Blog

สัญลักษณ์ต่างๆ ของคริสตชนมีรูปลักษณ์และความหมายอย่างไรบ้าง ? 3/06

สัญลักษณ์ต่างๆ ของคริสตชนมีรูปลักษณ์และความหมายอย่างไรบ้าง ? ถาม : อยากทราบเรื่องสัญลักษณ์ต่างๆ ของคริสเตียนและความหมายของแต่ละสัญลักษณ์ ตอบ : สัญลักษณ์ ที่เด่นๆ ของคริสเตียนมีดังนี้ ไม้กางเขน (Cross or Crucifix) crossไม้กางเขน เป็นเครื่องมือประหารชีวิตนักโทษของคนในสมัยโบราณ เข้าใจว่าเริ่มใช้ตั้งแต่สมัยเปอร์เซีย และถ่ายทอดต่อมาในสมัยกรีกและโรมัน มักจะทำด้วยไม้ปักลงไปในดิน มีลักษณะรูปทรงเหมือนอักษรตัวที (T)  หรือ ตัวเอ๊กซ์ (X) นักโทษจะถูกบังคับให้แบกกางเขนของตนเองเดินไป ตามทางที่จะไปยังจุดที่จะถูกตรึงซึ่งมักจะเป็นที่สาธารณะที่คนเดินผ่านไปมา จะมองเห็น และโดยทั่วไปบนไม้กางเขนจะมีการติดข้อความระบุความผิดของผู้ถูกประหาร การตรึงกางเขนนี้เป็นวิธีการที่ทำให้นักโทษตายอย่างทุกข์ทรมานอย่างช้าๆ นักโทษจะถูกอดอาหารอดน้ำ ถูกแสงแดดแผดเผาอยู่บนกางเขนนั้นหลายวันจนตายไป และถึงแม้ตายแล้วศพก็มักจะถูกปล่อยทิ้งไว้ต่อไป เรื่องที่พระเยซูคริสต์ยืนยันพระองค์ ว่าเป็นพระเมสสิยาห์แต่กลับถูกตรึงบนไม้กางเขนนี้ เป็นเรื่องที่คนยิวรับยากมาก เพราะผู้ที่ถูกตรึงนั้นคือผู้ที่ถูกสาปแช่งตามความเข้าใจของคนยิว คนยิวและคนต่างชาติที่ไม่เชื่อในพระเยซูคริสต์จึงถือว่าเรื่องการวายพระชนม์ ของพระองค์บนไม้กางเขนเพื่อไถ่บาปมนุษย์เป็นเรื่องโง่เขลา แต่สำหรับคริสตชนแล้ว ไม้กางเขนได้กลายเป็นสัญลักษณ์สากลของความรอดจากบาปโดยทางพระเยซูคริสต์ โดยเน้นถึงการสิ้นพระชนม์ของพระองค์เพื่อชดใช้ความบาปผิดของมนุษย์ และการมีชีวิตใหม่ที่พระองค์ประทานให้ ปลา (Fish) fishตั้งแต่ปี ค.ศ. 100 – ค.ศ. 313 การเป็นคริสตชน ถือเป็นการผิดกฎหมายอย่างร้ายแรงและมีโทษถึงตาย เพราะฉะนั้น คริสตชนจึงต้องระมัดระวังเพื่อไม่ให้ศัตรูจับได้ว่าตนเป็นผู้ที่ศรัทธาในพระ […]

