Blog

ที่หนึ่งของชีวิตคือ พระเจ้า 3/13

ที่หนึ่งของชีวิตคือ พระเจ้า จุฬพันธุ์ มันตาวิจักษณ์ (น้องบุ๊ค) อายุ 20 ปี กำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 2 คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มาจากครอบครัวที่อบอุ่น มีพี่น้องรวม 3 คน คุณแม่ทำธุรกิจส่วนตัว คือคุณรดา มันตาวิจักษณ์ คุณพ่อเป็นสัตวแพทย์ คือคุณนพพร มันตาวิจักษณ์ ปัจจุบันน้องบุ๊คและคุณแม่เป็นสมาชิกอยู่ที่คริสตจักรนิมิตใหม่ และมีความมุ่งมั่นในการที่จะนำคุณพ่อและน้องอีก 2 คนให้มารู้จักพระเจ้า .. พระเยซูเป็นใครกันแน่ บุ๊คไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าคริสเตียนคือใคร เป็นอย่างไร รู้เพียงว่าคริสเตียนไปโบสถ์ทุกวันอาทิตย์ เป็นอีกศาสนาหนึ่ง จนกระทั่งบุ๊คสอบได้ไปต่างประเทศกับโครงการแลกเปลี่ยนเยาวชน YFU (Youth For Understanding International Exchange) และไปเรียนในปี ค.ศ.2010 ขณะนั้นบุ๊คกำลังเรียนอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งปีที่ 6 เป็นปีที่จะต้องเตรียมตัวเพื่อสอบเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัย แต่ก็ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการนี้ เพราะน้องสาวซึ่งกำลังเรียนอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีความต้องการอย่างมากที่จะไปเรียนแลกเปลี่ยนกับโครงการ AFS คุณแม่จึงตัดสินใจให้ได้ไปทั้งคู่ บุ๊คไปเรียนที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นเวลา 10 เดือน […]

