Blog

ถ้าช่วยได้นะหรือ ใครเชื่อก็ทำให้ได้ทุกสิ่ง 1/12

ถ้าช่วยได้นะหรือ ใครเชื่อก็ทำให้ได้ทุกสิ่ง สมาคมพระคริสตธรรมไทยขอขอบพระคุณคุณอุมา อรัญดร จากคริสตจักรนาสีทอง อ.รัตภูมิ จ.สงขลา สำหรับคำพยานชีวิตที่ได้ให้กับสมาคมฯ เพื่อลงในคริสตสายสัมพันธ์ คุณอุมา อายุ 34 ปี จบการศึกษาจากสถาบันราชภัฏสงขลา ปัจจุบันรับราชการในตำแหน่งเจ้าพนักงานการเงินและบัญชีระดับ 5 องค์การบริหารส่วนตำบลบางกล่ำ จ.สงขลา สามีชื่อคุณธุวานันท์ อรัญดร มีบุตร 2 คน ชื่อ ด.ญ.ฐิตาภา อรัญดร อายุ 5 ขวบ และ ด.ช.ธีร์ธวัช อรัญดร อายุ 3 ขวบ พบพระเจ้าผ่านคนรัก ดิฉันเกิดในครอบครัวที่นับถือศาสนาพุทธ และเป็นพุทธศาสนิกชนที่ค่อนข้างจะเคร่งครัด ทำบุญตักบาตรเกือบทุกวัน และทุกๆ วันพระ หากไม่ติดธุระใดๆ ก็มักจะไปวัดเพื่อนำอาหารไปถวายพระและฟังเทศน์ฟังธรรมอยู่เสมอๆ ดิฉันมีโอกาสรู้จักกับพระเจ้าเมื่อได้เริ่มคบกับคุณธุวานันท์ อรัญ-ดร ซึ่งเติบโตมาในครอบครัวคริสเตียน หลังจากที่เริ่มคบหากันมาได้ระยะหนึ่งคุณธุวานันท์ ได้ชวนดิฉันที่จะไปโบสถ์ในวันอาทิตย์ ด้วยความเกรงใจจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการได้เรียนรู้เรื่องพระเจ้า เมื่อไปโบสถ์บ่อยขึ้น ดิฉันเริ่มชอบบรรยากาศของการนมัสการพระเจ้า และรู้สึกดีกับการต้อนรับของทุกๆ คนที่โบสถ์ จากการเริ่มต้นที่ไม่ค่อยจะมีความสุขสักเท่าไร กลับเปลี่ยนเป็นมีความสุขหรือเรียกว่าสันติสุขที่มาจากภายใน […]

