Blog

คำชี้แจงจากสมาคมฯ เรื่องพระนามพระเจ้า 1/10

คำชี้แจงจากสมาคมฯ เรื่องพระนามพระเจ้า สืบเนื่องมาจากในเวลานี้มีคริสตจักรหลายแห่งถูกเผาในประเทศมาเลเซีย เพราะความเข้าใจผิดของชาวมุสลิมกลุ่มหนึ่งว่า คำว่า “อัลเลาะห์” หรือ Allah นั้นเป็นชื่อที่ใช้เรียกพระเจ้าของศาสนาอิสลามเท่านั้น คนอื่นไม่มีสิทธิ์ใช้พระนามนี้ สิ่งนี้เป็นความเข้าใจไม่ถูกต้อง เพราะคำนี้เป็นภาษาอารบิคแปลว่า “พระเจ้า” ซึ่งเป็นคำที่คริสเตียนชาวอาหรับ และยิวอาหรับได้ใช้คำนี้มานานมากก่อนที่ศาสนาอิสลามจะเกิดเสียอีก และปัจจุบัน คริสเตียนอาหรับก็ยังคงใช้คำนี้อยู่ คำนี้เป็นตำแหน่ง ไม่ใช่พระนามของพระเจ้า พี่น้องคริสเตียนไทยเองก็ยังมีความสับสนอยู่ระหว่าง พระนามกับตำแหน่ง ขอเรียนชี้แจงว่า “พระเจ้า” เป็นตำแหน่ง ส่วน “พระยาห์เวห์” คือพระนามเฉพาะที่พระเจ้าได้เปิดเผยให้โมเสสรู้ พระคัมภีร์ภาษาไทยที่สมาคมพระ คริสตธรรมไทยได้แปลมานั้น ไม่ได้เอาคำว่าพระเจ้าออก หรือ แทนคำว่า พระเจ้าด้วยพระยาห์เวห์ คำว่า “พระเจ้า” ในภาษาไทยแปลมาจากคำในภาษาฮีบรูหลายคำด้วยกัน ได้แก่ เอโลฮิม เอ-โลอาห์ เอล คำเหล่านี้เป็นคำรวมๆ ที่ใช้เรียกพระของคนต่างชาติด้วย นอกจากนั้นยังมีสมญานามของพระเจ้าอีกคือ “อโดนาย” ที่แปลว่า “เจ้านายผู้ยิ่งใหญ่ของข้าพเจ้า” และพระเจ้ายังถูกเรียกว่า กษัตริย์ หรือ ผู้เลี้ยงแกะในฐานะผู้ปกครองดูแล และยังมีสมญานามที่แสดงถึงความเป็นบุคคลในครอบครัวเช่น พระบิดา ญาติสนิท หรือ พระผู้ไถ่นั้นเอง […]

พระเจ้าประทานลูกอัจฉริยะให้กับฉัน 2/10

พระเจ้าประทานลูกอัจฉริยะให้กับฉัน ดิฉันชื่อ นภาภร (ก้องกีรติ) โมลิศวงษ์ (ตุ้ม)ค่ะ จบการศึกษาปริญญาตรีคณะรัฐศาสตร์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รู้จัก เชื่อวางใจในพระเจ้าตั้งแต่สมัยเป็นนิสิตจุฬาฯ จนปัจจุบัน สมรสแล้วกับ คุณคมสัน โมลิศวงษ์ และมีลูกชาย 1 คน คือ ด.ช.ประชาชาติ โมลิศวงษ์ หรือน้องเนชั่นอายุ 3 ขวบ ปัจจุบันเป็นสมาชิกและร่วมรับใช้พระเจ้า อยู่ที่คริสตจักรความหวังกรุงเทพฯ (โดยอาจารย์พิษณุนาท ศรีทะวงศ์) รวมเป็นเวลาเกือบ 20 ปี แล้วค่ะ และครอบครัวของเราปัจจุบันประกอบธุรกิจส่วนตัวเกี่ยวกับงานด้านสื่อสารมวลชน การทรงเรียกของพระเจ้า ตอนเรียนอยู่ปี 3 เทอม 2 ที่จุฬาฯ ดิฉันได้ไปทำธุระที่ต่างจังหวัดและนอนพักอยู่ในห้องเล็กๆ คนเดียว และในคืนนั้นเองดิฉันก็เกิดอาการป่วยหนักมากจากอาหารเป็นพิษ ทั้งอาเจียนและท้องเสีย ถ่ายไป อาเจียนไป เป็นเวลานานถึง 5-6 ชม.มีแต่อาเจียนเต็มพื้นห้อง เวลานั้นรู้สึกเหมือนกำลังจะตายแล้วเพราะแน่นหน้าอกมาก หายใจไม่ออก มองอะไรไม่เห็น เจ็บปวดทรมานมาก นอนแผ่อยู่กับพื้นห้องน้ำ ไม่สามารถลุกขึ้นได้ ไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะโทรศัพท์ หรือเรียกให้ใครมาช่วยเหมือนคนกำลังจะหมดลมหายใจ ตกใจกลัว […]

