Blog

ฝันไกลถ้าไม่เข้าใจก็ไปไม่ถึง 3/09

ฝันไกลถ้าไม่เข้าใจก็ไปไม่ถึง ระยะนี้ผมมีโอกาสได้ศึกษางานวิทยานิพนธ์อยู่บ่อยๆ บ้างก็มีเพื่อนที่เรียนปริญญาโทมาขอให้ช่วยอ่านงานที่เขาจะส่งอาจารย์ หรือบางทีก็เป็นผมเองที่สนใจในหัวข้อวิจัยนั้นๆจนอดหยิบขึ้นมาอ่านไม่ได้ หากท่านผู้อ่านเป็นคนหนึ่งที่มีโอกาสสัมผัสงานเหล่านี้คงจะเห็นด้วยกับผมว่ามีเรื่องหนึ่งที่คนสนใจศึกษาในเด็กวัยรุ่นกันมาก เรื่องนั้นก็คือ “แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์”   แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ (วิกิพีเดีย,2009) หมายถึง แรงจูงใจที่เป็นแรงขับให้บุคคลพยายามที่จะประกอบพฤติกรรมที่จะประสบสัมฤทธิ์ผลตามมาตรฐานความเป็นเลิศที่ตนตั้งไว้ ในการศึกษาวิจัยมักจะวัดผลเรื่องแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์นี้จากผลการเรียน หรือผลจากการตอบแบบสอบถามทางจิตวิทยา ผมขอใช้ภาษาง่ายๆ อธิบายแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ว่า “แรงแห่งความใฝ่ฝัน” ดังนั้นวัยรุ่นที่มีแรงใจนี้มากย่อมพยายามและอดทนเพื่อไปสู่เป้าหมาย จึงดูเหมือนว่าเราควรสนับสนุนให้เด็กวัยรุ่นมีสิ่งนี้กันมากๆ แต่นั่นก็เป็นความจริงเพียงครึ่งเดียว ซึ่งภาพสะท้อนจากสังคมไทยที่ชัดเจนก็คือวัยรุ่นหลายคนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่หิวกระหายความสำเร็จ แต่สร้างความเดือดร้อนให้กับสังคมมากมาย นั่นเพราะเขาไม่ได้รับการสอนถึงสิ่งที่พึงระวังเพื่อก้าวไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริง ซึ่งผมจะขอหยิบยกเอาพระธรรมสุภาษิตบทที่ 22 ที่ได้ให้คำเตือนที่มีค่าและนำไปใช้ได้จริงดังนี้ ประการแรก ที่เราต้องตระหนักก็คือ “เป้าหมายที่ดีที่สุดคืออะไร” เป้าหมายชีวิตที่ชัดเจนและมีคุณค่ามากพอย่อมสร้างแรงจูงใจในการดำเนินชีวิตให้เต็มไปด้วยพลัง แต่เราจะทราบได้อย่างไรว่าอะไรคือเป้าหมายที่ดีที่สุด พระธรรมสุภาษิต 22:1 พูดถึงเรื่องนี้ไว้ว่า “ชื่อเสียงดีเป็นสิ่งควรเลือกยิ่งกว่าความมั่งคั่งมากมาย และซึ่งเป็นที่โปรด-ปราน ก็ดีกว่ามีเงินหรือทอง” การกำหนดเป้าหมายที่ถูกต้องเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะนั่นหมายถึงการกำหนดทิศทางทั้งหมดในชีวิตของเราด้วย คงเป็นเรื่องไม่สนุกแน่เมื่อนักปีนเขาสามารถปีนมาถึงยอดเขาได้ แต่กลับมารู้ทีหลังว่าพวกเขาปีนเขาผิดลูก ผมเคยพูดเล่นกับเพื่อนๆ ว่า “เงินซื้อไม่ได้ทุกอย่างในโลกหรอก แต่ก็ซื้อได้หลายอย่างนะครับ” นั่นสะท้อนให้เห็นว่าเรื่องทรัพย์สินเงินทองมีความสำคัญกับพวกเรามากขึ้นทุกวัน จนมันเริ่มกลบรัศมีสิ่งที่เราควรจะสนใจกันจริงๆ ผมมีโอกาสได้ฟังคำเทศนาของน้องคนหนี่งซึ่งเตือนใจผมมาก เขาพูดถึงพระธรรมวิวรณ์ซึ่งบรรยายลักษณะของสวรรค์ เช่น ถนนเป็นทองคำ และยังมีเพชรนิลจินดามากมาย เขาถามเราว่าถ้าเราเก็บเศษอิฐเศษปูนที่ทำถนนมาไว้ที่บ้านมากๆ มันน่าตลกหรือไม่ ดังนั้นเราจะเก็บทรัพย์สมบัติในโลกนี้ไปมากเกินพอเพื่ออะไร เพราะอีกหน่อยมันก็คือเศษถนนของแผ่นดินสวรรค์ ซึ่งมีมากจนไม่ได้ดูมีค่าอะไรเลย ผมเห็นด้วยกับคำเตือนใจนี้ และอยากแบ่งปันว่าอีกว่าเรื่องที่เด็กวัยรุ่นจะให้ความสำคัญกับอะไรในวันหน้า ขึ้นอยู่กับว่าชีวิตของผู้ใหญ่ที่อยู่รอบข้างเขาในวันนี้ให้ความสำคัญกับอะไร […]

