Blog

ขอลองหน่อยสิ 3/10

ขอลองหน่อยสิ ผู้หญิงที่ผมรู้จักหลายคนตื่นเต้นกับการได้รับสินค้าตัวอย่างจากเครื่อง สำอางดังๆ สักยี่ห้อ ยิ่งถ้าได้ลองเสื้อผ้าสวยๆ หลายๆ ชุด จะทำให้เธออารมณ์ดีไปได้ทั้งวันเชียวครับ แต่สำหรับผู้ชายการได้ทดลองขับรถยนต์คันงามในโชว์รูม หรือทดลองใช้กล้องวีดีโอตัวใหม่จากร้านก็ทำให้เราเพลิดเพลินได้ไม่แพ้กัน ไม่ทราบว่าเราพอจะจำโฆษณาเจ้าบ่าวเจ้าสาวที่กำลังเข้าห้องหอได้ไหม ในโฆษณาเจ้าบ่าวแทบสลบเมื่อเจ้าสาวที่สวยงามของตัวเองดึงฟองน้ำออกมาจากหน้า อก ฟันปลอม คิ้วก็ปลอม ขนาดผมยังใส่วิก เรียกว่ามีแต่ของปลอมทั้งตัว ก่อนจะตบท้ายด้วยสโลแกนว่า “ดูให้ดีๆก่อนจะตัดสินใจ” ทุกวันนี้เราชอบทดลองสินค้าก่อนตัดสินใจซื้อมาเป็นเจ้าของ จนแทบกลายเป็นค่านิยมของสังคมไปแล้ว แต่ก็ใช่ว่าทุกเรื่องถ้าได้ลองแล้วจะดีเสมอไป เรื่องง่ายๆ ที่เรารู้ได้ว่าไม่ควรทดลองเลยนั่นก็คือยาเสพติด ทุกคนรู้ถึงโทษภัยของมันดี และไม่จำเป็นต้องไปเหยียบขี้หมาก้อนเดิมที่มีคนเคยเหยียบมาแล้ว แต่บางเรื่องก็เป็นเรื่องที่ตอบยากว่าควรหรือไม่ควรทดลองอย่างเช่นการทดลอง “อยู่ก่อนแต่ง” ที่ว่าตอบยากก็เพราะคนแต่ละคนมีจุดยืนในเรื่องนี้แตกต่างกัน เดิมผมเคยเชื่อว่ามีคนส่วนน้อยที่เห็นด้วยกับการอยู่ก่อนแต่ง เท่าที่สังเกตเห็นมักจะเป็นชนชั้นแรงงานที่เดินทางมาทำงานในเมืองห่างไกลจากวัฒนธรรมท้องถิ่นของตัวเองมานานเมื่อพอใจทั้งสองฝ่ายก็มักจะตกลงใช้ชีวิตเยี่ยงสามีภรรยา แต่เมื่อเวลาผ่านไปความคิดของผมก็เริ่มเปลี่ยน ทุกวันนี้ภาพของนิสิตนักศึกษาที่ได้ชื่อว่าเป็นชนชั้นปัญญาชนของสังคมใช้ชีวิตคู่แบบอยู่ก่อนแต่งเริ่มกลายเป็นภาพชินตาหรือแม้กระทั่งคนในวัยทำงานมีการศึกษาสูง และรายได้ที่มั่นคงหลายคนก็ตัดสินใจชีวิตอยู่ก่อนแต่งเช่นกัน เชื่อว่าผู้อ่านหลายท่านก็คงเคยพบเห็นหรือได้ยินเรื่องนี้มามากแล้ว จากการทำงานเป็นผู้ให้คำปรึกษามาเป็นเวลากว่าสิบปีผมมีโอกาสดีที่ได้พูดคุยซักถามกับหนุ่มสาวหลายคู่ที่ตกลงเลือกใช้ชีวิตคู่ก่อนการจบเป็นบัณฑิต และหนุ่มสาวหลายคู่ที่มีความมั่นคงพอจะสร้างชีวิตครอบครัวด้วยการสมรส แต่เลือกการใช้ชีวิตคู่แบบอยู่ก่อนแต่ง  ทุกครั้งที่ให้คำปรึกษาเรื่องชีวิตคู่กับคนที่อยู่ก่อนแต่ง ผมมักอ้างถึงสถิติในการวิจัยว่า 8 ใน 10 คู่ของคนที่ตัดสินใจอยู่ก่อนแต่งจะไม่ได้จบลงที่การสมรสและมักจะเลิกรากันไป แต่นั่นไม่สามารถเปลี่ยนความคิดของคนส่วนใหญ่ที่ตัดสินใจเช่นนี้ได้ถ้าท่านเป็นคนหนึ่งที่ยืนอยู่คนละฝั่งกับหนุ่มสาวเหล่านี้ท่านคงมีคำถามในใจมากมายว่า “คนพวกนี้คิดยังไงกันนะ” หรืออาจพาลคิดไปว่าคนพวกนี้ไม่มีหัวคิดผมอยากย้ำกับผู้อ่านอีกครั้งว่าหนุ่มสาวเหล่านี้หลายคนมีผลการเรียนที่ยอดเยี่ยมมาก หลายคนเป็นครูอาจารย์ที่สังคมนับหน้าถือตา ผมจึงไม่เชื่อว่าพวกเขาไม่มีหัวคิด แต่เชื่อว่ามีบางอย่างที่ทำให้เขาคิดต่างออกไป เหตุผลหลักประการแรกที่ผมพบว่าทำให้คนเลือกการอยู่ก่อนแต่งก็คือ คนศรัทธาเรื่องการแต่งงานน้อยลง คงต้องยอมรับว่าในปัจจุบันการหย่าร้างเพิ่มสูงขึ้นมาก การสมรสที่จบลงด้วยการแก่เฒ่าถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชรเริ่มมีให้เห็นกันน้อยลง บุคคลสาธารณะอย่างดาราก็มีหลายคู่ที่เริ่มต้นชีวิตสมรสด้วยความหวานชื่น […]