สำเร็จจากความล้มเหลว 2/10

สำเร็จจากความล้มเหลว สมมุติถ้ามีใครมาถามว่า “อะไรจะช่วยคุณได้ดีที่สุด เมื่อคุณต้องติดอยู่บนเกาะร้างคนเดียว?” ถ้ายังนึกคำตอบที่พอใจไม่ออก ผมอยากเสนอคำตอบให้ว่า “ทัศนคติที่ดี” ไงล่ะ (คงมีหลายคนเริ่มหัวเราะเยาะผมในใจแล้วสิ) เชื่อสิครับว่าต่อให้เรามีเรืออันทันสมัย หรือเครื่องบินที่บินเร็วกว่าเสียง แต่ไม่มีทัศนคติที่ดีสิ่งเหล่านั้นก็อาจนำให้เราหลุดพ้นจากเกาะร้าง แต่ไปเจอปัญหาที่แย่ยิ่งกว่าได้ ทัศนคติที่ดีอาจไม่ประกันว่าคุณจะออกจากเกาะร้างได้ในทันทีก็จริง แต่รับประกันได้ว่าคุณจะไม่รู้สึกแย่จนถอดใจไปก่อนอย่างแน่นอน แต่ถ้ายังรู้สึกค้านในใจ ก็ลองอ่านจนจบสิครับ ไม่แน่ว่าผมอาจทำให้คุณเชื่อเช่นนั้นจริงๆ ก็เป็นได้ เมื่อคนเราอายุมากขึ้นและเหลียวกลับไปมองอดีต หลายคนจะนึกขอบคุณความผิดหวังและล้มเหลวมากมายที่เคยเกิดขึ้น เหมือนที่เราเคยได้ยินคนพูดบ่อยๆ ว่า “สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ” ผมเป็นคนหนึ่งที่มีประสบการณ์ตรง จำได้ว่าเกือบสิบปีที่แล้วผมได้รับมอบหมายงานที่ทุกคนรู้สึกเหมือนเป็น “เผือกร้อน” นั่นคือการเป็นวิทยากรในงานสัมมนา ไม่รู้ว่าอะไรทำให้ผมยอมตอบตกลงรับเผือกร้อนชิ้นนี้มาเพราะแท้ที่จริงแล้วผม ไม่เคยทำสิ่งนี้มาก่อนเลย ผลปรากฏว่าการสัมมนาครั้งนั้นล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ผมไม่สามารถควบคุมการบรรยายได้ และเกิดการถกเถียงกันระหว่างผู้เข้าร่วมการสัมมนาเป็นวงกว้าง เรื่องนี้ทำให้ผมถึงกับนอนไม่หลับอยู่หลายวัน ไม่กี่เดือนต่อมาผมได้รับเชิญให้ไปบรรยายในโรงเรียนมัธยมชื่อดังแห่งหนึ่ง แทนวิทยากรคนหนึ่งซึ่งติดธุระด่วน ครั้งนั้นมีผู้เข้าฟังมากกว่าการสัมมนาครั้งแรกของผมถึง 50 เท่า ผมถามตัวเองหลายครั้งว่าผมควรทำอย่างไรดี จนในที่สุดมี ข้อพระคัมภีร์ข้อหนึ่งปรากฏให้ผมเห็นหลายครั้งว่า “…ถ้าพระเจ้าทรงอยู่ฝ่ายเรา ใครจะขัดขวางเราได้?”(โรม 8 ข้อ 31) ผมไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าผมตีความข้อพระคัมภีร์นี้เข้าข้างตัวเองไปหรือไม่ แต่พระเจ้าก็ช่วยให้ผมสามารถตอบตกลงรับงานนี้โดยไม่ลังเลอีก สุดท้ายการสัมมนาประสบความสำเร็จอย่างมาก มีครูอาจารย์และนักเรียนเข้ามาพูดคุยซักถามกับผมนานนับชั่วโมง ทำให้ผมกลายเป็นวิทยากรประจำของโรงเรียนนั้นมาตลอดสิบปีที่ผ่านมา ทุกวันนี้หลายคนจึงจำไม่ได้แล้วว่าผมเคยเป็นวิทยากรที่แสนจะอ่อนหัดมาก่อน วิกฤติการณ์ครั้งนี้จึงกลับกลายเป็นโอกาสทองในชีวิตของผมอย่างแท้จริง  ทุกวันนี้งานวิทยากรเป็นงานหนึ่งที่ผมทำได้อย่างมั่นใจถามว่าผมเก่งกว่าคน […]

