Blog

พระเจ้าแพทย์ผู้ประเสริฐของฉัน 1/10

พระเจ้าแพทย์ผู้ประเสริฐของฉัน ดิฉันนางสาวกันยารัตน์ เทียมทัน ปัจจุบันอายุ 32 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากสถาบันราชภัฎภูเก็ต จบปริญญาโทจากโรงเรียนคริสตศาสนศาสตร์แบ๊บติสต์ ปัจจุบันทำงานเป็นผู้รับใช้พระเจ้าเต็มเวลาที่คริสตจักรคริสเตียนสถานภูเก็ต ดิฉันอยากจะถ่ายทอดคำพยานชีวิตที่มีประสบการณ์กับพระเจ้า ทั้งความรัก การดูแลของพระองค์ผ่านทางผู้คนมากมาย เพื่อแสดงให้เห็นว่าพระเจ้า… ผู้เป็นแพทย์ผู้ประเสริฐ ในชีวิตของฉัน รู้จักพระเจ้า เมื่อตอนสมัยที่ฉันเรียนอยู่ ปวช. ปี 1 เพื่อนได้ชวนไปร่วมนมัสการที่โบสถ์ ด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่าเขาไปทำอะไรกัน จึงไปโบสถ์กับเขา เมื่อไปครั้งแรกรู้สึกประทับใจในการต้อนรับอันแสนอบอุ่นของพี่น้องในคริสตจักรคริสเตียนสถานภูเก็ต ฉันจึงได้เข้าร่วมกลุ่มอนุชนทุกวันเสาร์เสมอ วันหนึ่ง เมื่อกลับจากโบสถ์ในวันเสาร์ พระคำของพระเจ้าทำงานในจิตใจของฉันอย่างมาก ฉันต้องการที่จะสารภาพบาปกับพระเจ้า จึงปิดประตูห้องและร้องไห้สารภาพบาปกับพระองค์ และฉันบอกกับพระเจ้าว่า “ต่อไปนี้ฉันจะมีพระเจ้าแต่เพียงองค์เดียวขอพระองค์เป็นเจ้าชีวิตของฉัน” เมื่อฉันสารภาพบาปกับพระเจ้าแล้ว ฉันได้สัมผัสว่าฉันมีสันติสุขจากพระเจ้า ทำให้รู้ว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้เข้ามาอยู่ในชีวิตของฉันแล้ว เมื่อก่อนฉันเป็นคนใจร้อน เอาแต่ใจตัวเอง ดื้อเงียบ แต่หลังจากเชื่อพระเจ้าแล้วก็กลายเป็นคนใจเย็นไม่เอาแต่ใจตัวเอง มีเหตุผล และเชื่อฟังมากขึ้น เมื่อจบปวส.ปีที่ 2 ในเวลานั้นฉันจึงได้เข้าศึกษาต่อในสถาบันราชภัฎภูเก็ต ฉันเรียน ทำงาน พร้อมทั้งรับใช้พระเจ้าไปด้วย งานที่ทำคือการขายประกันชีวิต เป็นงานที่ท้าทายความสามารถมาก แต่ขอบคุณพระเจ้าสำหรับอาชีพนี้ทำให้ฉันได้ฝึกความอดทน เรียนรู้จักการให้ รักในการบริการและดูแลลูกค้าดุจญาติมิตร ทำงานอาชีพนี้อยู่ประมาณ 5 ปี เมื่อเรียนจบแล้วก็ยังคงทำงานต่อจนมีลูกค้าประมาณ 200 […]

