Blog

ยิ่งทุ่มเท พระเจ้ายิ่งได้รับเกียรติ 1/14

ยิ่งทุ่มเท พระเจ้ายิ่งได้รับเกียรติ แพทย์หญิงอุษณีย์พร ศรีมินิพันธ์ เกิดเมื่อวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2503 ปัจจุบันอายุ 54 ปี สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เคยรับราชการเป็นกุมารแพทย์ ตำแหน่งหัวหน้ากลุ่มงานกุมารเวชกรรม ที่โรงพยาบาลจังหวัดพะเยา เป็นเวลา 18 ปี คู่สมรสคือ นายแพทย์สมบุญ ศรีมินิพันธ์ ซึ่งจากไปอยู่กับพระเจ้าตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 ด้วยโรคถุงน้ำดี มีบุตรด้วยกัน 2 คนคือ นายสรรเสริญ และ นางสาวอธิษฐาน ศรีมินิพันธ์ ทั้งสองกำลังศึกษาอยู่ที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปี 4 และ ปี 3 ตามลำดับ และเป็นสมาชิกสมบูรณ์ของคริสตจักรที่หนึ่งเชียงใหม่ ปัจจุบันท่านดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลแมคคอมมิค เชื่อพระเจ้าได้อย่างไร ช่วงที่ดิฉันเรียนที่โรงเรียนพระหฤทัยและอยู่หอพัก มีโอกาสไปโบสถ์ จำได้ว่าชอบเสียงเพลงในตอนนั้นมาก แต่ไม่เข้าใจอะไรมากนัก กระทั่งต่อมาได้อ่านหนังสือของหลวงวิจิตรวาทการเรื่องศาสนาเปรียบเทียบ รู้สึกสนใจคำว่าพระเจ้า อยากรู้ว่าพระเจ้ามีจริงไหม ในหนังสือนี้มีการยกข้อพระคัมภีร์คำเทศนาบนภูเขาในพระธรรมมัทธิวบทที่ 5 มาเขียน […]

ประเทศอียิปต์

ประเทศอียิปต์ นายราเมซ อทาลลาห์ ผู้อำนวยการสมาคมพระคริสตธรรมอียิปต์ ได้กล่าวถึงเรื่องราวที่น่าหนุนใจในประเทศอียิปต์ซึ่งเราไม่อาจรับรู้ได้มากนักจากสื่อตะวันตก เมื่อคริสตจักรและองค์กรคริสเตียนมากกว่า 85 แห่งถูกโจมตีและถูกเผาอย่างโหดร้าย ซึ่งถือว่าเป็นการกระทำที่ไร้เกียรติอย่างมากนั้น การไม่ตอบโต้ของคริสตชนจึงเป็นสิ่งที่คาดไม่ถึงและไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทันทีทันใดหลังจากการโจมตีเหล่านั้น โป๊ปทาวาดรอส ที่ 2 ซึ่งเป็นผู้นำของคริสตจักร คอปติกออร์ทอดอกซ์ได้กล่าวว่า หากการทำลายทรัพย์สินทั้งหลายนี้เป็นสิ่งที่คริสตชนชาวอียิปต์ต้องจ่ายราคาเพื่อปลดปล่อยประเทศให้เป็นอิสรภาพ ก็นับว่าคุ้มค่า คำกล่าวของท่านและผู้นำคริสเตียนท่านอื่น ๆ นั้นช่วยให้เกิดวิญญาณแห่งการให้อภัยท่ามกลางคริสตชนชาวอียิปต์ คำสอนของพระเยซูคริสต์ที่เกิดผลเป็นจริงในชีวิตคริสตชนชาวอียิปต์นับล้านคนนี้ควรจะเป็นหัวข้อข่าวที่โลกต้องรับรู้ ผู้นำคริสเตียนชาวอียิปต์หลายท่านได้เตือนสติบรรดาผู้เชื่อว่า คริสตจักรประกอบขึ้นด้วยประชากรของพระเจ้า ซึ่งเป็นพระกายของ พระเยซูคริสต์ มิใช่ตัวอาคารที่ใช้ในการนมัสการดังนั้นคริสตจักรจึงไม่มีวันที่จะถูกทำลายลงได้ ประเทศอียิปต์ไม่ได้กำลังเข้าสู่ภาวะสงครามกลางเมือง ตรงกันข้ามชาวอียิปต์มุสลิมและคริสเตียนกลับปรองดองกันมากขึ้นกว่าเดิมในการมีทัศนะเดียวกันเพื่ออนาคต พวกเขาไม่ยอมรับกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงทางการเมือง แต่กำลังทำการใหญ่ด้วยการสร้างสังคมของประชากรที่มีความเท่าเทียมกัน หลังจากสามปีแห่งการเปลี่ยนแปลงและความวุ่นวายแบบสุดขีด ประเทศอียิปต์ต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างมากที่สุดทางด้านสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการเมือง เป็นผลให้ชาวอียิปต์จำนวนมากเหนื่อยล้าและหมดอาลัยตายอยากกับสถานการณ์ในปัจจุบันของประเทศของตน อย่างไรก็ตามผู้นำคริสเตียนชาวอียิปต์ส่วนใหญ่มองไกลไปกว่าความยุ่งยากเหล่านี้ สมาคมพระคริสตธรรมอียิปต์กำลังเสาะหาการสนับสนุนเชิงบวกด้วยการจัดทำพระวจนะของพระเจ้าในรูปแบบที่หลากหลายทั้งประเภทสิ่งพิมพ์และอิเล็กทรอนิกส์ สมาคมฯ มีโครงการพิมพ์ฉบับพิเศษเรื่อง “คำเทศนาบนภูเขา” ซึ่งพระเยซูคริสต์ทรงสอนเรื่องอาณาจักรของพระเจ้าไว้ อันเป็นความมุ่งมาดปรารถนาของชาวอียิปต์จำนวนมากในเวลานี้ สมาคมฯ ได้จัดทำใบปลิวอีกหลายชนิดเพื่อการแจกจ่ายออกไปในวงกว้าง และได้ใช้รูปแบบทางศิลปะที่สวยงามลงบนสิ่งผลิตที่มีใจความว่า “ท่านทั้งหลายเป็นความสว่างของโลก” อีกด้วย นายราเมซ ขอให้พวกเราอธิษฐานเผื่อสำหรับสติปัญญาและการปกป้องจากพระเจ้าในการสร้างร้านหนังสือทั้ง 2 ร้านของสมาคมพระคริสตธรรมอียิปต์ที่ถูกทำลายไปขึ้นมาใหม่ ท่านรู้สึกขอบคุณสำหรับสิ่งของต่าง ๆ ที่สมาคมฯ ได้รับมา ตลอดจนถ้อยคำหนุนใจ คำอธิษฐาน และการช่วยเหลือ […]