ไปให้ไกล กว่าเดิม 1/10

ไปให้ไกล กว่าเดิม ตอนที่ผมอายุสักห้าหกขวบ ผมไม่กล้าที่จะเดินออกจากบ้านโดยไม่มีพ่อแม่ เพราะกลัวว่าหมาสีดำตัวโตของบ้านใกล้ๆ กันจะกัดเอา หลังจากอายุครบ 11 ปี ผมออกไปเล่นแถวบ้านโดยไม่กังวลอะไรอีก แม้ว่าจะเห็นหมาตัวเดิมผมก็ไม่รู้สึกกลัวเท่าเดิม จนวันหนึ่งผมถูกหมาตัวนี้กัดเข้าเต็มเหนี่ยวที่ขาซ้าย ผมในวัยเด็กสู้กับหมาตัวนี้สุดแรงเกิด สุดท้ายมันก็ยอมปล่อยคมเขี้ยวของมัน แต่ไม่รู้ว่าเพราะมันแก่หรือหนังผมเหนียวมันจึงกัดผมไม่เข้า ทิ้งไว้เพียงรอยบุ๋มลึกๆ แต่ในใจของผมร้องไชโยเสียงดังพร้อมกับบอกกับตัวเองว่า “หมาไม่เห็นจะน่ากลัวเลย” ความที่ผมไม่กลัวหมาตั้งแต่เล็กๆ ทำให้ผมกล้าจะไปเล่นไกลๆ กว่าเด็กคนอื่น (แต่พ่อแม่ผมคงไม่ค่อยชอบนักหรอก) สุดท้ายหมากับผมก็กลายเป็นเหมือนเพื่อนกัน แม้จะมีผู้ใหญ่เอาหมาตัวโตมาขู่เด็กๆ อย่างผม ผมก็ไม่รู้สึกกลัวสักนิด ผมมีโอกาสทำงานด้านการให้คำปรึกษามากว่า 10 ปี และมีโอกาสได้เข้าไปพูดคุยกับนักเรียนจำนวนมาก เมื่อทุกคนเล่าปัญหาของเขาให้ผมฟัง ผมมักจะนึกถึงข้อพระคัมภีร์ สุภาษิต บทที่ 17 ข้อ 22 ว่า “ใจร่าเริงเป็นยาอย่างดี แต่จิตใจที่หมดมานะทำให้กระดูกแห้ง” นั่นเพราะทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมาจากความเชื่อภายในจิตใจ วัยรุ่นหลายคนต้องเผชิญกับปัญหาการแยกทางกันของพ่อแม่ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่มีปัญหา หลายคนเคยต้องอยู่อย่างลำบาก และไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือ แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่กลายเป็นโจรผู้ร้าย ก่อนอื่นเราต้องยอมรับว่าปัญหาก็คือปัญหา เราจะแสร้งทำเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นไม่ได้เลย แต่เราสามารถเลือกได้ว่าจะจมกับปัญหาไปเรื่อยๆ หรือเลือกจะหลุดจากวังวนของปัญหา ผมในวัยเด็กคงไม่สามารถออกจากบ้านได้ ถ้าผมเอาแต่คิดว่าหมาดำตัวนั้นจะฆ่าเด็กอย่างผม และแม้สุดท้ายจะโดนหมากัดเข้าจริงๆ มันก็ไม่สามารถฆ่าผมได้ อย่างมากก็แค่เจ็บ […]