อย่าอยู่ อย่าง อยาก 4/09

อย่าอยู่ อย่าง อยาก เป็นเรื่องจริงที่ว่าร่างกายของมนุษย์จะส่งสัญญาณเตือนเมื่อร่างกายขาดบางสิ่งบางอย่าง เป็นต้นว่า เรารู้สึกกระหายน้ำมากเวลาที่เราเล่นกีฬาและสูญเสียน้ำในร่างกายหรือรู้สึกเหนียวตัวอยากอาบน้ำหลังจากทำงานมาทั้งวัน แต่สัญญานนั้นบางครั้งก็มากเกินพอดี ผมเรียกมันว่า “ความอยาก” ถ้าเราไม่เรียนรู้ในการ “อย่าอยู่อย่างอยาก”เราจะมีชีวิตที่ “อยู่ยากอย่างยิ่ง” ผมจึงหวังว่าเรื่องนี้จะสามารถสะกิดใจให้ทุกท่านทบทวนตัวเองว่า ทุกวันนี้เราอยู่อย่างอยากมากน้อยเพียงใด ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า “ความอยาก” ที่เราจะพูดถึงกันต่อไปนี้คือ “ความต้องการที่มากเกินความจำเป็น หรือเกินความพอดีของชีวิต” ความอยากสามารถสร้างปัญหาให้กับชีวิตเราได้แทบทุกด้าน และกับทุกคน ไม่เว้นแม้แต่ตัวผมเอง ผมมีปัญหาอยากกินอยู่เรื่อย แม้บางครั้งทานอิ่มแล้วแต่พอเห็นเค้กช็อกโกแลต หรือไอศกรีมนม กลิ่นหวานหอมของมันทำให้ผมเป็นต้องอดไม่ได้ทุกที ผลก็คือทุกวันนี้ผมอ้วนขึ้นมาก จนคนใกล้ตัวบอกว่าผมไม่มีเส้นขอบหน้า(เพราะอ้วนจนคอกับหน้ารวมเป็นเนื้อเดียวกัน) วัยรุ่นหลายคนเก็บเงินซื้อกีตาร์ไม่ได้ซักทีก็เพราะอดไม่ได้กับการไปดูหนังกับเพื่อนๆแทบทุกวัน  ที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือพวกอยากรวยแบบผิดๆ แน่นอนครับว่าการมีฐานะดีกว่าคนอื่นไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่คนที่อยากรวยแบบผิดๆไม่ได้ก่อร่างสร้างตัวตามอย่างที่คนประสบความสำเร็จทำกัน แต่คนพวกนี้มักเสี่ยงกับการพนัน แทงบอล เล่นหวย ผมเคยเห็นมานักต่อนักแล้วว่าจุดจบของนักพนันนั้นไม่เป็นอย่างที่พวกเขาคิดฝันในตอนแรก แต่เต็มไปด้วยน้ำตาและคำแช่งด่าจากคนรอบข้าง ถามว่าทำไมเราจึงต้องฝึกควบคุมความอยากของตนเองด้วย นั่นก็เพราะว่าความอยากจะเติบโตขึ้นเรื่อยๆตามการตามใจของคนๆนั้น ถ้าเราไม่เรียนรู้ที่จะควบคุมมันในวันนี้ เราจะเป็นเหมือนคนลงแดงจากการติดยาเสพติด และไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ง่ายๆ อีกต่อไป ในความเชื่อของคริสเตียนบอกไว้ในพระธรรมกาลาเทีย 5 ข้อ 24 ว่า “ผู้ที่อยู่ฝ่ายพระเยซูคริสต์ได้เอาเนื้อหนังกับความอยาก และตัณหาของเนื้อหนังตรึงไว้ที่กางเขนแล้ว” หมายความว่าเราต้องเอาชนะความอยากของตนเองให้ได้ แต่การทำเช่นนี้เป็นวินัยในชีวิตที่เราต้องทำอยู่เสมอ  เหมือนคนที่ต้องการเอาชนะความโลภก็ต้องฝึกให้ตัวเองซื่อสัตย์ในเงินจำนวนเล็กน้อยเสียก่อน จึงจะสามารถอดใจต่อทรัพย์สินจำนวนมากได้   อย่าไปเชื่อว่าคนรวยจะไม่โกง […]