Social network และยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้า 4/13

Social network และยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้า สังคมโลกในปัจจุบันอินเทอร์เน็ตไม่ได้เป็นเพียงช่องทางการสื่อสารหนึ่งที่สำาคัญเท่านั้น แต่สำหรับคนจำนวนมากอินเทอร์เน็ตกลายเป็นเรื่องจำเป็นที่พวกเขาขาดไม่ได้เลย ข่าวการฆ่าตัวตายผ่านเฟซบุ๊คของหลินสาวไต้หวันวัย 31 ปี (www.gmlive.com) หรือการปลิดชีพตนเองของ ฮวน อัลแดร์ หนุ่มเสปนวัย 37 ปีผ่านโซเชียล เน็ตเวิร์ค (เดลินิวส์, 2555) สะท้อนให้เห็นว่ามีบางสิ่งกระตุ้นความคิดทางลบของผู้คนในสังคมออนไลน์ จนเราไม่อาจเพิกเฉยรอให้อันตรายนี้ก้าวเข้ามาในสังคมของเราได้อีกต่อไปโซเชียล เน็ตเวิร์ค ซึ่งผมมักอธิบายแก่นักศึกษาของผมว่าคือสังคมในโลกสมมติ เพราะหาความจริงได้ยากในโลกอินเทอร์เน็ตที่ไร้ซึ่งการ กลั่นกรองข้อมูล ความคิดชั่วแล่นของเด็กสาวที่หลงเคลิ้มในข้อความหวาน ๆ ของชายหนุ่มในโลกออนไลน์ ล่อให้เด็กสาวตกเป็นเหยื่อเป็นจำนวนมาก ที่ซ้ำร้ายคือข่าวที่ยืนยันว่ามีบางคนต้องทำร้ายตัวเอง หรือหนีหน้าไปจากสังคม เพราะถูกข่าวลือในโลกไซเบอร์โจมตีอย่างไร้ทางตอบโต้ ที่หนักที่สุดก็คงเป็นค่านิยมแปลก ๆ ที่เข้ามาสิงสถิตในความคิดของคนกลุ่มใหญ่ที่สามารถสร้างความเกลียดชังถึงขนาดทำร้ายถึงชีวิตได้ เพียงเพราะเฝ้าอ่านข้อมูลด้านเดียวในโลกออนไลน์ ผู้อ่านหลายคนอาจตั้งคำถามว่าจิตใจของมนุษย์เปราะบางถึงขนาดนี้หรือ ท่านอาจเข้าใจได้ยากหากไม่ได้ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในสังคมสมมตินี้ มีท่อนหนึ่งของเนื้อเพลง “เปราะบาง” ของ วงบอดี้ แสลมป์ ร้องว่า “ทำไมแค่ลมเพียงแผ่วเบา ยังทำให้เหน็บหนาว แค่เพียงแผ่นฟ้าที่ว่างเปล่ายังทำให้มีน้ำตา ทำไมมันช่างเปราะบางเหลือเกิน อ่อนแอจนเกินจะเข้าใจ” ในวันที่จิตใจไร้ซึ่งความเข้มแข็ง แม้เพียงสายตาที่ดูไม่ใส่ใจก็เพียงพอให้ใครสักคนตัดสินใจลาจากโลกที่โหดร้ายในความคิดของเขาได้ผมมีความเชื่อส่วนตัวว่าความเลวร้ายในสังคมออนไลน์ประการหนึ่งมาจากอุบายของมารร้าย ซึ่งพระธรรมเอเฟซัสบทที่ 6 ได้กล่าวเตือนผู้ที่เชื่อและวางใจในพระเจ้าว่า ให้เราตระหนักว่าเรากำลังอยู่ในภาวะสงคราม ดังนั้นจงสวมยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้า […]