รู้ปัจจุบัน… เพื่อเลือกอนาคต 3/10

รู้ปัจจุบัน… เพื่อเลือกอนาคต การกระทำและการพูดของคนมาจากการคิด ส่วนแนวทางการคิดวิธีคิด หรือความเคยชินในการคิดของคนส่วนใหญ่ได้มาจากข้อมูลและประสบการณ์ต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตที่แต่ละคนได้รับ ได้รู้ และได้สัมผัสมา ดิฉันขออนุญาตเรียกข้อมูลและประสบการณ์ต่างๆ นี้ว่า “ข้อมูลชีวิต” ข้อมูลชีวิต นี้มีพนักงานคนหนึ่งทำหน้าที่จัดเก็บ และจดจำไว้อย่างเป็นหมวดหมู่ พนักงานคนนี้คือ สมอง สมองของเราจดจำข้อมูลชีวิตต่างๆ โดยเก็บไว้เป็นกล่องๆ ข้อมูลชีวิตข้อมูลหนึ่งก็จะถูกเก็บไว้กล่องหนึ่ง คนเราแต่ละคนมีข้อมูลชีวิตสารพัดกล่องมากน้อยตามที่ตนเองได้รับมาจากคนรอบข้างทั้งจากคนในครอบครัว และคนนอกครอบครัว ทั้งที่เป็นระบบและแบบที่เป็นไปตามธรรมชาติ จุดสำคัญคือ กล่องข้อมูลชีวิต (ต่อไปจะเรียกสั้นๆ ว่า “กล่อง”) ของเราแต่ละคนเป็นอย่างไรและไปในแนวทางไหนเราก็มีทัศนคติและวิธีคิดเป็นไปในแนวทางนั้นโดยอัตโนมัติ ทัศนคติและวิธีคิดที่เราเก็บสะสมมาและใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่เสมอนั้นเป็นที่มาของแนวทางการคิด การพูด และการกระทำของเรา  ด้วยเหตุที่โดยธรรมชาติแล้วสมองมีหน้าที่เก็บจำข้อมูลไว้เป็นกล่องๆ และทำให้เราอยากทำซ้ำอย่างที่เคยทำ อยากเป็นอย่างที่เคยเป็น ทำให้คนมีแนวโน้มสูงว่าแต่ละคนจะมีการพูดและการกระทำที่ซ้ำเดิมเป็นส่วนใหญ่จนเป็นความเคยชิน ซึ่งเรียกว่านิสัย   เมื่อก่อนเราเชื่อกันว่า คนแต่ละคนมีนิสัยอย่างไรก็มักเป็นอย่างนั้นไปตลอด เปลี่ยนไม่ได้ แก้ไขอะไรไม่ได้ ใครที่มีนิสัยน่ารักก็จะน่ารักไปตลอด คนที่มีนิสัยน่าเบื่อก็คงต้องน่าเบื่อไปเรื่อยๆ ไม่มีทางปรับเปลี่ยนได้ แต่ปัจจุบันมีผลการศึกษาวิจัยพบว่า เมื่ออายุ 25 ปี ร่างกายของคนเราไม่โตขึ้นแล้ว แต่จิตใจและสติปัญญาของคนเราสามารถพัฒนาให้เติบโตงอกงามได้อย่างไม่มีข้อจำกัด หมายความว่าคนเราเคยเป็นอย่างไรมาก็ตาม หากตั้งใจเปลี่ยนแปลงและพัฒนาตนเอง เขาก็สามารถเป็นแบบใหม่ได้ จุดสำคัญคือ ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนคนอื่นได้คนเราสามารถเปลี่ยนได้แต่เฉพาะตนเองเท่านั้น การเปลี่ยนตนเองเป็นผลการพัฒนาที่ยิ่งใหญ่มหาศาลอย่างหนึ่งทีเดียว   […]