ความรัก หรือ การทนทุกข์?, “ช่องพระแกลตาข่าย” หมายถึงอะไรกันแน่? 3/09

ความรัก หรือ การทนทุกข์?  ท่านถาม ฝ่ายแปลตอบ ฉบับนี้มี 2 คำถาม 2 เรื่องที่ท่านสมาชิกถามเข้ามาอย่างน่าสนใจมาก และอยากได้รับคำตอบโดยเร็ว ผู้จัดทำจึงรีบนำมาลงในคอลัมน์นี้ให้ได้อ่านพร้อมกัน 2 คำถาม ถาม ทำไม ฉบับมาตรฐาน 2002 แปลพระธรรม 2 โครินธ์ 1:5 ว่า “เพราะความรักของพระคริสต์มากท่วมท้นเราอย่างไร…” แทนที่จะแปลว่า “เพราะการทนทุกข์ที่พระคริสต์ทรงทนเพื่อเรานั้นมากท่วมท้นเราอย่างไร…” ตอบ โดย อาจารย์ ทองหล่อ วงศ์กำชัย วลี “ความรักของพระคริสต์” หรือ “การทนทุกข์ของพระคริสต์” นั้นในภาษากรีกคือ “ทา พาเทมา ทู คริสทู” ซึ่งประกอบด้วยคำหลักสองคำคือ “ทา พาเทมา” แปลว่า “การทนทุกข์” และ “ทู คริสทู” แปลว่า “ของพระคริสต์” โครงสร้างวลีแบบนี้ในทางไวยากรณ์กรีกเรียกว่า เจนนิทิพ (genitive) คือการแสดงความเป็นเจ้าของ การแสดงความเป็นเจ้าของในกรีกที่เกี่ยวข้องกับการกระทำนั้นสามารถมีความหมายได้สองแบบคือตัวเจ้าของนั้นเป็นได้ทั้งประธานคือผู้กระทำหรือเป็นกรรมคือผู้ถูกกระทำ […]

ทุกปัญหา มีทางออก ใช้ชีวิตอย่างมีสติ 3/09

ทุกปัญหา มีทางออก ใช้ชีวิตอย่างมีสติ เมื่อต้นปี 2009 มีภาพยนตร์โฆษณาชิ้นหนึ่งที่ได้รับการกล่าวขวัญจากผู้ชมเป็นจำนวนมากและได้รับรางวัลสื่อมวลชนดีเด่นประจำปี พ.ศ. 2552 ประเภทโฆษณา (Catholic Media Award 2009) เป็นเรื่องของครอบครัวหนึ่งที่ทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ภาพเริ่มจับที่พ่อกำลังนั่งอ่านหนังสือ พิมพ์ ขณะที่ลูกชายวัยประมาณ 5 ขวบกำลังเล่นต่อไม้รูปทรงต่างๆ อยู่บนพื้นห้อง เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น พ่อเดินไปรับโทรศัพท์ “ฮัลโหล…ว่าไงนะ …โครงการล้ม…แล้วของที่ลงไปแล้วละ…” “หมดกัน…สร้างมากับมือ” พ่อทรุดตัวลงหัวใจสลายเพราะธุรกิจที่ทำอยู่พังพินาศไปในชั่วพริบตา ความทุกข์ที่บีบคั้น ไม่รู้ว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร ลูกชายก็ยังเล็กจะอยู่ได้อย่างไร พ่อเปิดลิ้นชักโต๊ะทำงานเพื่อจะหยิบอาวุธหวังจบชีวิตทั้งพ่อทั้งลูก “โครม!” ตัวต่อไม้ที่ลูกชายกำลังก่อสร้างอยู่นั้นพังครืนลงมา “หมดกัน…สร้างมากับมือ” ลูกอุทานออกมาด้วยประโยคเดียวกันกับพ่อ เด็กชายคงรู้สึกว่าสิ่งที่พยายามทำมายาวนานนั้นมันพังลงมาเพียงแค่พริบตาเช่นกัน เด็กชายฟุบหน้าลงกับฝ่ามือ “ไม่เป็นไร สร้างใหม่ก็ได้…” เด็กชายเงยหน้าขึ้นด้วยแววตามุ่งมั่น คำพูดสั้นๆ ของเขา ทำให้ผู้เป็นพ่อต้องหยุดคิด “ใช่…ไม่เป็นไร สร้างใหม่ก็ได้” “ทุกปัญหามีทางออก ใช้ชีวิตอย่างมีสติ… ยาหม่องน้ำเซียงเพียวอิ๊ว” เบื้องหลังโฆษณายาหม่องน้ำเซียงเพียวอิ๊ว คุณสุวรรณา อัครพงศ์พิศักดิ์ ทายาทรุ่นลูกของธุรกิจเซียงเพียวอิ๊ว และผลิตภัณฑ์สำหรับกลุ่มวัยรุ่นภายใต้แบรนด์ เปปเปอร์มินท์ฟิว ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด เล่าถึงสปอร์ตโฆษณาชุด […]