กรุงเยรูซาเล็มเป็นของเผ่ายูดาห์หรือเบนยามิน 4/13

กรุงเยรูซาเล็มเป็นของเผ่ายูดาห์หรือเบนยามิน คำถาม เมื่ออ่านพระธรรมผู้วินิจฉัยบทที่ 1ข้อ 8 และข้อ 21 ทำให้เกิดข้อสงสัยขึ้นมาว่า กรุงเยรูซาเล็มเป็นของเผ่าไหนกันแน่ เป็นของเผ่ายูดาห์ หรือ เผ่าเบนยามิน อีกประการหนึ่งก็คือทำไมเมื่อเผ่ายูดาห์ยึดและเผาเมืองไปแล้ว ยังมีชาวเยบุสเหลืออยู่ คำตอบ เมื่ออ่านพระธรรมสองข้อนี้พร้อม ๆ กัน ก็ดูเหมือนว่าจะขัดแย้งกัน ดังนั้นเราต้องมาพิจารณาความเป็นมาของการยึดครองแผ่นดินคานาอันของคนอิสราเอล ว่าพวกเขามีการปฏิบัติอย่างไร เมื่อโยชูวานำชนชาติอิสราเอลเข้าโจมตีแผ่นดินคานาอันนั้น คนอิสราเอลถูกต่อต้านจากชาวคานาอันที่รวมตัวกันพระธรรมโยชูวาบันทึกว่า กษัตริย์อาโดนีเซเดกกษัตริย์ที่ปกครองเยรูซาเล็มได้รวบรวมกษัตริย์อีก 4 องค์มาต่อสู้กับคนอิสราเอล” ด้วยเหตุนี้อาโดนีเซเดกกษัตริย์แห่งเยรูซาเล็มจึงทรงให้ไปหาโฮฮัมกษัตริย์แห่งเฮโบรนและปิรามกษัตริย์แห่งยารมูทและยาเฟียกษัตริย์แห่งลาคีชและเดบีร์กษัตริย์แห่งเอโลน” (ยชว.10:3) เมื่อทำการรบกษัตริย์ทั้งห้าก็ได้พ่ายแพ้ต่อกองทัพอิสราเอลกษัตริย์ทั้งห้าได้เข้าไปแอบในถ้ำ โยชูวาได้สั่งให้ทหารปิดปากถ้ำไว้แล้วให้ทหารไล่ติดตามทหารที่เหลือไปจนทหารที่แตกพ่ายได้เข้าไปอยู่ในเมือง โยชูวาจึงให้ทหารนำกษัตริย์ทั้งห้าออกมาประหารชีวิตเมื่อประหารชีวิตกษัตริย์เหล่านี้แล้วก็ได้ยกกองทัพไปยึดเมืองได้อีกหลายเมือง แต่ไม่ได้กล่าวถึงการยึดเยรูซาเล็ม (โยชูวา10:22-43) เป็นไปได้ว่าหลังจากสมัยของโยชูวายังมีคนเหลืออยู่ในกรุงเยรูซาเล็ม ต่อมาในสมัยผู้วินิจฉัยเผ่ายูดาห์และเผ่าสิเมโอนได้ยกกองทัพเข้ายึดอาณาเขตที่ได้ถูกจัดแบ่งไว้ให้ ซึ่งเมื่อเราพิจารณาชื่อเมืองที่โยชูวาแบ่งให้เผ่าต่างๆ เราก็จะพบว่าชื่อของเยรูซาเล็มปรากฏอยู่ในอาณาเขตของเผ่ายูดาห์ ตามโยชูวา 15:63 ที่กล่าวว่า “แต่คนเยบุสซึ่งเป็นชาวเมืองเยรูซาเล็มนั้นคนยูดาห์ไม่สามารถขับไล่ไปได้คนเยบุสจึงอาศัยอยู่กับคนยูดาห์จนถึงทุกวันนี้” ในขณะเดียวกันเผ่าเบนยามินก็ได้รับเยรูซาเล็มเป็นมรดกด้วยในโยชูวา18:28 “เศลาหะเอเลบุส (คือเยรูซาเล็ม) กิเบอาห์และคีริยาทรวมเป็น 14 เมืองกับหมู่บ้านโดยรอบเมืองนั้นๆ ด้วย นี่เป็นมรดกของพงศ์พันธุ์เบนยามินตามตระกูลของเขา” เมื่อเราพิจารณาจากแผนที่ประกอบเราก็อาจจะพอเข้าใจได้ว่าเยรูซาเล็มเป็นเมืองที่อยู่ชายแดนของทั้งสองเผ่า บางส่วนของเมืองอาจจะอยู่ในส่วนของยูดาห์และอีกส่วนอยู่ในเขตแดนของเบนยามิน ลักษณะที่เมืองหนึ่งอยู่ในสองอาณาเขต ก็พอให้เราเห็นได้ในปัจจุบัน เช่น Kansas City ซึ่งเป็นเมืองเก่าแก่ของประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อมีการแบ่งเขตแดนของรัฐใหม่เมือง Kansas ส่วนใหญ่จะอยู่ในเขตของรัฐ Missouri อีกส่วนหนึ่งที่ไม่ค่อยเจริญนักก็จะอยู่ในเขตของรัฐ Kansas และจะถูกเรียกรวมกันว่า Kansas City […]