สมาร์ตโฟนถ้าใช้ก็ให้สมาร์ท 2/13

สมาร์ตโฟน ถ้าใช้ก็ให้สมาร์ท  ทุกครั้งที่ใกล้ถึงเวลาเลิกงาน สมาร์ตโฟนของผมเป็นต้องร้องเสียงดัง “ติ๊ง”ผมเดาได้ไม่ยากว่าคุณแม่ส่งภาพอาหารเย็นแสนอร่อยฝีมือท่านพร้อมภาพสติกเกอร์น่าขำผ่านโปรแกรมไลน์มาให้ทำให้ผมตัดสินใจรีบขับรถไปทานฝีมือคุณแม่ก่อนที่มันจะชืดจนหมดรสอร่อยไม่น่าเชื่อว่ามือถือแบบใหม่ที่เรียกว่า“สมาร์ตโฟน”ที่ผมเคยกลัวนักกลัวหนาแถมยังต่อต้านคนที่ใช้วันนี้กลับกลายเป็นช่องทางสำคัญที่ผมสามารถสื่อสารกับคุณแม่ และคนที่ผมรักได้ในทุกๆ วัน ย้อนเวลากลับไปเมื่อสักครึ่งปีที่ผ่านมา ผมมีความคิดว่า “สมาร์ตโฟน” เป็นเรื่องไร้สาระ ไม่มีความจำเป็น ทั้งยังฟุ่มเฟ?อยมีราคาแพง และเปรียบเสมือนตัวแทนแห่งโลกทุนนิยมยิ่งถ้านับรวมกับความกระอักกระอ่วนใจเวลาเห็นสีหน้าของคนรอบข้างทำสีหน้าแปลกๆ ทุกครั้งที่เห็นผมควักเจ้ามือถือรุ่นโบราณด้วยแล้ว ทำให้ผมเกิดอคติ และจงเกลียดจงชังเจ้าสมาร์ตโฟนนี่เสียเหลือเกิน จนกระทั่งเมื่อผมเริ่มศึกษาหาข้อมูลเพื่อให้น้ำหนักกับความคิดตัวเองที่จะไม่ใช้เจ้าสมาร์ตโฟน ผมกลับพบว่าเทคโนโลยีชิ้นนี้ทำให้ผมลดเวลาในการทำงานลงไปมากไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงโลกอินเทอร์เน็ตได้ตลอดเวลาการส่งงานผ่านจดหมายอิเล็กทรอนิก (อีเมล) และยังมีโปรแกรมและเกมที่แสนจะเพลิดเพลินมากมายเหลือเกิน นับเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ผมยอมจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อโทรศัพท์ แต่โลกใหม่ของสมาร์ตโฟนก็ทำเอาผมแทบไม่ได้หลับไม่ได้นอนติดต่อกันหลายคืน ผมตื่นเต้นไปกับแอปพลิเคชันใหม่ๆ (โปรแกรมแบบที่ใช้ในสมาร์ตโฟน)  ได้มีโอกาสชมรายการโทรทัศน์ของต่างประเทศได้ง่ายๆ สามารถใช้เฟซบุ๊กได้ตลอดเวลา กว่าจะรู้ตัวก็ผ่านไปเกือบตีสามแล้ว ผมติดสมาร์ตโฟนจนงอมแงมอยู่หลายวัน ต้องขอบคุณที่คนรอบข้างเตือนผมให้เงยหน้าขึ้นมาพูดคุยกับโลกจริงซะบ้าง ผมจึงหลุดวงจรแห่งการเสพติดเทคโนโลยีออกมาได้ ผมเชื่อว่าผู้อ่านส่วนใหญ่มีความคุ้นเคยกับสมาร์ตโฟน เพราะสิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่อีกต่อไป ถ้าย้อนกลับไปสัก 5-6 ปี สมาร์ตโฟนหรือแท็บเล็ตคงเปรียบเสมือนเครื่องประดับที่มีได้เฉพาะคนที่มีรายได้ดีเท่านั้น แต่ปัจจุบัน สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องสามัญที่ใครๆ ก็มีได้ และยังมีระบบผ่อนชำระสำหรับคนที่มีรายได้น้อยแต่ต้องการอยู่ร่วมในสังคมอย่างไม่ตกยุค ภาพของผู้คนบนรถไฟฟ้าหรือรถประจำทางที่มองวิวข้างทางหรือพุดคุยหยอกล้อกันเริ่มลดน้อยลงไปทุกที ผู้คนในสังคมส่วนใหญ่ก้มหน้าก้มตาหยิบสมาร์ตโฟนเพื่อเข้าไปในโลกส่วนตัวโดยไม่นึกจะมองอะไรข้างทางหรือหน้าคนที่นั่งข้างๆ อีก (ในอนาคตคนส่วนใหญ่คงจะเป็นโลกปวดต้นคอ และนิ้วล็อกกันมากขึ้นเพราะเจ้าสมาร์ตโฟน) สิ่งที่เราต้องยอมรับอย่างหนึ่งก็คือสมาร์ตโฟนกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนในสังคมเมืองมากขึ้นทุกที คนที่ไม่มีสมาร์ตโฟนก็อาจจะเริ่มรู้สึกแปลกๆ ทุกครั้งที่หยิบมือถือขึ้นมา แล้วสายตาคนอื่นๆ ดูตกใจราวกับว่าเราขโมยเอโบราณวัตถุออกมาจากพิพิธภัณฑ์ที่ไหนสักแห่งแต่การมีสมาร์ตโฟนอย่างไม่เข้าใจถ้าไม่ระวังให้ดีบางทีพวกเราก็อาจกลายเป็นคนหนึ่งที่เสพติดโลกไซเบอร์ขึ้นมาอย่างไม่ทันรู้ตัวก็เป็นได้ อาการที่พอจะบอกกับเราได้ว่าเรากำลังเสพติดสิ่งนี้หรือไม่พอให้เราใช้เป็นข้อสังเกตประการแรกก็คือ “เราชาร์จแบตเตอรี่ของสมาร์ตโฟนมากกว่าวันละ 2 ครั้งหรือไม่” […]

