Blog

ช่วยเพศที่สาม 4/11

ช่วยเพศที่สาม สมัยที่ผมเริ่ม เข้าเรียนในระดับอุดมศึกษา มีผู้หญิงคนหนึ่งเป็นคนที่สะดุดตาสำหรับผู้ชายทุกคนมาก ด้วยความเป็นผู้หญิงที่เรียบร้อย ดูน่ารัก และมีรอยยิ้มที่เป็นมิตร จนกระทั่งวันสอบกลางภาคครั้งแรกมาถึงผู้ชายทุกคนต้องตกใจจนหงายหลังเพราะสาว น่ารักที่ทุกคนเหลียวมองแต่งชุดนิสิตชายมาสอบ ความก็เลยแตก ผมอดขำเพื่อนของตัวเองไม่ได้ เพราะมีหลายคนเหลือเกินที่พยายามจะจีบเธอมาเป็นแฟน ในวัยเรียนผมมีเพื่อนที่หลายคนที่มีบุคลิกทางเพศผิดแผกไปจากคนทั่วไป ผมไม่ค่อยสนใจมากนักว่าเพื่อนคนนั้นจะมีรสนิยมทางเพศอย่างไร รู้สึกว่ามันเป็นสิทธิส่วนตัวขอแค่เขาไม่ทำให้ใครต้องเดือดร้อนก็น่าจะพอ แต่ก็มีเพื่อนผู้ชายบางคนที่รู้สึกเกลียดคนพวกนี้จนเข้าไส้ บางคนถึงขนาดที่เห็นเมื่อไหร่ต้องไปวิ่งไล่เตะกันเลยทีเดียว ที่รุนแรงไปกว่านั้นนิสิตที่แสดงออกถึงรสนิยมทางเพศของตนเองอย่างตรงไปตรงมามักจะถูกเพ่งเล็งและถูกอาจารย์บางท่านเรียกไปตักเตือนบ่อยครั้ง บางคนถึงกับต้องพักการเรียนก็มี ยุคสมัยที่เปลี่ยนไปทำให้ค่านิยมของคนในสังคมเปลี่ยนแปลงไปด้วย ปัจจุบันสังคมยอมรับคนที่เคยถูกเรียกอย่างรังเกียจและดูถูกว่าเป็นพวกกระเทยมากขึ้นกว่าในอดีตชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ มีอยู่ครั้งหนึ่งผมไปเป็นวิทยากรบรรยายความรู้เรื่องเพศ และใช้คำวิชาการว่า “รักร่วมเพศ” (homosexual) ในการอธิบายมีคนยกมือขึ้นมากลางคันเพื่อขอให้ผมเปลี่ยนไปใช้คำว่า “คนรักเพศเดียวกัน” แทน สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าสังคมมีการยอมรับและให้คุณค่ากับคนรักเพศเดียวกันมากขึ้น ในอดีตผมยอมรับว่าผมมีท่าทีสนับสนุนความคิดดังกล่าวอย่างเต็มตัว แต่เมื่อผมได้ทราบความจริงว่าสิ่งนี้เป็นความบาปทัศนคติของผมจึงเปลี่ยนไป เมื่อผมมารู้จักกับพระเจ้าและทำงานเป็นผู้ให้คำปรึกษา ผมตำหนิคริสเตียนที่มีปัญหาเอกลักษณ์ในเรื่องเพศอย่างรุนแรง บอกว่าเขาต้องกลับใจ โดยยกเหตุผลและข้อพระคัมภีร์มากมายมาสนับสนุน ผมยังจำได้ว่าทุกคนที่ถูกตำหนิมีสีหน้าแย่ขนาดไหนแต่ผลก็คือผมไม่เคยช่วยให้ใครกลับสู่เพศที่แท้จริงของเขาได้เลยแม้แต่คนเดียว จนกระทั่งวันหนึ่งพระเจ้าเรียกให้ผมกลับใจ ในขณะที่ผมกำลังอ่านพระธรรมยอห์น 8:1-11 เรื่องธรรมมาจารย์และฟาริสีจับหญิงคนหนึ่งฐานล่วงประเวณีมาให้พระเยซูคริสต์ทรงตัดสิน คำตรัสของพระเยซูว่า “ใครในพวกท่านไม่มีบาป ให้เอาหินขว้างนางก่อนเป็นคนแรก” เสียดแทงหัวใจของผมอย่างมาก ผมย้อนนึกไปถึงคนมีปัญหาที่มาพบผมเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่ผมกลับขว้างก้อนหินแห่งการตำหนิ และการพิพากษาใส่พวกเขา ผมขอให้พระเจ้าโปรดยกโทษให้ผม และตั้งแต่วันนั้นความคิดของผมก็ไม่เหมือนเดิมอีกเลย พระเจ้าประทานโอกาสให้ผมได้แก้ไขตัวเองผมได้คุยกับน้องต้น (นามสมมุติ) ผู้ชายที่แต่งตัวเป็นผู้หญิงมาตั้งแต่อายุสิบสองปี (ตอนพบกันน้องต้นอายุประมาณสิบห้าปี) น้องต้นเล่าให้ผมฟังภายหลังว่าคนที่ให้คำปรึกษากับน้องต้นมีอยู่สองประเภท ประเภทแรกก็สนับสนุนให้น้องต้นแต่งหญิง […]