วิวัฒนาการของการแปลพระคัมภีร์ไทย 4/09

วิวัฒนาการของการแปลพระคัมภีร์ไทย ยุคแรกเกี่ยวกับความเป็นมาของพระคัมภีร์ไทยอาจเรียกว่ายุคก่อนที่จะมีการแปลพระคัมภีร์ในเมืองไทย ความจริงศาสนาคริสต์เข้ามาเมืองไทยเป็นครั้งแรกนั้น ผู้ที่นำเข้ามาคือ บาทหลวงคาทอลิก ซึ่งเข้ามาเผยแผ่ศาสนาเมื่อประมาณปี ค.ศ.1662 ในสมัยของพระนารายณ์มหาราช โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่อยุธยา มีการแปลคำสอนหลายๆ อย่างเป็นภาษาไทย แต่ไม่ปรากฏว่ามีการแปลพระคัมภีร์ แต่มีการรวบรวมประวัติของพระเยซู โดยสรุปจากพระกิตติคุณทั้งสี่เล่มมาเขียนเป็นหนังสือชื่อว่า “พระพุทธเยซู” หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มเดียวที่มีต้นฉบับหลงเหลืออยู่ การแปลพระคัมภีร์ไทยครั้งแรกไม่ได้เกิดขึ้นที่เมืองไทย แต่เกิดขึ้นที่ประเทศพม่าในต้นศตวรรษที่ 19 โดยคุณแอนนา จัดสัน ภรรยา ของอโดนิราม จัดสัน มิชชันนารีคณะอเมริกันแบ๊พติสต์ ได้พบว่ามีคนไทย ถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยศึกอยู่ในประเทศพม่า คุณแอนนามีภาระใจอยากจะแปลคำสอนและแปลพระคัมภีร์ภาษาไทย อย่างไรก็ตามสิ่งที่คุณแอนนาทำไม่มีหลักฐานหลงเหลืออยู่เลย ที่เรารู้ได้ก็เพราะมีจดหมายโต้ตอบที่คุณแอนนาเขียนไปถึงเพื่อนคนหนึ่งว่าท่านได้แปลบทเรียนเพื่อผู้เชื่อใหม่และพระธรรมมัทธิวเป็นภาษาไทยเสร็จเรียบร้อย โดยการช่วยเหลือของครูสอนภาษาไทย ดูเหมือนจะมีการส่งไปพิมพ์ที่โรงพิมพ์ของคณะแบ๊พติสต์ที่เมืองกัลกาตา ประเทศ อินเดีย ใน ปี ค.ศ.1819 นอกจากนี้หลักฐานอีกชิ้นหนึ่งก็คือจดหมายของศจ.เบอร์นที่กล่าวถึงการทำตัวพิมพ์ไทยและการสั่งซื้อมาใช้ในประเทศสิงคโปร์ ศตวรรษที่ 19 ยุคแห่งการแปลพระคัมภีร์  ภาคพันธสัญญาใหม่ การแปลพระคัมภีร์ไทยเริ่มจากนิกายโปรเตสเตนท์ โดยมิชชันนารีคู่แรกที่มาเมืองไทย คือ ดร.คาร์ล กู๊ดสลาฟ และ ศจ.จาค็อบ ทอมลิน จากสมาคมมิชชันแห่งลอนดอน ได้เข้ามาประกาศข่าวประเสริฐเป็น กลุ่มแรก โดยมาถึงเมื่อวันที่ 3 […]

พระเจ้าให้ชีวิตเธอ… อีกครั้ง 4/09

พระเจ้าให้ชีวิตเธอ… อีกครั้ง ชีวิตที่กำเนิดมาบนโลกใบนี้ ต่างก็ต้องเผชิญกับสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกันออกไป บางคนก็เกิดมาในครอบครัวที่ดี ร่ำรวย สุขสบาย บางคนที่เกิดมาในครอบครัวที่ยากจน ทุกข์ยาก แต่สำหรับเธอคนนี้ เกิดมาในครอบครัวที่มีความเพรียบพร้อม มีฐานะดี มีหน้าที่การงานที่ดี เป็นครอบครัวที่เชื่อในพระเจ้า มีความสุขกับชีวิตที่ดำเนินอยู่ในวิถีทางของพระองค์ แต่วันหนึ่ง…ปัญหาก็ได้คืบคลานเข้ามาในชีวิตเธอ เธอเกิดความรู้สึกว่าสมองเริ่มผิดปกติ ปวดศีรษะรุนแรง จนต้องเข้ารับการผ่าตัดสมองอย่างเร่งด่วน ทุกขั้นตอนที่เผชิญกับปัญหา พระเจ้าไม่เคยทอดทิ้งเธอ ทรงอยู่ด้วย และทรงนำเธอ ทั้งหมอ โรงพยาบาล และอื่นๆ จนเธอสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาแห่งความทุกข์ยากนั้นไปได้ ในช่วงเวลาที่เธอเจ็บป่วย เธอได้สัมผัสกับการดูแลของพระเจ้า ความรักจากครอบครัว จากผู้คนมากมาย จนเธอลืมความทุกข์ที่กำลังเผชิญอยู่ มันกลับกลายเป็นความสุข ความอิ่มเอิมใจ จนเธอตระหนักว่า…ชีวิตใหม่ที่กำลังมีอยู่ขณะนี้ พระเจ้าได้ประทานให้แก่เธอ…อีกครั้ง เธอจึงได้ตัดสินใจเข้าศึกษาที่โรงเรียนพระคริสตธรรมและถวายตัวรับใช้พระองค์ ขอแนะนำให้รู้จักกับเธอคนนั้น คุณณิชารีย์  ธีรกุลชน คุณณิชารีย์ ปัจจุบันอายุ 53 ปี จบการศึกษาปริญญาโทที่สถาบันกรุงเทพคริสตศาสนศาสตร์ (BIT) สมรสกับคุณคุณากร งอกประเสริฐกุล มีบุตรชายและบุตรสาว คือ นายปุณชวิศ งอกประเสริฐกุลกำลังศึกษาอยู่ที่สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น และด.ญ.ณิชากร งอกประเสริฐกุล กำลังศึกษาอยู่ที่โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง […]