เมื่อเราเชื่อทุกสิ่งก็เป็นไปได้ 4/13

เมื่อเราเชื่อทุกสิ่งก็เป็นไปได้ เมื่อ เราเชื่อ…ทุกสิ่งก็เป็นไปได้  “The Word” เป็นโปรแกรมช่วยศึกษาค้นคว้าพระคัมภีร์ที่ดีที่สุดโปรแกรมหนึ่งของโลก แต่คนไทยจะใช้โปรแกรมนี้เป็นภาษาไทยได้อย่างไร? คงต้องมีใครสักคนที่อยู่เบื้องหลังที่ทุ่มเทพัฒนาโปรแกรมนี้เพื่อให้คริสตชน ไทยได้ใช้ศึกษาพระคัมภีร์กันง่ายขึ้น ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และบรรลุตามเป้าหมายของผู้ใช้งาน….เรากำลังกล่าวถึงคนธรรมดาคนหนึ่งที่ไม่ เคยเรียนด้านคอมพิวเตอร์มาก่อน เขาได้รู้จักกับโปรแกรมเดอะเวิร์ด แต่ไม่ได้เพียงรู้จักเท่านั้น เขาหลงรัก เขาศึกษาพัฒนาปรับปรุง แก้ไข จนโปรแกรมนี้สามารถใช้ค้นหาพระคัมภีร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพเยี่ยมยอด ซึ่งกล่าวได้ว่า “โปรแกรม The Word เป็นโปรแกรมช่วยศึกษาพระคัมภีร์ที่ดีที่สุดในประเทศไทย ในเวลานี้” ชีวิตของเขาไม่เคยได้อะไรง่ายๆ ล้มลุกคลุกคลานกับพระเจ้า และท้ายที่สุดพระเจ้าได้เปลี่ยนแปลงชีวิตเขาเขายอมให้พระเจ้าใช้ชีวิตของเขา ในพันธกิจของพระองค์ และชีวิตของเขาต่อจากนี้ไปเป็นของพระองค์ ขอแนะนำให้รู้จักกับอาจารย์บุญยโชติ บุณยเกียรติ ผมบุณยโชติ บุณยเกียรติ ปีนี้ก็เข้าสู่คลับเลขสี่พอดี ผมอายุ 40ปี ผมเป็นคนปัตตานีโดยกำเนิด เป็นบุตรชายคนโตในจำนวนพี่น้อง 2คนปัจจุบันเป็นศิษยาภิบาลคริสตจักรปัตตานีเป็นผู้พัฒนาโปรแกรมพระคัมภีร์บน อุปกรณ์ ต่าง ๆ ร่วมกับสมาคมพระคริสตธรรมไทย เป็นนายกสมาคมคริสตชนจังหวัดปัตตานีเป็นกรรมการสภาวัฒนธรรมจังหวัดปัตตานี คณะกรรมการรักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยจังหวัดปัตตานี (คณะทำงานด้านศาสนา) ผมสมรสแล้วกับอัชนา บุณยเกียรติ ซึ่งทำงานเป็นพนักงานเงินรายได้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิทยาเขตปัตตานี ปัจจุบันมีบุตรธิดารวม 3คน คนโต เด็กหญิง ชนากานต์ […]

ผู้ชนะล้วนก้าวผ่านกิโลเมตรที่ 37 3/13

ผู้ชนะล้วนก้าวผ่านกิโลเมตรที่ 37 ผู้ชนะล้วนก้าวผ่าน กิโลเมตรที่ 37   การวิ่งอาจดูเป็นเรื่องง่าย ๆ ที่มนุษย์ปกติคนไหนในโลกก็สามารถทำได้ การวิ่งที่น่าตื่นเต้นในสายตาของคนทั่วไปก็มักเป็นการวิ่งระยะสั้น ทุกคนมักให้ความสนใจกับการเป็นเจ้าลมกรด สามารถรู้ผลผู้ชนะได้ทันทีโดยใช้เวลาไม่ทันถึงครึ่งนาที ส่วนการวิ่งระยะไกลแม้มีผู้ให้ความสนใจอยู่บ้างก็เป็นเพียงกลุ่มเล็กๆ ยิ่งการวิ่งที่ไกลมากๆ อย่างการวิ่งมาราธอน ซึ่งไกลถึง 42.195 กิโลเมตรกว่าจะรู้ผลแพ้ชนะต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงหลายนาทีก็ยิ่งหาผู้สนใจติดตามได้ยากยิ่งขึ้น แต่หากคุณเป็นคนหนึ่งที่เคยฝึกวิ่งอย่างจริงจัง วิธีการมองของคุณจะแตกต่างออกไป นักวิ่งมาราธอนคือมนุษย์ธรรมดาที่สุดแสนจะพิเศษ และเราจะเข้าใจความหมายที่ว่า “สำหรับมาราธอน ผู้ที่วิ่งเข้าเส้นชัยทุกคนคือผู้ชนะ” เรื่องน่าท้าทายสำหรับการวิ่งมาราธอนก็คือมีคนมากกว่า 1 ใน 5 ที่ไม่สามารถวิ่งได้จนครบระยะทาง และหลักกิโลเมตรที่ทำให้แม้แต่นักกีฬาตัวจริงยังต้องถอดใจ และขอถอนตัวจากการวิ่งมากมายก็คือ กิโลเมตรที่ 37 น่าแปลกใจที่ระยะทางก่อนถึงเส้นชัยนั้นเหลือเพียง 5 กิโลเมตรเศษๆ แต่ทุกคนกลับไม่สามารถจะก้าวขาวิ่งไปได้มากกว่านี้ ราวกับว่าร่างกายที่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อของพวกเขากำลังแบกรับน้ำหนักขนาดมหาศาลจนไม่มีแรงวิ่งต่อไป เส้นทางชีวิตของคนเราก็ไม่แตกต่างกับระยะทาง 42.195กิโลเมตรของการวิ่งมาราธอนสักเท่าไหร่ หลายครั้งเราตื่นเต้นกับคนที่ประสบความสำเร็จแบบชั่วข้ามคืน เหมือนการวิ่งชนะ 100 เมตร เราพยายามเหลือเกินที่จะใช้ความเร็วในการวิ่ง 100 เมตร สำหรับชีวิตจริงที่ยาวไกล ผลก็คือเราหมดแรงเราท้อถอย และไม่ต้องการทำอะไรอีก เฝ้าแต่สงสารตัวเองและรู้สึกพ่ายแพ้เพียงเพราะความเร็วที่ลดระดับลง จนลืมไปว่าเรายังไม่แพ้ตราบใดที่ขายังเดินไปสู่เส้นชัย แต่คนจำนวนไม่น้อยต่างหยุดลงและไม่คิดจะเดินต่อไปอีก ชีวิตของคนเราเมื่อมาถึงทางตันเพราะความล้มเหลวครั้งแรกในชีวิต กลับทำให้คิดว่าเขาล้มเหลวมาตลอดชีวิตจนลืมหลักกิโลเมตรที่เขาได้วิ่งผ่านมา ในพระธรรมฟีลิปปี […]