เจ็ดสิบคูณเจ็ด ครั้งหรือ เจ็ดสิบเจ็ด ครั้ง? 4/11

เจ็ดสิบคูณเจ็ด ครั้งหรือ เจ็ดสิบเจ็ด ครั้ง? ขณะ นั้นเปโตรมาทูลพระองค์ว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า ข้าพระองค์ควรยกโทษให้พี่น้องที่ทำผิดต่อข้าพระองค์สักกี่ครั้ง? ถึงเจ็ดครั้งเชียวหรือ? พระเยซูตรัสตอบเขาว่า “เราไม่ได้บอกท่านว่าเจ็ดครั้ง แต่เจ็ดสิบครั้งคูณเจ็ด” (มัทธิว 18:21-22 ฉบับมาตรฐาน) Peter came up to the Lord and asked, “How many times should I forgive someone who does something wrong to me? Is seven times enough? Jesus answered: Not just 7 times, but 77 times!* (Matthew 18:21-22, Contemporary English Version, Us […]

ทำไมไม่มี ไม้ หน้า กางเขน? 3/11

ทำไมไม่มี ไม้ หน้า กางเขน? ถาม ทำไมพระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับมาตรฐาน (THSV) ที่แปลโดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย จึงไม่มีคำว่า “ไม้” หน้าคำว่า “กางเขน”? ซึ่งอาจจะทำให้เป็นที่เข้าใจผิดว่าหมายถึง นกกางเขน ได้ ตอบ เราไม่สามารถรู้แน่ชัดว่าคำภาษาไทยนี้ถูกใช้เมื่อไร บางคนบอกว่า น่าจะมาจากคำว่า “กางแขน” แล้วต่อมาเพี้ยนเป็น “กางเขน” ซึ่งเราไม่มีหลักฐานยืนยัน แต่เมื่อค้นย้อนกลับไปดูพระคัมภีร์ฉบับ 1834, 1940 และฉบับ 1971 เราก็พบว่า ทั้งสามฉบับก็ได้เขียนโดยไม่มีคำว่า “ไม้” นำหน้า จึงเป็นไปได้ว่า คนไทยรู้จักคำว่า “กางเขน” มานานมากแล้ว ในพจนานุกรมไทยฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2493 มีการบัญญัติศัพท์ไว้ทั้งสองอย่างคือ กางเขน และไม้กางเขน โดยมีคำอธิบายประกอบดังนี้ กางเขน น. นกตัวขนาดนกเอี้ยง อกขาว ขนปีกด่าง; ไม้รูปกากบาทเป็นเครื่องหมายคริสต์ศาสนา ถ้าตามพจนานุกรมนี้ก็แสดงว่า เขาละคำว่า “ไม้” ไว้ แต่ก็เป็นที่เข้าใจได้ กางเขนไม่ได้แปลว่านกเพียงอย่างเดียว ไม้กางเขน น. เครื่องหมายของคริสต์ศาสนา […]