รองเท้าเกี่ยวข้องกับข่าวประเสริฐอย่างไร? 2/13

รองเท้าเกี่ยวข้องกับข่าวประเสริฐอย่างไร? หลายคนอาจจะสงสัยว่าใครเป็นคนคิดทำรองเท้าเป็นคนแรก ถ้าจะค้นหาจริงๆ ก็อาจจะไม่มีใครรู้ แต่การที่มนุษย์เราใส่รองเท้านี้นับว่าเป็นอารยธรรมเก่าแก่มาก Cameron Kippen 2013 ได้เขียนไว้ใน History of Sandals blogspot  ของเขาว่ารองเท้านี้น่าจะมีใช้กันในวัฒนธรรมเก่าแก่ของมนุษย์ที่อยู่ระหว่างแม่น้ำไทกริสและยูเฟรติส ซึ่งกินอาณาบริเวณกว้างมาก ถ้าจะพูดถึงประเทศในปัจจุบันก็คือดินแดนที่เริ่มจากอิหร่านไปจนถึงซีเรียในปัจจุบัน อารยธรรมเก่าแก่สมัยโบราณก็ได้แก่พวกสุมาเรียนที่อยู่ในดินแดนเมโสโปเตเมียเป็นอารยธรรมเก่าแก่ตั้งแต่สมัยประมาณ4,000ปีก่อนคริสตกาล ในพระคริสตธรรมคัมภีร์เรื่องของเท้าถูกกล่าวถึงครั้งแรกในพระธรรมปฐมกาล“แม้เส้นด้ายหรือสายรัดรองเท้าหรือทุกอย่างที่เป็นของของท่านข้าพเจ้าก็จะไม่รับเพื่อไม่ให้ท่านพูดได้ว่า‘เราได้ทำให้อับรามมั่งมี’” (ปฐก.14:23) คำพูดนี้เป็นคำพูดของอับราฮัมที่กล่าวกับกษัตริย์เมืองโสโดมในบริบทนี้เราจะเห็นว่าเส้นด้ายและสายรัดรองเท้าเป็นสิ่งเล็กน้อยมากแสดงว่ารองเท้าเป็นสิ่งที่มีมานานแล้วอับราฮัมก็มีรกรากดั้งเดิมอยู่ที่เมโสโปเต-เมียก่อนที่จะอพยพมาอยู่ที่ดินแดนคานาอันแต่อย่างไรก็ดีการใช้รองเท้าหรือรองเท้าแตะที่มีสายรัดก็เป็นสิ่งที่มีแพร่หลายอยู่ในคานาอันอยู่แล้วการใส่รองเท้าจึงเป็นสิ่งปกติตั้งแต่สมัยโบราณ การถอดรองเท้ามีความหมายหลายอย่าง ประการแรก การถอดรองเท้าเป็นการแสดงความเคารพต่อสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เช่นเมื่อโมเสสได้พบกับพระเจ้าที่พุ่มไม้เพลิงพระเจ้าได้ตรัสให้โมเสสถอดรองเท้าออก(อพย.3:5; กจ.7:33) และก่อนที่โยชูวาจะเข้ายึดเมืองเยรีโคท่านได้พบกับทูตของพระเจ้าผู้เป็นจอมทัพของพระเจ้าและทูตนั้นก็ได้บอกให้โยชูวาถอดรองเท้าออก(ยชว.5:15) อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือปุโรหิตหรือมหาปุโรหิตจะต้องสวมชุดตำแหน่งเพื่อปรนนิบัติพระเจ้าในพลับพลาหรือพระวิหารแต่เราจะไม่พบว่ามีรองเท้าอยู่ในชุดตำแหน่งนั้นเลยเป็นไปได้ว่าเมื่อปุโรหิตหรือมหาปุโรหิตทำหน้าที่นั้นจะไม่ได้สวมรองเท้าเลย ประการที่สอง การไม่สวมรองเท้านั้นแสดงถึงการไว้ทุกข์เช่นใน2ซมอ.15:30; อสค.24:17, 23ประการที่สามเชลยและทาสจะไม่ได้สวมรองเท้า(2พศด.28:15; อสย.20:2) ประการที่สี่?เป็น การตำหนิคนที่ไม่ทำหน้าที่ของญาติสนิทในกรณีที่หญิงม่ายที่ถูกน้องชายของ สามีปฏิเสธที่จะทำหน้าที่สามีแทนโดยรับนางเป็นภรรยาเพื่อจะมีผู้สืบสกุลพี่ ชายต่อไปหญิงม่ายจะถอดรองเท้าของน้องชายของสามีออกต่อหน้าสาธารณชนแล้วถ่ม น้ำลายใส่หน้าเขาเพื่อเป็นการตำหนิเขา(ฉธบ.25:9-10) ประการที่ห้าการถอดรองเท้าแสดงถึงการผูกมัดทางกฎหมายที่มีการตกลงกันอย่างเป็นทางการคล้ายๆกับการลงลายมือชื่อในปัจจุบัน(นรธ. 4:7) ประการที่หกพระเจ้าทรงโยนรองเท้าของพระองค์เหนือเอโดม(สดด. 60:8; 108:9) น่าจะมีความหมายว่าพระเจ้าจะยึดครองแผ่นดินเอโดม ส่วนการสวมรองเท้านั้นก็มีความหมายได้หลายอย่างเหมือนกันได้แก่ ประการแรกการสวมรองเท้าเล็งถึงการเตรียมพร้อมเช่นในอฟ.6:15พูด ถึงการให้คริสตชนสวมรองเท้าแห่งข่าวประเสริฐในสมัยที่คนอิสราเอลจะอพยพออก จากอียิปต์พระเจ้ารับสั่งคนอิสราเอลให้เตรียมพร้อมที่จะออกจากอียิปต์ด้วย การรับประทานปัสกาขณะยังสวมรองเท้าอยู่ (อพย.12:11) ประการที่สองเป็นการเล็งถึงการเอาใจใส่ดูแลของพระเจ้าขณะคนอิสราเอลเดินทางอยู่ในถิ่นทุรกันดารนานถึง40ปีพระเจ้าทรงดูแลเอาใจใส่พวกเขาพระเจ้าตรัสว่า“เราได้นำพวกเจ้าอยู่ในถิ่นทุรกันดารสี่สิบปีเสื้อผ้าของเจ้าไม่ได้ขาดวิ่นไปจากเจ้าและรองเท้าไม่ได้ขาดหลุดไปจากเท้าของเจ้า” (ฉธบ. 29:5) ประการที่สามรองเท้าเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญอย่างหนึ่งที่สาวกสิบสองคนจะต้องมีติดตัวเมื่อพระเยซูใช้ให้พวกเขาออกไปสั่งสอนและขับผีตามหมู่บ้านต่างๆ“แต่ให้สวมรองเท้าและไม่ให้สวมเสื้อสองตัว” (มก. 6:9) ถ้าดูตามพระธรรมข้อนี้คือผู้ที่จะประกาศข่าวประเสริฐจะต้องมีรองเท้า1คู่และเสื้อ1ชุดไม่ต้องมีกระเป๋าและไม่ต้องมีเงินแสดงว่าต้องออกไปอย่างรีบเร่งและพระเจ้าจะเป็นผู้จัดเตรียมสิ่งจำเป็นข้างหน้าให้หากเราอ่านเรื่องเดียวกันนี้ในพระธรรมเล่มอื่นจะมีความแตกต่างบางอย่างในพระธรรมลูกาพระเยซูตรัสว่า“อย่าเอาถุงเงินหรือย่ามหรือรองเท้าไปและอย่าทักทายใครตามทาง” (ลก.10:4) หากเราอ่านอย่างผิวเผินเราอาจจะเข้าใจผิดว่าเป็นคำสั่งให้เดินเท้าเปล่าแต่ถ้าเราอ่านเรื่องเดียวกันในพระธรรมมัทธิวเราจะพบข้อมูลเพิ่มเติมอีกในพระธรรมมัทธิวพระเยซูตรัสว่า“อย่าเอาย่ามหรือเสื้อสองตัวหรือรองเท้าอีกคู่หรือไม้เท้าเพราะว่าคนที่ทำงานก็สมควรจะได้อาหารกิน” (มธ.10:10) เมื่อเราอ่านพระธรรม3ตอนนี้แล้วจะเห็นว่าคนที่จะออกไปประกาศหรือรับใช้พระเจ้าไม่ต้องเตรียมหรือเอาอะไรติดตัวไปเลยมีเสื้อที่สวมอยู่และรองเท้าที่สวมอยู่เพียงคู่เดียวก็พอแล้วไม่ต้องเอาเสื้อใหม่หรือรองเท้าใหม่ไปอีกคู่หนึ่ง […]