ไม่มีทางเลือกจริงหรือ 4/09

ไม่มีทางเลือกจริงหรือ คนมีความคิดสร้างสรรค์คือคนที่มองเห็นทางเลือกหลายอย่างและหลายด้าน คิดอะไรก็คิดออกได้คล่องคิดได้กว้างหลายแนว และที่สำคัญคือ คิดหาวิธีที่เหมาะสมได้ทันเหตุการณ์โดยมีทางเลือกได้หลายๆ ทางและพิจารณากลั่นกรองได้วิธีการที่ผสมผสานและมีประโยชน์ครอบคลุมที่สุด ในแง่ชีวิตคน การมองเห็นทางเลือกได้หลายๆ ทางเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากตั้งแต่ยังเป็นเด็กทีเดียว ดิฉันมีประสบการณ์จากเด็กๆ บางคนซึ่งมาเรียนในหลักสูตร เด็กน่ารัก นักสร้างสรรค์ที่ศูนย์ความคิดสร้างสรรค์เปิดสอนให้เด็ก ช่วงปิดเทอมเดือนมีนาคม เมษายนและตุลาคม เด็กบางคนเวลาทำผิดกติกาจะพูดว่า ผมไม่มีทางเลือก ปกติดิฉันทำสัมมนาให้ผู้ใหญ่ทั้งที่เป็นผู้บริหารและพนักงาน ช่วงปิดเทอมสอนเด็กๆ ก็ได้เข้าใจอะไรๆ เกี่ยวกับทักษะการคิดของคนได้อย่างครบถ้วนชัดเจนยิ่งขึ้นประโยคที่เด็กพูดว่า ผมไม่มีทางเลือกบอกอะไรบางอย่าง เช่นผมรู้ว่าไม่ควรทำอย่างนี้ แต่ผมคิดไม่ออกว่าจะทำอย่างไหนดังนั้นผมจึงจำเป็นต้องทำลงไป เพราะผมไม่มีทางเลือก ดูๆ ไปผู้ใหญ่บางคนก็เหมือนเด็กบางคนที่พูดถึง คือทำสิ่งที่ไม่ควรโดยมีข้อแก้ตัวในใจว่า ผมไม่มีทางเลือก เช่นในการขับรถบนถนนทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด คนขับรถปาดแซงตัดหน้ารถคันอื่นคันแล้วคันเล่า ทั้งๆ ที่รู้ว่ากิริยาหยาบๆ เช่นนั้นทำความเดือดร้อนใจให้คนอื่น และเป็นการเสียมารยาทแต่ก็คิดว่าผมไม่มีทางเลือก ผมมีความสามารถขับได้ดีกว่าพวกคุณ จะให้ผมขับแบบพวกคุณๆ ผมคงทนไม่ไหวหรอก ช่วยไม่ได้จริงๆ ในการทำงานก็ไม่ต่างกันนัก คนทำงานที่ทำให้งานชะงัก และเสียหายในรูปแบบต่างๆ นั้นเขามีเหตุผลที่เป็นข้อแก้ตัวที่เขาคิดว่าฟังขึ้นที่สุดแล้วคือ ผมไม่มีทางเลือกเวลาคนคิดเช่นนี้แม้จะพูดออกมาหรือไม่ก็ตามมีนัยให้เราผู้ฝึกฝนด้านทักษะการคิดได้เข้าใจหลายด้าน คือ 1. เขาไม่ได้หาทางเลือกอะไร คือทำงานไปเรื่อยๆ ปล่อยทุกอย่างให้เป็นไปอย่างที่เคยเป็น ทำอย่างที่เคยทำ ทุกอย่างเคยเป็นมาอย่างไรก็ปล่อยให้เป็นไปอย่างนั้นทำตามความเคยชินซึ่งเป็น ไปตามธรรมชาติของสมองที่ทำงานแบบฝนตกลงมาน้ำไหลเป็นทางพอเหตุการณ์ไม่เป็น อย่างที่เคยเป็น เขาก็ปล่อยให้มันเป็นไปเรื่อยๆ จะเสียหายอย่างไรไม่ได้คำนึงถึง ในใจก็ได้แต่คิดว่ามันเคยเป็นแล้วทำไมอยู่ๆไม่เป็นแบบเดิม คงต้องปล่อยไปแบบนี้ […]