พระเจ้าวางชีวิตไว้ที่… ฮาร์วาร์ด 4/11

พระเจ้าวางชีวิตไว้ที่… ฮาร์วาร์ด ชีวิตเด็กผู้หญิง คนหนึ่ง ที่ใฝ่ฝันอยากจะไปเรียนต่อในต่างประเทศ เธอ…มุ่งมั่น ตั้งใจ ทำทุกวิถีทางเพื่อจะไปตามความฝันนั้น และด้วยความเก่งบวกกับความตั้งใจเต็มร้อยของเธอ ทำให้เธอมาถึงวิถีทางแห่งชีวิตที่ต้องตัดสินใจ ระหว่างเรียนแพทย์ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือทุน ก.พ. ไป เรียนต่อถึงระดับปริญญาเอกที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นการตัดสินใจที่ไม่ยากนักสำหรับเธอและเธอก็ได้เลือกที่จะไปตามความฝันของ เธอคือเรียนต่อในต่างประเทศ…เมื่อเธอเริ่มต้นการใช้ชีวิตในสหรัฐอเมริกา โดยลำพังด้วยอายุที่ยังน้อย ต้องเผชิญกับปัญหาและต้องแก้ไขปัญหาต่างๆ ด้วยตัวเอง เธอได้รับการหนุนใจและคำอธิษฐานเผื่อจากคุณแม่ซึ่งเป็นคริสเตียนแล้วของ เธอ(ดร.ปิยรัตน์) เรื่อยมาจนเธอได้เชื่อพระเจ้าในที่สุด วันนี้พระเจ้าได้ทรงนำเธอมาเรียนในระดับปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University) มหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของโลก ที่ที่เป็นความฝันของใครหลายๆ คนที่อยากจะเข้าเรียน ขอแนะนำให้รู้จักกับ น้องแก้ว นางสาวสายฤดี จาตุรันตบุตร บุตรสาวคุณถนอม และ ดร.ปิยรัตน์ จาตุรันตบุตร เชื่อพระเจ้าเป็นคนสุดท้ายในบ้าน ครอบครัวแก้วเดิมเป็นพุทธมาก่อนคุณแม่เป็นคนแรกที่เชื่อพระเจ้า แก้วเป็นคนสุดท้ายที่เชื่อพระเจ้า คือตอนแก้วยังเด็กตอนจบมัธยมปลายก็ไม่ได้คิดอะไรมากมาย แม่ไปวัดแก้วก็ไปวัดเพื่อปฏิบัติธรรมกับแม่ พอดีแก้วสอบชิงทุนไปเรียนต่อต่างประเทศได้ ซึ่งแก้วก็ใฝ่ฝันว่าเราอยากจะไปเรียนต่างประเทศมานานแล้ว ครอบครัวก็เลยตัดสินใจให้ไป ก่อนหน้าที่จะไปเรียนต่อคุณแม่ก็เชื่อพระเยซูคริสต์เจ้าแล้ว ตอนนั้นแก้วยังเป็นพุทธอยู่ เมื่อไปเรียนปีแรกซึ่งเป็นการปรับตัวที่ยิ่งใหญ่มากเพราะเป็นการออกจากบ้าน ที่แก้วจะไม่ได้อยู่กับคุณพ่อคุณแม่ แก้วต้องใช้ชีวิตคนเดียว ต้องช่วยเหลือตัวเองโรงเรียนที่แก้วไปอยู่เป็นโรงเรียนแบบกินนอน เมื่อไปอยู่ที่สหรัฐอเมริกาก็เริ่มมีปัญหาเกิดขึ้น คือเด็กที่อยู่ต่างประเทศเขาก็จะโตเร็วกว่าปกติมีความเอาตัวรอด เพราะเค้าต้องรับผิดชอบตัวเองแก้วไปถึงที่นั่นด้วยความที่เป็นคนมีความจริง ใจกับทุกคน […]

