Blog

เมื่อพระเจ้านำหน้าทุกปัญหามีทางออก 3/16

เมื่อพระเจ้านำหน้าทุกปัญหามีทางออก แพทย์หญิงพิมพ์ประภา วีรสมิทธ์ อายุ 31 ปี จบการศึกษาจากคณะแพทยศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก มหาวิทยาลัยมหิดล ต่อมาเรียนจบเฉพาะทางเป็นศัลยแพทย์ทั่วไป จากโรงพยาบาลวชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช เป็นบุตรสาวคนโตของ นายแพทย์วิกสิต วีรสมิทธ์และ นางพิมพ์ประไพ วีรสมิทธ์ มีน้องชาย คือนายวรสิทธิ์ วีรสมิทธ์ รู้จักพระเจ้า ดิฉันเกิดในครอบครัวที่คุณพ่อคุณแม่เป็นคริสเตียน ท่านเป็นสมาชิก คริสตจักรนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ดิฉันจึงติดตามท่านไปโบสถ์ตั้งแต่เด็ก ก่อนนอนทุกคืนคุณแม่จะอธิษฐานและอ่านพระคัมภีร์ 365 วันฉบับการ์ตูนให้ดิฉันและน้องชายฟัง ดิฉันชอบเรื่องราวในพระคัมภีร์นั้น คุณแม่สอนให้อธิษฐาน ท่านแนะนําให้อธิษฐานขอสติปัญญาจากพระเจ้าเรื่องการเรียน ดิฉันก็อธิษฐานขอให้เรียนเก่งๆ มาโดยตลอด ดิฉันชอบวิชาศิลปะ ภาษาอังกฤษ และชีววิทยา ดิฉันรู้สึกว่าพระเจ้าช่วยเหลือในการเรียนเสมอมา พระองค์ตอบคําาอธิษฐาน เมื่อดิฉันอ่านพระคัมภีร์ ไม่ว่าจะกังวลใจเรื่องอะไร คําาตอบจะอยู่ในนั้น ทําให้รู้ว่าพระเจ้าอยู่กับเราจริงๆ ทรงฟังคําาอธิษฐานของเราจริงๆ ดิฉันได้ตัดสินใจรับเชื่อพระเจ้าด้วยตัวเองเมื่ออายุประมาณ 10 ขวบ ความเชื่อในพระเจ้ามีมากขึ้นตามประสบการณ์ที่เติบโตกับพระเจ้า ในช่วงที่ดิฉันเรียนอยู่ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 4 ดิฉันได้รับทุน AFS ไปเรียนที่ประเทศสหรัฐอเมริกา 1 ปี […]