ผู้แทนกิตติคุณหกแผ่นดินคนแรก 2/13

ผู้แทนกิตติคุณหกแผ่นดินคนแรก First Ambassador for Thailand Bible Society คำพยานชีวิต คริสตสายสัมพันธ์ฉบับที่ 2/2013 นี้ ขอแนะนำให้ผู้อ่านรู้จักกับ คุณอารีย์ ปลั่งประมูล “ผู้แทนกิตติคุณ” คนแรกของสมาคมพระคริสตธรรมไทย ที่คนอายุ 30 ยังแจ?วยังต้องชิดซ้ายเมื่อเจอสาวแกร่ง 60 ที่แจ?วกว่า… แต่กว่าจะมาเป็นผู้แทนกิตติคุณหนทางชีวิตของท่านผู้นี้ ล้มลุกคลุกคลาน มีความยากลำบาก แต่ท่านผ่านมาได้และมั่นใจว่าพระเจ้าคือผู้ทรงจัดเรียงช่วงชีวิตของท่านไว้ อย่างลงตัวและมีเวลาที่เหมาะสม ท่านวางใจในพระองค์วันต่อวัน !!! คุณอารีย์ช่วยเล่าถึงชีวิตในวัยเด็กให้ฟังสักนิดนะคะ ดิฉัน เกิดในครอบครัวที่ค่อนข้างยากจน (เตี่ยจีน-แม่ไทย) มีพี่น้องทั้งหมด 9 คน ตัวเองเป็นลูกคนโต (มีน้องชายร่วมบิดา 4 คน ต่างบิดา 1 คนและน้องสาวต่างบิดา 3 คน) ดิฉันมีพ่อ 2 คน เนื่องจากพ่อ (เตี่ยคนแรก) เสียชีวิตตอนดิฉันอายุ 8 ขวบ จากนั้น 2 ปีต่อมา […]