ช่วยเพศที่สาม 4/11

ช่วยเพศที่สาม สมัยที่ผมเริ่ม เข้าเรียนในระดับอุดมศึกษา มีผู้หญิงคนหนึ่งเป็นคนที่สะดุดตาสำหรับผู้ชายทุกคนมาก ด้วยความเป็นผู้หญิงที่เรียบร้อย ดูน่ารัก และมีรอยยิ้มที่เป็นมิตร จนกระทั่งวันสอบกลางภาคครั้งแรกมาถึงผู้ชายทุกคนต้องตกใจจนหงายหลังเพราะสาว น่ารักที่ทุกคนเหลียวมองแต่งชุดนิสิตชายมาสอบ ความก็เลยแตก ผมอดขำเพื่อนของตัวเองไม่ได้ เพราะมีหลายคนเหลือเกินที่พยายามจะจีบเธอมาเป็นแฟน ในวัยเรียนผมมีเพื่อนที่หลายคนที่มีบุคลิกทางเพศผิดแผกไปจากคนทั่วไป ผมไม่ค่อยสนใจมากนักว่าเพื่อนคนนั้นจะมีรสนิยมทางเพศอย่างไร รู้สึกว่ามันเป็นสิทธิส่วนตัวขอแค่เขาไม่ทำให้ใครต้องเดือดร้อนก็น่าจะพอ แต่ก็มีเพื่อนผู้ชายบางคนที่รู้สึกเกลียดคนพวกนี้จนเข้าไส้ บางคนถึงขนาดที่เห็นเมื่อไหร่ต้องไปวิ่งไล่เตะกันเลยทีเดียว ที่รุนแรงไปกว่านั้นนิสิตที่แสดงออกถึงรสนิยมทางเพศของตนเองอย่างตรงไปตรงมามักจะถูกเพ่งเล็งและถูกอาจารย์บางท่านเรียกไปตักเตือนบ่อยครั้ง บางคนถึงกับต้องพักการเรียนก็มี ยุคสมัยที่เปลี่ยนไปทำให้ค่านิยมของคนในสังคมเปลี่ยนแปลงไปด้วย ปัจจุบันสังคมยอมรับคนที่เคยถูกเรียกอย่างรังเกียจและดูถูกว่าเป็นพวกกระเทยมากขึ้นกว่าในอดีตชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ มีอยู่ครั้งหนึ่งผมไปเป็นวิทยากรบรรยายความรู้เรื่องเพศ และใช้คำวิชาการว่า “รักร่วมเพศ” (homosexual) ในการอธิบายมีคนยกมือขึ้นมากลางคันเพื่อขอให้ผมเปลี่ยนไปใช้คำว่า “คนรักเพศเดียวกัน” แทน สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าสังคมมีการยอมรับและให้คุณค่ากับคนรักเพศเดียวกันมากขึ้น ในอดีตผมยอมรับว่าผมมีท่าทีสนับสนุนความคิดดังกล่าวอย่างเต็มตัว แต่เมื่อผมได้ทราบความจริงว่าสิ่งนี้เป็นความบาปทัศนคติของผมจึงเปลี่ยนไป เมื่อผมมารู้จักกับพระเจ้าและทำงานเป็นผู้ให้คำปรึกษา ผมตำหนิคริสเตียนที่มีปัญหาเอกลักษณ์ในเรื่องเพศอย่างรุนแรง บอกว่าเขาต้องกลับใจ โดยยกเหตุผลและข้อพระคัมภีร์มากมายมาสนับสนุน ผมยังจำได้ว่าทุกคนที่ถูกตำหนิมีสีหน้าแย่ขนาดไหนแต่ผลก็คือผมไม่เคยช่วยให้ใครกลับสู่เพศที่แท้จริงของเขาได้เลยแม้แต่คนเดียว จนกระทั่งวันหนึ่งพระเจ้าเรียกให้ผมกลับใจ ในขณะที่ผมกำลังอ่านพระธรรมยอห์น 8:1-11 เรื่องธรรมมาจารย์และฟาริสีจับหญิงคนหนึ่งฐานล่วงประเวณีมาให้พระเยซูคริสต์ทรงตัดสิน คำตรัสของพระเยซูว่า “ใครในพวกท่านไม่มีบาป ให้เอาหินขว้างนางก่อนเป็นคนแรก” เสียดแทงหัวใจของผมอย่างมาก ผมย้อนนึกไปถึงคนมีปัญหาที่มาพบผมเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่ผมกลับขว้างก้อนหินแห่งการตำหนิ และการพิพากษาใส่พวกเขา ผมขอให้พระเจ้าโปรดยกโทษให้ผม และตั้งแต่วันนั้นความคิดของผมก็ไม่เหมือนเดิมอีกเลย พระเจ้าประทานโอกาสให้ผมได้แก้ไขตัวเองผมได้คุยกับน้องต้น (นามสมมุติ) ผู้ชายที่แต่งตัวเป็นผู้หญิงมาตั้งแต่อายุสิบสองปี (ตอนพบกันน้องต้นอายุประมาณสิบห้าปี) น้องต้นเล่าให้ผมฟังภายหลังว่าคนที่ให้คำปรึกษากับน้องต้นมีอยู่สองประเภท ประเภทแรกก็สนับสนุนให้น้องต้นแต่งหญิง […]