พ่อแม่ฮีโร่ตัวจริง 3/11

พ่อแม่ฮีโร่ตัวจริง สมัยที่ผมเรียน ชั้นประถมพอเลิกเรียน ผมจะกระสับกระส่ายเฝ้ารอว่าเมื่อไรแม่จะมารับกลับบ้านสักที เพราะนอกจากแม่จะซื้อขนมอร่อยๆ ให้ทานแล้ว ผมยังอยากรีบกลับไปดูหนังฮีโร่ญี่ปุ่นซึ่งผมติดจนงอมแงม ฮีโร่ในสมัยของผมสร้างแรงบันดาลใจให้ผมมากมาย อย่างเช่นเรื่องขบวนการห้ามนุษย์ไฟฟ้าและไอ้มดแดงที่ทำให้ผมอยากเป็นผู้ผดุงความยุติธรรม ภาพตัวเองในวัยเด็กใส่หน้ากากมดแดงถือดาบพลาสติกวิ่งปราบเหล่าร้ายไปทั่วซอย เป็นภาพที่นึกถึงเมื่อไหร่ก็อดอมยิ้มไม่ได้ ถ้าทุกคนลองหลับตาลงสักพักนึกย้อนกลับไปสมัยที่เรายังเป็นเด็กตัวกระเปี๊ยกก็คงอดฉีกยิ้มไม่ได้ที่เห็นตัวเองใส่หน้ากากฮีโร่ตัวโปรด กวัดแกว่งดาบพลาสติกเพื่อปราบเหล่าร้าย (ถ้าผู้หญิงคงนึกว่าตัวเองเป็นเซเลอร์มูนแน่ๆ) เห็นด้วยกับผมบ้างไหมครับว่าฮีโร่ในโทรทัศน์มีอิทธิพลกับพัฒนาการทางความคิดของเราและสร้างนิสัยบางอย่างให้กับเราอย่างมาก แต่นั่นเป็นเพียงอิทธิพลในเวลาสั้นๆ ที่หนังเรื่องนั้นยังฉายอยู่เท่านั้น แต่มีฮีโร่ใกล้ตัวที่เรามักมองข้ามและนึกไม่ถึงว่าเขามีอิทธิพลกับชีวิตของเราทุกคนมากมายเหลือเกิน ฮีโร่ที่แค่จับมือก็มอบความกล้าหาญให้สามารถข้ามถนนใหญ่ๆ ได้อย่างไม่ต้องหวาดกลัว ไม่มีใครอื่นนอกจากพ่อและแม่ของเราทุกๆ คนนั่นเอง ผมมักได้ยินพ่อแม่ หรือครูอาจารย์สมัยนี้บางท่านบ่นให้ฟังว่า “เด็กสมัยนี้สอนอะไรไปก็ไม่จำหรอก” หรือ “เด็กสมัยนี้เลี้ยงยาก ดูแลยาก ไม่เชื่อฟัง” ฟังดูคุ้นๆ หูบ้างไหมครับ คำพูดลักษณะนี้ เหมือนจะบอกว่าการอบรมสั่งสอนเด็กของพ่อแม่และครูอาจารย์ไม่มีอิทธิพลอะไรกับชีวิตของเด็กเลย นั่นคือมุมมองของพ่อแม่ แต่คุณเคยลองคิดเรื่องนี้ในมุมมองของเด็กบ้างไหมครับ เด็กจำนวนมากไม่เคยรู้สึกว่าพ่อแม่เป็นฮีโร่สำหรับพวกเขา เพราะพ่อแม่ไม่ค่อยมีเวลาให้ ไม่ค่อยอบรมสั่งสอนจริงๆ จัง (เพราะกลัวพูดมากไป ลูกจะไม่รัก) ไม่เคยให้คำปรึกษาเด็กหลายคนยิ่งแล้วใหญ่ เขารู้สึกอึดอัดใจที่เติบโตมาในครอบครัวที่แตกแยก พ่อไปทางแม่ไปทาง จะคุยกับฝ่ายหนึ่ง อีกฝ่ายก็ไม่พอใจ หรือพอได้คุยกับแม่ก็กลายเป็นว่าต้องมานั่งรับฟังแม่เฝ้าต่อว่าพ่อให้ลูกฟัง บางครอบครัวพ่อทุบตีแม่จนลูกๆ ไม่กล้าเข้าไปพูดคุยกับคนเป็นพ่อ สะสมจนกลายเป็นความเกลียดชัง ลูกๆ เริ่มไม่อยากจะเชื่อฟังคนที่ได้ชื่อว่าเป็นพ่อแม่ ก็เพราะพ่อแม่ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกชื่นชม หรืออยากเอาเป็นแบบอย่างสำหรับชีวิต เด็กบางคนต้องแอบร้องไห้ทุกวันพร้อมกับถามตัวเองว่า […]