จุ๊ จุ๊… จงเงียบ 1/13

จุ๊ จุ๊… จงเงียบ ถาม ทำไมหลายตอนในพระคริสตธรรมคัมภีร์ฉบับมาตรฐานจึงต่างจากฉบับเดิม? เนื้อความบางตอนก็แปลกๆ อ่านแล้วไม่เข้าใจ  ยกตัวอย่าง พระธรรมอาโมสบทที่ 8 ข้อที่ 3 เนื้อหาคำแปลต่างจากฉบับอื่นๆ ? ดังนั้นจึงอยากให้สมาคมพระคริสตธรรมไทยตรวจสอบคำแปลอีกครั้ง เพื่อผู้อ่านจะไม่เข้าใจผิดหรือรู้สึกงง ตอบ ก่อนจะตอบคำถาม ก็ขอเริ่มต้นด้วยการทำความเข้าใจกับพระคริสตธรรมคัมภีร์ฉบับมาตรฐาน 2011 พระคัมภีร์ฉบับนี้เป็นการแก้ไขคำแปลจากพระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับ 1971 โดยตรวจสอบคำแปลอย่างใกล้ชิดกับสำเนาต้นฉบับภาษาเดิม และยึดหลักว่า หากคำแปลในฉบับ 1971 ดีอยู่แล้ว (หมาย ความว่า 1.คำแปลถูกต้องกับความหมายในภาษาเดิมคือ ภาษาฮีบรู ภาษาอาราเมค และภาษากรีก ซึ่งพระเจ้าทรงใช้บันทึกพระวจนะของพระองค์และ 2.คำแปลนั้นยังสามารถสื่อความหมายได้ดีกับคนไทยในปัจจุบัน) คณะ กรรมการแก้ไขพระคัมภีร์ก็จะรักษาคำแปลนั้นไว้โดยไม่แก้ไขแต่อย่างใด หากตรงกันข้าม คำแปลเดิมนั้นไม่สื่อความหมายของภาษาเดิม หรือ ไม่อาจทำหน้าที่ได้ดีเหมือนก่อนแล้ว คณะกรรมการก็จำเป็นต้องแก้ไขเท่าที่จำเป็น เพื่อผู้อ่านจะสามารถเข้าใจความหมายของพระคัมภีร์ได้อย่างสมบูรณ์ ดังนั้น คำแปลฉบับมาตรฐานจึงต่างจากฉบับ 1971 บ้างในบางตอนเป็นธรรมดา ความแตกต่างไม่ได้เป็นสาระสำคัญเท่ากับความเข้าใจในความหมายภาษาเดิม แม้ว่าความแตกต่างอาจกระทบความรู้สึกคุ้นเคยกับฉบับเดิมบ้างก็ตาม สมาคมฯ ได้ตีพิมพ์พระคัมภีร์ฉบับมาตรฐานออกมาในปี ค.ศ. 2011 โดยประสงค์จะให้พี่น้องคริสตชนได้อ่าน ได้ศึกษา ได้ใคร่ครวญพระวจนะในภาษาที่เข้าใจง่าย […]

รักเอย… จริงหรือที่ว่าหวาน 1/13

รักเอย… จริงหรือที่ว่าหวาน เมื่อคุณเห็นภาพนักศึกษาชายหญิงเริงรักกันในโรงแรมแล้วถูกแอบถ่ายและนำภาพมาเผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ตคุณรู้สึกอย่างไร? ตัวของชายหนุ่มหญิงสาวผู้เป็นดาราจำเป็นนั้นล่ะเมื่อเห็นภาพของตัวเองแล้วรู้สึกอย่างไร? ส่วน บิดามารดา ญาติมิตร ของผู้แสดงทั้งสองคงไม่ต้องบรรยายความรู้สึกหรอกจริงไหมครับ? นอกจากนี้ยังมีภาพของนักศึกษาสาวหรือชายที่ถูกแอบถ่ายวีดีโอ ขณะเร่ขายบริการทางเพศ เพราะประชดชีวิตรักหรือใจแตกเพราะกร้านกับความรัก ภาพเหล่านี้ทำให้คุณรู้สึกอย่างไรบ้าง? แต่ที่น่าอนาถใจก็คือ ภาพของหญิงสาวนอนเรียงรายที่เตียงคนไข้ขณะลักลอบทำแท้งทารกในครรภ์อันเป็นผลิตผลที่ไม่พึงประสงค์จากการร่วมรักของหนุ่มสาวที่ยังไม่พร้อมสำหรับสถานภาพของการเป็น “พ่อและแม่” ใช่ครับ นี่คือ โศกนาฏกรรมของชีวิตรักที่ไม่ถูกทาง! “รัก” และ “ใคร่” เป็นของคู่กัน แม้ไม่เหมือนกัน แต่คนมักสับสนคิดว่าเป็นสิ่งเดียวกัน! ความรักไม่เคยทำให้ใครตาบอด แต่ความใคร่ทำหนุ่มสาวในปัจจุบันมักตีค่าความรักต่ำลงเหลือเพียงแค่ความใคร่ ความรักเป็นการชอบอย่างผูกพันพร้อมด้วยความยินดี เป็นจิตบริสุทธิ์ที่พร้อมจะให้สิ่งดีแก่คนที่ตนรัก เช่น ให้เกียรติ  ให้สิ่งของที่ดี!  ให้เวลาที่มีคุณภาพ!  ให้การปรนนิบัติที่ดี! ฯลฯ คนที่มีความรักแท้จะถือคติเดียวกับองค์พระเยซูคริสต์ นั่นคือ “การให้เป็นเหตุให้มีความสุขยิ่งกว่าการรับ” นั่นคือ ถ้าเรารักใครแล้ว เราจะมีความสุข และความยินดี เพราะได้เป็นฝ่ายให้เสมอ แต่ความใคร่นั้นตรงกันข้าม ความใคร่ เป็นความอยากความต้องการที่จะได้! แท้จริงแล้ว ถ้าเราได้ในสิ่งที่เราต้องการ ในเวลาที่เหมาะสม และในสถานที่ที่สมควร ก็น่าจะนำความสุขมาสู่เรา จริงไหมครับ? แต่การพยายามจะได้บางสิ่งก่อนเวลาอันควร ณ สถานที่ที่ไม่ควร ที่เราเรียกว่า […]