ฝันไกลถ้าไม่เข้าใจก็ไปไม่ถึง 3/09

ฝันไกลถ้าไม่เข้าใจก็ไปไม่ถึง ระยะนี้ผมมีโอกาสได้ศึกษางานวิทยานิพนธ์อยู่บ่อยๆ บ้างก็มีเพื่อนที่เรียนปริญญาโทมาขอให้ช่วยอ่านงานที่เขาจะส่งอาจารย์ หรือบางทีก็เป็นผมเองที่สนใจในหัวข้อวิจัยนั้นๆจนอดหยิบขึ้นมาอ่านไม่ได้ หากท่านผู้อ่านเป็นคนหนึ่งที่มีโอกาสสัมผัสงานเหล่านี้คงจะเห็นด้วยกับผมว่ามีเรื่องหนึ่งที่คนสนใจศึกษาในเด็กวัยรุ่นกันมาก เรื่องนั้นก็คือ “แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์”   แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ (วิกิพีเดีย,2009) หมายถึง แรงจูงใจที่เป็นแรงขับให้บุคคลพยายามที่จะประกอบพฤติกรรมที่จะประสบสัมฤทธิ์ผลตามมาตรฐานความเป็นเลิศที่ตนตั้งไว้ ในการศึกษาวิจัยมักจะวัดผลเรื่องแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์นี้จากผลการเรียน หรือผลจากการตอบแบบสอบถามทางจิตวิทยา ผมขอใช้ภาษาง่ายๆ อธิบายแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ว่า “แรงแห่งความใฝ่ฝัน” ดังนั้นวัยรุ่นที่มีแรงใจนี้มากย่อมพยายามและอดทนเพื่อไปสู่เป้าหมาย จึงดูเหมือนว่าเราควรสนับสนุนให้เด็กวัยรุ่นมีสิ่งนี้กันมากๆ แต่นั่นก็เป็นความจริงเพียงครึ่งเดียว ซึ่งภาพสะท้อนจากสังคมไทยที่ชัดเจนก็คือวัยรุ่นหลายคนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่หิวกระหายความสำเร็จ แต่สร้างความเดือดร้อนให้กับสังคมมากมาย นั่นเพราะเขาไม่ได้รับการสอนถึงสิ่งที่พึงระวังเพื่อก้าวไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริง ซึ่งผมจะขอหยิบยกเอาพระธรรมสุภาษิตบทที่ 22 ที่ได้ให้คำเตือนที่มีค่าและนำไปใช้ได้จริงดังนี้ ประการแรก ที่เราต้องตระหนักก็คือ “เป้าหมายที่ดีที่สุดคืออะไร” เป้าหมายชีวิตที่ชัดเจนและมีคุณค่ามากพอย่อมสร้างแรงจูงใจในการดำเนินชีวิตให้เต็มไปด้วยพลัง แต่เราจะทราบได้อย่างไรว่าอะไรคือเป้าหมายที่ดีที่สุด พระธรรมสุภาษิต 22:1 พูดถึงเรื่องนี้ไว้ว่า “ชื่อเสียงดีเป็นสิ่งควรเลือกยิ่งกว่าความมั่งคั่งมากมาย และซึ่งเป็นที่โปรด-ปราน ก็ดีกว่ามีเงินหรือทอง” การกำหนดเป้าหมายที่ถูกต้องเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะนั่นหมายถึงการกำหนดทิศทางทั้งหมดในชีวิตของเราด้วย คงเป็นเรื่องไม่สนุกแน่เมื่อนักปีนเขาสามารถปีนมาถึงยอดเขาได้ แต่กลับมารู้ทีหลังว่าพวกเขาปีนเขาผิดลูก ผมเคยพูดเล่นกับเพื่อนๆ ว่า “เงินซื้อไม่ได้ทุกอย่างในโลกหรอก แต่ก็ซื้อได้หลายอย่างนะครับ” นั่นสะท้อนให้เห็นว่าเรื่องทรัพย์สินเงินทองมีความสำคัญกับพวกเรามากขึ้นทุกวัน จนมันเริ่มกลบรัศมีสิ่งที่เราควรจะสนใจกันจริงๆ ผมมีโอกาสได้ฟังคำเทศนาของน้องคนหนี่งซึ่งเตือนใจผมมาก เขาพูดถึงพระธรรมวิวรณ์ซึ่งบรรยายลักษณะของสวรรค์ เช่น ถนนเป็นทองคำ และยังมีเพชรนิลจินดามากมาย เขาถามเราว่าถ้าเราเก็บเศษอิฐเศษปูนที่ทำถนนมาไว้ที่บ้านมากๆ มันน่าตลกหรือไม่ ดังนั้นเราจะเก็บทรัพย์สมบัติในโลกนี้ไปมากเกินพอเพื่ออะไร เพราะอีกหน่อยมันก็คือเศษถนนของแผ่นดินสวรรค์ ซึ่งมีมากจนไม่ได้ดูมีค่าอะไรเลย ผมเห็นด้วยกับคำเตือนใจนี้ และอยากแบ่งปันว่าอีกว่าเรื่องที่เด็กวัยรุ่นจะให้ความสำคัญกับอะไรในวันหน้า ขึ้นอยู่กับว่าชีวิตของผู้ใหญ่ที่อยู่รอบข้างเขาในวันนี้ให้ความสำคัญกับอะไร […]