อาหารของพระเจ้า อาหารของมนุษย์

อาหารของพระเจ้า อาหารของมนุษย์ อาหารของพระเจ้า VS อาหารของมนุษย์  ศาสนาจารย์ ดร. สุรเชษฐ์ อินสม หัวหน้าแผนกพันธกิจสุขภาพ สำนักงานกลาง คจ.เซเว่นธ์เดย์ แอ๊ดเวนตีส หลังจากที่ผู้เขียนได้ชมภาพยนตร์สารคดี “เปิดโปง…บริโภคช็อกโลก” (Food, Inc.) ซึ่งได้รับรางวัลเอมมี่ประเภทสารคดี ทำให้นึกถึงผลของความบาปที่มีต่อพลโลก ซาตานทำลายมนุษย์ด้วยอาหาร และยังคงใช้อาหารซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตเป็นสิ่งทำลายสุขภาพของมนุษย์อย่างต่อเนื่อง ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ตีแผ่ระบบการผลิตอาหารแบบโรงงานในสหรัฐอเมริกา เพื่อตอบสนองชีวิตเร่งรีบของอเมริกันชน โดยที่ประชาชนหารู้ไม่ว่าอาหารสำเร็จรูปที่ตัวเองตักเข้าใส่ปากแต่ละวันนั้นมีกรรมวิธีในการผลิตอย่างไรบ้างปัจจุบันประเทศนี้ผลิตอาหารจากโรงงานและบริษัทขนาดใหญ่เพียง 4-5 บริษัท จากเดิมที่ชาวไร่ชาวนาผลิตอาหารให้ผู้บริโภคได้รับอาหารสดตามธรรมชาติในท้องถิ่น ปัจจุบันบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ครอบครองธุรกิจอาหารในสหรัฐฯ เพียงไม่กี่รายเท่านั้น ควบคุมการผลิตอาหารในสหรัฐทั้งประเทศ ตั้งแต่เมล็ดพันธุ์พืช การปลูกพืชเชิงเดี่ยวซึ่งต้องอาศัยสารเคมีจำนวนมาก พันธุ์สัตว์ โรงฆ่าสัตว์ โรงงานประกอบอาหารสำเร็จรูป ช่องทางการกระจายสินค้าอาหารเหล่านี้ไปตามห้างร้านซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ ไปจนถึงมือผู้บริโภค นี่คือปัญหาสุขภาพของประชาชนอเมริกันต้องเผชิญอยู่ในขณะนี้ ซึ่งทำลายทั้งสุขภาพและสภาพแวดล้อมอย่างรุนแรง คนไทยก็อย่าเพิ่งดีใจว่าเรามีอาหารที่ได้จากธรรมชาติมากกว่า เพราะปัจจุบันการผลิตอาหารกึ่งสำเร็จรูป และสำเร็จรูป มีจำหน่ายในประเทศของเราไม่ได้ต่างไปจากอเมริกา สิ่งนี้กำลังคืบคลานมาใกล้เราทุกขณะ จึงควรถามตนเองว่า อาหารสำเร็จรูปที่จำหน่ายทั่วไปปลอดภัยและเหมาะกับสุขภาพของเราหรือไม่ ต้องใส่ใจเรียนรู้มากขึ้น ขณะนี้วิถีชีวิตแบบตะวันตกกำลังนำโรคร้ายชนิดต่างๆ มาสู่คนไทย เราได้เห็นปรากฏการณ์ความเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังที่คุกคามอยู่ในขณะนี้ เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน อาหารของพระเจ้า […]