โนอาห์ปล่อยนกเขา… หรือนกพิราบกันแน่? 1/10

โนอาห์ปล่อยนกเขา… หรือนกพิราบกันแน่? ถาม : ทำไม อ่านพระคัมภีร์ฉบับสองภาษาคือ พระคัมภีร์ไทยฉบับ 1971กับ พระคัมภีร์อังกฤษฉบับ Good News Translation หรือ ฉบับ Today’s English Version เมื่ออ่านพระคัมภีร์เปรียบเทียบกันระหว่างภาษาไทยกับภาษา อังกฤษท่านผู้อ่านได้สังเกตเห็นความแตกต่างบางอย่างแล้วสงสัยว่าทำไมจึงแตก ต่าง? แล้วพระคัมภีร์ฉบับใดเชื่อถือได้? 1. ก่อนจะ เข้าสู่คำถามที่เจาะจง ก็อยากจะปูพื้นฐานให้ผู้อ่านเข้าใจก่อนว่า พระคัมภีร์ไทยมิได้แปลมาจากพระคัมภีร์อังกฤษ ดังนั้นจะคาดหวังว่าต้องแปลเหมือนกันนั้นย่อมไม่ได้ เพราะพระคัมภีร์ไทยแปลมาจากภาษาเดิมคือภาษาฮีบรู ภาษาอารเมค และภาษากรีก โดยมีการเปรียบเทียบคำแปลกับพระคัมภีร์อังกฤษที่เป็นมาตรฐาน อาทิ American Standard Version, Revised Standard Version เป็นต้น 2. หลักการแปลของพระคัมภีร์ไทย ก็คือการแปลที่รักษารูปแบบ (Form Base) คือพยายามรักษาคำต่างๆ และรูปแบบการจัดเรียงประโยคให้ใกล้เคียงกับภาษาเดิมมากที่สุดเท่าที่ทำได้ และหากจำเป็นในบางที่ก็ต้องแปลเอาความหมายเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจอย่างถูก ต้อง ส่วนหลักการแปลของพระคัมภีร์อังกฤษฉบับ Good News Translation นั้น คือ การแปลเอาความหมายเป็นหลัก […]