เจ็ดสิบคูณเจ็ด ครั้งหรือ เจ็ดสิบเจ็ด ครั้ง? 4/11

เจ็ดสิบคูณเจ็ด ครั้งหรือ เจ็ดสิบเจ็ด ครั้ง? ขณะ นั้นเปโตรมาทูลพระองค์ว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า ข้าพระองค์ควรยกโทษให้พี่น้องที่ทำผิดต่อข้าพระองค์สักกี่ครั้ง? ถึงเจ็ดครั้งเชียวหรือ? พระเยซูตรัสตอบเขาว่า “เราไม่ได้บอกท่านว่าเจ็ดครั้ง แต่เจ็ดสิบครั้งคูณเจ็ด” (มัทธิว 18:21-22 ฉบับมาตรฐาน) Peter came up to the Lord and asked, “How many times should I forgive someone who does something wrong to me? Is seven times enough? Jesus answered: Not just 7 times, but 77 times!* (Matthew 18:21-22, Contemporary English Version, Us […]

ทำไมไม่มี ไม้ หน้า กางเขน? 3/11

ทำไมไม่มี ไม้ หน้า กางเขน? ถาม ทำไมพระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับมาตรฐาน (THSV) ที่แปลโดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย จึงไม่มีคำว่า “ไม้” หน้าคำว่า “กางเขน”? ซึ่งอาจจะทำให้เป็นที่เข้าใจผิดว่าหมายถึง นกกางเขน ได้ ตอบ เราไม่สามารถรู้แน่ชัดว่าคำภาษาไทยนี้ถูกใช้เมื่อไร บางคนบอกว่า น่าจะมาจากคำว่า “กางแขน” แล้วต่อมาเพี้ยนเป็น “กางเขน” ซึ่งเราไม่มีหลักฐานยืนยัน แต่เมื่อค้นย้อนกลับไปดูพระคัมภีร์ฉบับ 1834, 1940 และฉบับ 1971 เราก็พบว่า ทั้งสามฉบับก็ได้เขียนโดยไม่มีคำว่า “ไม้” นำหน้า จึงเป็นไปได้ว่า คนไทยรู้จักคำว่า “กางเขน” มานานมากแล้ว ในพจนานุกรมไทยฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2493 มีการบัญญัติศัพท์ไว้ทั้งสองอย่างคือ กางเขน และไม้กางเขน โดยมีคำอธิบายประกอบดังนี้ กางเขน น. นกตัวขนาดนกเอี้ยง อกขาว ขนปีกด่าง; ไม้รูปกากบาทเป็นเครื่องหมายคริสต์ศาสนา ถ้าตามพจนานุกรมนี้ก็แสดงว่า เขาละคำว่า “ไม้” ไว้ แต่ก็เป็นที่เข้าใจได้ กางเขนไม่ได้แปลว่านกเพียงอย่างเดียว ไม้กางเขน น. เครื่องหมายของคริสต์ศาสนา […]