มีพระองค์ที่ใหญ่กว่านี้อีกไหม 1/13

มีพระองค์ที่ใหญ่กว่านี้อีกไหม “มื่อคิดถึงพระเจ้าองค์นี้ที่ตายแทน หนูแล้ว หนูก็มีกำลังมากขึ้น” เป็นคำพูดที่หนุนใจของผู้หญิงคนหนึ่ง เธอเคยเป็นเพียงเด็กเลี้ยงควายที่ต้องต่อสู้ชีวิต จากบ้านเกิดไปหางานทำเพื่อหาเลี้ยงแม่และลูกอีก 4 คน ซ้ำร้าย ต้องติดโรคร้ายจากสามี จนทำให้ชีวิตพลิกผันจมดิ่งลง ความจำเป็นด้านปากท้องทำให้ไม่มีทางเลือกแต่ด้วยใจมุ่งมั่นที่จะหลุดพ้น เธอผ่านมาได้อย่างไร พระเจ้าช่วยกู้ชีวิตของเธออย่างไร จนถึงวันนี้ที่เธอเป็น “ผู้รับใช้ฆราวาส” (ชื่อเจ้าของคำพยาน เป็นนามสมมติ และภาพถ่ายจะปกปิดใบหน้า หากชื่อที่สมมตินี้ไปตรงกับท่านใด ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้) สมพร เปิดเผยเรื่องราวของเธอให้กับทางสมาคมพระคริสตธรรมไทยรับฟังด้วยแววตาแห่ง ความสุขและเต็มไปด้วยความหวังว่า คำพยานชีวิตของเธอนี้จะเป็นพระพรต่อคนที่ท้อแท้ สิ้นหวัง จมอยู่กับชีวิตที่แหลกเหลว ไม่มีทางออก ติดเชื้อเอดส์ ให้ลุกขึ้นยืนใหม่อีกครั้งด้วยความรักของพระเยซูผู้เปลี่ยนแปลงชีวิตเช่น เดียวกับเธอ อดีตที่แก้ไขไม่ได้ หนูชื่อ สมพร บ้านเกิดอยู่ที่อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี ออกจากบ้านเกิดมาทำงานเป็นลูกจ้างร้านเสริมสวยที่พัทยาได้สักระยะหนึ่ง ก็ได้พบกับสามีคนแรก เขาเคยเป็นนักมวย เป็นบอดี้การ์ดของพวกนายหัวภาคใต้ เราได้เสียกัน จนต่อมาหนูตั้งท้อง จึงพากันกลับไปขอขมาพ่อแม่ ทั้งสองฝ่ายไม่ยอมรับเรา เพราะพ่อหนูกับแม่เขาเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน เคยเป็นคู่คดีความกันถึงขั้นถูกตำรวจจับ เขาบาดหมางกันมา พ่อหนูไม่ชอบแม่ของสามี ก็พาลไม่รับคำขอขมาและไม่ยอมให้หนูอยู่กับสามี หนูจึงต้องอุ้มท้องไปอาศัยอยู่กับย่าจนกระทั่งคลอด ฝ่ายแม่สามีก็ไม่ยอมรับหนูเพราะความเข้าใจผิด ก็พัทยาเป็นเมืองแห่งการค้าประเวณีนี่นะ […]

พระคัมภีร์ขนาดใหญ่ที่สุด (พิพิธภัณฑ์การจดบันทึกอินโดนีเซีย 9 กุมภาพันธ์ 2012)