พระเจ้าแพทย์ผู้ประเสริฐของฉัน 1/10

พระเจ้าแพทย์ผู้ประเสริฐของฉัน ดิฉันนางสาวกันยารัตน์ เทียมทัน ปัจจุบันอายุ 32 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากสถาบันราชภัฎภูเก็ต จบปริญญาโทจากโรงเรียนคริสตศาสนศาสตร์แบ๊บติสต์ ปัจจุบันทำงานเป็นผู้รับใช้พระเจ้าเต็มเวลาที่คริสตจักรคริสเตียนสถานภูเก็ต ดิฉันอยากจะถ่ายทอดคำพยานชีวิตที่มีประสบการณ์กับพระเจ้า ทั้งความรัก การดูแลของพระองค์ผ่านทางผู้คนมากมาย เพื่อแสดงให้เห็นว่าพระเจ้า… ผู้เป็นแพทย์ผู้ประเสริฐ ในชีวิตของฉัน รู้จักพระเจ้า เมื่อตอนสมัยที่ฉันเรียนอยู่ ปวช. ปี 1 เพื่อนได้ชวนไปร่วมนมัสการที่โบสถ์ ด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่าเขาไปทำอะไรกัน จึงไปโบสถ์กับเขา เมื่อไปครั้งแรกรู้สึกประทับใจในการต้อนรับอันแสนอบอุ่นของพี่น้องในคริสตจักรคริสเตียนสถานภูเก็ต ฉันจึงได้เข้าร่วมกลุ่มอนุชนทุกวันเสาร์เสมอ วันหนึ่ง เมื่อกลับจากโบสถ์ในวันเสาร์ พระคำของพระเจ้าทำงานในจิตใจของฉันอย่างมาก ฉันต้องการที่จะสารภาพบาปกับพระเจ้า จึงปิดประตูห้องและร้องไห้สารภาพบาปกับพระองค์ และฉันบอกกับพระเจ้าว่า “ต่อไปนี้ฉันจะมีพระเจ้าแต่เพียงองค์เดียวขอพระองค์เป็นเจ้าชีวิตของฉัน” เมื่อฉันสารภาพบาปกับพระเจ้าแล้ว ฉันได้สัมผัสว่าฉันมีสันติสุขจากพระเจ้า ทำให้รู้ว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้เข้ามาอยู่ในชีวิตของฉันแล้ว เมื่อก่อนฉันเป็นคนใจร้อน เอาแต่ใจตัวเอง ดื้อเงียบ แต่หลังจากเชื่อพระเจ้าแล้วก็กลายเป็นคนใจเย็นไม่เอาแต่ใจตัวเอง มีเหตุผล และเชื่อฟังมากขึ้น เมื่อจบปวส.ปีที่ 2 ในเวลานั้นฉันจึงได้เข้าศึกษาต่อในสถาบันราชภัฎภูเก็ต ฉันเรียน ทำงาน พร้อมทั้งรับใช้พระเจ้าไปด้วย งานที่ทำคือการขายประกันชีวิต เป็นงานที่ท้าทายความสามารถมาก แต่ขอบคุณพระเจ้าสำหรับอาชีพนี้ทำให้ฉันได้ฝึกความอดทน เรียนรู้จักการให้ รักในการบริการและดูแลลูกค้าดุจญาติมิตร ทำงานอาชีพนี้อยู่ประมาณ 5 ปี เมื่อเรียนจบแล้วก็ยังคงทำงานต่อจนมีลูกค้าประมาณ 200 […]

อย่าอยู่ อย่าง อยาก 4/09

อย่าอยู่ อย่าง อยาก เป็นเรื่องจริงที่ว่าร่างกายของมนุษย์จะส่งสัญญาณเตือนเมื่อร่างกายขาดบางสิ่งบางอย่าง เป็นต้นว่า เรารู้สึกกระหายน้ำมากเวลาที่เราเล่นกีฬาและสูญเสียน้ำในร่างกายหรือรู้สึกเหนียวตัวอยากอาบน้ำหลังจากทำงานมาทั้งวัน แต่สัญญานนั้นบางครั้งก็มากเกินพอดี ผมเรียกมันว่า “ความอยาก” ถ้าเราไม่เรียนรู้ในการ “อย่าอยู่อย่างอยาก”เราจะมีชีวิตที่ “อยู่ยากอย่างยิ่ง” ผมจึงหวังว่าเรื่องนี้จะสามารถสะกิดใจให้ทุกท่านทบทวนตัวเองว่า ทุกวันนี้เราอยู่อย่างอยากมากน้อยเพียงใด ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า “ความอยาก” ที่เราจะพูดถึงกันต่อไปนี้คือ “ความต้องการที่มากเกินความจำเป็น หรือเกินความพอดีของชีวิต” ความอยากสามารถสร้างปัญหาให้กับชีวิตเราได้แทบทุกด้าน และกับทุกคน ไม่เว้นแม้แต่ตัวผมเอง ผมมีปัญหาอยากกินอยู่เรื่อย แม้บางครั้งทานอิ่มแล้วแต่พอเห็นเค้กช็อกโกแลต หรือไอศกรีมนม กลิ่นหวานหอมของมันทำให้ผมเป็นต้องอดไม่ได้ทุกที ผลก็คือทุกวันนี้ผมอ้วนขึ้นมาก จนคนใกล้ตัวบอกว่าผมไม่มีเส้นขอบหน้า(เพราะอ้วนจนคอกับหน้ารวมเป็นเนื้อเดียวกัน) วัยรุ่นหลายคนเก็บเงินซื้อกีตาร์ไม่ได้ซักทีก็เพราะอดไม่ได้กับการไปดูหนังกับเพื่อนๆแทบทุกวัน  ที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือพวกอยากรวยแบบผิดๆ แน่นอนครับว่าการมีฐานะดีกว่าคนอื่นไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่คนที่อยากรวยแบบผิดๆไม่ได้ก่อร่างสร้างตัวตามอย่างที่คนประสบความสำเร็จทำกัน แต่คนพวกนี้มักเสี่ยงกับการพนัน แทงบอล เล่นหวย ผมเคยเห็นมานักต่อนักแล้วว่าจุดจบของนักพนันนั้นไม่เป็นอย่างที่พวกเขาคิดฝันในตอนแรก แต่เต็มไปด้วยน้ำตาและคำแช่งด่าจากคนรอบข้าง ถามว่าทำไมเราจึงต้องฝึกควบคุมความอยากของตนเองด้วย นั่นก็เพราะว่าความอยากจะเติบโตขึ้นเรื่อยๆตามการตามใจของคนๆนั้น ถ้าเราไม่เรียนรู้ที่จะควบคุมมันในวันนี้ เราจะเป็นเหมือนคนลงแดงจากการติดยาเสพติด และไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ง่ายๆ อีกต่อไป ในความเชื่อของคริสเตียนบอกไว้ในพระธรรมกาลาเทีย 5 ข้อ 24 ว่า “ผู้ที่อยู่ฝ่ายพระเยซูคริสต์ได้เอาเนื้อหนังกับความอยาก และตัณหาของเนื้อหนังตรึงไว้ที่กางเขนแล้ว” หมายความว่าเราต้องเอาชนะความอยากของตนเองให้ได้ แต่การทำเช่นนี้เป็นวินัยในชีวิตที่เราต้องทำอยู่เสมอ  เหมือนคนที่ต้องการเอาชนะความโลภก็ต้องฝึกให้ตัวเองซื่อสัตย์ในเงินจำนวนเล็กน้อยเสียก่อน จึงจะสามารถอดใจต่อทรัพย์สินจำนวนมากได้   อย่าไปเชื่อว่าคนรวยจะไม่โกง […]