กับช่วงชีวิตหนึ่งที่ผมได้สัมผัสกับพระเจ้า 3/11

กับช่วงชีวิตหนึ่งที่ผมได้สัมผัสกับพระเจ้า ชีวิตลูกผู้ชายคน หนึ่งที่เดินอยู่ในทางแห่งความบาป มีชีวิตที่มีความสุขอยู่กับการได้เสพบุหรี่ ดื่มสุรา เคล้านารี และความสุขเหล่านั้นก็พลันหายไปเมื่อเกิดวิกฤติกับชีวิตของเค้า ด้วยวัยเพียง 20 ต้นๆ เค้าเผชิญกับโรคมะเร็งระยะที่ 3 เค้ารู้ดีว่าโรคนี้คร่าชีวิตผู้คนมากมายมาแล้ว ในช่วงเวลาแห่งความเจ็บป่วยและต้องเผชิญชีวิตด้วยความยากลำบาก พระเจ้าได้ทรงเรียกเค้าให้ยอมจำนนกับพระองค์ และเปลี่ยนชีวิตเค้าใหม่ให้เป็นชีวิตที่ดำเนินอยู่ในทางของพระองค์เค้าก้าว ผ่านชีวิตที่เจ็บปวดเจียนตายมาได้โดยพระเจ้า และใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ภายใต้การทรงนำของพระองค์ ขอแนะนำให้พบกับ ร.ต.อ.สรรัชฏก์ ศรีปุณยาภิคุปต์ ผมชื่อ ร.ต.อ.สรรัชฎก์ ศรีปุณยาภิคุปต์ หรือเรียกชื่อเล่นว่า “เต้” ปัจจุบันผมอายุ 26 ปี จบการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ อ.สามพราน จ.นครปฐม มีอาชีพรับราชการตำรวจ ผมได้สมรสกับ คุณภัทรพร เสรีประเสริฐ หรือชื่อเล่นว่า “ฟาร่า”?? เมื่อประมาณปี พ.ศ.2543 ขณะนั้นผมอายุประมาณ 15 ปีเศษๆ ครอบครัวของผมมีความสะดวกสบายในชีวิตพอสมควร ไม่เดือดร้อนทางด้านการเงินเลยแต่มีปัญหาทางบ้านพอสมควร ผมเติบโตมาในสภาพของครอบครัวที่ในยามค่ำคืนมีแต่การทะเลาะเบาะแว้ง พ่อไม่มีเหตุผลกับแม่ ด่าว่า และทำร้ายแม่บ้าง เป็นจุดพลิกผันจุดหนึ่งที่ทำให้ผมไม่อยากอยู่บ้าน อยากอยู่ที่ไหนก็ได้ที่ไม่ใช่ที่บ้าน ซึ่งเป็นอีกเหตุผลหนึ่งในหลายๆ เหตุผลของผมในการตัดสินใจไปสอบเข้าเรียนโรงเรียนเตรียมทหาร และด้วยความที่ต้องการหนีปัญหาไม่อยากจะอยู่บ้าน ประกอบกับค่านิยมที่ผิดๆ […]