พ่อแม่ฮีโร่ตัวจริง 3/11

พ่อแม่ฮีโร่ตัวจริง สมัยที่ผมเรียน ชั้นประถมพอเลิกเรียน ผมจะกระสับกระส่ายเฝ้ารอว่าเมื่อไรแม่จะมารับกลับบ้านสักที เพราะนอกจากแม่จะซื้อขนมอร่อยๆ ให้ทานแล้ว ผมยังอยากรีบกลับไปดูหนังฮีโร่ญี่ปุ่นซึ่งผมติดจนงอมแงม ฮีโร่ในสมัยของผมสร้างแรงบันดาลใจให้ผมมากมาย อย่างเช่นเรื่องขบวนการห้ามนุษย์ไฟฟ้าและไอ้มดแดงที่ทำให้ผมอยากเป็นผู้ผดุงความยุติธรรม ภาพตัวเองในวัยเด็กใส่หน้ากากมดแดงถือดาบพลาสติกวิ่งปราบเหล่าร้ายไปทั่วซอย เป็นภาพที่นึกถึงเมื่อไหร่ก็อดอมยิ้มไม่ได้ ถ้าทุกคนลองหลับตาลงสักพักนึกย้อนกลับไปสมัยที่เรายังเป็นเด็กตัวกระเปี๊ยกก็คงอดฉีกยิ้มไม่ได้ที่เห็นตัวเองใส่หน้ากากฮีโร่ตัวโปรด กวัดแกว่งดาบพลาสติกเพื่อปราบเหล่าร้าย (ถ้าผู้หญิงคงนึกว่าตัวเองเป็นเซเลอร์มูนแน่ๆ) เห็นด้วยกับผมบ้างไหมครับว่าฮีโร่ในโทรทัศน์มีอิทธิพลกับพัฒนาการทางความคิดของเราและสร้างนิสัยบางอย่างให้กับเราอย่างมาก แต่นั่นเป็นเพียงอิทธิพลในเวลาสั้นๆ ที่หนังเรื่องนั้นยังฉายอยู่เท่านั้น แต่มีฮีโร่ใกล้ตัวที่เรามักมองข้ามและนึกไม่ถึงว่าเขามีอิทธิพลกับชีวิตของเราทุกคนมากมายเหลือเกิน ฮีโร่ที่แค่จับมือก็มอบความกล้าหาญให้สามารถข้ามถนนใหญ่ๆ ได้อย่างไม่ต้องหวาดกลัว ไม่มีใครอื่นนอกจากพ่อและแม่ของเราทุกๆ คนนั่นเอง ผมมักได้ยินพ่อแม่ หรือครูอาจารย์สมัยนี้บางท่านบ่นให้ฟังว่า “เด็กสมัยนี้สอนอะไรไปก็ไม่จำหรอก” หรือ “เด็กสมัยนี้เลี้ยงยาก ดูแลยาก ไม่เชื่อฟัง” ฟังดูคุ้นๆ หูบ้างไหมครับ คำพูดลักษณะนี้ เหมือนจะบอกว่าการอบรมสั่งสอนเด็กของพ่อแม่และครูอาจารย์ไม่มีอิทธิพลอะไรกับชีวิตของเด็กเลย นั่นคือมุมมองของพ่อแม่ แต่คุณเคยลองคิดเรื่องนี้ในมุมมองของเด็กบ้างไหมครับ เด็กจำนวนมากไม่เคยรู้สึกว่าพ่อแม่เป็นฮีโร่สำหรับพวกเขา เพราะพ่อแม่ไม่ค่อยมีเวลาให้ ไม่ค่อยอบรมสั่งสอนจริงๆ จัง (เพราะกลัวพูดมากไป ลูกจะไม่รัก) ไม่เคยให้คำปรึกษาเด็กหลายคนยิ่งแล้วใหญ่ เขารู้สึกอึดอัดใจที่เติบโตมาในครอบครัวที่แตกแยก พ่อไปทางแม่ไปทาง จะคุยกับฝ่ายหนึ่ง อีกฝ่ายก็ไม่พอใจ หรือพอได้คุยกับแม่ก็กลายเป็นว่าต้องมานั่งรับฟังแม่เฝ้าต่อว่าพ่อให้ลูกฟัง บางครอบครัวพ่อทุบตีแม่จนลูกๆ ไม่กล้าเข้าไปพูดคุยกับคนเป็นพ่อ สะสมจนกลายเป็นความเกลียดชัง ลูกๆ เริ่มไม่อยากจะเชื่อฟังคนที่ได้ชื่อว่าเป็นพ่อแม่ ก็เพราะพ่อแม่ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกชื่นชม หรืออยากเอาเป็นแบบอย่างสำหรับชีวิต เด็กบางคนต้องแอบร้องไห้ทุกวันพร้อมกับถามตัวเองว่า […]