วิวัฒนาการของการแปลพระคัมภีร์ไทย 4/09

วิวัฒนาการของการแปลพระคัมภีร์ไทย ยุคแรกเกี่ยวกับความเป็นมาของพระคัมภีร์ไทยอาจเรียกว่ายุคก่อนที่จะมีการแปลพระคัมภีร์ในเมืองไทย ความจริงศาสนาคริสต์เข้ามาเมืองไทยเป็นครั้งแรกนั้น ผู้ที่นำเข้ามาคือ บาทหลวงคาทอลิก ซึ่งเข้ามาเผยแผ่ศาสนาเมื่อประมาณปี ค.ศ.1662 ในสมัยของพระนารายณ์มหาราช โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่อยุธยา มีการแปลคำสอนหลายๆ อย่างเป็นภาษาไทย แต่ไม่ปรากฏว่ามีการแปลพระคัมภีร์ แต่มีการรวบรวมประวัติของพระเยซู โดยสรุปจากพระกิตติคุณทั้งสี่เล่มมาเขียนเป็นหนังสือชื่อว่า “พระพุทธเยซู” หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มเดียวที่มีต้นฉบับหลงเหลืออยู่ การแปลพระคัมภีร์ไทยครั้งแรกไม่ได้เกิดขึ้นที่เมืองไทย แต่เกิดขึ้นที่ประเทศพม่าในต้นศตวรรษที่ 19 โดยคุณแอนนา จัดสัน ภรรยา ของอโดนิราม จัดสัน มิชชันนารีคณะอเมริกันแบ๊พติสต์ ได้พบว่ามีคนไทย ถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยศึกอยู่ในประเทศพม่า คุณแอนนามีภาระใจอยากจะแปลคำสอนและแปลพระคัมภีร์ภาษาไทย อย่างไรก็ตามสิ่งที่คุณแอนนาทำไม่มีหลักฐานหลงเหลืออยู่เลย ที่เรารู้ได้ก็เพราะมีจดหมายโต้ตอบที่คุณแอนนาเขียนไปถึงเพื่อนคนหนึ่งว่าท่านได้แปลบทเรียนเพื่อผู้เชื่อใหม่และพระธรรมมัทธิวเป็นภาษาไทยเสร็จเรียบร้อย โดยการช่วยเหลือของครูสอนภาษาไทย ดูเหมือนจะมีการส่งไปพิมพ์ที่โรงพิมพ์ของคณะแบ๊พติสต์ที่เมืองกัลกาตา ประเทศ อินเดีย ใน ปี ค.ศ.1819 นอกจากนี้หลักฐานอีกชิ้นหนึ่งก็คือจดหมายของศจ.เบอร์นที่กล่าวถึงการทำตัวพิมพ์ไทยและการสั่งซื้อมาใช้ในประเทศสิงคโปร์ ศตวรรษที่ 19 ยุคแห่งการแปลพระคัมภีร์  ภาคพันธสัญญาใหม่ การแปลพระคัมภีร์ไทยเริ่มจากนิกายโปรเตสเตนท์ โดยมิชชันนารีคู่แรกที่มาเมืองไทย คือ ดร.คาร์ล กู๊ดสลาฟ และ ศจ.จาค็อบ ทอมลิน จากสมาคมมิชชันแห่งลอนดอน ได้เข้ามาประกาศข่าวประเสริฐเป็น กลุ่มแรก โดยมาถึงเมื่อวันที่ 3 […]