น่าปรารถนายิ่งกว่าทองคำ 1/06

น่าปรารถนายิ่งกว่าทองคำ ดิฉันชื่อศิริวรรณ ชุณหรุ่งโรจน์ นามสกุลเดิม “บุตรดา” ปัจจุบันอายุ 36 ปี สามีชื่อคุณอภิศักดิ์ ชุณหรุ่งโรจน์ อายุ 38 ปี เรามีบุตรสองคนชื่อน้องแมน (7 ขวบ) และน้องแหม่ม (2 ขวบ) ปัจจุบันดิฉันและสามีประกอบกิจการส่วนตัวด้านการขายสินค้าเวชภัณฑ์โรงพยาบาล บ้านเดิมของดิฉันอยู่ที่บ้านบุ่งน้ำเต้า อ. หล่มสัก จ. เพชรบูรณ์ พ่อแม่มีอาชีพทำไร่ทำนาและค้าขาย และมีลูก 3 คน ดิฉันเป็นลูกคนเล็ก ในวัยเด็กมีหลายสิ่งที่ดิฉันรับรู้เกี่ยวกับบ้านของเราคือ ครอบครัวของเรายากจนมากจนไม่มีใครอยากจะคบค้าสมาคมด้วย และที่บ้านบุ่งน้ำเต้ามีโบสถ์คริสเตียนอยู่แห่งหนึ่งและพี่น้องทางฝ่ายแม่นับถือคริสต์หลายคนรวมทั้งแม่ด้วย แต่เมื่อแม่แต่งงานกับพ่อ แม่ถูกกีดกันไม่ให้ไปโบสถ์ ไม่ให้เชื่อพระเจ้า พ่อแม่มีปากเสียงกันบ่อยๆ และในที่สุดแม่ก็เลิกเป็นคริสเตียนไปโดยปริยาย แต่ไม่ว่าแม่จะนับถือศาสนาอะไร แม่เป็นคนใจดีและให้กับคนอื่นเสมอ ตัวดิฉันเองจะถูกพ่อเลือกให้เป็นคนไปทำบุญที่วัดเสมอทั้งๆ ที่พี่ชายกับพี่สาวน่าจะทำพิธีกรรมต่างๆ ได้ดีกว่า และนอกจากนั้น ดิฉันได้รอดตายจากหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเด็กๆ ในหมู่บ้าน เช่น รอดจากโรคไข้เลือดออกเมื่ออายุยังไม่ถึงขวบ และเมื่อโตขึ้นก็รอดจากโดนกับระเบิดของผู้ก่อการร้ายในเพชรบูรณ์ซึ่งทำให้เด็กตายไปหลายคน ดิฉันเป็นลูกคนเล็กแต่รู้สึกฝังใจตั้งแต่เด็กจนโตว่าพ่อแม่รักลูกไม่เท่ากัน และให้ความเอาใจใส่ไม่เท่ากันเพราะพี่ชายและพี่สาวมักจะได้สิ่งที่เขาต้องการเสมอ ส่วนดิฉันจะไม่เคยได้สิ่งที่ต้องการเหมือนอย่างพี่ๆ หลังจากเรียนจบชั้นมัธยมฯ 6 ดิฉันได้งานทำในบริษัทขายเวชภัณฑ์ และเมื่ออายุ 24 […]

ชีวิตที่เป็นของพระเจ้า 4/03

ชีวิตที่เป็นของพระเจ้า ผม “นายทศพร มณีรัตน์” ขอนำเสนอบันทึกนี้เพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้า พระเยซูคริสต์ และพระวิญญาณบริสุทธิ์ ที่ได้ทรงเมตตาไถ่ผมออกจากความบาปและได้ทรงมอบชีวิตนิรันดร์แก่ผมตลอดไป “ข้าแต่พระองค์พระบิดาผู้เป็นเจ้าของฟ้าสวรรค์และโลก ขอพระนามของพระองค์เป็นที่เคารพสักการะ”       ย้อนหลังไปในปี พ.ศ. 2530 ผมและภรรยา (นางสุกาญจนวดี มณีรัตน์) ได้สูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตสมรส เพราะภรรยาผมตั้งครรภ์ที่ปีกมดลูกและต้องผ่าตัดปีกมดลูกออกไปหนึ่งข้าง ทำให้โอกาสที่จะตั้งครรภ์อีกมีน้อยมาก เราก็ได้แต่ปลอบใจกันตลอดจนบนบานตามความเชื่อต่างๆ       ในปี พ.ศ. 2531 ภรรยาผมตั้งครรภ์อีกครั้งหนึ่ง คราวนี้เราดูแลกันดียิ่งขึ้นและคาดหวังถึงความสุขที่จะมีมา แต่เมื่อผ่านไปได้ 6 เดือน ภรรยาผมก็เกิดภาวะครรภ์เป็นพิษ ซึ่งหมอบอกว่าจะมีโอกาสเป็น 1 ใน 200 คน ในที่สุดเราก็ต้องเสียลูกไปอีก ความเสียใจของเรามากมายจนไม่สามารถนึกถึงความสุขได้เลย เราสองคนร้องไห้เกือบทุกวัน ได้แต่ถามตัวเองว่าทำไมต้องเกิดเรื่องนี้กับครอบครัวของเรา เราทำบาปอะไร แล้วเราจะหลุดพ้นภาวะทุกข์ใจอย่างนี้ได้อย่างไร ภรรยาของผมนั้นแทบจะไม่รู้จักยิ้มเลย ผมเห็นเธอเป็นทุกข์ เครียด นอนไม่หลับ ก็ได้แต่พูดปลอบใจไปวัน ๆ เป็นอย่างนี้เป็นเวลาหลายเดือน จนอยู่มาวันหนึ่งผมเห็นการเปลี่ยนแปลงในตัวภรรยา เธอมีรอยยิ้ม […]