ทิ้งการคิดทางลบให้ได้ 3/09

ทิ้งการคิดทางลบให้ได้ ถึงวันนี้ในวงการธุรกิจโดยเฉพาะผู้บริหารต่างรู้ซึ้งว่า จำเป็นต้องมีความคิดสร้างสรรค์ เพราะความคิดสร้างสรรค์ช่วยให้ คิดเร็ว คิดคล่อง และคิดได้ทันการ ไม่ว่าจะเป็นการคิดกลยุทธ์ คิดวางแผน คิดแก้ปัญหา คิดปรับปรุงงาน คิดสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อเพิ่มนวัตกรรมหรือ คิดเพิ่มประสิทธิภาพผู้บริหารธุรกิจยุคใหม่รู้ความจริงเหล่านี้มากขึ้น ผิดกับเมื่อก่อนที่มองไม่เห็นความจำเป็นของความคิดสร้างสรรค์ว่ามีต่อความ มั่นคงและความก้าวหน้าของงานมากแค่ไหนผู้บริหารธุรกิจและนักธุรกิจรวมถึงคน ทำงาน ถามกันว่า “ถ้าอยากพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของตนเองจะเริ่มได้อย่างไร” พอดิฉันบอกไปก็จะมีข้อโต้แย้งว่า “คงยาก ลำบาก” ด้วยเหตุผลมากมาย ซึ่งล้วนฟังขึ้น และเห็นได้ชัดว่าเป็นไปไม่ได้ ดิฉันจึงค่อยๆ มองเห็นภาพความคิดในใจของคนได้ชัดเจนมากขึ้นๆ จนพบว่า อุปสรรคใหญ่ของความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งรวมไปถึงความสุขในการดำเนินชีวิต คือ “การคิดทางลบ” (Negative Thinking) การคิดทางลบ และการคิดทางบวก มีอยู่ในคนทุกคน สิ่งสำคัญคือ ณ เวลาใดเวลาหนึ่งมีเหตุการณ์อย่างหนึ่งเกิดขึ้นมา มันขึ้นอยู่กับว่าการคิดทางลบหรือการคิดทางบวกที่เกิดขึ้นในใจของคนๆ นั้น สิ่งไหนที่เข้มแข็งกว่ากัน ถ้าการคิดทางลบมีกำลังมากกว่าก็จะเป็นผู้บัญชาการความคิดตอนนั้น การคิดทางลบจะผลิตความคิดทั้งหลายทั้งมวลที่บอกว่า “แย่แล้ว ลำบากแล้ว ยากจริงๆ หมดหวังแน่ เป็นไปไม่ได้เลย เดี๋ยวจะเกิดปัญหาตามมาอีกมากมาย เพราะมีเหตุผลมากมายคือ… ฯลฯ” ฉะนั้นด้วยเหตุด้วยผลอันครบถ้วนมากมาย ทำให้เห็นได้ว่า อุปสรรคที่กีดขวางอยู่นั้น มันทำให้สุดวิสัยที่จะคิด หรือจะหาทางทำอะไรได้ความคิดทางลบจึงทำให้เราไม่ออกแรงไปในทางที่จะคิดให้ได้ตามที่ต้องการ เพราะเราเชื่อว่าคิดอย่างไรก็คงคิดไม่ได้ […]