คำสาปแช่งในพระธรรมอิสยาห์ 3/16

คำสาปแช่งในพระธรรมอิสยาห์ คําถาม การกล่าวโทษ การคาดโทษ หรือ การทํานายเกี่ยวกับชนชาติต่างๆ ในพระธรรมอิสยาห์เป็นคําสาปแช่งจากพระเจ้าด้วยหรือไม่ หรือถ้อยคําในลักษณะใดบ้างที่จัดว่าเป็นคําสาปแช่งทั้งจากพระเจ้าและจากประชากรของพระองค์? คําตอบ ก่อนอื่นต้องขอตอบตามบริบทของพระธรรมอิสยาห์ว่า การเผยพระวจนะของอิสยาห์นี้เน้นหนักที่จะกล่าวต่อว่าชนชาติยูดาห์ แต่ก็ครอบคลุมไปยังประเทศอื่นๆ ทั้งที่อยู่รอบๆ และประเทศที่พระเจ้าส่งมาลงโทษพวกเขาด้วย นอกจากการกล่าวโทษแล้ว พระธรรมอิสยาห์เองก็มีการกล่าวถึงพระพรและพระสัญญาที่พระองค์จะประทานให้กับคนยูดาห์ที่เหลืออยู่ การลงโทษของพระเจ้าต่อคนยูดาห์นั้นไม่ได้เป็นการลงโทษจนพวกเขาถูกทําลายจนหมดสิ้น เพราะพระองค์ทรงระลึกถึงคําสัญญาที่ได้ให้ไว้กับบรรพบุรุษของพวกเขา หากเราพิจารณาบริบทรวมของพระคัมภีร์เดิม เราจะพบว่าคนอิสราเอลเป็นประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรออกมาเป็นพิเศษ แต่พระเจ้าไม่ได้จํากัดพระองค์ว่าพระองค์เป็นพระเจ้าของคนอิสราเอลเท่านั้น เพราะพระเจ้าเป็นพระผู้สร้างโลกนี้ และพระองค์ทรงสร้างมนุษย์ทุกคนตามพระฉายาของพระองค์ ถึงแม้ชนชาติอื่นๆ จะไม่ได้นับถือพระเจ้าเหมือนชนชาติอิสราเอล และพวกเขากราบไหว้เทพเจ้าอื่นๆ พระเจ้าก็ยังมีสิทธิอํานาจเหนือพวกเขาอยู่ดี เมื่อเราทําการค้นหาคําว่า “วิบัติ” ซึ่งเป็นคําขึ้นต้นของการสาปแช่งนั้น เราพบว่า ถูกใช้ด้วยกันทั้งหมด 23 ครั้ง และมีอีกคําาหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการแช่งสาปคือคําาว่า “ครุวาท” ที่มีความหมายว่า คําพูดที่หนัก ถึงแม้จะปรากฏเพียงไม่กี่ครั้งในพระธรรมอิสยาห์ก็ตาม แต่มักจะเป็นคําขึ้นต้นของการแช่งสาป เนื้อความของคําาแช่งสาปนี้มักจะเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมที่อธรรมของกลุ่มคนที่ถูกแช่งสาป การแช่งสาปเป็นการกล่าวถึงการลงโทษที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แต่มีอยู่ 2 ตอนที่คําาแช่งสาปไม่ได้มาจากพระเจ้า แต่เป็นคําาอุทานของอิสยาห์เอง เมื่อได้เผชิญกับความบริสุทธิ์ของพระเจ้า (อสย. 6:5) และความชอบธรรมของพระเจ้า (อสย.24:16) ตอนหนึ่งที่เป็นคําแช่งสาปที่น่าสนใจมากคือ อสย.45:7 ที่พระเจ้าตรัสว่า “เราทําให้เกิดสวัสดิภาพและสร้างความวิบัติ” […]