ไป…ให้ไกลกว่าเดิม

ไป…ให้ไกลกว่าเดิม ตอนที่ผมอายุสักห้าหกขวบ ผมไม่กล้าที่จะเดินออกจากบ้านโดยไม่มีพ่อแม่ เพราะกลัวว่าหมาสีดำตัวโตของบ้านใกล้ๆ กันจะกัดเอาหลังจากอายุครบ 11 ปี ผมออกไปเล่นแถวบ้านโดยไม่กังวลอะไรอีกแม้ว่าจะเห็นหมาตัวเดิมผมก็ไม่รู้สึกกลัวเท่าเดิม จนวันหนึ่งผมถูกหมาตัวนี้กัดเข้าเต็มเหนี่ยวที่ขาซ้าย ผมในวัยเด็กสู้กับหมาตัวนี้สุดแรงเกิดสุดท้ายมันก็ยอมปล่อยคมเขี้ยวของมัน แต่ไม่รู้ว่าเพราะมันแก่หรือหนังผมเหนียวมันจึงกัดผมไม่เข้าทิ้งไว้เพียงรอยบุ๋มลึกๆ แต่ในใจของผมร้องไชโยเสียงดังพร้อมกับบอกกับตัวเองว่า “หมาไม่เห็นจะน่ากลัวเลย” ความที่ผมไม่กลัวหมาตั้งแต่เล็กๆ ทำให้ผมกล้าจะไปเล่นไกลๆ กว่าเด็กคนอื่น (แต่พ่อแม่ผมคงไม่ค่อยชอบนักหรอก)สุดท้ายหมากับผมก็กลายเป็นเหมือนเพื่อนกัน แม้จะมีผู้ใหญ่เอาหมาตัวโตมาขู่เด็กๆ อย่างผม ผมก็ไม่รู้สึกกลัวสักนิด ผมมีโอกาสทำงานด้านการให้คำปรึกษามากว่า 10 ปีและมีโอกาสได้เข้าไปพูดคุยกับนักเรียนจำนวนมาก เมื่อทุกคนเล่าปัญหาของเขาให้ผมฟัง ผมมักจะนึกถึงข้อพระคัมภีร์ สุภาษิต บทที่ 17 ข้อ 22 ว่า “ใจร่าเริงเป็นยาอย่างดี แต่จิตใจที่หมดมานะทำให้กระดูกแห้ง” นั่นเพราะทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมาจากความเชื่อภายในจิตใจ วัยรุ่นหลายคนต้องเผชิญกับปัญหาการแยกทางกันของพ่อแม่แต่ไม่ใช่ทุกคนที่มีปัญหา หลายคนเคยต้องอยู่อย่างลำบากและไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือ แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่กลายเป็นโจรผู้ร้าย ก่อนอื่นเราต้องยอมรับว่าปัญหาก็คือปัญหา เราจะแสร้งทำเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นไม่ได้เลย แต่เราสามารถเลือกได้ว่าจะจมกับปัญหาไปเรื่อยๆ หรือเลือกจะหลุดจากวังวนของปัญหา ผมในวัยเด็กคงไม่สามารถออกจากบ้านได้ ถ้าผมเอาแต่คิดว่าหมาดำตัวนั้นจะฆ่าเด็กอย่างผม และแม้สุดท้ายจะโดนหมากัดเข้าจริงๆ มันก็ไม่สามารถฆ่าผมได้ อย่างมากก็แค่เจ็บ ผมยกเอาพระคัมภีร์สั้นๆ ตอนนี้เพื่อฝากข้อคิดที่ผมเชื่อว่าสามารถทำให้เราเป็นคนที่มีชีวิตที่ไปได้ไกลกว่าเดิม ประการแรก  “จงดูแลจิตใจ เพราะมันกำหนดทุกสิ่ง” ในพระธรรมสุภาษิตบทที่ 4 ข้อ 23 ได้ย้ำในเรื่องนี้ว่า “จงรักษาใจของเจ้าด้วยความระวังระไวรอบด้าน เพราะชีวิตเริ่มต้นออกมาจากใจ” คนที่โชคร้ายที่สุดในโลกไม่ใช่คนที่เกิดมายากจน หรือเป็นเด็กกำพร้า แต่คนที่โชคร้ายที่สุดในโลกคือคนที่คิดว่าตัวเองเกิดมาโชคร้ายกว่าคนอื่น เป็นเรื่องจริงที่ผมพบว่าบางคนเกิดมาอย่างเพียบพร้อมในสายตาของคนรอบข้าง แต่กลับไม่รู้สึกอิ่มใจในสิ่งนั้น แต่กลับมองหาว่าตนเองมีอะไรที่ด้อยกว่าคนอื่น พร้อมกับบ่นกับตัวเองว่า“ฉันช่างน่าสงสารเสียจริง” มันน่าแปลกที่ว่าเมื่อเราพยายามมองหาสิ่งที่เราเชื่อว่าเรามี เราก็จะพบสิ่งนั้นจริงๆ เช่น ถ้าสมชายคิดว่าตนเองเป็นคนที่ไม่สามารถพูดต่อหน้าคนอื่นได้ สมชายก็จะไม่หาโอกาสพูดในที่สาธารณะชน จนในที่สุดสมชายก็ไม่สามารถพูดต่อหน้าคนอื่นได้จริงๆ นีล ทีแอนเดอร์สัน กล่าวว่า “คุณไม่สามารถใช้ชีวิตเกินกว่าสิ่งที่คุณเชื่อ” (ชัยชนะเหนือความมืด) หากเรามีความเชื่อในทางบวก เราย่อมพยายามขวนขวายที่จะทำให้ได้จนในที่สุดเราก็จะพบว่าเราสามารถเป็นเช่นนั้นได้จริงๆ ดังที่ไบรอัน […]