จากโลกบันเทิง สู่ชีวิตที่มีพระเจ้านำ 2/11

จากโลกบันเทิง สู่ชีวิตที่มีพระเจ้านำ สำหรับคนรุ่นผู้ใหญ่สักหน่อย คงเคยได้ยินชื่อของ “ตุ๊กตา จินดานุช” ในวันที่เริ่มก้าวสู่วงการบันเทิงไทยในฐานะดาราเด็ก เธอย้อนอดีตให้ฟังว่า “ดิฉันเป็นคนกรุงเทพฯ แต่ไปเกิดที่จังหวัดชัยภูมิ พ่อแม่ของดิฉันเป็นศิลปินนักแสดง ตอนจะคลอดดิฉันนั้น คุณแม่อยู่บนเวทีแสดงเรื่องสโนไวท์ พอดีชุดที่สวมเป็นกระโปรงบานๆ คนเลยไม่รู้ว่านางเอกท้อง เล่นไปได้สักพัก คุณแม่เจ็บท้องคลอด ต้องหยุดการแสดง ไปโรงพยาบาลแทน ตอนเด็กอายุ 4-5 ขวบดิฉันก็อยู่ในแวดวงดนตรีลูกทุ่ง พออายุ 7 ขวบก็มีคนสนใจชวนให้ไปเล่นหนังเป็นคุณเพชราตอนเด็ก ก็เลยเติบโตจากการเล่นเป็นนางเอกตอนเด็กๆ มาเรื่อยๆ แสดงหนังละคร มากมายจนเป็นที่รู้จัก เรียกว่าช่วงที่มีชื่อเสียง คือช่วงวัยเด็ก” หลังจากนั้นเธอเริ่มหันมาสนใจด้านการเรียนอย่างจริงจัง บทบาทในวงการบันเทิงจึงมีน้อยลง “เรียน ป.1-4 ที่โรงเรียนวัดใหม่พิเรนทร์, ป.5-7 ที่ประถมทวีธาภิเศก แล้วก็ไปต่อ ม.ศ.1-5 ที่โรงเรียนเบญจมราชาลัย กระทั่งจบระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ คณะนิเทศศาสตร์ วิชาเอกโฆษณา วิชาโทประชาสัมพันธ์ “ส่วนงานเล่นหนัง เล่นละครก็มีบ้าง และมีงานพากย์หนังด้วย คือเริ่มพากย์หนังตั้งแต่อายุ 9 ขวบ อยู่กับคุณป้าจุรี โอศิริ ท่านเป็นอาจารย์ที่สอนดิฉันในเรื่องการพากย์หนัง ช่วงวัยเด็กจนถึงวัยรุ่นนับเป็นช่วงที่ดิฉันประสบความสำเร็จในวงการบันเทิง […]