พระเยซูเสด็จสู่สวรรค์ที่ใดแน่? 3/10

พระเยซูเสด็จสู่สวรรค์ที่ใดแน่? ถาม พระเยซูเสด็จสู่สวรรค์ที่ใดแน่? ที่ภูเขาลูกหนึ่งในแคว้นกาลิลี(มัทธิว 28:16)? หรือ ที่ภูเขามะกอกเทศ ในแคว้นยูเดีย (ลูกา 24:50 ; กิจการ 1:9-12)? ตอบ เพื่อจะตอบคำถามนี้ เราต้องเข้าใจเหตุการณ์สำคัญในชีวิตพระเยซูก่อนตามลำดับดังนี้คือ การประสูติ การแพร่ธรรม การสิ้นพระชนม์และการถูกฝังในอุโมงค์ การคืนพระชนม์ การปรากฏพระองค์แก่สาวก การประทานพระบัญชาแก่สาวก การเสด็จสู่สวรรค์ อนึ่ง เหตุการณ์ข้างต้นได้บันทึกไว้ในพระกิตติคุณ หรือ พระวรสารทั้งสี่เล่มคือ มัทธิว มาระโก ลูกา และยอห์น แต่บันทึกด้วยสำนวนและจุดเน้นแตกต่างกัน บางเหตุการณ์อาจมิได้กล่าวถึงในเล่มหนึ่งแต่กล่าวถึงในเล่มอื่น เช่น เรื่องการประสูติที่ไหน อย่างไร โดยเจาะจง มีกล่าวถึงในมัทธิวและลูกา แต่ไม่มีในมาระโกและยอห์น เป็นต้น บางเหตุการณ์ก็มีปรากฏในพระกิตติคุณทั้งสี่เล่มได้แก่ การแพร่ธรรม การสิ้นพระชนม์กับการถูกฝังไว้ในอุโมงค์ การคืนพระชนม์การปรากฏพระองค์ และการประทานพระบัญชาแก่สาวก อนึ่ง การศึกษาเหตุการณ์เดียวกันจากพระธรรมต่างเล่มกันก็มีประโยชน์เพราะทำให้เราได้เข้าใจเรื่องราวดีขึ้นและสมบูรณ์ขึ้น ตัวอย่างที่หนึ่ง เรื่อง สาวกเด็ดรวงข้าวในวันสะบาโตที่พบใน มาระโก 2:23-28 เมื่อเราอ่านเฉพาะข้อ 23 เราก็อาจเกิดคำถามว่า ทำไมสาวกของพระเยซูจึงเด็ดรวงข้าว? […]

