้องการสิ่งใดที่ดิฉันมี ดิฉันก็ต้องยอมให้ ซึ่งความคาดหวังเช่นนี้ทำให้ดิฉันเกิดความเครียดและไม่ชอบหน้าพวกเขา ดิฉันกลายเป็นคนมีทิฐิและมีอคติต่อความคิดของผู้ใหญ่ในบางเรื่องโดยเฉพาะเรื่องของความไม่เป็นธรรม คุณพ่อของดิฉันเป็นนายช่าง มีเพื่อนฝูงมากและเป็นคนเจ้าชู้ มีรถยนต์ขับหลายคัน จึงเป็นที่ต้องใจของผู้หญิงมากมาย ท่านจึงมีภรรยาหลายคน ดิฉันเองเห็นภาพของคุณพ่อเป็นเรื่องปรกติของผู้ชาย ท่านจะมีภรรยาสักกี่คนก็เป็นเรื่องของท่าน แต่ดิฉันก็ยังมีใจรักผูกพันกับท่านมากและใฝ่ฝันที่จะได้ไปอยู่กับท่าน เมื่อดิฉันอายุ 12 ปี กำลังจะขึ้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก็ได้ไปอยู่กับคุณพ่อตามที่ต้องการ แต่แล้วก็พบว่าแม่เลี้ยงเป็นคนใจร้าย ทั้งดุด่าและใช้งานดิฉันสารพัด ช่วงเวลาประมาณ 2 ปีที่อยู่กับคุณพ่อเป็นช่วงชีวิตที่เจอแต่เรื่องร้าย ๆ เกิดจากแม่เลี้ยงและญาติ ๆ ของเธอที่อาศัยอยู่ในบ้านเดียวกัน ทำให้ดิฉันเจ็บป่วย เมื่อคุณพ่อเห็นท่าไม่ค่อยดีนักจึงพาดิฉันไปฝากไว้กับคุณอาและอยู่ใกล้กับคุณป้าอีกคนหนึ่งด้วย ในตอนนี้เองที่ดิฉันก้าวสู่วัยรุ่น ครอบครัวทางฝ่ายคุณพ่อเป็นครอบครัวใหญ่และมีวัฒนธรรมผสมระหว่างไทยกับจีน ดิฉันจึงคุ้นเคยกับประเพณีของทั้งสองฝ่ายเป็นอย่างดีตั้งแต่งานบวชจนถึงการไหว้เจ้า เมื่อดิฉันอายุ […]

พระวจนะเปลี่ยนชีวิตแพทย์ผู้นี้

พระวจนะเปลี่ยนชีวิตแพทย์ผู้นี้ ทุกชีวิตพยายามแสวงหาความสำเร็จ ความร่ำรวย เกียรติยศ และความภาคภูมิใจ มีอาชีพหนึ่งที่มีสิ่งเหล่านี้เกือบทั้งหมด คือ อาชีพแพทย์ เป็นที่ทราบกันดีว่า คนที่จะเป็นแพทย์ได้นั้น ต้องเป็นคนเรียนเก่ง มีระดับสติปัญญาสูงกว่าคนทั่วไป และขยัน เมื่อเรียนจบและประกอบอาชีพแพทย์ก็มีรายได้มหาศาล เป็นผู้ที่รักษาคนให้หายจากความเจ็บป่วย ช่วยให้คนมีชีวิตอยู่ต่อไปด้วยสุขภาพที่ดี เมื่อเป็นเช่นนี้ จะมีอะไรอีกเล่าที่จะทำให้คนที่เป็นหมอคิดว่าตัวเองเป็นคนบาป จำเป็นต้องได้รับการไถ่ให้รอดพ้นจากความผิดบาปด้วย แต่มีคุณหมอท่านหนึ่งได้ยอมถ่อมใจ และกลับใจใหม่มาเชื่อพระเจ้า ท่านคือผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกไว้ให้เป็นบุตรของพระองค์ เพื่อท่านจะเป็นผู้ที่นำคนมากมายมารู้จักกับพระองค์ผ่านทางอาชีพแพทย์ของท่าน นายแพทย์พิชัย ลือประสิทธิ์สกุล วุฒิบัตรผู้เชี่ยวชาญด้านสูติ-นรีเวช โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน ท่านและครอบครัวเป็นคริสเตียนมากว่า 3 ปี เป็นสมาชิกคริสตจักรสืบสัมพันธวงศ์ คุณหมอพิชัยได้ให้สัมภาษณ์ว่าท่านมาเชื่อพระเจ้าอย่างไร “ผู้ปกครองคริสตจักรสืบสัมพันธวงศ์ท่านหนึ่งคือ คุณวัย วรรธนะกุล เป็นคุณพ่อของคุณชาญ วรรธนะกุล ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ของบริษัทกรุงเทพประกันชีวิต ที่ภรรยาของผมทำงานอยู่ คุณวัยมีความห่วงใยผมอย่างมาก ได้ถามถึงการทำงานของผมเสมอ ท่านได้แนะนำผมให้มาทำงานที่โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน เมื่อผมเข้ามาทำงานที่โรงพยาบาลนี้ใหม่ๆ งานช่วงแรกมีไม่มากนัก เช้าๆ ก็จะเข้าห้องสมุดของโรงพยาบาลฯ ซึ่งห้องสมุดจะมีห้องนมัสการอยู่ด้วย มีการนมัสการทุกเช้า ท่านอาจารย์สมร เรืองชาญ ซึ่งเป็นอนุสาสกของโรงพยาบาล และอาจารย์(แพทย์หญิง) สุนันทา ได้ชวนผมเข้าร่วมนมัสการด้วย เมื่อได้นมัสการพระเจ้า ก็รู้สึกแปลกใจเกี่ยวกับการอธิษฐาน […]

1 74 75 76 77 78 84