ผู้ชนะล้วนก้าวผ่านกิโลเมตรที่ 37 3/13
ผู้ชนะล้วนก้าวผ่านกิโลเมตรที่ 37 ผู้ชนะล้วนก้าวผ่าน กิโลเมตรที่ 37 การวิ่งอาจดูเป็นเรื่องง่าย ๆ ที่มนุษย์ปกติคนไหนในโลกก็สามารถทำได้ การวิ่งที่น่าตื่นเต้นในสายตาของคนทั่วไปก็มักเป็นการวิ่งระยะสั้น ทุกคนมักให้ความสนใจกับการเป็นเจ้าลมกรด สามารถรู้ผลผู้ชนะได้ทันทีโดยใช้เวลาไม่ทันถึงครึ่งนาที ส่วนการวิ่งระยะไกลแม้มีผู้ให้ความสนใจอยู่บ้างก็เป็นเพียงกลุ่มเล็กๆ ยิ่งการวิ่งที่ไกลมากๆ อย่างการวิ่งมาราธอน ซึ่งไกลถึง 42.195 กิโลเมตรกว่าจะรู้ผลแพ้ชนะต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงหลายนาทีก็ยิ่งหาผู้สนใจติดตามได้ยากยิ่งขึ้น แต่หากคุณเป็นคนหนึ่งที่เคยฝึกวิ่งอย่างจริงจัง วิธีการมองของคุณจะแตกต่างออกไป นักวิ่งมาราธอนคือมนุษย์ธรรมดาที่สุดแสนจะพิเศษ และเราจะเข้าใจความหมายที่ว่า “สำหรับมาราธอน ผู้ที่วิ่งเข้าเส้นชัยทุกคนคือผู้ชนะ” เรื่องน่าท้าทายสำหรับการวิ่งมาราธอนก็คือมีคนมากกว่า 1 ใน 5 ที่ไม่สามารถวิ่งได้จนครบระยะทาง และหลักกิโลเมตรที่ทำให้แม้แต่นักกีฬาตัวจริงยังต้องถอดใจ และขอถอนตัวจากการวิ่งมากมายก็คือ กิโลเมตรที่ 37 น่าแปลกใจที่ระยะทางก่อนถึงเส้นชัยนั้นเหลือเพียง 5 กิโลเมตรเศษๆ แต่ทุกคนกลับไม่สามารถจะก้าวขาวิ่งไปได้มากกว่านี้ ราวกับว่าร่างกายที่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อของพวกเขากำลังแบกรับน้ำหนักขนาดมหาศาลจนไม่มีแรงวิ่งต่อไป เส้นทางชีวิตของคนเราก็ไม่แตกต่างกับระยะทาง 42.195กิโลเมตรของการวิ่งมาราธอนสักเท่าไหร่ หลายครั้งเราตื่นเต้นกับคนที่ประสบความสำเร็จแบบชั่วข้ามคืน เหมือนการวิ่งชนะ 100 เมตร เราพยายามเหลือเกินที่จะใช้ความเร็วในการวิ่ง 100 เมตร สำหรับชีวิตจริงที่ยาวไกล ผลก็คือเราหมดแรงเราท้อถอย และไม่ต้องการทำอะไรอีก เฝ้าแต่สงสารตัวเองและรู้สึกพ่ายแพ้เพียงเพราะความเร็วที่ลดระดับลง จนลืมไปว่าเรายังไม่แพ้ตราบใดที่ขายังเดินไปสู่เส้นชัย แต่คนจำนวนไม่น้อยต่างหยุดลงและไม่คิดจะเดินต่อไปอีก ชีวิตของคนเราเมื่อมาถึงทางตันเพราะความล้มเหลวครั้งแรกในชีวิต กลับทำให้คิดว่าเขาล้มเหลวมาตลอดชีวิตจนลืมหลักกิโลเมตรที่เขาได้วิ่งผ่านมา ในพระธรรมฟีลิปปี […]