จะปกครองอย่างไรดี? 3/13

จะปกครองอย่างไรดี? มีผู้หนึ่งถามมาว่า  เมื่ออ่านพระธรรมสุภาษิตบทที่ 29  ข้อ 21 ในพระคัมภีร์ไทยหลายฉบับ แล้วเกิดข้อสงสัยสองประการคือ คำกริยาในวรรคแรก ควรเป็นคำใดจึงถูกต้องกับบริบท? บางฉบับว่า “ประคบประหงม” บางฉบับว่า “ทนุถนอม” (ซึ่งควรแก้ไขให้ถูกต้องเป็น “ทะนุถนอม”) และบางฉบับว่า “ตามใจ” เนื้อความในวรรคสอง ควรเป็นอย่างไร? เพราะคำแปลต่างฉบับต่างกัน ขอเชิญพิจารณาดูคำแปลจากพระคริสตธรรมคัมภีร์ไทยฉบับต่างๆ ข้างล่างนี้ คนที่ถนอมเลี้ยงบ่าวของตนมาแต่เด็กที่สุดปลายเขาก็จะทะนงตัวว่าเป็นลูกชาย (ฉบับ1940) บุคคลที่ทนุถนอมคนใช้ของตนตั้งแต่เด็กๆ ที่สุดจะเห็นว่าเขาเป็นผู้รับมรดกของตน (ฉบับ1971) คนที่ตามใจคนรับใช้ของตนตั้งแต่เด็กๆ ในที่สุดจะพบว่าเขานำความยุ่งยากมาให้ (ฉบับ2011) ผู้ตามใจผู้รับใช้ตั้งแต่ผู้รับใช้ยังเป็นเด็ก จะต้องเสียใจในที่สุด (ฉบับคาทอลิก) บุคคลที่ทะนุถนอมคนใช้ของตนตั้งแต่เด็กๆ ที่สุดจะเห็นว่าเขากลายเป็นบุตรชายของตน (ฉบับไทยคิงเจมส์) การประคบประหงมคนรับใช้ตั้งแต่เด็ก เขาจะนำความทุกข์โศกมาให้ในที่สุด (ฉบับอมตธรรมร่วมสมัย) ถ้าเลี้ยงดูคนใช้แต่วัยเยาว์  ให้สิ่งเขาต้องประสงค์จำนงจิต  สักวันหนึ่งจะเสียดายกลายเป็นพิษทุกชนิดของเราเขาครอบครอง (ฉบับประชานิยม) ก่อนอื่นทางสมาคมฯต้องขอออกตัวว่าการนำพระคัมภีร์ฉบับต่างๆมาเทียบเคียงกันนี้มิได้มีจุดประสงค์จะเปรียบเทียบว่าฉบับใดดีกว่าฉบับใดเพียงแต่ต้องการให้ผู้อ่านเห็นความแตกต่างในคำแปลของฉบับต่างๆและพยายามหาความหมายออกมาต่างหาก. เมื่อพิเคราะห์ดูเนื้อหาโดยรวมของทุกฉบับเราพบความมุ่งหมายของผู้เขียนสุภาษิตข้อนี้ซึ่งนอกจากจะนำเสนอความจริงด้านหนึ่งของชีวิตแล้วยังเตือนสติผู้ใหญ่หรือผู้ปกครองหรือเจ้านายให้ทราบว่าควรจะปฏิบัติต่อคนในบังคับบัญชาหรือคนในปกครองอย่างไรจึงจะส่งผลดีต่อเราและต่อเขา? แม้ว่าสุภาษิตจะกล่าวในเชิงลบแต่แน่นอนว่าผู้เขียนมีความประสงค์ในเชิงบวกโดยเนื้อความในวรรคแรกเป็นสาเหตุและเนื้อความในวรรคสองเป็นผลลัพธ์ซึ่งสืบเนื่องจากการกระทำในวรรคแรก แม้ว่าสังคมสมัยพระคัมภีร์จะต่างจากสังคมปัจจุบันบ้างกล่าวคือคนรับใช้หรือบ่าวไพร่ในสมัยนั้นอยู่กับเจ้านายตั้งแต่เกิดก็มีเนื่องจากบิดามารดาของเขาเป็นทาสหรือข้ารับใช้ในบ้านนั้นแต่เริ่มแรกดังนั้นคนรับใช้จึงเป็นเด็กในการปกครองของเจ้านายคล้ายบุตร ด้วยเหตุนี้หลักการต่างๆในพระธรรมสุภาษิตที่เกี่ยวกับการปฏิบัติต่อคนรับใช้และต่อบุตรจึงอาจนำมาประสานกันได้บ้างตามควรจะขอหยิบยกตัวอย่างจากสุภาษิตบทที่29 ข้อ15 ,17,19 และ21ฉบับ2011 เราพบหลักการปฏิบัติต่อบุตรในข้อ15 และ17 อีกทั้งหลักการต่อคนรับใช้ในข้อ19 และ21 […]