โฟกัสได้… อะไรก็ดีขึ้น 2/10

โฟกัสได้… อะไรก็ดีขึ้น เช้าขึ้นมา เพื่อนสี่ห้าคนเริ่มสนทนากันขณะทานกาแฟก่อนถึงเวลาทำงาน คนที่ 1 : เมื่อคืนฉันดูหนังนะ พระเอกขึ้นเฮลิคอปเตอร์ คนที่ 2 : นี่พูดถึงเฮลิคอปเตอร์แล้วนึกขึ้นได้ เธอจำรุ่นพี่เราที่เป็นนักวอลเลย์เก่งๆ ได้มั้ย ตอนนี้เขากำลังเรียนขับเครื่องบินเล็กเพราะว่า… คนที่ 3 : เออ…เดี๋ยวนี้นักวอลเลย์ไทยไปเล่นอาชีพในต่างประเทศกันมากขึ้นแล้วนะ เห็นว่า… คนที่ 4 : นี่ปีนี้ตกลงใครได้แชมป์พรีเมียร์ลีกนะ งานเยอะจนลืมตามข่าวเลย… คนที่ 5 : เออ… ลืมโทรศัพท์สั่งเด็กที่บ้านให้เก็บห้องเก็บของ… ตัวอย่างที่ยกมานี้อาจเกินความเป็นจริงไปบ้าง แต่เหตุการณ์ทำนองนี้มีให้เห็นทั่วไป คนพูดไม่มีโอกาสพูดจบ เพราะคนฟังฟังแล้วนึกถึงเรื่องของตนได้เกรงจะลืม จึงขอขัดจังหวะพูดเสียก่อนที่จะลืมและจะเป็นเช่นนี้กันแทบทุกคน เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า คนบางคนใส่ใจตนเองและเรื่องที่ตนคิดมากกว่าเรื่องของคนอื่น บางคนใส่ใจและรู้ว่าการฟังที่ดีและมีมารยาทคือ การฟังอย่างตั้งใจและฟังให้จบ แต่เผลอทำไปตามความเคยชินเพราะใครก็ทำกันอย่างนั้น นี่เป็นตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ ของการสนทนาแบบไม่มีโฟกัส ผลก็คือ คนเริ่มบทสนทนาเล่าเรื่องที่เริ่มไว้ไม่จบตามที่ตั้งใจทำก็ทำไม่สำเร็จ ไม่เป็นไปตามที่โฟกัสไว้ เหมือนช่างภาพตั้งใจถ่ายภาพเดี่ยวครึ่งตัวของใครสักคน พอเริ่มจัดท่าทางเพื่อให้ได้ตามต้องการ มีคนมาเสนอความเห็นว่า น่าจะเป็นภาพคนสองคนยืนคุยกัน อีกคนหนึ่งเสนอว่า เกณฑ์คนมาให้เป็นร้อยๆ ให้เหมือนกองทัพให้ดูกระหึ่มใครก็พูดถึงอีกคนหนึ่งเสนอว่าจริงๆ น่าจะถ่ายรูปป่าดงดิบ […]