ความรัก หรือ การทนทุกข์?, “ช่องพระแกลตาข่าย” หมายถึงอะไรกันแน่? 3/09

ความรัก หรือ การทนทุกข์?  ท่านถาม ฝ่ายแปลตอบ ฉบับนี้มี 2 คำถาม 2 เรื่องที่ท่านสมาชิกถามเข้ามาอย่างน่าสนใจมาก และอยากได้รับคำตอบโดยเร็ว ผู้จัดทำจึงรีบนำมาลงในคอลัมน์นี้ให้ได้อ่านพร้อมกัน 2 คำถาม ถาม ทำไม ฉบับมาตรฐาน 2002 แปลพระธรรม 2 โครินธ์ 1:5 ว่า “เพราะความรักของพระคริสต์มากท่วมท้นเราอย่างไร…” แทนที่จะแปลว่า “เพราะการทนทุกข์ที่พระคริสต์ทรงทนเพื่อเรานั้นมากท่วมท้นเราอย่างไร…” ตอบ โดย อาจารย์ ทองหล่อ วงศ์กำชัย วลี “ความรักของพระคริสต์” หรือ “การทนทุกข์ของพระคริสต์” นั้นในภาษากรีกคือ “ทา พาเทมา ทู คริสทู” ซึ่งประกอบด้วยคำหลักสองคำคือ “ทา พาเทมา” แปลว่า “การทนทุกข์” และ “ทู คริสทู” แปลว่า “ของพระคริสต์” โครงสร้างวลีแบบนี้ในทางไวยากรณ์กรีกเรียกว่า เจนนิทิพ (genitive) คือการแสดงความเป็นเจ้าของ การแสดงความเป็นเจ้าของในกรีกที่เกี่ยวข้องกับการกระทำนั้นสามารถมีความหมายได้สองแบบคือตัวเจ้าของนั้นเป็นได้ทั้งประธานคือผู้กระทำหรือเป็นกรรมคือผู้ถูกกระทำ […]

ทุกปัญหา มีทางออก ใช้ชีวิตอย่างมีสติ 3/09

ทุกปัญหา มีทางออก ใช้ชีวิตอย่างมีสติ เมื่อต้นปี 2009 มีภาพยนตร์โฆษณาชิ้นหนึ่งที่ได้รับการกล่าวขวัญจากผู้ชมเป็นจำนวนมากและได้รับรางวัลสื่อมวลชนดีเด่นประจำปี พ.ศ. 2552 ประเภทโฆษณา (Catholic Media Award 2009) เป็นเรื่องของครอบครัวหนึ่งที่ทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ภาพเริ่มจับที่พ่อกำลังนั่งอ่านหนังสือ พิมพ์ ขณะที่ลูกชายวัยประมาณ 5 ขวบกำลังเล่นต่อไม้รูปทรงต่างๆ อยู่บนพื้นห้อง เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น พ่อเดินไปรับโทรศัพท์ “ฮัลโหล…ว่าไงนะ …โครงการล้ม…แล้วของที่ลงไปแล้วละ…” “หมดกัน…สร้างมากับมือ” พ่อทรุดตัวลงหัวใจสลายเพราะธุรกิจที่ทำอยู่พังพินาศไปในชั่วพริบตา ความทุกข์ที่บีบคั้น ไม่รู้ว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร ลูกชายก็ยังเล็กจะอยู่ได้อย่างไร พ่อเปิดลิ้นชักโต๊ะทำงานเพื่อจะหยิบอาวุธหวังจบชีวิตทั้งพ่อทั้งลูก “โครม!” ตัวต่อไม้ที่ลูกชายกำลังก่อสร้างอยู่นั้นพังครืนลงมา “หมดกัน…สร้างมากับมือ” ลูกอุทานออกมาด้วยประโยคเดียวกันกับพ่อ เด็กชายคงรู้สึกว่าสิ่งที่พยายามทำมายาวนานนั้นมันพังลงมาเพียงแค่พริบตาเช่นกัน เด็กชายฟุบหน้าลงกับฝ่ามือ “ไม่เป็นไร สร้างใหม่ก็ได้…” เด็กชายเงยหน้าขึ้นด้วยแววตามุ่งมั่น คำพูดสั้นๆ ของเขา ทำให้ผู้เป็นพ่อต้องหยุดคิด “ใช่…ไม่เป็นไร สร้างใหม่ก็ได้” “ทุกปัญหามีทางออก ใช้ชีวิตอย่างมีสติ… ยาหม่องน้ำเซียงเพียวอิ๊ว” เบื้องหลังโฆษณายาหม่องน้ำเซียงเพียวอิ๊ว คุณสุวรรณา อัครพงศ์พิศักดิ์ ทายาทรุ่นลูกของธุรกิจเซียงเพียวอิ๊ว และผลิตภัณฑ์สำหรับกลุ่มวัยรุ่นภายใต้แบรนด์ เปปเปอร์มินท์ฟิว ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด เล่าถึงสปอร์ตโฆษณาชุด […]