กับช่วงชีวิตหนึ่งที่ผมได้สัมผัสกับพระเจ้า 3/11

กับช่วงชีวิตหนึ่งที่ผมได้สัมผัสกับพระเจ้า ชีวิตลูกผู้ชายคน หนึ่งที่เดินอยู่ในทางแห่งความบาป มีชีวิตที่มีความสุขอยู่กับการได้เสพบุหรี่ ดื่มสุรา เคล้านารี และความสุขเหล่านั้นก็พลันหายไปเมื่อเกิดวิกฤติกับชีวิตของเค้า ด้วยวัยเพียง 20 ต้นๆ เค้าเผชิญกับโรคมะเร็งระยะที่ 3 เค้ารู้ดีว่าโรคนี้คร่าชีวิตผู้คนมากมายมาแล้ว ในช่วงเวลาแห่งความเจ็บป่วยและต้องเผชิญชีวิตด้วยความยากลำบาก พระเจ้าได้ทรงเรียกเค้าให้ยอมจำนนกับพระองค์ และเปลี่ยนชีวิตเค้าใหม่ให้เป็นชีวิตที่ดำเนินอยู่ในทางของพระองค์เค้าก้าว ผ่านชีวิตที่เจ็บปวดเจียนตายมาได้โดยพระเจ้า และใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ภายใต้การทรงนำของพระองค์ ขอแนะนำให้พบกับ ร.ต.อ.สรรัชฏก์ ศรีปุณยาภิคุปต์ ผมชื่อ ร.ต.อ.สรรัชฎก์ ศรีปุณยาภิคุปต์ หรือเรียกชื่อเล่นว่า “เต้” ปัจจุบันผมอายุ 26 ปี จบการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ อ.สามพราน จ.นครปฐม มีอาชีพรับราชการตำรวจ ผมได้สมรสกับ คุณภัทรพร เสรีประเสริฐ หรือชื่อเล่นว่า “ฟาร่า”?? เมื่อประมาณปี พ.ศ.2543 ขณะนั้นผมอายุประมาณ 15 ปีเศษๆ ครอบครัวของผมมีความสะดวกสบายในชีวิตพอสมควร ไม่เดือดร้อนทางด้านการเงินเลยแต่มีปัญหาทางบ้านพอสมควร ผมเติบโตมาในสภาพของครอบครัวที่ในยามค่ำคืนมีแต่การทะเลาะเบาะแว้ง พ่อไม่มีเหตุผลกับแม่ ด่าว่า และทำร้ายแม่บ้าง เป็นจุดพลิกผันจุดหนึ่งที่ทำให้ผมไม่อยากอยู่บ้าน อยากอยู่ที่ไหนก็ได้ที่ไม่ใช่ที่บ้าน ซึ่งเป็นอีกเหตุผลหนึ่งในหลายๆ เหตุผลของผมในการตัดสินใจไปสอบเข้าเรียนโรงเรียนเตรียมทหาร และด้วยความที่ต้องการหนีปัญหาไม่อยากจะอยู่บ้าน ประกอบกับค่านิยมที่ผิดๆ […]

จากโลกบันเทิง สู่ชีวิตที่มีพระเจ้านำ 2/11

จากโลกบันเทิง สู่ชีวิตที่มีพระเจ้านำ สำหรับคนรุ่นผู้ใหญ่สักหน่อย คงเคยได้ยินชื่อของ “ตุ๊กตา จินดานุช” ในวันที่เริ่มก้าวสู่วงการบันเทิงไทยในฐานะดาราเด็ก เธอย้อนอดีตให้ฟังว่า “ดิฉันเป็นคนกรุงเทพฯ แต่ไปเกิดที่จังหวัดชัยภูมิ พ่อแม่ของดิฉันเป็นศิลปินนักแสดง ตอนจะคลอดดิฉันนั้น คุณแม่อยู่บนเวทีแสดงเรื่องสโนไวท์ พอดีชุดที่สวมเป็นกระโปรงบานๆ คนเลยไม่รู้ว่านางเอกท้อง เล่นไปได้สักพัก คุณแม่เจ็บท้องคลอด ต้องหยุดการแสดง ไปโรงพยาบาลแทน ตอนเด็กอายุ 4-5 ขวบดิฉันก็อยู่ในแวดวงดนตรีลูกทุ่ง พออายุ 7 ขวบก็มีคนสนใจชวนให้ไปเล่นหนังเป็นคุณเพชราตอนเด็ก ก็เลยเติบโตจากการเล่นเป็นนางเอกตอนเด็กๆ มาเรื่อยๆ แสดงหนังละคร มากมายจนเป็นที่รู้จัก เรียกว่าช่วงที่มีชื่อเสียง คือช่วงวัยเด็ก” หลังจากนั้นเธอเริ่มหันมาสนใจด้านการเรียนอย่างจริงจัง บทบาทในวงการบันเทิงจึงมีน้อยลง “เรียน ป.1-4 ที่โรงเรียนวัดใหม่พิเรนทร์, ป.5-7 ที่ประถมทวีธาภิเศก แล้วก็ไปต่อ ม.ศ.1-5 ที่โรงเรียนเบญจมราชาลัย กระทั่งจบระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ คณะนิเทศศาสตร์ วิชาเอกโฆษณา วิชาโทประชาสัมพันธ์ “ส่วนงานเล่นหนัง เล่นละครก็มีบ้าง และมีงานพากย์หนังด้วย คือเริ่มพากย์หนังตั้งแต่อายุ 9 ขวบ อยู่กับคุณป้าจุรี โอศิริ ท่านเป็นอาจารย์ที่สอนดิฉันในเรื่องการพากย์หนัง ช่วงวัยเด็กจนถึงวัยรุ่นนับเป็นช่วงที่ดิฉันประสบความสำเร็จในวงการบันเทิง […]