วัยรุ่นใจยักษ์ 2/09

วัยรุ่นใจยักษ์  ถ้ากำลังอยากอ่านเรื่องพฤติกรรมของวัยรุ่นที่โหดเหี้ยม ชอบสร้างปัญหา ผมคงทำให้ผิดหวังแล้วล่ะครับ แต่ถ้าท่านเป็นวัยรุ่น หรือมีวัยรุ่นที่ต้องดูแล ผมมีความจริงที่อยากเล่าสู่กันฟังว่ามียักษ์อยู่ในใจของวัยรุ่นจริงๆ ยักษ์ตนนี้ถ้าท่านไม่เข้าใจมันจะกลายเป็นเหมือนทศกัณฐ์ ที่สร้างความเดือดร้อนจนกลายเป็นสงครามเหมือนในวรรณคดีรามเกียรติ์ แต่หากท่านเข้าใจและใส่ใจอย่างถูกวิธี ยักษ์ตัวนี้จะทำให้วัยรุ่นเหมือนจินนี่ ที่สามารถให้พรวิเศษแก่ชีวิตคุณได้ทีเดียว  “อย่าให้ใครหมิ่นประมาทความอ่อนวัยของท่าน แต่จงเป็นแบบอย่างแก่บรรดาผู้เชื่อ ทั้งในด้านวาจาและการประพฤติ ทั้งในด้านความรัก ความเชื่อ และความบริสุทธิ์” (1 ทธ.4:12) เป็นพระคำที่อาจารย์เปาโลฝากไว้กับวัยรุ่นที่ชื่อทิโมธี ต้องยอมรับว่านี่เป็นเรื่องจริงที่เรามักได้ยินว่าคนอายุน้อยมักถูกสบประมาทว่าไม่สามารถสร้างความสำเร็จได้ คำดูถูกที่เรามักได้ยินบ่อยๆ ก็คือ “โธ่เอ๊ย พวกเด็กปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม” “อายุแค่นี้จะทำอะไรเป็น” คำพูดหมิ่นประมาทเหล่านี้จะว่าไปก็พอมีสาเหตุที่ทำให้คิดอย่างนั้นได้นั่นเพราะวัยนี้ยังมีการพัฒนาที่สมองส่วนหน้าไม่เต็มที่ ทำให้วัยรุ่นมีลักษณะนิสัยใจร้อนเมื่อเทียบกับวัยอื่นๆ เมื่อใจร้อนก็อาจไม่รอบคอบหรือมีเรื่องมีราวได้ง่าย อย่างที่เราเคยได้ยินว่าบางครั้งแค่มองหน้ากันแล้วไม่ถูกชะตา ก็ชักปืนขึ้นมายิงได้ง่ายๆ ข้อพระคำตอนนี้สะท้อนความเชื่อที่สังคมมีต่อวัยรุ่น และไม่เพียงแต่ในยุคอดีตเท่านั้นความเชื่อนี้ยังคงมีอยู่ในปัจจุบันด้วย แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ สิ่งที่วัยรุ่นทำได้ไม่เพียงแต่ไม่ให้ใครหมิ่นประมาท หรือดูถูกเท่านั้น แต่ยังสามารถเป็นแบบอย่างให้กับคนอื่นๆ ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงวัยใดได้อีกด้วย และในทุกๆ ด้าน สิ่งนี้เป็นเรื่องที่เป็นจริงได้หากเรารู้เท่าทันและหมั่นฝึกฝนตัวเองอยู่เสมอ เพราะผมบอกแล้วว่าวัยรุ่นทุกคนมียักษ์อยู่ในตัวเอง ซึ่งหมายถึงพลังงานและทรัพยากรภายใน ลองคิดดูสิครับว่าวัยไหนที่มีเรี่ยวแรงมากที่สุด ขนาดที่ว่าอดนอนสามคืนก็ยังไหว (แต่ไม่แนะนำให้ทำนะครับ) วัยไหนที่มีทั้งความสามารถในการเรียนรู้แบบเด็กๆ และความรับผิดชอบแบบผู้ใหญ่ผสมผสานกัน ถ้าจะเปรียบไปวัยรุ่นก็เหมือนรถยนต์ที่แรงม้ามากๆ วิ่งเร็ว แต่สิ่งที่ยากก็คือการควบคุมรถคันนี้ไม่ให้ตกไหล่ทางหรือพุ่งชนรถคันอื่นเสียก่อนที่จะถึงเส้นชัย ผมจึงอยากหยิบยกข้อคิดที่วัยรุ่นและผู้ที่ใกล้ชิดวัยรุ่นจะนำไปปรับใช้ได้ ในพระคัมภีร์ตอนนี้ได้เตือนให้เราเป็นแบบอย่างแก่คนอื่นใน 5 ด้านด้วยกันและด้านต่างๆ นี้เองที่จะนำวัยรุ่นสู่ความเป็นเลิศ เป็นคนที่มีใจใหญ่ ใจยักษ์ในทางที่ดี […]