ที่หนึ่งของชีวิตคือ พระเจ้า 3/13

ที่หนึ่งของชีวิตคือ พระเจ้า จุฬพันธุ์ มันตาวิจักษณ์ (น้องบุ๊ค) อายุ 20 ปี กำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 2 คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มาจากครอบครัวที่อบอุ่น มีพี่น้องรวม 3 คน คุณแม่ทำธุรกิจส่วนตัว คือคุณรดา มันตาวิจักษณ์ คุณพ่อเป็นสัตวแพทย์ คือคุณนพพร มันตาวิจักษณ์ ปัจจุบันน้องบุ๊คและคุณแม่เป็นสมาชิกอยู่ที่คริสตจักรนิมิตใหม่ และมีความมุ่งมั่นในการที่จะนำคุณพ่อและน้องอีก 2 คนให้มารู้จักพระเจ้า .. พระเยซูเป็นใครกันแน่ บุ๊คไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าคริสเตียนคือใคร เป็นอย่างไร รู้เพียงว่าคริสเตียนไปโบสถ์ทุกวันอาทิตย์ เป็นอีกศาสนาหนึ่ง จนกระทั่งบุ๊คสอบได้ไปต่างประเทศกับโครงการแลกเปลี่ยนเยาวชน YFU (Youth For Understanding International Exchange) และไปเรียนในปี ค.ศ.2010 ขณะนั้นบุ๊คกำลังเรียนอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งปีที่ 6 เป็นปีที่จะต้องเตรียมตัวเพื่อสอบเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัย แต่ก็ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการนี้ เพราะน้องสาวซึ่งกำลังเรียนอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีความต้องการอย่างมากที่จะไปเรียนแลกเปลี่ยนกับโครงการ AFS คุณแม่จึงตัดสินใจให้ได้ไปทั้งคู่ บุ๊คไปเรียนที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นเวลา 10 เดือน […]

สมาร์ตโฟนถ้าใช้ก็ให้สมาร์ท 2/13

สมาร์ตโฟน ถ้าใช้ก็ให้สมาร์ท  ทุกครั้งที่ใกล้ถึงเวลาเลิกงาน สมาร์ตโฟนของผมเป็นต้องร้องเสียงดัง “ติ๊ง”ผมเดาได้ไม่ยากว่าคุณแม่ส่งภาพอาหารเย็นแสนอร่อยฝีมือท่านพร้อมภาพสติกเกอร์น่าขำผ่านโปรแกรมไลน์มาให้ทำให้ผมตัดสินใจรีบขับรถไปทานฝีมือคุณแม่ก่อนที่มันจะชืดจนหมดรสอร่อยไม่น่าเชื่อว่ามือถือแบบใหม่ที่เรียกว่า“สมาร์ตโฟน”ที่ผมเคยกลัวนักกลัวหนาแถมยังต่อต้านคนที่ใช้วันนี้กลับกลายเป็นช่องทางสำคัญที่ผมสามารถสื่อสารกับคุณแม่ และคนที่ผมรักได้ในทุกๆ วัน ย้อนเวลากลับไปเมื่อสักครึ่งปีที่ผ่านมา ผมมีความคิดว่า “สมาร์ตโฟน” เป็นเรื่องไร้สาระ ไม่มีความจำเป็น ทั้งยังฟุ่มเฟ?อยมีราคาแพง และเปรียบเสมือนตัวแทนแห่งโลกทุนนิยมยิ่งถ้านับรวมกับความกระอักกระอ่วนใจเวลาเห็นสีหน้าของคนรอบข้างทำสีหน้าแปลกๆ ทุกครั้งที่เห็นผมควักเจ้ามือถือรุ่นโบราณด้วยแล้ว ทำให้ผมเกิดอคติ และจงเกลียดจงชังเจ้าสมาร์ตโฟนนี่เสียเหลือเกิน จนกระทั่งเมื่อผมเริ่มศึกษาหาข้อมูลเพื่อให้น้ำหนักกับความคิดตัวเองที่จะไม่ใช้เจ้าสมาร์ตโฟน ผมกลับพบว่าเทคโนโลยีชิ้นนี้ทำให้ผมลดเวลาในการทำงานลงไปมากไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงโลกอินเทอร์เน็ตได้ตลอดเวลาการส่งงานผ่านจดหมายอิเล็กทรอนิก (อีเมล) และยังมีโปรแกรมและเกมที่แสนจะเพลิดเพลินมากมายเหลือเกิน นับเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ผมยอมจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อโทรศัพท์ แต่โลกใหม่ของสมาร์ตโฟนก็ทำเอาผมแทบไม่ได้หลับไม่ได้นอนติดต่อกันหลายคืน ผมตื่นเต้นไปกับแอปพลิเคชันใหม่ๆ (โปรแกรมแบบที่ใช้ในสมาร์ตโฟน)  ได้มีโอกาสชมรายการโทรทัศน์ของต่างประเทศได้ง่ายๆ สามารถใช้เฟซบุ๊กได้ตลอดเวลา กว่าจะรู้ตัวก็ผ่านไปเกือบตีสามแล้ว ผมติดสมาร์ตโฟนจนงอมแงมอยู่หลายวัน ต้องขอบคุณที่คนรอบข้างเตือนผมให้เงยหน้าขึ้นมาพูดคุยกับโลกจริงซะบ้าง ผมจึงหลุดวงจรแห่งการเสพติดเทคโนโลยีออกมาได้ ผมเชื่อว่าผู้อ่านส่วนใหญ่มีความคุ้นเคยกับสมาร์ตโฟน เพราะสิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่อีกต่อไป ถ้าย้อนกลับไปสัก 5-6 ปี สมาร์ตโฟนหรือแท็บเล็ตคงเปรียบเสมือนเครื่องประดับที่มีได้เฉพาะคนที่มีรายได้ดีเท่านั้น แต่ปัจจุบัน สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องสามัญที่ใครๆ ก็มีได้ และยังมีระบบผ่อนชำระสำหรับคนที่มีรายได้น้อยแต่ต้องการอยู่ร่วมในสังคมอย่างไม่ตกยุค ภาพของผู้คนบนรถไฟฟ้าหรือรถประจำทางที่มองวิวข้างทางหรือพุดคุยหยอกล้อกันเริ่มลดน้อยลงไปทุกที ผู้คนในสังคมส่วนใหญ่ก้มหน้าก้มตาหยิบสมาร์ตโฟนเพื่อเข้าไปในโลกส่วนตัวโดยไม่นึกจะมองอะไรข้างทางหรือหน้าคนที่นั่งข้างๆ อีก (ในอนาคตคนส่วนใหญ่คงจะเป็นโลกปวดต้นคอ และนิ้วล็อกกันมากขึ้นเพราะเจ้าสมาร์ตโฟน) สิ่งที่เราต้องยอมรับอย่างหนึ่งก็คือสมาร์ตโฟนกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนในสังคมเมืองมากขึ้นทุกที คนที่ไม่มีสมาร์ตโฟนก็อาจจะเริ่มรู้สึกแปลกๆ ทุกครั้งที่หยิบมือถือขึ้นมา แล้วสายตาคนอื่นๆ ดูตกใจราวกับว่าเราขโมยเอโบราณวัตถุออกมาจากพิพิธภัณฑ์ที่ไหนสักแห่งแต่การมีสมาร์ตโฟนอย่างไม่เข้าใจถ้าไม่ระวังให้ดีบางทีพวกเราก็อาจกลายเป็นคนหนึ่งที่เสพติดโลกไซเบอร์ขึ้นมาอย่างไม่ทันรู้ตัวก็เป็นได้ อาการที่พอจะบอกกับเราได้ว่าเรากำลังเสพติดสิ่งนี้หรือไม่พอให้เราใช้เป็นข้อสังเกตประการแรกก็คือ “เราชาร์จแบตเตอรี่ของสมาร์ตโฟนมากกว่าวันละ 2 ครั้งหรือไม่” […]