สมาคมฯ แปลดีแล้วหรือ? เกี่ยวกับเนื้อความสุดท้ายของพระธรรมเอสรา 4:7 2/11

สมาคมฯ แปลดีแล้วหรือ? เกี่ยวกับเนื้อความสุดท้ายของพระธรรมเอสรา 4:7 ถาม เกี่ยวกับเนื้อความสุดท้ายของพระธรรมเอสรา 4:7 “…ฎีกานั้นได้เขียนขึ้นเป็นอักขระอารัม แล้วก็แปลเป็นภาษาอารัม” ฉบับ 1971 “…จดหมายนั้นได้เขียนขึ้นเป็นภาษาอาราเมคและอธิบายด้วยภาษาอาราเมค” ฉบับมาตรฐาน 2011 ผู้ถามมิได้ สนใจความแตกต่างเล็กน้อยของคำแปลสองฉบับ ไม่ว่าจะเป็น ฎีกาหรือจดหมาย การแปลหรือการอธิบาย ภาษาอารัมหรือภาษาอาราเมค แต่ผู้ถามเห็นว่า ทางสมาคมฯ ได้แปลข้อนี้โดยไม่สื่อความหมายชัดเจนและสมเหตุสมผล กล่าวคือเมื่ออ่านข้อนี้แล้ว ยังทำให้เกิดข้อสงสัยว่า ทำไมจดหมายที่เขียนเป็นภาษาอาราเมคแล้วยังต้องแปลหรืออธิบายด้วยภาษาอาราเม คอีก? เหมือนกับว่า จดหมายเขียนเป็นภาษาไทยแล้ว ทำไมต้องแปลเป็นไทยหรืออธิบายด้วยภาษาไทยอีก? ตอบ เพื่อจะตอบคำถามข้างต้น ขอให้เราทำความเข้าใจบริบทก่อนคือ ในเวลานั้น ศัตรูของคนอิสราเอลไม่ต้องการเห็นกรุงเยรูซาเล็มและพระวิหารได้รับการซ่อม แซม ดังนั้นจึงเขียนจดหมายฟ้องร้องกล่าวโทษคนอิสราเอลไปยังราชสำนักเปอร์เซีย ทั้งในรัชกาลอาหสุเอรัส และในรัชกาลของอาทารเซอร์ซีสกษัตริย์แห่งเปอร์เซีย เพื่อยับยั้งมิให้มีการบูรณะปฏิสังขรณ์เกิดขึ้น ในพระธรรมเอสรา 4:7 จดหมายนั้นเขียนด้วยภาษาอาราเมค ซึ่งเป็นภาษาทางการของอาณาจักรเปอร์เซีย ซึ่งก็หมายความว่า ราชสำนักเปอร์เซียและกษัตริย์เปอร์เซียรู้ภาษาอาราเมคเป็นอย่างดี เมื่อเป็นเช่นนั้น จึงไม่จำเป็นต้องมีการแปลหรืออธิบายด้วยภาษาใด รวมทั้งภาษาอาราเมคด้วย ดังนั้นข้อความ “แล้วก็แปลเป็นภาษาอารัม” (ฉบับ 1971) “และอธิบายด้วยภาษาอาราเมค” (ฉบับมาตรฐาน 2011) จึงน่าจะละไว้ […]