พระเจ้าให้ผมเลิกบุหรี่และอบายมุข 3/05

พระเจ้าให้ผมเลิกบุหรี่และอบายมุข ชื่อเดิมของผมชื่อวิรัตน์ พรมลี ตอนอายุ 39 ปี เป็นพนักงานธุรการของสมาคมพระคริสตธรรมไทยตั้งแต่ พ.ศ. 2539 ผมเป็นคริสเตียนมา14 ปีแล้ว เป็นสมาชิกของคริสตจักรชีวิตใหม่สวนพลู ถนนสาทร กรุงเทพฯ ผมขอให้เรื่องราวของผมเป็นการตอบสนองพระคุณของพ่อแม่ผู้ให้กำเนิด เป็นการแสดงความเคารพแก่ปู่ย่าและอา 2 คนผู้เลี้ยงดูผมตอนเป็นเด็ก และที่สำคัญที่สุดเป็นที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้าผู้ทรงตามหาและฉุดผมขึ้นมาจากปลักแห่งความหายนะอย่างอัศจรรย์ ผมเกิดที่กรุงเทพฯ พ่อกับแม่เป็นชาวอีสานทั้งคู่และแยกทางกันตั้งแต่ผมอายุ 2 ขวบเพราะพ่อเป็นคนที่ชอบเล่นการพนันและดื่มเหล้ามาก และมักจะอยู่กับเพื่อน ๆ มากกว่าครอบครัว ซึ่งแม่ไม่ชอบนิสัยของพ่อตรงนี้ก็เลยเลิกร้างกันไป ผมมีน้องชายอีกคนหนึ่ง เมื่อพ่อแม่เลิกกันก็แบ่งลูกกันไปคนละคน แม่บอกว่าผมเป็นคนที่รักพ่อมากตั้งแต่เด็กมาแล้ว มักจะกอดและเล่นกับพ่อเป็นประจำ วันที่พ่อแม่เลิกกันผมร้องไห้ตามพ่อก็เลยได้ไปอยู่กับพ่อ และไม่ได้เจอกับแม่อีกเลยจนผมโตเป็นหนุ่ม พ่อได้พาผมไปอยู่บ้านอาที่ชลบุรีจนถึงอายุ 6 ขวบ ปู่ก็มารับกลับไปอยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานี ผมอยู่กับปู่ย่า อาผู้หญิงสองคนและแฟนของอาอีกสองคน และลูกชายของอาคนที่ 3 ซึ่งพ่อแม่ของเขาก็เลิกร้างกันไปเหมือนกันชีวิตของผมเริ่มต้นด้วยความทุกข์ยากที่นี่เมื่อปู่รับผมมาแล้ว พ่อก็แทบจะลืมผมไปเลย พ่อทำงานเป็นกรรมกรอยู่ที่ท่าเรือคลองเตยในกรุงเทพฯ นานๆ จะกลับบ้านที่อุบลฯ สักครั้ง และไม่เคยซื้อของหรือส่งเงินหรือส่งข่าวอะไรมาบ้านเลย จนปู่กับย่าบอกผมว่าพ่อเอ็งตายไปแล้วมั้ง ผมเฝ้าถามตัวเองว่าเมื่อไหร่พ่อจะกลับเสียที ผมคิดถึงพ่อเหลือเกิน ผมจะดูรูปของพ่อหรือกระเป๋าเสื้อผ้าของพ่อที่ได้ทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้าเป็นประจำ หรือเวลาไปเลี้ยงควายก็จะขึ้นไปบนเนินสูงๆ ชะเง้อคอมองไปทางกรุงเทพฯ เห็นแต่เสาไฟฟ้าแรงสูงที่วิ่งผ่านทุ่งนา ซึ่งก็แปลกที่สิ่งเหล่านั้นช่วยคลายความคิดถึงพ่อได้ดีทีเดียว ผู้ที่เลี้ยงดูผมในขณะที่พ่อไม่อยู่ด้วยก็คือปู่ย่าและอาทั้งหลาย ผมกับลูกของอาที่พ่อเขาเลิกไปต้องทำงานหนักมากในแต่ละวัน […]