ทิ้งการคิดทางลบให้ได้ 3/09

ทิ้งการคิดทางลบให้ได้ ถึงวันนี้ในวงการธุรกิจโดยเฉพาะผู้บริหารต่างรู้ซึ้งว่า จำเป็นต้องมีความคิดสร้างสรรค์ เพราะความคิดสร้างสรรค์ช่วยให้ คิดเร็ว คิดคล่อง และคิดได้ทันการ ไม่ว่าจะเป็นการคิดกลยุทธ์ คิดวางแผน คิดแก้ปัญหา คิดปรับปรุงงาน คิดสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อเพิ่มนวัตกรรมหรือ คิดเพิ่มประสิทธิภาพผู้บริหารธุรกิจยุคใหม่รู้ความจริงเหล่านี้มากขึ้น ผิดกับเมื่อก่อนที่มองไม่เห็นความจำเป็นของความคิดสร้างสรรค์ว่ามีต่อความ มั่นคงและความก้าวหน้าของงานมากแค่ไหนผู้บริหารธุรกิจและนักธุรกิจรวมถึงคน ทำงาน ถามกันว่า “ถ้าอยากพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของตนเองจะเริ่มได้อย่างไร” พอดิฉันบอกไปก็จะมีข้อโต้แย้งว่า “คงยาก ลำบาก” ด้วยเหตุผลมากมาย ซึ่งล้วนฟังขึ้น และเห็นได้ชัดว่าเป็นไปไม่ได้ ดิฉันจึงค่อยๆ มองเห็นภาพความคิดในใจของคนได้ชัดเจนมากขึ้นๆ จนพบว่า อุปสรรคใหญ่ของความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งรวมไปถึงความสุขในการดำเนินชีวิต คือ “การคิดทางลบ” (Negative Thinking) การคิดทางลบ และการคิดทางบวก มีอยู่ในคนทุกคน สิ่งสำคัญคือ ณ เวลาใดเวลาหนึ่งมีเหตุการณ์อย่างหนึ่งเกิดขึ้นมา มันขึ้นอยู่กับว่าการคิดทางลบหรือการคิดทางบวกที่เกิดขึ้นในใจของคนๆ นั้น สิ่งไหนที่เข้มแข็งกว่ากัน ถ้าการคิดทางลบมีกำลังมากกว่าก็จะเป็นผู้บัญชาการความคิดตอนนั้น การคิดทางลบจะผลิตความคิดทั้งหลายทั้งมวลที่บอกว่า “แย่แล้ว ลำบากแล้ว ยากจริงๆ หมดหวังแน่ เป็นไปไม่ได้เลย เดี๋ยวจะเกิดปัญหาตามมาอีกมากมาย เพราะมีเหตุผลมากมายคือ… ฯลฯ” ฉะนั้นด้วยเหตุด้วยผลอันครบถ้วนมากมาย ทำให้เห็นได้ว่า อุปสรรคที่กีดขวางอยู่นั้น มันทำให้สุดวิสัยที่จะคิด หรือจะหาทางทำอะไรได้ความคิดทางลบจึงทำให้เราไม่ออกแรงไปในทางที่จะคิดให้ได้ตามที่ต้องการ เพราะเราเชื่อว่าคิดอย่างไรก็คงคิดไม่ได้ […]