คิด… เลือกคู่ดูให้เข้ม 2/11

คิด… เลือกคู่ดูให้เข้ม ตอนที่ผมยังเป็นเด็กอยู่นั้นเช้าวันอาทิตย์จะเป็นวันที่ผมตื่นเช้าเป็นพิเศษ ไม่ใช่เพราะอยากดูการ์ตูนเท่านั้น แต่เพราะต้องรีบตื่นมาดักเอาหนังสือพิมพ์อ่านเป็นคนแรก คอลัมน์ที่ผมชอบอ่านมากก็คือ “ลุงหนวดหาคู่” กับ “มาลัยเสี่ยงรัก” ผมอ่านไปยิ้มไปทั้งๆ ที่ยังไม่รู้เดียงสากับเรื่องรักๆ ใคร่ๆ สักนิด คงเข้าใจแล้วใช่ไหมครับว่าทำไมผมต้องรีบลงมาอ่านเป็นคนแรก เพราะขืนใครรู้เข้าผมต้องโดนล้อแน่ๆ กว่าจะรู้เดียงสาเรื่องความรักผมก็อายุย่าง 18 ปีแล้ว ตอนนั้นผมเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 5 หากใครไม่มีแฟนหรือคนที่เป็นข่าวด้วย (สมัยนี้คงเรียกว่า กิ๊ก) จะเป็นเรื่องที่เสียฟอร์มเอามากๆ ผู้ชายทุกคนจึงต้องทำให้ตัวเองดูน่าสนใจเผื่อว่าจะมีสาวๆ มาหลงชอบบ้างสักคน วิธีการของผมคือสมัครเป็นตัวแทนแข่งขันทุกประเภทในนามของโรงเรียน แม้กระทั่งสมัครเป็นคนเชิญธงชาติทุกเช้า แย่หน่อยตรงที่วันหนึ่งผมหัวแตกแต่ยังต้องออกไปเชิญธงชาติเลยกลายเป็นที่มาของฉายาว่า “รุ่นพี่หัวปะ” ถึงจะน่าอายแต่อย่างน้อยการเป็นจุดสนใจ ก็ทำให้ผมเชื่อเอาเองว่าจะมีคนมาแอบปลื้มแอบชอบ และทำให้ผมไม่ต้องเสียฟอร์มว่าเป็นคนไม่มีแฟน หลายปีผ่านไปการสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนต่างเพศ โดยการเข้าไปทำความรู้จักแนะนำตัวเอง หรือการใช้ความสัมพันธ์แบบรุ่นพี่กับรุ่นน้องอย่างที่ผมคุ้นเคยเริ่มกลายเป็นเรื่องล้าสมัยเสียแล้ว ทุกวันนี้เราคงเคยได้ยินว่ามีคู่แต่งงานหลายคู่ที่รู้จักกันผ่านอินเทอร์เน็ต ยิ่งเดี๋ยวนี้มี Facebook ด้วยแล้วก็ยิ่งกลายเป็นเรื่องง่าย หนุ่มสาวสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลและรูปถ่ายได้ในเวลาอันรวดเร็ว ดูๆ ไปก็สะดวก และเหมาะสำหรับโลกในยุคปัจจุบันดี จะติดก็ตรงที่เราไม่แน่ใจว่าข้อมูลที่เราได้มานั้นมันจะเป็น Facebook หรือ Fakebook กันแน่ ดังนั้นข่าวอาชญากรทางอินเตอร์เน็ตที่เหยื่อถูกหลอกไปทำอนาจารจึงมีให้เราเห็นมากไม่แพ้กัน ส่วนใหญ่ก็เพราะหลงในรูปหล่อๆ สวยๆ และเชื่อในข้อมูลที่แปะไว้ใน Social network […]

1 66 67 68 69 70 84