ข้าพเจ้าไม่ตายแต่ข้าพเจ้าจะเป็น 2/05

ข้าพเจ้าไม่ตายแต่ข้าพเจ้าจะเป็น ดิฉันชื่อณัฐฉัตรา วงศ์อุสาหะกุล นามสกุลเดิม คุณีย์พันธุ์ อายุ 52 ปี เป็นพยาบาลระดับ 6 แผนกกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลจุฬาฯ ดิฉันทำงานที่นี่เป็นเวลา 30 ปีแล้วตั้งแต่เรียนจบเมื่อ พ.ศ. 2518 เดิมดิฉันเป็นพุทธศาสนิกชนและคิดว่าคนไทยและคนเอเซียจะต้องนับถือศาสนาพุทธ ในขณะที่ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาของฝรั่ง คนที่นับถือคริสต์คือคนที่มาจากโรงเรียนฝรั่ง หรือเรียนมาจากเมืองฝรั่ง หรือมีเชื้อสายฝรั่ง และฝรั่งที่มาเลื่อมใสศาสนาพุทธเป็นฝรั่งที่ฉลาดมาก ดิฉันและสามีเคยไปวิ่งออกกำลังกายที่สวนลุมพินีซึ่งอยู่ตรงข้ามกับโรงพยาบาลจุฬาฯ หลังเลิกงานและในวันหยุด เมื่อเห็นคนแจกใบปลิวเพื่อโฆษณาชวนเชื่อเรื่องของศาสนาคริสต์ ดิฉันรู้สึกว่าคนเหล่านั้นช่างไร้สาระและงมงายจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพระเจ้าสร้างโลกหรือพระเยซูมาตายบนไม้กางเขนเพื่อไถ่บาปมนุษย์ นั่นก็เป็นแค่เรื่องของพระเยซูซึ่งเป็นศาสดาของศาสนาหนึ่งเท่านั้น และคิดว่าโลกเป็นดาวดวงหนึ่งที่เย็นลงทำให้สิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้ และดำรงอยู่ได้ด้วยพลังจักรวาลซึ่งมีอยู่แล้วตามธรรมชาติ ดิฉันจะขยำใบปลิวนั้นทิ้งไปแม้จะเห็นใจคนเหล่านั้นอยู่บ้างที่ต้องมาเดินแจกใบปลิวที่ไม่มีใครอยากอ่าน สามีของดิฉันชื่อคุณสินชัย วงศ์อุสาหะกุล จบการศึกษาสาขาเทคนิคการแพทย์จากมหาวิทยาลัยมหิดล เป็นนักเรียนเหรียญทองเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง และจบปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจที่สถาบันบัณฑิตย์พัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) คุณสินชัยเคยทำงานในบริษัทใหญ่หลายแห่ง เช่น เป็ปซี่ เรมี่มาร์แตง (Remy Martin) และสุดท้ายเป็นผู้จัดการฝ่ายขายบริษัท ซินเจนต้า ประเทศไทย จำกัด ทำกิจการด้านเคมีเกษตร คุณสินชัยมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงดี แต่เมื่อแต่งงานใหม่ๆ เขาจะพูดว่าเขาอาจจะมีอายุไม่ยืนโดยไม่ทราบเหตุผลที่แท้จริง คุณพ่อคุณแม่เขาเสียชีวิตไปแล้วและและเขาไม่มีญาติพี่น้องที่ไหนอีกเลยยก เว้นพี่สาวคนเดียวซึ่งไปตั้งรกรากอยู่ที่สหรัฐอมริกาหลายปีมาแล้ว เราเป็นคู่สามีภรรยาที่รักกันมากแต่เราตัดสินใจที่จะชะลอเรื่องการมีลูกไป […]