สมาคมฯ แปลดีแล้วหรือ? เกี่ยวกับเนื้อความสุดท้ายของพระธรรมเอสรา 4:7 2/11

สมาคมฯ แปลดีแล้วหรือ? เกี่ยวกับเนื้อความสุดท้ายของพระธรรมเอสรา 4:7 ถาม เกี่ยวกับเนื้อความสุดท้ายของพระธรรมเอสรา 4:7 “…ฎีกานั้นได้เขียนขึ้นเป็นอักขระอารัม แล้วก็แปลเป็นภาษาอารัม” ฉบับ 1971 “…จดหมายนั้นได้เขียนขึ้นเป็นภาษาอาราเมคและอธิบายด้วยภาษาอาราเมค” ฉบับมาตรฐาน 2011 ผู้ถามมิได้ สนใจความแตกต่างเล็กน้อยของคำแปลสองฉบับ ไม่ว่าจะเป็น ฎีกาหรือจดหมาย การแปลหรือการอธิบาย ภาษาอารัมหรือภาษาอาราเมค แต่ผู้ถามเห็นว่า ทางสมาคมฯ ได้แปลข้อนี้โดยไม่สื่อความหมายชัดเจนและสมเหตุสมผล กล่าวคือเมื่ออ่านข้อนี้แล้ว ยังทำให้เกิดข้อสงสัยว่า ทำไมจดหมายที่เขียนเป็นภาษาอาราเมคแล้วยังต้องแปลหรืออธิบายด้วยภาษาอาราเม คอีก? เหมือนกับว่า จดหมายเขียนเป็นภาษาไทยแล้ว ทำไมต้องแปลเป็นไทยหรืออธิบายด้วยภาษาไทยอีก? ตอบ เพื่อจะตอบคำถามข้างต้น ขอให้เราทำความเข้าใจบริบทก่อนคือ ในเวลานั้น ศัตรูของคนอิสราเอลไม่ต้องการเห็นกรุงเยรูซาเล็มและพระวิหารได้รับการซ่อม แซม ดังนั้นจึงเขียนจดหมายฟ้องร้องกล่าวโทษคนอิสราเอลไปยังราชสำนักเปอร์เซีย ทั้งในรัชกาลอาหสุเอรัส และในรัชกาลของอาทารเซอร์ซีสกษัตริย์แห่งเปอร์เซีย เพื่อยับยั้งมิให้มีการบูรณะปฏิสังขรณ์เกิดขึ้น ในพระธรรมเอสรา 4:7 จดหมายนั้นเขียนด้วยภาษาอาราเมค ซึ่งเป็นภาษาทางการของอาณาจักรเปอร์เซีย ซึ่งก็หมายความว่า ราชสำนักเปอร์เซียและกษัตริย์เปอร์เซียรู้ภาษาอาราเมคเป็นอย่างดี เมื่อเป็นเช่นนั้น จึงไม่จำเป็นต้องมีการแปลหรืออธิบายด้วยภาษาใด รวมทั้งภาษาอาราเมคด้วย ดังนั้นข้อความ “แล้วก็แปลเป็นภาษาอารัม” (ฉบับ 1971) “และอธิบายด้วยภาษาอาราเมค” (ฉบับมาตรฐาน 2011) จึงน่าจะละไว้ […]