ยอมจำนนกับพระเจ้า 2/09

ยอมจำนนกับพระเจ้า ผศ.ดร.สมนึก คีรีโต เกิดมาในครอบครัวที่มิได้ร่ำรวยเงินทอง เขาเป็นเด็กที่ใฝ่หาความรู้ เขาไปเรียนภาษาอังกฤษ ณ คริสตจักรเล็กๆ แห่งหนึ่งโดยมีจุดมุ่งหมายเดียว คือเพิ่มพูนความรู้เรื่องภาษาอังกฤษ เขาไม่เคยรู้เรื่องหรือสนใจเรื่องพระเ แต่อย่างใด แต่…สิ่งที่เขาได้รับกลับมาไม่เพียงแค่ภาษาอังกฤษเท่านั้น เขาได้รู้จักความรอดในองค์พระเยซูคริสต์เจ้า เขาได้ต้อนรับพระเยซูคริสต์เข้ามาในชีวิต และชีวิตของเขาก็ได้เปลี่ยนแปลงไป พระเจ้าทรงนำชีวิตเขาจากวันนั้น…ถึงวันนี้ เขาคือ ผศ.ดร.สมนึก คีรีโต พระเจ้าทรงเลือกท่านให้รู้จักกับพระองค์  ดร.สมนึกเล่าให้ฟังถึงวันเวลาในอดีตเมื่อครั้งที่มารู้จักกับพระเจ้าว่า “ผมได้ไปที่คริสตจักรเล็กๆ แห่งหนึ่งแถวเทเวศน์ ซอย 3 ขณะนั้นผมอายุประมาณ 13 ปี และเรียนอยู่ชั้น ม.ศ. 1 โรงเรียนวัดมกุฎกษัติยาราม เวลานั้นผมไม่ได้สนใจเรื่องของพระเจ้าแต่อย่างใด แต่ไปเพราะมีการเปิดสอนภาษาอังกฤษที่คริสตจักรนั้น ก่อนเข้าชั้นเรียนจะมีผู้นำพูดเรื่องราวของพระเจ้า มีการเป็นพยาน และร้องเพลงคริสเตียน เมื่อได้ยินได้ฟังบ่อยๆ ครั้งผมรู้สึกสนใจ จึงได้มาร่วมนมัสการในวันอาทิตย์ด้วย และมีโอกาสศึกษาเรียนคัมภีร์ ผมจำได้ว่าได้สัมภาษณพ์ ิเศษเรียนพระธรรมโรม เรื่องมนุษย์เป็นคนบาปและหลงเจิ่นไปจากทางของพระเจ้า “ผมรู้สึกซาบซึ้งในพระวจนะของพระเจ้า จึงได้เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด โดยผมเป็นคนแรกในกลุ่มเพื่อนๆ ที่ไปเรียนภาษาอังกฤษด้วยกัน ที่รับเชื่อ” “ผมรู้สึกซาบซึ้งในพระวจนะของพระเจ้า คือเมื่อได้ฟังเรื่องของพระเจ้าแล้วรู้สึกว่ามีความสงบ มีสันติสุข และรู้สึกว่าทางของพระเจ้านี่แหละคือทางที่เราอยากจะตัดสินใจเดินตาม ซึ่งก่อนที่ผมจะรับเชื่อ […]