พระคัมภีร์ขนาดใหญ่ที่สุด  เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2012 คณะกรรมการสมาคมพระคริสตธรรมอินโดนีเซีย ได้เปิดตัวแนะนำพระคัมภีร์ขนาดใหญ่ที่สุดในโลกซึ่งสมาคมพระคริสตธรรมอินโดนีเซียเป็นผู้จัดทำ และในวันเดียวกันนั้นเองก็ป็นวันครบรอบ 58 ปีของการก่อตั้งสมาคมฯ ด้วยเช่นกัน จึงถือเป็นโอกาสดีที่จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการของอาคารศูนย์กลางพระคัมภีร์ พระคัมภีร์ขนาดใหญ่ที่สุดนี้ถูกจัดแสดงไว้ในห้องโถงของอาคารศูนย์กลางพระคัมภีร์  ซึ่งศูนย์ฯ นี้จะจัดให้เป็นแหล่งค้นคว้าหาความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาพระคัมภีร์ พระคัมภีร์ในรูปแบบขนาดใหญ่นี้ไม่ได้จัดทำขึ้นเพียงเพื่อเป็นสัญญลักษณ์หรืออุปกรณ์ชิ้นหนึ่งของศูนย์พระคัมภีร์เท่านั้น แต่เพื่อจะถูกนำมาใช้ในการจัดทำพระคัมภีร์ฉบับศึกษาอินโดนีเซีย เหตุที่มีการเลือกพระคัมภีร์ฉบับศึกษานี้ขึ้นมาก็เพราะในช่วงกว่า 6 เดือนที่ผ่านมา นับตั้งแต่เปิดตัวพระคัมภีร์ฉบับนี้เมื่อเดือนพฤษภาคม มีการจำหน่ายไปแล้วถึงหนึ่งหมื่นเล่ม ซึ่งถือเป็นประวัติศาสตร์ของสมาคมพระคริสตธรรมอินโดนีเซีย ที่มียอดจำหน่ายดีที่สุดสำหรับการจำหน่ายพระคัมภีร์ นี่เป็นสิ่งหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความต้องการของกลุ่มคริสตชนในการศึกษาและทำความเข้าใจกับพระวจนะของพระเจ้า อย่างไรก็ดี การผลิตพระคัมภีร์ขนาดใหญ่ที่สุดนี้ได้รับแรงกระตุ้นมาจากหลายๆ ด้านด้วยกัน ประการแรกคือความปรารถนาที่จะแสดงให้เห็นว่าพระวจนะของพระเจ้านั้นเป็นแหล่งของแรงบันดาลใจ, ความเข้มแข็ง และคำอธิบายสำหรับมนุษย์ในการหาคำตอบของชีวิต ประการที่สอง เป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับการก่อตั้งศูนย์พระคัมภีร์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของชุมชนคริสเตียน เป้าหมายของการจัดแสดงพระคัมภีร์ฉบับศึกษาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดนี้ก็เพื่อกระตุ้นให้ผู้คนหันมาศึกษาพระวจนะของพระเจ้ามากขึ้น พระคัมภีร์ฉบับนี้มีขนาดกว้าง 208 ซม. และยาว 147 ซม. จะมีการจดบันทึกและรับรู้โดยพิพิธภัณฑ์การจดบันทึกอินโดนีเซีย  [Indonesian Museum of Records (MuRI)] ประการที่สาม พระคัมภีร์ขนาดใหญ่ที่สุดนี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อที่จะสะท้อนให้เห็นถึงความคิดที่ว่าศูนย์พระคัมภีร์เป็นศูนย์กลางของการศึกษาพระคัมภีร์เท่านั้น แต่เป็นการแสดงให้สาธารณชนเห็นถึงความสามารถของเจ้าหน้าที่และงานด้านเทคโนโลยีกราฟฟิกที่อยู่ในโรงพิมพ์พระคัมภีร์ของสมาคมพระคริสตธรรมอินโดนีเซีย เป็นสิ่งที่ควรจะได้รับคำชมเชยและการจดบันทึกไว้และได้รับการรับรองว่าเป็น “พระคัมภีร์ฉบับศึกษาขนาดใหญ่ที่สุด ทำพระคัมภีร์ขนาดใหญ่ที่สุด การทำพระคัมภีร์ฉบับศึกษาขนาดใหญ่ที่สุด เริ่มต้นจากการชักนำของท่านเลขาธิการสมาคมพระคริสตธรรมอินโดนีเซียเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม […]