การเสด็จกลับมาครั้งที่สองของพระเยซู ความหวังอันน่ายินดี (ตอนจบ) 2/16

การเสด็จกลับมาครั้งที่สองของพระเยซูความหวังอันน่ายินดี (ตอนจบ) ความเดิมจากตอนที่แล้ว กล่าวถึงแผ่นดินของพระเจ้าเกี่ยวข้องกับการเสด็จกลับมาครั้งที่สองและลักษณะการเสด็จกลับมาของพระเยซู ซึ่งแตกต่างจากการเสด็จมาครั้งแรกเมื่อสองพันปีที่แล้ว ในตอนสุดท้ายนี้เราจะมาหาคำตอบจากคำถามที่ว่าพระองค์จะเสด็จมาทำไม และทำไมการเสด็จมาจึงเนิ่นช้า?พระเยซูเจ้าของเราจะต้องเสด็จมาเพื่อให้แผนการไถ่ให้รอดสำเร็จ เพราะการเสด็จกลับมาครั้งที่สองคือคำตอบของพระเจ้าแก่มวลมนุษย์และแม้แต่ซาตานศัตรูของพระองค์ก็รู้ดีว่าพระเยซูจะเสด็จกลับมา มันจึงมุ่งมั่นแผนการทำลายอย่างไม่หยุดยั้งของพระประสงค์การเสด็จกลับมาครั้งที่สองของพระเยซู7 ประการ 1. พระเยซูเสด็จมาเพื่อรวบรวมบรรดาผู้ที่เลือกสรร ในสมัยพันธสัญญาเดิม ปุโรหิตเป่าแตรเรียกประชาชนเมื่อมีการประชุมใหญ่อย่างไร(กดว. 10:2)ในวันสุดท้ายของโลก ทูตสวรรค์ผู้มีอำนาจจะเรียกคนทั้งหลาย “ ด้วยเสียงแตรที่ดังมาก” เพื่อรวบรวมบรรดาผู้ที่เลือกสรรไว้แล้วจากทั้งสี่ทิศ (มธ.24:31มก.13:27) การ “รวบรวม” สะท้อนให้เห็นถึงความหวังที่ชาวอิสราเอลใคร่เห็นพระเจ้าจะทรงรวบรวมบรรดาชาวยิวที่กระจัดกระจายไปทั่วกลับมา ตาม พระสัญญาของพระองค์(ตัวอย่าง ฉธบ.30:32-2016 180416.indd 14 4/5/2559 6:51อสย.43:3-5 อสค.39:27) หลังจากที่คนเหล่านั้นกระจัดกระจายไปทั่วโลก เพื่อเป็นพยานให้แก่พระ-เยซูคริสต์ (กจ.1:8) บรรดาสาวกจะมารวมตัวกันอีกครั้ง บรรดาผู้เชื่อของพระเยซูก็มีความหวังเช่นเดียวกัน เมื่อพระองค์จะทรงรวบรวมธรรมิกชนและรับทุกคนไปกับพระองค์ 2. พระเยซูเสด็จมาเพื่อเรียกคนที่ตายแล้วให้เป็นขึ้นมา บรรดาผู้เชื่อที่เสียชีวิตจะได้รับสิทธิพิเศษยิ่งที่มีส่วนในการเป็นขึ้นมาจากความตายของพระเยซู“ ถ้าเราเข้าสนิทกับพระองค์แล้วในการตายอย่างพระองค์ เราก็จะเข้าสนิทกับพระองค์ในการเป็นขึ้นจากตายอย่างพระองค์ (รม.6:5 ฟป.3:10) การเป็นขึ้นมาจากความตายของพระเยซูทำให้เรามีความหวังใจ (1 ปต.1:3; 1 ธส.4:14) เป็นสิ่งยืนยันพระสัญญาของพระองค์ (ยน.6:40) หากพระเยซูไม่เรียกให้คนตายคืนชีวิต ข่าวประเสริฐก็ไร้ความหมาย และความหวังของเราก็ไร้ประโยชน์ (1 […]