เพิ่มสุขดับทุกข์ในองค์กร 2/09

เพิ่มสุขดับทุกข์ในองค์กร เราทุกคนต้องการทำงานได้อย่างสำเร็จ และถ้าแถมได้ เราก็อยากจะขอแถมว่าทำงานอย่างสำเร็จ และมีความสุขในการทำงานด้วยก็จะนับว่าเลิศประเสริฐยิ่ง ความปรารถนานี้เป็นความปรารถนาของผู้คนทั่วโลก จนมีคนมากมายพากเพียรค้นคว้าและวิจัยเพื่อให้ได้แนวทางเพื่อให้เราพอจะนำมาใช้จริงบ้าง ดิฉันเองสนใจในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก และเชื่อว่า ชีวิตนี้ดีขึ้นได้ จึงได้ศึกษาค้นคว้าในเรื่องนี้อย่างจริงจัง และนำมาเป็นเป้าหมายในการหาแนวทางเพื่อทำให้เป็นไปได้โดยการเชื่อมโยงกับการคิดของคน วันนี้เรามานั่งดูกันสองประเด็นคือ ความสำเร็จ และความสุขในการทำงาน ซึ่งเป็นความปรารถนาของคนทำงานทั่วโลก แล้วจึงมาวิเคราะห์ดูว่าการคิดแบบเดิมเป็นเส้นทางนำไปสู่ความปรารถนาของผู้คนได้ในส่วนใดบ้าง และส่วนที่ ขาดอยู่นั่นแหละที่เป็นที่มาของการคิดแบบใหม่ที่จะช่วยให้คนทำงานมีการคิด ครบถ้วนทุกด้านที่จะทำให้เขาทำงานได้อย่างสำเร็จและมีความสุขโดยไม่มีความ ขัดแย้งในองค์กร ความสำเร็จในงานได้มาจากไหน ประเด็น ของความสำเร็จนั้น มีคนทำการสำรวจความคิดเห็นของผู้ที่ได้รับความสำเร็จที่สุดจำนวนหนึ่งพันคน จากทั่วโลกว่าคนที่จะทำงานอย่างได้รับความสำเร็จควรมีทักษะใดบ้าง ผลปรากฏออกมาว่า ทักษะที่จำเป็นต่อความสำเร็จที่สุดสามทักษะ คือ • ทักษะด้านการคิด • ทักษะด้านคน • ทักษะด้านความรู้ ในสามทักษะนี้ทักษะด้านการคิดเป็นทักษะที่สำคัญที่สุด เพราะทักษะการคิดจะเป็นตัวดึงเอาทักษะอื่นๆ มาใช้อย่างเหมาะสมกับสถานการณ์และเกิดประโยชน์สูงสุด ในทางตรงข้ามถ้าคนขาดทักษะด้านการคิด แม้จะมีทักษะด้านความรู้อย่างมาก แต่เขาจะไม่สามารถนำความรู้มาทำให้งานสำเร็จอย่างราบรื่น รวดเร็ว และมีคุณภาพได้ทันการณ์เท่าที่ควร คนมีความรู้สูงๆ หลายคนจึงทำงานไม่ค่อยเห็นออกมาเป็นผลงาน ทักษะด้านคนมีความสำคัญอย่างมากสำหรับคนทำงานทุกตำแหน่ง โดยเฉพาะผู้บริหารเพราะผู้บริหารมีภารกิจที่ต้องทำงานให้สำเร็จโดยผ่านคนอื่น ซึ่งได้แก่ทีมงานทั้งหมด ความสามารถในการทำงานกับคนอื่นได้อย่างราบรื่นและปรองดองเป็นคุณสมบัติสำคัญที่ส่งเสริมให้ความสำเร็จเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้นและเร็วขึ้น ผู้บริหารจำเป็นต้องสร้างความสามัคคีกลมเกลียวขึ้นในทีมงานเพื่อให้คนทำงานประสานกันได้ดี ความสุขในการทำงานหาได้จากไหน ประเด็นของความสุขในการทำงาน การทำงานทำให้เรามีกิจกรรมเพิ่มเข้ามาในชีวิตที่นอกเหนือจากกิจวัตรประจำวันส่วนตัวและกิจกรรมของครอบครัว ในหนึ่งวันเราได้รับข้อมูลเข้ามาสู่ชีวิตจากสองส่วน คือ ข้อมูลจากในบ้าน และข้อมูลจากนอกบ้าน […]