พระเยซูคริสต์ช่วยชีวิตเรา สึนามิ

พระเยซูคริสต์ช่วยชีวิตเรา สุภาพสตรีสองพี่น้องคริสเตียนชาวมาเลเซีย (จูนอายุ 42 ปี และชุงเองลี อายุ 33 ปี ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ The Sun ประเทศมาเลเซีย) ได้ประสบเหตุคลื่นยักษ์ที่หาดป่าตอง จ. ภูเก็ต สมาคมพระคริสตธรรมไทยได้รับคำพยานของชุงเองลีทางอีเมล์ซึ่งส่งผ่านมาจากหลายบุคคล และได้พบคำพยานของจูนในเว็บไซท์ นอกจากนั้น หนังสือพิมพ์ The Sun ของประเทศมาเลเซียประจำวันพุธที่ 2 กุมภาพันธ์ 2005ได้เสนอข่าวของสองท่านนี้ด้วย สมาคมฯ ได้พยายามหลายวิธีที่จะติดต่อกับทั้งสองท่านโดยตรงเพื่อจะขออนุญาตตีพิมพ์เรื่องที่านประสบมา แต่ไม่สามารถติดต่อท่านได้ จึงต้องเรียนขออนุญาตไว้ ณ ที่นี้ สมาคมฯ ได้ผนวกคำพยานของทั้งสองพี่น้องเข้าด้วยกันและแปลเป็นภาษาไทยเพื่อพิมพ์ในคริสตสายสัมพันธ์ฉบับนี้เท่านั้น ขอพระสิริจงมีแด่พระเยซูคริสต์ผู้คุ้มครองและปลดปล่อยเราจากความตายด้วยฤทธิ์อำนาจอัศจรรย์ของพระองค์ วันเสาร์ที่ 25 ธันวาคม 2004 การมาพักผ่อนที่ภูเก็ตเป็นการตัดสินใจในวินาทีสุดท้ายของจูน และ ชุงเองลี สองพี่น้องชาวมาเลเซีย ซึ่งแผนเดิมจะมาถึงภูเก็ตวันที่ 28 ธันวาคม 2004 แต่ทั้งสองคนแปลกใจมากที่สายการบินได้ออกตั๋วให้เดินทางวันที่ 25 ธันวาคมหลังจากที่ได้ปฏิเสธว่าไม่มีที่นั่งในเที่ยวบินนั้นไปแล้ว จูนภาวนาให้เป็นความเข้าใจผิดและไม่ต้องเดินทางวันที่ 25 ธันวาคม เพื่อจะได้อยู่บ้านฉลองคริสตมาสกับครอบครัว แต่เมื่อได้รับการยืนยันจากสายการบิน จูนก็ยอมเดินทางตามตั๋วเครื่องบินที่ได้รับมาเพราะไม่อยากให้น้องสาวมาพักผ่อนโดยลำพัง สองคนพี่น้องจึงมาถึงภูเก็ตวันที่ […]