เปลวไฟ หรือ เปลวไฟสัณฐานเหมือนลิ้น? 2/10

เปลวไฟ หรือ เปลวไฟสัณฐานเหมือนลิ้น? ท่านถาม ฝ่ายแปลตอบ ฉบับนี้มี 2 คำถาม 2 เรื่องที่ท่านสมาชิกถามเข้ามาอย่างน่าสนใจมาก และอยากได้รับคำตอบโดยเร็ว ผู้จัดทำจึงรีบนำมาลงในคอลัมน์นี้ให้ได้อ่านพร้อมกัน 2 คำถาม ถาม ทำไมจึงใช้คำแปลว่าเปลวไฟสัณฐานเหมือนลิ้น? เมื่อคำภาษาอังกฤษนั้นหมายถึงเปลวไฟ การใส่คำว่าสัณฐานเหมือนลิ้นทำให้ความหมายประหลาดไป และทำให้คำแปลเกินคำในภาษาอังกฤษ ตอบ คำถามข้างต้นน่าสนใจและเป็นประเด็นสำคัญอันหนึ่งในการแปลพระธรรมกิจการบทที่ 2 ข้อ 3 แต่ก่อนจะตอบก็อยากจะให้ข้อสังเกตบางอย่างคือ  พระคัมภีร์ไทยทุกฉบับจะมีคำว่า “ลิ้น” กำกับอยู่กับคำว่า “เปลวไฟ” ได้แก่ เปลวไฟสัณฐานเหมือนลิ้น (ฉบับ 1940, ฉบับ 1971 และฉบับคิงเจมส์) หรือ เปลวไฟลักษณะเหมือนลิ้น (ฉบับมาตรฐาน 2002 และฉบับของคณะกรรมการคาทอลิคเพื่อพระคัมภีร์) หรือ เปลวไฟรูปร่างเหมือนลิ้น (ฉบับประชานิยม) หรือ เปลวไฟรูปร่างคล้ายลิ้น (ฉบับอมตธรรมร่วมสมัย) วลี “tongues of fire” ที่พบในพระคัมภีร์อังกฤษหลายฉบับนั้นเป็นสำนวนภาษา หมายถึง เปลวไฟ ใช่หรือไม่? […]

คำชี้แจงจากสมาคมฯ เรื่องพระนามพระเจ้า 1/10

คำชี้แจงจากสมาคมฯ เรื่องพระนามพระเจ้า สืบเนื่องมาจากในเวลานี้มีคริสตจักรหลายแห่งถูกเผาในประเทศมาเลเซีย เพราะความเข้าใจผิดของชาวมุสลิมกลุ่มหนึ่งว่า คำว่า “อัลเลาะห์” หรือ Allah นั้นเป็นชื่อที่ใช้เรียกพระเจ้าของศาสนาอิสลามเท่านั้น คนอื่นไม่มีสิทธิ์ใช้พระนามนี้ สิ่งนี้เป็นความเข้าใจไม่ถูกต้อง เพราะคำนี้เป็นภาษาอารบิคแปลว่า “พระเจ้า” ซึ่งเป็นคำที่คริสเตียนชาวอาหรับ และยิวอาหรับได้ใช้คำนี้มานานมากก่อนที่ศาสนาอิสลามจะเกิดเสียอีก และปัจจุบัน คริสเตียนอาหรับก็ยังคงใช้คำนี้อยู่ คำนี้เป็นตำแหน่ง ไม่ใช่พระนามของพระเจ้า พี่น้องคริสเตียนไทยเองก็ยังมีความสับสนอยู่ระหว่าง พระนามกับตำแหน่ง ขอเรียนชี้แจงว่า “พระเจ้า” เป็นตำแหน่ง ส่วน “พระยาห์เวห์” คือพระนามเฉพาะที่พระเจ้าได้เปิดเผยให้โมเสสรู้ พระคัมภีร์ภาษาไทยที่สมาคมพระ คริสตธรรมไทยได้แปลมานั้น ไม่ได้เอาคำว่าพระเจ้าออก หรือ แทนคำว่า พระเจ้าด้วยพระยาห์เวห์ คำว่า “พระเจ้า” ในภาษาไทยแปลมาจากคำในภาษาฮีบรูหลายคำด้วยกัน ได้แก่ เอโลฮิม เอ-โลอาห์ เอล คำเหล่านี้เป็นคำรวมๆ ที่ใช้เรียกพระของคนต่างชาติด้วย นอกจากนั้นยังมีสมญานามของพระเจ้าอีกคือ “อโดนาย” ที่แปลว่า “เจ้านายผู้ยิ่งใหญ่ของข้าพเจ้า” และพระเจ้ายังถูกเรียกว่า กษัตริย์ หรือ ผู้เลี้ยงแกะในฐานะผู้ปกครองดูแล และยังมีสมญานามที่แสดงถึงความเป็นบุคคลในครอบครัวเช่น พระบิดา ญาติสนิท หรือ พระผู้ไถ่นั้นเอง […]