สัตว์ที่เป็นมลทินตามธรรมบัญญัตินั้นมีลักษณะอย่างไร? 2/09

สัตว์ที่เป็นมลทินตามธรรมบัญญัตินั้นมีลักษณะอย่างไร? ถาม อีเห็น หนู ตัว เงิน ตัว ทอง ตุ๊กแก ตะกวด แย้ จิ้งเหลน และกิ้งก่า มีอะไรที่เหมือนกันจึงเป็นมลทิน ตอบ ถ้าจะมองอย่างกว้างๆ เราพบว่าสัตว์ที่มีรายชื่ออยู่นี้เป็นสัตว์สี่เท้าเหมือนกัน แต่มีขนาดไม่เท่ากัน ตุ๊กแก กับตะกวดอาจจะมีลักษณะคล้ายกัน แต่ตะกวดก็มีขนาดใหญ่กว่าตุ๊กแกมาก และดูเหมือนหนูกับอีเห็นก็จะไม่เข้าพวกสัตว์เหล่านี้เท่าไร และถ้าจะจัดแบบวิทยาศาสตร์ หนูนั้นเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีสี่เท้า แต่ก็มีบางอย่างที่ไม่เหมือนสัตว์สี่เท้าที่เลี้ยงลูกด้วยนมอื่นๆ คือมันมีขาที่ค่อนข้างสั้น เนื่องจากขาที่สั้นนี้เองก็เป็นไปได้ที่เวลามันเคลื่อนที่ไปนั้น ท้องหรือตัวของมันก็จะติดหรือถูกพื้นดินได้ง่าย ส่วนตุ๊กแก ตะกวด แย้ และจิ้งเหลนนั้น ถูกจัดอยู่ในพวกสัตว์เลื้อยคลาน ซึ่งก็จะมีขาที่สั้น และเมื่อเคลื่อนไหว ท้องหรือลำตัวก็จะติดพื้นดิน ในพระคัมภีร์ภาษาฮีบรูจะเรียกสัตว์พวกนี้ว่า เชเรทซ เพราะเป็นสัตว์ที่มาจากหลายประเภท ไม่เพียงแต่สัตว์เลื้อยคลาน แต่รวมถึงสัตว์บก สัตว์น้ำ และพวกแมลงด้วย บางครั้งคำนี้มีคำที่พ้องกันในภาษาฮีบรูคือ เรเมส ซึ่งโดยปกติจะแปลว่า สัตว์เลื้อยคลาน พระคัมภีร์ภาษาอังกฤษส่วนใหญ่ จะแปลว่า creeping things และมีบางฉบับแปลว่า reptiles ส่วนคำว่าเชเรทซ พระคัมภีร์ภาษาอังกฤษมักจะแปลว่า swarmersหรือ […]

จะตีความอุปมาอย่างไรดี? 1/09

จะตีความอุปมาอย่างไรดี? คำถาม : อุปมา เรื่อง “บ่าวที่สัตย์ซื่อและบ่าวที่ไม่สัตย์ซื่อ” ในพระธรรมมัทธิวบทที่ 24 ข้อ 45 ถึงข้อ 51 มีความหมายว่าอย่างไร? ทำไม จึงมีการลงโทษหนักถึงขนาดไม่ได้รับความรอดด้วย? คำตอบ : คุณ วันชัย โรจน์มานะวงศ์ ได้เขียนมาถามเกี่ยวกับอุปมาเรื่องนี้หลายคำถามทีเดียว คำถามเหล่านี้ไม่เกี่ยวข้องกับการแปล (Translation) นั่นหมาย ความว่า ไม่มีปัญหาเกี่ยวกับตัวเนื้อหาของพระคัมภีร์ตอนนั้นๆ แต่เป็นคำถามเกี่ยวกับการตีความหมาย (Interpretation) ทางเรา ได้อ่านและสรุปประเด็นคำถามของคุณวันชัยออกมาให้กระชับรัดกุม ดังได้ปรากฏข้างต้น แต่ก่อนจะลงมือตอบ ผมก็อยากจะปูพื้นฐานความเข้าใจเกี่ยวกับอุปมา (parable) ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ก่อนว่าหมายถึงอะไร โดยมากเราจะคิดถึงอุปมาของพระเยซูในพระคัมภีร์ใหม่ แต่ในพระคัมภีร์เดิมก็มีเรื่องราวในลักษณะอุปมาด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น เรื่องที่ผู้เผยพระวจนะนาธันเล่าให้กษัตริย์ดาวิดฟัง ซึ่งส่งผลให้ดาวิดกลับใจสารภาพบาป (2ซามูเอล 12:1-4) หรือ เรื่องที่โยธามบุตรคนสุดท้องของผู้วินิจฉัยกิเดโอนเล่าให้ชาวเมืองเชเคมฟัง เกี่ยวกับต้นไม้ต่างๆ เสาะหาต้นไม้ที่จะมาเป็นราชาของพวกมัน (วนฉ.9:8-15) หรือ บทเพลงรักชาวสวนองุ่นของผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ที่เรียกร้องให้ผู้ฟังตัดสิน ว่าใครผิด ระหว่างชาวสวนผู้ตรากตรำกับเถาองุ่นทรยศ (อสย.5:1-7) ดังนั้นกล่าวโดยสรุปก็จะได้ว่า อุปมา หมายถึง เรื่องเล่าที่ผู้ประพันธ์หยิบยกมาจากชีวิตประจำวันเพื่อจะสื่อความหมาย บางอย่างกับผู้ฟังในสมัยของเขา และจากหนังสือพจนานุกรมภาษาอังกฤษร่วมสมัยของบริษัทลองแมน ได้ให้คำนิยามของอุปมา (Parable) […]