คิด… เลือกคู่ดูให้เข้ม 2/11

คิด… เลือกคู่ดูให้เข้ม ตอนที่ผมยังเป็นเด็กอยู่นั้นเช้าวันอาทิตย์จะเป็นวันที่ผมตื่นเช้าเป็นพิเศษ ไม่ใช่เพราะอยากดูการ์ตูนเท่านั้น แต่เพราะต้องรีบตื่นมาดักเอาหนังสือพิมพ์อ่านเป็นคนแรก คอลัมน์ที่ผมชอบอ่านมากก็คือ “ลุงหนวดหาคู่” กับ “มาลัยเสี่ยงรัก” ผมอ่านไปยิ้มไปทั้งๆ ที่ยังไม่รู้เดียงสากับเรื่องรักๆ ใคร่ๆ สักนิด คงเข้าใจแล้วใช่ไหมครับว่าทำไมผมต้องรีบลงมาอ่านเป็นคนแรก เพราะขืนใครรู้เข้าผมต้องโดนล้อแน่ๆ กว่าจะรู้เดียงสาเรื่องความรักผมก็อายุย่าง 18 ปีแล้ว ตอนนั้นผมเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 5 หากใครไม่มีแฟนหรือคนที่เป็นข่าวด้วย (สมัยนี้คงเรียกว่า กิ๊ก) จะเป็นเรื่องที่เสียฟอร์มเอามากๆ ผู้ชายทุกคนจึงต้องทำให้ตัวเองดูน่าสนใจเผื่อว่าจะมีสาวๆ มาหลงชอบบ้างสักคน วิธีการของผมคือสมัครเป็นตัวแทนแข่งขันทุกประเภทในนามของโรงเรียน แม้กระทั่งสมัครเป็นคนเชิญธงชาติทุกเช้า แย่หน่อยตรงที่วันหนึ่งผมหัวแตกแต่ยังต้องออกไปเชิญธงชาติเลยกลายเป็นที่มาของฉายาว่า “รุ่นพี่หัวปะ” ถึงจะน่าอายแต่อย่างน้อยการเป็นจุดสนใจ ก็ทำให้ผมเชื่อเอาเองว่าจะมีคนมาแอบปลื้มแอบชอบ และทำให้ผมไม่ต้องเสียฟอร์มว่าเป็นคนไม่มีแฟน หลายปีผ่านไปการสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนต่างเพศ โดยการเข้าไปทำความรู้จักแนะนำตัวเอง หรือการใช้ความสัมพันธ์แบบรุ่นพี่กับรุ่นน้องอย่างที่ผมคุ้นเคยเริ่มกลายเป็นเรื่องล้าสมัยเสียแล้ว ทุกวันนี้เราคงเคยได้ยินว่ามีคู่แต่งงานหลายคู่ที่รู้จักกันผ่านอินเทอร์เน็ต ยิ่งเดี๋ยวนี้มี Facebook ด้วยแล้วก็ยิ่งกลายเป็นเรื่องง่าย หนุ่มสาวสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลและรูปถ่ายได้ในเวลาอันรวดเร็ว ดูๆ ไปก็สะดวก และเหมาะสำหรับโลกในยุคปัจจุบันดี จะติดก็ตรงที่เราไม่แน่ใจว่าข้อมูลที่เราได้มานั้นมันจะเป็น Facebook หรือ Fakebook กันแน่ ดังนั้นข่าวอาชญากรทางอินเตอร์เน็ตที่เหยื่อถูกหลอกไปทำอนาจารจึงมีให้เราเห็นมากไม่แพ้กัน ส่วนใหญ่ก็เพราะหลงในรูปหล่อๆ สวยๆ และเชื่อในข้อมูลที่แปะไว้ใน Social network […]