วันนี้ของ… ต้น แมคอินทอช 2/04

. วันนี้ของ… ต้น แมคอินทอช         ย้อนเวลาไปกว่า 20 ปีที่แล้ว หลายคนคงยังจำวงดนตรีวงหนึ่งชื่อ แมคอินทอช ได้ ในเวลานั้น ไม่ว่าจะเปิดทีวีไปที่ช่องไหนประชาชนจะได้เห็นวงแมคอินทอชอันโด่งดัง บ่อยครั้งก็เห็นสมาชิกของวงให้สัมภาษณ์ เป็นที่หลงไหลคลั่งไคล้ของวัยรุ่นในยุคนั้น คริสตสายสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับเกียรติสัมภาษณ์ คุณวงศกร รัศมิทัต หรือ ต้น แมคอินทอช มือกลองของวงในสมัยนั้น . ปัจจุบันคุณต้น วงศกร สมรสกับคุณไปรยา (คุณอ้อย) มีบุตรชาย 2 คนคือ นายวาชรัตน์ (ฟิงก์) อายุ 18 ปี และนายวิรวิชญ์ (อิงค์) อายุ 15 ปี ทั้งสองคนเรียนอยู่ที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน ส่วนคุณต้นทำงานเกี่ยวกับการบันทึกเสียงดนตรีในห้องบันทึกเสียง ที่เรียกว่าซาวด์เอ็นจิเนียร์ และเมื่อไม่นานมานี้ เราได้เห็นคุณต้นอีกครั้งหนึ่งในภาพยนตร์เรื่อง แฟนฉัน เขารับบทพ่อของเจี๊ยบซึ่งเป็นพระเอกในเรื่อง ภาพยนตร์เรื่องนี้เกิดเป็นปรากฏการณ์ แฟนฉันฟีเวอร์ ซึ่งโกยเงินกว่า 100 ล้านบาท […]

บทเพลงแห่งความรักและผูกพัน 1/04

บทเพลงแห่งความรักและผูกพัน เพราะชีวิตคือชีวิต เมื่อมีเข้ามาก็มีเลิกไป มีสุขสมมีผิดหวังหัวเราะหรือหวั่นไหว เกิดขึ้นได้ทุกวัน อยู่ที่เรียนรู้อยู่ที่ยอมรับมัน ตามความคิดสติเราให้ทัน อยู่กับสิ่งที่มีไม่ใช่สิ่งที่ฝัน และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด (Live And Learn คำร้องโดย บอย โกสิยพงษ์) ปล่อยมันให้ล้มบ้างก็ได้ ปล่อยมันให้แพ้บ้างก็ได้ ก็แค่หกล้มแล้วลุกขึ้นยืนใหม่ แพ้ก็แค่ต้องเข้าใจ ล้มบ้างก็ได้และเธอจะแพ้บ้างก็ได้ คำว่าชนะนั้นคงไม่ยิ่งใหญ่ ถ้าคำว่าแพ้นั้นยังไม่เข้าใจ (ล้มบ้างก็ได้ แต่งโดย บอย โกสิยพงษ์) จากถ้อยคำที่ง่ายๆ แต่มีความหมายแตะต้องหัวใจ ถูกบรรจงแต่งขึ้นเป็นบทเพลงที่เรียงร้อยด้วยท่วงทำนองของดนตรีแต่ละชิ้นอย่างกลมกลืน ละเอียดอ่อน และนำเสนอต่อสาธารณชนด้วยมุมมองใหม่ที่ให้ความหวัง กำลังใจ จนใครๆ อยากจะรู้จักผู้แต่งเพลง บอย โกสิยพงษ์ นักแต่งเพลงที่น้อยคนจะไม่รู้จัก และหลายคนปรารถนาที่จะร้องเพลงที่เขาแต่ง ผู้สร้างบทเพลงในมุมมองบวก ท่ามกลางวิกฤตสังคมที่เป็นลบ ชีวิน โกสิยพงษ์ หรือบอย จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัย UCLA (University of California at Los Angeles) ปัจจุบันอายุ 36 ปี เริ่มเรียนเปียโนตั้งแต่อายุ 4 […]

1 73 74 75 76 77 84