วัยรุ่นล้มละลาย 1/09

วัยรุ่นล้มละลาย “ล้มละลาย!  ไม่เห็นจะเกี่ยวกับวัยรุ่นเลย” นี่อาจเป็นความรู้สึกแรกที่เกิดขึ้นเมื่ออ่านชื่อเรื่องนี้ก็เป็นได้  ใครๆก็มักคิดว่าวัยหนุ่มสาวเป็นวัยแห่งการเริ่มต้น  เป็นวัยแห่งการสร้างสรรค์ และมีเวลาอีกมากที่จะเรียนรู้ชีวิต  เชื่อเถอะครับว่าทีแรกผมเองก็ไม่ได้เห็นต่างไปจากผู้อ่านทุกท่านนักหรอก  แต่ไม่แน่ว่าเมื่ออ่านจนจบแล้วท่านอาจเริ่มเห็นด้วยกับผมขึ้นมาบ้าง เรามักใช้คำว่า “ล้มละลาย” กับคนที่มีหนี้สินมากจนรับผิดชอบไม่ไหว  แม้แต่ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานก็ให้ความหมายที่คล้ายๆกันคือ “สิ้นเนื้อประดาตัว  หมดทรัพย์สมบัติของตัวฯ”  เพราะเรามักพูดถึงการล้มละลายในแง่ทรัพย์สินเงินทอง  แต่การล้มละลายในวัยรุ่นเป็นสิ่งที่แตกต่างออกไป  การล้มละลายที่สำคัญในชีวิตของเยาวชน  เป็นการล้มละลายเรื่องเวลานั่นเอง เมื่อคืนวานผมไปที่คริสตจักรสาธร  ได้ฟังอาจารย์สตีเฟ่น เหลียงพูดถึงเรื่องเวลาไว้อย่างน่าสนใจ  ลองคิดตามนะครับว่าถ้าเรามีรายได้ 1,440 บาทต่อวัน(43,200/เดือน)  เราจะบริหารการใช้เงินของเราอย่างไร  บางคนอาจเอาไปซื้อเสื้อผ้าสวยๆสักชุด  แต่บางคนกลับเลือกออมไว้และใช้เฉพาะเท่าที่จำเป็น  บางคนนำไปลงทุนให้เกิดกำไรก็มี  บางคนคงเริ่มสงสัยแล้วว่ามันเกี่ยวกับเวลายังไง?  เกี่ยวข้องอย่างมากครับ!  ท่านทราบไหมครับว่าเราทุกคนมี 1,440 นาที/วัน เท่าๆกัน  วิธีการใช้เวลานี่เองที่ทำให้วัยรุ่นสามารถกลายเป็นคนล้มละลายได้ จอร์จ ซานตายานา(ร้อยแปดพันเก้า ,2002) กล่าวว่า “บุคคลซึ่งไม่ยอมเรียนรู้จากประวัติศาสตร์  เขาผู้นั้นก็กำลังเรียนรู้ที่จะผิดซ้ำรอยเดิม”  ถ้าเราจะเรียนรู้เรื่องล้มละลายย่อมต้องเรียนรู้จากคนล้มละลาย  คนกลุ่มหนึ่งที่ล้มละลายทางเวลามากที่สุดก็คือ “กลุ่มเสพติดไซเบอร์” เด็กกลุ่มนี้จะเริ่มจากการใช้เวลากับอินเทอร์เน็ตอย่างมาก  บางคนเล่นเกมออนไลน์วันละ 5-6 ชั่วโมง  บางคนก็แชทได้ทั้งคืน  จากนอนน้อยและมีเวลาเรียนน้อยก็เริ่มไม่นอนและไม่ยอมไปโรงเรียน  น้องนิ(นามสมมติ)เป็นวัยรุ่นคนหนึ่งที่มีปัญหานี้  ตอนที่ผมเข้าไปให้การช่วยเหลือ  น้องนิไม่ได้นอนมากกว่า 10 วันแล้ว  […]

1 69 70 71 72 73 84