อำนาจดื่มไม่ได้ แต่เมาได้ 2/16

อำนาจดื่มไม่ได้ แต่เมาได้ ครั้งแรกที่ผมดื่มเหล้านั้นเป็นการถูกบังคับจากรุ่นพี่ที่รับน้องในมหาวิทยาลัย ผมไม่เคยเข้าใจมาก่อนว่าทำไมคนคนหนึ่งถึงปล่อยให้ตัวเองเมาจนควบคุมตัวเองไม่ได้จนผมได้ลองมันครั้งแรก และสติของผมถูกดึงไปด้านต่ำผมถูกชวนกึ่งบังคับให้กินเหล้าหลายครั้ง จนเริ่มเข้าเรียนไม่สม่ำเสมอผลการเรียนเทอมแรกจึงเริ่มแย่ลง ในที่สุดก็มีวันหนึ่งที่ผมเมาเข้าจนได้ ผมรู้สึกเหมือนกึ่งหลับกึ่งตื่น ตาบวมจนแทบปิด และรู้สึกหงุดหงิดไปหมดจนเผลอไปทำให้คนอื่นเจ็บตัวโดยขาดสติ แม้ไม่มีใครบาดเจ็บรุนแรงอะไรในเหตุการณ์นั้น แต่ผมก็เสียใจมาก ผมจึงรังเกียจเหล้า และของมึนเมาทุกชนิดมาตั้งแต่วันนั้น และปฏิญาณอย่างหนักแน่นกับตัวเองว่าจะไม่ขอแตะต้องของมึนเมา เหล้าและสุราทุกชนิดอีกเลย ในที่สุดผมกลายเป็นภูมิแพ้เครื่องดื่มมึนเมาทุกชนิดและแทบไม่อยากจะได้กลิ่นเลย เพราะรู้สึกเหม็นมากๆ ต้องขอบคุณพระเจ้าที่ผมหลุดจากการเมามาได้อย่างรวดเร็วผมได้ข้อคิดจากเรื่องนี้ข้อหนึ่งว่า“ต่อให้เรามีสติมากแค่ไหน ถ้ากินเหล้าก็เมาได้ทุกคน” ในขณะที่ผมเตรียมการสอนพระคัมภีร์อยู่นั้นข้อความจากพระธรรมสุภาษิต 27:21-27 ที่ผมได้อ่าน ทำให้ผมหวนนึกถึงคำถามในอดีตที่ว่า “ทำไมคนคนหนึ่งถึงปล่อยให้ตัวเองเมาจนควบคุมตัวเองไม่ได้? ” แต่สำหรับพระคำของพระเจ้าตอนนี้ไม่ใช่เรื่องสุรายาเมา แต่เป็นเรื่องของอำนาจ บางทีผู้อ่านที่รักก็อาจมีคำถามเดียวกับผมว่า “ทำไมคนคนหนึ่งถึงมัวเมาในอำนาจได้?” ผมไม่กล้านึกตำหนิคนที่มัวเมาในอำนาจ เพราะผมเชื่อว่ามันก็คงเหมือนกัน ลองมีอำนาจขึ้นมา โดยไม่มีพื้นฐานที่ดี เราอาจจะเมามายในอำนาจที่ได้รับมาง่ายๆเหมือนกัน พระวจนะตอนนี้จึงมุ่งให้ความช่วยเหลือและป้องกันเราจากภาวะเมาอำนาจนี้ ด้วยความจริงจากพระเจ้า และผมอยากเชิญชวนผู้อ่านทุกท่านมาเรียนรู้ไปด้วยกัน พระธรรมสุภาษิตบทที่ 27 ข้อ 24 และ 25กล่าวว่า “เพราะความมั่งคั่งไม่ยั่งยืนอยู่เป็นนิตย์และมงกุฎก็ไม่คงทนอยู่ทุกชั่วชาติพันธุ์ เมื่อเขาเก็บหญ้าแห้งไปแล้ว หญ้าใหม่ก็ปรากฏขึ้นและผักหญ้าต่างๆ ตามภูเขาก็ถูกเก็บรวบรวมมา” สิ่งนี้ทำให้ผมเข้าใจสัจธรรมแห่งอำนาจประการแรกว่า“อำนาจอยู่กับเราเพียงชั่วคราว” ไม่ว่าวันนี้เราจะมีตำแหน่งหน้าที่การงานสูงเพียงใด สิ่งนั้นก็เป็นเรื่องชั่วคราวเท่านั้น อำนาจจะหายไปตามเวลาของมันอาจเป็นการเกษียณ การถูกให้ออกจากตำแหน่งด้วยการป่วย หรือแม้แต่ความตาย ดังนั้นถ้าเราเมาจนเสพติดอำนาจ […]