พระเจ้าประทานลูกอัจฉริยะให้กับฉัน 2/10

พระเจ้าประทานลูกอัจฉริยะให้กับฉัน ดิฉันชื่อ นภาภร (ก้องกีรติ) โมลิศวงษ์ (ตุ้ม)ค่ะ จบการศึกษาปริญญาตรีคณะรัฐศาสตร์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รู้จัก เชื่อวางใจในพระเจ้าตั้งแต่สมัยเป็นนิสิตจุฬาฯ จนปัจจุบัน สมรสแล้วกับ คุณคมสัน โมลิศวงษ์ และมีลูกชาย 1 คน คือ ด.ช.ประชาชาติ โมลิศวงษ์ หรือน้องเนชั่นอายุ 3 ขวบ ปัจจุบันเป็นสมาชิกและร่วมรับใช้พระเจ้า อยู่ที่คริสตจักรความหวังกรุงเทพฯ (โดยอาจารย์พิษณุนาท ศรีทะวงศ์) รวมเป็นเวลาเกือบ 20 ปี แล้วค่ะ และครอบครัวของเราปัจจุบันประกอบธุรกิจส่วนตัวเกี่ยวกับงานด้านสื่อสารมวลชน การทรงเรียกของพระเจ้า ตอนเรียนอยู่ปี 3 เทอม 2 ที่จุฬาฯ ดิฉันได้ไปทำธุระที่ต่างจังหวัดและนอนพักอยู่ในห้องเล็กๆ คนเดียว และในคืนนั้นเองดิฉันก็เกิดอาการป่วยหนักมากจากอาหารเป็นพิษ ทั้งอาเจียนและท้องเสีย ถ่ายไป อาเจียนไป เป็นเวลานานถึง 5-6 ชม.มีแต่อาเจียนเต็มพื้นห้อง เวลานั้นรู้สึกเหมือนกำลังจะตายแล้วเพราะแน่นหน้าอกมาก หายใจไม่ออก มองอะไรไม่เห็น เจ็บปวดทรมานมาก นอนแผ่อยู่กับพื้นห้องน้ำ ไม่สามารถลุกขึ้นได้ ไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะโทรศัพท์ หรือเรียกให้ใครมาช่วยเหมือนคนกำลังจะหมดลมหายใจ ตกใจกลัว […]