ทำไมพระคัมภีร์ฉบับมาตรฐานเปลี่ยนจากคำว่า “เจิม” เป็น “ชโลม”? 4/12

ทำไมพระคัมภีร์ฉบับมาตรฐานเปลี่ยนจากคำว่า “เจิม” เป็น “ชโลม”? ความจริงพระคริสตธรรมคัมภีร์ฉบับมาตรฐานยังคงรักษาคำว่า “เจิม” ไว้ในกรณีที่บริบทนั้นเกี่ยวข้องกับการแต่งตั้ง หรือ การคัดสรร แต่หากหมายถึงการชำระร่างกายก็จะใช้คำว่าชโลม เพราะคำว่า เจิมในภาษาไทยนั้นมีความหมายไม่เหมือนกับคำว่า anoint ในภาษาอังกฤษทุกครั้ง ถ้าเราจะตรวจดูว่า คำว่า “anoint” เราก็จะพบคำแปลใน Dictionary English-Thai ฉบับ LEXiTRON แปลความหมายเป็นไทยว่า “แต่งตั้ง” หรือ “ทาด้วยน้ำมัน” ความหมายของคำว่า “เจิม” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ. 2542 ได้ให้คำนิยามว่าเอาแป้งหอมแต้มเป็นจุดๆ ที่หน้าผากหรือสิ่งที่ต้องการให้มีสิริมงคล; เสริม, เพิ่ม, เช่น เจิมปากกระทง สิ่งที่เราเห็นความแตกต่างที่ชัดเจนคือ ธรรมเนียมปฏิบัติในการเจิมของไทยคือ เอาแป้งหอมมาแต้มเป็นจุดๆ ที่หน้า ผาก แต่ในขณะที่การเจิมของพระคัมภีร์เดิมนั้นจะใช้นำ้มันที่บรรจุในเขาสัตว์แล้ว เทลงบนศีรษะของผู้รับการเจิม คนไทยส่วนใหญ่เมื่อได้ยินคำว่า “เจิม” จะคิดถึงการเอาแป้งแต้มที่หน้าผากมากกว่าคิดถึงการเทน้ำมันลงบนศีรษะ ในพระคัมภีร์เดิมมีคำกริยาฮีบรู 2 คำที่ใช้กับการชโลมและการเจิมด้วยน้ำมันมะกอกคือคำว่า “ซูค”   มักจะใช้ในบริบทที่น้ำมันมะกอกนั้นเป็นยาหรือเครื่องสำอางที่ใช้กับร่างกาย และคำว่า “มาชาฆ”  ซึ่ง เป็นคำกริยามักจะใช้กับบริบทที่เกี่ยวกับพิธีกรรมทางศาสนาคือ […]

เมื่อวิกฤต…พระเยซูคริสต์ช่วยได้ 4/12

เมื่อวิกฤต… พระเยซูคริสต์ช่วยได้ คุณเคยรู้สึกแบบนี้หรือเปล่า “รู้สึกเบื่อชีวิต รู้สึกซึมเศร้า รู้สึกไม่มีใคร รู้สึกเครียด รู้สึกกลัว เรียนไม่จบ รู้สึกปัญหาชีวิตรุมเร้ามากมายเหลือเกิน” หากความรู้สึกเหล่านี้ก่อตัวขึ้น จนทำให้ชีวิตเดินต่อไปไม่ไหว หาทางออกไม่เจอ คุณจะทำอย่างไร จะตัดสินใจเลือกทางเดินให้กับชีวิตของคุณเหมือนผู้ชายคนนี้ไหม! ชีวิตเปลี่ยนแปลงตั้งแต่วัยเด็ก ผม เป็นคนปักษ์ใต้ เกิดที่อำเภอสิชลอยู่ห่างจากตัวเมืองจังหวัดนครศรีธรรมราชประมาณ 60 กิโลเมตร มีพี่น้องจำนวน 8 คน คนโตเสียชีวิตตั้งแต่สองขวบ เหลืออยู่ 7 คน ผมเป็นคนที่ 6 ชีวิตในตอนเด็กครอบครัวค่อนข้างยากจน แต่ก่อนหน้านั้นมีฐานะดี เพราะคุณพ่อเคยเป็นปลัดอำเภอ เมื่อออกจากราชการก็มาเป็นครู และทำฟาร์มเลี้ยงไก่ซึ่งถือว่าเป็นเจ้าใหญ่ในจังหวัด ต่อมาก็เกิดเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้ครอบครัวเราเกิดการเปลี่ยนแปลง คือแม่เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งตับ ตอนนั้นผมอายุประมาณ 10 ขวบ หลังจากที่แม่เสีย พ่อเสียใจมาก ดื่มแต่เหล้า ไม่สามารถประกอบอาชีพอะไรได้อีก ฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัวเราก็เลยแย่ลงเรื่อยๆ จนถึงขั้นที่บางครั้งเราต้องไปขอข้าวสารอาหารจากญาติพี่น้องและเพื่อนบ้าน กิน แม้ว่าพ่อจะมีสภาพแบบนี้ แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมภูมิใจในตัวพ่อคือ พ่อจะยอมเสียสละทุกอย่างเพื่อให้ลูกได้เรียนหนังสือ ไม่ยอมกินข้าวเพื่อให้ลูกได้ไปโรงเรียน หลังจากที่ผมจบ ม6 และก็เข้ามาอยู่กับพี่ชายในกรุงเทพฯ พอมา อยู่กรุงเทพ […]

1 66 67 68 69 70 86