พระเจ้าให้ชีวิตเธอ… อีกครั้ง 4/09

พระเจ้าให้ชีวิตเธอ… อีกครั้ง ชีวิตที่กำเนิดมาบนโลกใบนี้ ต่างก็ต้องเผชิญกับสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกันออกไป บางคนก็เกิดมาในครอบครัวที่ดี ร่ำรวย สุขสบาย บางคนที่เกิดมาในครอบครัวที่ยากจน ทุกข์ยาก แต่สำหรับเธอคนนี้ เกิดมาในครอบครัวที่มีความเพรียบพร้อม มีฐานะดี มีหน้าที่การงานที่ดี เป็นครอบครัวที่เชื่อในพระเจ้า มีความสุขกับชีวิตที่ดำเนินอยู่ในวิถีทางของพระองค์ แต่วันหนึ่ง…ปัญหาก็ได้คืบคลานเข้ามาในชีวิตเธอ เธอเกิดความรู้สึกว่าสมองเริ่มผิดปกติ ปวดศีรษะรุนแรง จนต้องเข้ารับการผ่าตัดสมองอย่างเร่งด่วน ทุกขั้นตอนที่เผชิญกับปัญหา พระเจ้าไม่เคยทอดทิ้งเธอ ทรงอยู่ด้วย และทรงนำเธอ ทั้งหมอ โรงพยาบาล และอื่นๆ จนเธอสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาแห่งความทุกข์ยากนั้นไปได้ ในช่วงเวลาที่เธอเจ็บป่วย เธอได้สัมผัสกับการดูแลของพระเจ้า ความรักจากครอบครัว จากผู้คนมากมาย จนเธอลืมความทุกข์ที่กำลังเผชิญอยู่ มันกลับกลายเป็นความสุข ความอิ่มเอิมใจ จนเธอตระหนักว่า…ชีวิตใหม่ที่กำลังมีอยู่ขณะนี้ พระเจ้าได้ประทานให้แก่เธอ…อีกครั้ง เธอจึงได้ตัดสินใจเข้าศึกษาที่โรงเรียนพระคริสตธรรมและถวายตัวรับใช้พระองค์ ขอแนะนำให้รู้จักกับเธอคนนั้น คุณณิชารีย์  ธีรกุลชน คุณณิชารีย์ ปัจจุบันอายุ 53 ปี จบการศึกษาปริญญาโทที่สถาบันกรุงเทพคริสตศาสนศาสตร์ (BIT) สมรสกับคุณคุณากร งอกประเสริฐกุล มีบุตรชายและบุตรสาว คือ นายปุณชวิศ งอกประเสริฐกุลกำลังศึกษาอยู่ที่สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น และด.ญ.ณิชากร งอกประเสริฐกุล กำลังศึกษาอยู่ที่โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง […]