สำเร็จจากความล้มเหลว 2/10

สำเร็จจากความล้มเหลว สมมุติถ้ามีใครมาถามว่า “อะไรจะช่วยคุณได้ดีที่สุด เมื่อคุณต้องติดอยู่บนเกาะร้างคนเดียว?” ถ้ายังนึกคำตอบที่พอใจไม่ออก ผมอยากเสนอคำตอบให้ว่า “ทัศนคติที่ดี” ไงล่ะ (คงมีหลายคนเริ่มหัวเราะเยาะผมในใจแล้วสิ) เชื่อสิครับว่าต่อให้เรามีเรืออันทันสมัย หรือเครื่องบินที่บินเร็วกว่าเสียง แต่ไม่มีทัศนคติที่ดีสิ่งเหล่านั้นก็อาจนำให้เราหลุดพ้นจากเกาะร้าง แต่ไปเจอปัญหาที่แย่ยิ่งกว่าได้ ทัศนคติที่ดีอาจไม่ประกันว่าคุณจะออกจากเกาะร้างได้ในทันทีก็จริง แต่รับประกันได้ว่าคุณจะไม่รู้สึกแย่จนถอดใจไปก่อนอย่างแน่นอน แต่ถ้ายังรู้สึกค้านในใจ ก็ลองอ่านจนจบสิครับ ไม่แน่ว่าผมอาจทำให้คุณเชื่อเช่นนั้นจริงๆ ก็เป็นได้ เมื่อคนเราอายุมากขึ้นและเหลียวกลับไปมองอดีต หลายคนจะนึกขอบคุณความผิดหวังและล้มเหลวมากมายที่เคยเกิดขึ้น เหมือนที่เราเคยได้ยินคนพูดบ่อยๆ ว่า “สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ” ผมเป็นคนหนึ่งที่มีประสบการณ์ตรง จำได้ว่าเกือบสิบปีที่แล้วผมได้รับมอบหมายงานที่ทุกคนรู้สึกเหมือนเป็น “เผือกร้อน” นั่นคือการเป็นวิทยากรในงานสัมมนา ไม่รู้ว่าอะไรทำให้ผมยอมตอบตกลงรับเผือกร้อนชิ้นนี้มาเพราะแท้ที่จริงแล้วผม ไม่เคยทำสิ่งนี้มาก่อนเลย ผลปรากฏว่าการสัมมนาครั้งนั้นล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ผมไม่สามารถควบคุมการบรรยายได้ และเกิดการถกเถียงกันระหว่างผู้เข้าร่วมการสัมมนาเป็นวงกว้าง เรื่องนี้ทำให้ผมถึงกับนอนไม่หลับอยู่หลายวัน ไม่กี่เดือนต่อมาผมได้รับเชิญให้ไปบรรยายในโรงเรียนมัธยมชื่อดังแห่งหนึ่ง แทนวิทยากรคนหนึ่งซึ่งติดธุระด่วน ครั้งนั้นมีผู้เข้าฟังมากกว่าการสัมมนาครั้งแรกของผมถึง 50 เท่า ผมถามตัวเองหลายครั้งว่าผมควรทำอย่างไรดี จนในที่สุดมี ข้อพระคัมภีร์ข้อหนึ่งปรากฏให้ผมเห็นหลายครั้งว่า “…ถ้าพระเจ้าทรงอยู่ฝ่ายเรา ใครจะขัดขวางเราได้?”(โรม 8 ข้อ 31) ผมไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าผมตีความข้อพระคัมภีร์นี้เข้าข้างตัวเองไปหรือไม่ แต่พระเจ้าก็ช่วยให้ผมสามารถตอบตกลงรับงานนี้โดยไม่ลังเลอีก สุดท้ายการสัมมนาประสบความสำเร็จอย่างมาก มีครูอาจารย์และนักเรียนเข้ามาพูดคุยซักถามกับผมนานนับชั่วโมง ทำให้ผมกลายเป็นวิทยากรประจำของโรงเรียนนั้นมาตลอดสิบปีที่ผ่านมา ทุกวันนี้หลายคนจึงจำไม่ได้แล้วว่าผมเคยเป็นวิทยากรที่แสนจะอ่อนหัดมาก่อน วิกฤติการณ์ครั้งนี้จึงกลับกลายเป็นโอกาสทองในชีวิตของผมอย่างแท้จริง  ทุกวันนี้งานวิทยากรเป็นงานหนึ่งที่ผมทำได้อย่างมั่นใจถามว่าผมเก่งกว่าคน […]