ผมได้รับเพราะผมกล้าให้พระองค์ 1/11

ผมได้รับเพราะผมกล้าให้พระองค์ สมาคมพระคริสตธรรมไทยขอเชิญท่านพบกับเรื่องราวของ อดีตมาเฟีย “เม้ง จตุ-จักร” ผู้เคยเป็นหนี้ธนาคารกว่า 800 ล้านบาทปัจจุบันเป็นประธานกรรมการบริษัท เอ็ม เจ เจ มาร์เก็ต กรุ๊ป จำกัด ทั้งยังดำรงตำแหน่งสำคัญต่างๆ และเป็นที่ปรึกษาให้แก่องค์กรมากมายทั้งด้านธุรกิจและการเมือง ท่านผู้นี้คือ ดร.ชาตรี โสภณบรรณารักษ์ ซึ่งจะมาเล่าถึงชีวิตเบื้องหลังความสำเร็จว่าผ่านความยากลำบากมาได้อย่างไร และอะไรเป็นคำตอบของความสุขในชีวิต ผมเคยเป็นมาเฟีย ผมเริ่มธุรกิจที่ตลาดนัดหลังจากจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง และเป็นคนบุกเบิกต่อสู้มาตลอดตั้งแต่ตอนที่กรุงเทพมหานครย้ายตลาดนัดจากสนาม หลวงมายังพหลโยธิน จนปัจจุบันตลาดนัดจตุจักรนับเป็นตลาดนัดที่ใหญ่ที่สุดในโลก ชื่อเล่นของผมชื่อ เม้ง จึงเป็นที่มาของฉายา “เม้ง จตุจักร” ผมทำค้าขายพร้อมกับช่วยพัฒนาส่วนรวมอย่างแข็งขันจนประชาชนให้ความเชื่อถือ เพราะเห็นว่าผมเป็นคนดีที่พึ่งพาได้จึงให้เป็นนายกสมาคมผู้ประกอบการค้าตลาด นัดจตุจักร จนในปี 2011 สมัยที่พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นยุคที่มีการปราบมาเฟีย รัฐบาลแบ่งมาเฟียออกเป็น 5 ประเภท ผมถูกจัดอยู่ในประเภทที่ 5 คือสามารถนำคนไปทั้งในทางดีและทางร้ายได้ เพราะในอดีตผมเคยเรียกคนไปรวมตัวกันเพื่อประท้วงรัฐบาลหรือไปเรียกร้องความ ชอบธรรมได้เป็นหลักหมื่นๆ คน ผมจึงถูกจำกัดไม่ให้มีการเคลื่อนไหว ผมจึงหนีจากกรุงเทพฯ ไปอยู่ที่พัทยา ใครก็ได้ช่วยผมที เมื่อไปอยู่ที่พัทยา […]

ฉันติด Facebook? 1/11

ฉันติด Facebook? คนที่ติดเหล้า ติดบุหรี่ ติดสารเสพติด นั้นสังเกตไม่ยาก เด็กที่ติดเกม ก็มีพ่อแม่คอยวิ่งพามารักษาไม่ขาดสาย แต่อาการเสพติดประเภทใหม่ ยังเป็นข้อถกเถียงของสังคม ก็คือการเสพติด social network ซึ่งถ้าเราพูดให้ชัด หรือเจาะจงกว่านี้สักหน่อย Facebook น่าจะเป็นตัวแทนที่พอพูดถึงใครๆ ก็ต่างนึกออก เคยสงสัยบ้างไหมครับว่าการเสพติด Facebook มันมีจริง หรือเป็นแค่คำพูดประชดกันแรงๆ ของนายจ้างที่เกลียดที่สุดเวลาเห็นคนในบริษัทแอบเบียดบังเวลางานไปเล่นเจ้าFacebook วิธีการที่จะบอกได้ดีที่สุดว่า Facebook เสพติดได้จริงหรือไม่ก็คือ การสำรวจว่ามีใครบ้างที่ลงแดง (withdrawal symptoms) หรือทุรนทุรายอย่างหนักเวลาไม่ได้เสพเจ้า Facebook วิธีทดสอบที่ผมไม่เคยใช้กับสารเสพติดประเภทอื่นก็คือ ผมต้องลองเสพ Facebook ด้วยตัวผมเองดูสักครั้ง ซึ่งนับจากวันนั้นก็ผ่านมากว่า 2 ปีแล้ว จากการได้ทดสอบกับตัวเองและได้สังเกตจากเพื่อนๆ รวมทั้งคนที่มาขอคำปรึกษาทำให้ผมเกิดความเชื่อส่วนตัวว่า Facebook สามารถเสพติดได้จริงเพราะในช่วงปีแรกตัวผมเองติด Facebook อย่างงอมแงม ถามว่าผมรู้ได้อย่างไรว่าติด? ผมอยากให้หลักง่ายๆ ที่คุณผู้อ่านสามารถใช้ถามตัวเองได้เช่นกันว่าคุณติดมันหรือไม่ (ดัดแปลงจากนิตยสาร GM 371 ,2009) Facebook ทำให้นอนดึกผิดปกติ บางคนบอกว่านอนเช้า คือเช้าของอีกวัน […]

1 68 69 70 71 72 86