รองเท้าเกี่ยวข้องกับข่าวประเสริฐอย่างไร? 2/13

รองเท้าเกี่ยวข้องกับข่าวประเสริฐอย่างไร? หลายคนอาจจะสงสัยว่าใครเป็นคนคิดทำรองเท้าเป็นคนแรก ถ้าจะค้นหาจริงๆ ก็อาจจะไม่มีใครรู้ แต่การที่มนุษย์เราใส่รองเท้านี้นับว่าเป็นอารยธรรมเก่าแก่มาก Cameron Kippen 2013 ได้เขียนไว้ใน History of Sandals blogspot  ของเขาว่ารองเท้านี้น่าจะมีใช้กันในวัฒนธรรมเก่าแก่ของมนุษย์ที่อยู่ระหว่างแม่น้ำไทกริสและยูเฟรติส ซึ่งกินอาณาบริเวณกว้างมาก ถ้าจะพูดถึงประเทศในปัจจุบันก็คือดินแดนที่เริ่มจากอิหร่านไปจนถึงซีเรียในปัจจุบัน อารยธรรมเก่าแก่สมัยโบราณก็ได้แก่พวกสุมาเรียนที่อยู่ในดินแดนเมโสโปเตเมียเป็นอารยธรรมเก่าแก่ตั้งแต่สมัยประมาณ4,000ปีก่อนคริสตกาล ในพระคริสตธรรมคัมภีร์เรื่องของเท้าถูกกล่าวถึงครั้งแรกในพระธรรมปฐมกาล“แม้เส้นด้ายหรือสายรัดรองเท้าหรือทุกอย่างที่เป็นของของท่านข้าพเจ้าก็จะไม่รับเพื่อไม่ให้ท่านพูดได้ว่า‘เราได้ทำให้อับรามมั่งมี’” (ปฐก.14:23) คำพูดนี้เป็นคำพูดของอับราฮัมที่กล่าวกับกษัตริย์เมืองโสโดมในบริบทนี้เราจะเห็นว่าเส้นด้ายและสายรัดรองเท้าเป็นสิ่งเล็กน้อยมากแสดงว่ารองเท้าเป็นสิ่งที่มีมานานแล้วอับราฮัมก็มีรกรากดั้งเดิมอยู่ที่เมโสโปเต-เมียก่อนที่จะอพยพมาอยู่ที่ดินแดนคานาอันแต่อย่างไรก็ดีการใช้รองเท้าหรือรองเท้าแตะที่มีสายรัดก็เป็นสิ่งที่มีแพร่หลายอยู่ในคานาอันอยู่แล้วการใส่รองเท้าจึงเป็นสิ่งปกติตั้งแต่สมัยโบราณ การถอดรองเท้ามีความหมายหลายอย่าง ประการแรก การถอดรองเท้าเป็นการแสดงความเคารพต่อสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เช่นเมื่อโมเสสได้พบกับพระเจ้าที่พุ่มไม้เพลิงพระเจ้าได้ตรัสให้โมเสสถอดรองเท้าออก(อพย.3:5; กจ.7:33) และก่อนที่โยชูวาจะเข้ายึดเมืองเยรีโคท่านได้พบกับทูตของพระเจ้าผู้เป็นจอมทัพของพระเจ้าและทูตนั้นก็ได้บอกให้โยชูวาถอดรองเท้าออก(ยชว.5:15) อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือปุโรหิตหรือมหาปุโรหิตจะต้องสวมชุดตำแหน่งเพื่อปรนนิบัติพระเจ้าในพลับพลาหรือพระวิหารแต่เราจะไม่พบว่ามีรองเท้าอยู่ในชุดตำแหน่งนั้นเลยเป็นไปได้ว่าเมื่อปุโรหิตหรือมหาปุโรหิตทำหน้าที่นั้นจะไม่ได้สวมรองเท้าเลย ประการที่สอง การไม่สวมรองเท้านั้นแสดงถึงการไว้ทุกข์เช่นใน2ซมอ.15:30; อสค.24:17, 23ประการที่สามเชลยและทาสจะไม่ได้สวมรองเท้า(2พศด.28:15; อสย.20:2) ประการที่สี่?