ไม่มีทางเลือกจริงหรือ 4/09

ไม่มีทางเลือกจริงหรือ คนมีความคิดสร้างสรรค์คือคนที่มองเห็นทางเลือกหลายอย่างและหลายด้าน คิดอะไรก็คิดออกได้คล่องคิดได้กว้างหลายแนว และที่สำคัญคือ คิดหาวิธีที่เหมาะสมได้ทันเหตุการณ์โดยมีทางเลือกได้หลายๆ ทางและพิจารณากลั่นกรองได้วิธีการที่ผสมผสานและมีประโยชน์ครอบคลุมที่สุด ในแง่ชีวิตคน การมองเห็นทางเลือกได้หลายๆ ทางเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากตั้งแต่ยังเป็นเด็กทีเดียว ดิฉันมีประสบการณ์จากเด็กๆ บางคนซึ่งมาเรียนในหลักสูตร เด็กน่ารัก นักสร้างสรรค์ที่ศูนย์ความคิดสร้างสรรค์เปิดสอนให้เด็ก ช่วงปิดเทอมเดือนมีนาคม เมษายนและตุลาคม เด็กบางคนเวลาทำผิดกติกาจะพูดว่า ผมไม่มีทางเลือก ปกติดิฉันทำสัมมนาให้ผู้ใหญ่ทั้งที่เป็นผู้บริหารและพนักงาน ช่วงปิดเทอมสอนเด็กๆ ก็ได้เข้าใจอะไรๆ เกี่ยวกับทักษะการคิดของคนได้อย่างครบถ้วนชัดเจนยิ่งขึ้นประโยคที่เด็กพูดว่า ผมไม่มีทางเลือกบอกอะไรบางอย่าง เช่นผมรู้ว่าไม่ควรทำอย่างนี้ แต่ผมคิดไม่ออกว่าจะทำอย่างไหนดังนั้นผมจึงจำเป็นต้องทำลงไป เพราะผมไม่มีทางเลือก ดูๆ ไปผู้ใหญ่บางคนก็เหมือนเด็กบางคนที่พูดถึง คือทำสิ่งที่ไม่ควรโดยมีข้อแก้ตัวในใจว่า ผมไม่มีทางเลือก เช่นในการขับรถบนถนนทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด คนขับรถปาดแซงตัดหน้ารถคันอื่นคันแล้วคันเล่า ทั้งๆ ที่รู้ว่ากิริยาหยาบๆ เช่นนั้นทำความเดือดร้อนใจให้คนอื่น และเป็นการเสียมารยาทแต่ก็คิดว่าผมไม่มีทางเลือก ผมมีความสามารถขับได้ดีกว่าพวกคุณ จะให้ผมขับแบบพวกคุณๆ ผมคงทนไม่ไหวหรอก ช่วยไม่ได้จริงๆ ในการทำงานก็ไม่ต่างกันนัก คนทำงานที่ทำให้งานชะงัก และเสียหายในรูปแบบต่างๆ นั้นเขามีเหตุผลที่เป็นข้อแก้ตัวที่เขาคิดว่าฟังขึ้นที่สุดแล้วคือ ผมไม่มีทางเลือกเวลาคนคิดเช่นนี้แม้จะพูดออกมาหรือไม่ก็ตามมีนัยให้เราผู้ฝึกฝนด้านทักษะการคิดได้เข้าใจหลายด้าน คือ 1. เขาไม่ได้หาทางเลือกอะไร คือทำงานไปเรื่อยๆ ปล่อยทุกอย่างให้เป็นไปอย่างที่เคยเป็น ทำอย่างที่เคยทำ ทุกอย่างเคยเป็นมาอย่างไรก็ปล่อยให้เป็นไปอย่างนั้นทำตามความเคยชินซึ่งเป็น ไปตามธรรมชาติของสมองที่ทำงานแบบฝนตกลงมาน้ำไหลเป็นทางพอเหตุการณ์ไม่เป็น อย่างที่เคยเป็น เขาก็ปล่อยให้มันเป็นไปเรื่อยๆ จะเสียหายอย่างไรไม่ได้คำนึงถึง ในใจก็ได้แต่คิดว่ามันเคยเป็นแล้วทำไมอยู่ๆไม่เป็นแบบเดิม คงต้องปล่อยไปแบบนี้ […]

1 68 69 70 71 72 84