ไปให้ไกล กว่าเดิม 1/10

ไปให้ไกล กว่าเดิม ตอนที่ผมอายุสักห้าหกขวบ ผมไม่กล้าที่จะเดินออกจากบ้านโดยไม่มีพ่อแม่ เพราะกลัวว่าหมาสีดำตัวโตของบ้านใกล้ๆ กันจะกัดเอา หลังจากอายุครบ 11 ปี ผมออกไปเล่นแถวบ้านโดยไม่กังวลอะไรอีก แม้ว่าจะเห็นหมาตัวเดิมผมก็ไม่รู้สึกกลัวเท่าเดิม จนวันหนึ่งผมถูกหมาตัวนี้กัดเข้าเต็มเหนี่ยวที่ขาซ้าย ผมในวัยเด็กสู้กับหมาตัวนี้สุดแรงเกิด สุดท้ายมันก็ยอมปล่อยคมเขี้ยวของมัน แต่ไม่รู้ว่าเพราะมันแก่หรือหนังผมเหนียวมันจึงกัดผมไม่เข้า ทิ้งไว้เพียงรอยบุ๋มลึกๆ แต่ในใจของผมร้องไชโยเสียงดังพร้อมกับบอกกับตัวเองว่า “หมาไม่เห็นจะน่ากลัวเลย” ความที่ผมไม่กลัวหมาตั้งแต่เล็กๆ ทำให้ผมกล้าจะไปเล่นไกลๆ กว่าเด็กคนอื่น (แต่พ่อแม่ผมคงไม่ค่อยชอบนักหรอก) สุดท้ายหมากับผมก็กลายเป็นเหมือนเพื่อนกัน แม้จะมีผู้ใหญ่เอาหมาตัวโตมาขู่เด็กๆ อย่างผม ผมก็ไม่รู้สึกกลัวสักนิด ผมมีโอกาสทำงานด้านการให้คำปรึกษามากว่า 10 ปี และมีโอกาสได้เข้าไปพูดคุยกับนักเรียนจำนวนมาก เมื่อทุกคนเล่าปัญหาของเขาให้ผมฟัง ผมมักจะนึกถึงข้อพระคัมภีร์ สุภาษิต บทที่ 17 ข้อ 22 ว่า “ใจร่าเริงเป็นยาอย่างดี แต่จิตใจที่หมดมานะทำให้กระดูกแห้ง” นั่นเพราะทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมาจากความเชื่อภายในจิตใจ วัยรุ่นหลายคนต้องเผชิญกับปัญหาการแยกทางกันของพ่อแม่ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่มีปัญหา หลายคนเคยต้องอยู่อย่างลำบาก และไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือ แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่กลายเป็นโจรผู้ร้าย ก่อนอื่นเราต้องยอมรับว่าปัญหาก็คือปัญหา เราจะแสร้งทำเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นไม่ได้เลย แต่เราสามารถเลือกได้ว่าจะจมกับปัญหาไปเรื่อยๆ หรือเลือกจะหลุดจากวังวนของปัญหา ผมในวัยเด็กคงไม่สามารถออกจากบ้านได้ ถ้าผมเอาแต่คิดว่าหมาดำตัวนั้นจะฆ่าเด็กอย่างผม และแม้สุดท้ายจะโดนหมากัดเข้าจริงๆ มันก็ไม่สามารถฆ่าผมได้ อย่างมากก็แค่เจ็บ […]

โนอาห์ปล่อยนกเขา… หรือนกพิราบกันแน่? 1/10

โนอาห์ปล่อยนกเขา… หรือนกพิราบกันแน่? ถาม : ทำไม อ่านพระคัมภีร์ฉบับสองภาษาคือ พระคัมภีร์ไทยฉบับ 1971กับ พระคัมภีร์อังกฤษฉบับ Good News Translation หรือ ฉบับ Today’s English Version เมื่ออ่านพระคัมภีร์เปรียบเทียบกันระหว่างภาษาไทยกับภาษา อังกฤษท่านผู้อ่านได้สังเกตเห็นความแตกต่างบางอย่างแล้วสงสัยว่าทำไมจึงแตก ต่าง? แล้วพระคัมภีร์ฉบับใดเชื่อถือได้? 1. ก่อนจะ เข้าสู่คำถามที่เจาะจง ก็อยากจะปูพื้นฐานให้ผู้อ่านเข้าใจก่อนว่า พระคัมภีร์ไทยมิได้แปลมาจากพระคัมภีร์อังกฤษ ดังนั้นจะคาดหวังว่าต้องแปลเหมือนกันนั้นย่อมไม่ได้ เพราะพระคัมภีร์ไทยแปลมาจากภาษาเดิมคือภาษาฮีบรู ภาษาอารเมค และภาษากรีก โดยมีการเปรียบเทียบคำแปลกับพระคัมภีร์อังกฤษที่เป็นมาตรฐาน อาทิ American Standard Version, Revised Standard Version เป็นต้น 2. หลักการแปลของพระคัมภีร์ไทย ก็คือการแปลที่รักษารูปแบบ (Form Base) คือพยายามรักษาคำต่างๆ และรูปแบบการจัดเรียงประโยคให้ใกล้เคียงกับภาษาเดิมมากที่สุดเท่าที่ทำได้ และหากจำเป็นในบางที่ก็ต้องแปลเอาความหมายเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจอย่างถูก ต้อง ส่วนหลักการแปลของพระคัมภีร์อังกฤษฉบับ Good News Translation นั้น คือ การแปลเอาความหมายเป็นหลัก […]

1 68 69 70 71 72 84