เป็น การตำหนิคนที่ไม่ทำหน้าที่ของญาติสนิทในกรณีที่หญิงม่ายที่ถูกน้องชายของ สามีปฏิเสธที่จะทำหน้าที่สามีแทนโดยรับนางเป็นภรรยาเพื่อจะมีผู้สืบสกุลพี่ ชายต่อไปหญิงม่ายจะถอดรองเท้าของน้องชายของสามีออกต่อหน้าสาธารณชนแล้วถ่ม น้ำลายใส่หน้าเขาเพื่อเป็นการตำหนิเขา(ฉธบ.25:9-10) ประการที่ห้าการถอดรองเท้าแสดงถึงการผูกมัดทางกฎหมายที่มีการตกลงกันอย่างเป็นทางการคล้ายๆกับการลงลายมือชื่อในปัจจุบัน(นรธ. 4:7) ประการที่หกพระเจ้าทรงโยนรองเท้าของพระองค์เหนือเอโดม(สดด. 60:8; 108:9) น่าจะมีความหมายว่าพระเจ้าจะยึดครองแผ่นดินเอโดม ส่วนการสวมรองเท้านั้นก็มีความหมายได้หลายอย่างเหมือนกันได้แก่ ประการแรกการสวมรองเท้าเล็งถึงการเตรียมพร้อมเช่นในอฟ.6:15พูด ถึงการให้คริสตชนสวมรองเท้าแห่งข่าวประเสริฐในสมัยที่คนอิสราเอลจะอพยพออก จากอียิปต์พระเจ้ารับสั่งคนอิสราเอลให้เตรียมพร้อมที่จะออกจากอียิปต์ด้วย การรับประทานปัสกาขณะยังสวมรองเท้าอยู่ (อพย.12:11) ประการที่สองเป็นการเล็งถึงการเอาใจใส่ดูแลของพระเจ้าขณะคนอิสราเอลเดินทางอยู่ในถิ่นทุรกันดารนานถึง40ปีพระเจ้าทรงดูแลเอาใจใส่พวกเขาพระเจ้าตรัสว่า“เราได้นำพวกเจ้าอยู่ในถิ่นทุรกันดารสี่สิบปีเสื้อผ้าของเจ้าไม่ได้ขาดวิ่นไปจากเจ้าและรองเท้าไม่ได้ขาดหลุดไปจากเท้าของเจ้า” (ฉธบ. 29:5) ประการที่สามรองเท้าเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญอย่างหนึ่งที่สาวกสิบสองคนจะต้องมีติดตัวเมื่อพระเยซูใช้ให้พวกเขาออกไปสั่งสอนและขับผีตามหมู่บ้านต่างๆ“แต่ให้สวมรองเท้าและไม่ให้สวมเสื้อสองตัว” (มก. 6:9) ถ้าดูตามพระธรรมข้อนี้คือผู้ที่จะประกาศข่าวประเสริฐจะต้องมีรองเท้า1คู่และเสื้อ1ชุดไม่ต้องมีกระเป๋าและไม่ต้องมีเงินแสดงว่าต้องออกไปอย่างรีบเร่งและพระเจ้าจะเป็นผู้จัดเตรียมสิ่งจำเป็นข้างหน้าให้หากเราอ่านเรื่องเดียวกันนี้ในพระธรรมเล่มอื่นจะมีความแตกต่างบางอย่างในพระธรรมลูกาพระเยซูตรัสว่า“อย่าเอาถุงเงินหรือย่ามหรือรองเท้าไปและอย่าทักทายใครตามทาง” (ลก.10:4) หากเราอ่านอย่างผิวเผินเราอาจจะเข้าใจผิดว่าเป็นคำสั่งให้เดินเท้าเปล่าแต่ถ้าเราอ่านเรื่องเดียวกันในพระธรรมมัทธิวเราจะพบข้อมูลเพิ่มเติมอีกในพระธรรมมัทธิวพระเยซูตรัสว่า“อย่าเอาย่ามหรือเสื้อสองตัวหรือรองเท้าอีกคู่หรือไม้เท้าเพราะว่าคนที่ทำงานก็สมควรจะได้อาหารกิน” (มธ.10:10) เมื่อเราอ่านพระธรรม3ตอนนี้แล้วจะเห็นว่าคนที่จะออกไปประกาศหรือรับใช้พระเจ้าไม่ต้องเตรียมหรือเอาอะไรติดตัวไปเลยมีเสื้อที่สวมอยู่และรองเท้าที่สวมอยู่เพียงคู่เดียวก็พอแล้วไม่ต้องเอาเสื้อใหม่หรือรองเท้าใหม่ไปอีกคู่หนึ่ง […]

1 63 64 65 66 67 84