วัยรุ่นใจยักษ์ 2/09

วัยรุ่นใจยักษ์  ถ้ากำลังอยากอ่านเรื่องพฤติกรรมของวัยรุ่นที่โหดเหี้ยม ชอบสร้างปัญหา ผมคงทำให้ผิดหวังแล้วล่ะครับ แต่ถ้าท่านเป็นวัยรุ่น หรือมีวัยรุ่นที่ต้องดูแล ผมมีความจริงที่อยากเล่าสู่กันฟังว่ามียักษ์อยู่ในใจของวัยรุ่นจริงๆ ยักษ์ตนนี้ถ้าท่านไม่เข้าใจมันจะกลายเป็นเหมือนทศกัณฐ์ ที่สร้างความเดือดร้อนจนกลายเป็นสงครามเหมือนในวรรณคดีรามเกียรติ์ แต่หากท่านเข้าใจและใส่ใจอย่างถูกวิธี ยักษ์ตัวนี้จะทำให้วัยรุ่นเหมือนจินนี่ ที่สามารถให้พรวิเศษแก่ชีวิตคุณได้ทีเดียว  “อย่าให้ใครหมิ่นประมาทความอ่อนวัยของท่าน แต่จงเป็นแบบอย่างแก่บรรดาผู้เชื่อ ทั้งในด้านวาจาและการประพฤติ ทั้งในด้านความรัก ความเชื่อ และความบริสุทธิ์” (1 ทธ.4:12) เป็นพระคำที่อาจารย์เปาโลฝากไว้กับวัยรุ่นที่ชื่อทิโมธี ต้องยอมรับว่านี่เป็นเรื่องจริงที่เรามักได้ยินว่าคนอายุน้อยมักถูกสบประมาทว่าไม่สามารถสร้างความสำเร็จได้ คำดูถูกที่เรามักได้ยินบ่อยๆ ก็คือ “โธ่เอ๊ย พวกเด็กปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม” “อายุแค่นี้จะทำอะไรเป็น” คำพูดหมิ่นประมาทเหล่านี้จะว่าไปก็พอมีสาเหตุที่ทำให้คิดอย่างนั้นได้นั่นเพราะวัยนี้ยังมีการพัฒนาที่สมองส่วนหน้าไม่เต็มที่ ทำให้วัยรุ่นมีลักษณะนิสัยใจร้อนเมื่อเทียบกับวัยอื่นๆ เมื่อใจร้อนก็อาจไม่รอบคอบหรือมีเรื่องมีราวได้ง่าย อย่างที่เราเคยได้ยินว่าบางครั้งแค่มองหน้ากันแล้วไม่ถูกชะตา ก็ชักปืนขึ้นมายิงได้ง่ายๆ ข้อพระคำตอนนี้สะท้อนความเชื่อที่สังคมมีต่อวัยรุ่น และไม่เพียงแต่ในยุคอดีตเท่านั้นความเชื่อนี้ยังคงมีอยู่ในปัจจุบันด้วย แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ สิ่งที่วัยรุ่นทำได้ไม่เพียงแต่ไม่ให้ใครหมิ่นประมาท หรือดูถูกเท่านั้น แต่ยังสามารถเป็นแบบอย่างให้กับคนอื่นๆ ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงวัยใดได้อีกด้วย และในทุกๆ ด้าน สิ่งนี้เป็นเรื่องที่เป็นจริงได้หากเรารู้เท่าทันและหมั่นฝึกฝนตัวเองอยู่เสมอ เพราะผมบอกแล้วว่าวัยรุ่นทุกคนมียักษ์อยู่ในตัวเอง ซึ่งหมายถึงพลังงานและทรัพยากรภายใน ลองคิดดูสิครับว่าวัยไหนที่มีเรี่ยวแรงมากที่สุด ขนาดที่ว่าอดนอนสามคืนก็ยังไหว (แต่ไม่แนะนำให้ทำนะครับ) วัยไหนที่มีทั้งความสามารถในการเรียนรู้แบบเด็กๆ และความรับผิดชอบแบบผู้ใหญ่ผสมผสานกัน ถ้าจะเปรียบไปวัยรุ่นก็เหมือนรถยนต์ที่แรงม้ามากๆ วิ่งเร็ว แต่สิ่งที่ยากก็คือการควบคุมรถคันนี้ไม่ให้ตกไหล่ทางหรือพุ่งชนรถคันอื่นเสียก่อนที่จะถึงเส้นชัย ผมจึงอยากหยิบยกข้อคิดที่วัยรุ่นและผู้ที่ใกล้ชิดวัยรุ่นจะนำไปปรับใช้ได้ ในพระคัมภีร์ตอนนี้ได้เตือนให้เราเป็นแบบอย่างแก่คนอื่นใน 5 ด้านด้วยกันและด้านต่างๆ นี้เองที่จะนำวัยรุ่นสู่ความเป็นเลิศ เป็นคนที่มีใจใหญ่ ใจยักษ์ในทางที่ดี […]

1 69 70 71 72 73 84