“มั่นใจ หรือ ไว้วางใจ” 2/16

“มั่นใจ หรือ ไว้วางใจ” คำถาม จากพระธรรมฮีบรู10:35 ฉบับมาตรฐานมีเนื้อความว่า “เพราะฉะนั้น อย่าละทิ้งความไว้วางใจของท่าน อันจะนำมาซึ่งบำเหน็จยิ่งใหญ่” มีผู้เห็นว่าทางสมาคมฯ น่าจะปรับแก้คำว่า“ความไว้วางใจ” เป็น “ความมั่นใจ” เพื่อให้ได้คำแปลตรงกับคำว่า “confidence” ในพระคัมภีร์อังกฤษหลายฉบับ และเพื่อจะเป็นการแปลคำกรีกคำเดียวกันอย่างเสมอต้นเสมอปลายเช่นในพระธรรม 1 ยอห์น 3:21; 4:17; 5:14 ที่แปลว่า “ความมั่นใจ” ทางสมาคมฯ คิดเห็นอย่างไร? คำตอบ ทางสมาคมฯ ขอขอบคุณท่านผู้อ่านที่นำเสนอข้อคิดเห็นอันเป็นประโยชน์มายังเรา และต้องขออภัยท่านด้วยที่ตอบสนองความเห็นของท่านช้า เพราะต้องทยอยตอบคำถามของหลายท่าน นอกจากนี้ยังต้องขออภัยด้วยในบางกรณีที่เราอาจไม่ได้ทำตามที่ท่านเสนอมา อย่างไรก็ดีทางสมาคมฯ ไม่ได้เพิกเฉยต่อความคิดเห็นของท่าน แต่ยินดีนำมาพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อจะเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม ก่อนอื่น ขอทำความเข้าใจกันว่า พระคริสต-ธรรมคัมภีร์ไทย ฉบับมาตรฐาน 2011 นั้นไม่ได้แปลมาจากพระคัมภีร์อังกฤษ แต่แปลจากสำเนาต้นฉบับภาษาเดิม (อันได้แก่ ภาษาฮีบรู ภาษาอาราเมค และภาษากรีก) โดยเทียบเคียงคำแปลกับฉบับมาตรฐานฉบับก่อนๆ ดังนั้นจึงอาจเป็นไปได้ที่บางตอนไม่ตรงกับฉบับอังกฤษ อย่างไรก็ดีเพื่อตอบคำถามข้างต้น ก็จะขอตอบในมุมต่างๆ ดังนี้ ก. ความหมายตามดิกชันนารี เมื่อพิเคราะห์ดูความหมายของคำ“confidence” ในพจนานุกรมอังกฤษ-ไทยและพจนานุกรมอังกฤษ-อังกฤษ เราพบความหมายหลากหลายอย่าง เช่น […]

เพื่อทุกคนจะรู้จักกับพระเจ้า 2/16

เพื่อทุกคนจะรู้จักกับพระเจ้า คุณอุดม ศรีกุเรชา “They shall all be taught of God” “เพื่อทุกคนจะรู้จักพระเจ้า” คือคำขวัญของโรงเรียนนานาชาติแอ๊ดเวนต์รามคำแหง  Ramkhamhaeng Advent International School) RAIS ก่อนจะมีคำขวัญนี้ และก่อนที่โรงเรียนแห่งนี้ถือกำเนิดเกิดขึ้น  มีเรื่องราวมากมาย คุณอุดม ศรีกุเรชา ผู้ก่อตั้งโรงเรียนเคยผ่านประสบการณ์การทรงนำของพระเจ้าอย่างมากมาย คุณอุดม เกิดในครอบครัวนับถือศาสนาซิกข์ นิกายนามธารี เป็นมังสวิรัติ ที่เคร่งครัด ต่อมาได้รับการทรงเรียกจากพระเจ้าให้มารู้จักพระองค์ และโรงเรียนแห่งนี้สร้างขึ้นมาโดยการที่ท่านยอมเชื่อฟัง พระสุรเสียงของพระเจ้า นับจากวันแรก มาจนถึงปัจจุบัน ท่านได้ยืนหยัดในการเป็นคริสตชนผู้ดำเนินชีวิตตามวิถีของพระเจ้า ชีวิตของท่านได้รับการอวยพรจากพระเจ้าอย่างเหลือล้นและมีโอกาสแบ่งปันพระพรที่ได้รับนั้นแก่ผู้คนมากมายคุณอุดม ศรีกุเรชา อายุ 67 ปี ประธานผู้ก่อตั้งโรงเรียนนานาชาติแอ๊ดเวนต์รามคำแหง สมรสกับคุณศศิธร มีบุตรชาย และบุตรสาว 4 คนคือนายแพทย์วิจิตร คุณกัลยาณี คุณราชทีป และคุณ ปรมิตร ทั้งภรรยา และบุตรชาย บุตรสาว เชื่อพระเจ้า และเป็นสมาชิกคริสตจักรเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีส เข้ามาเชื่อพระเจ้า […]

ชีวิตมีคุณค่าถ้าเริ่มต้นที่พระเจ้า 1/16

ชีวิตมีคุณค่าถ้าเริ่มต้นที่พระเจ้า รู้จักพระเจ้า เริ่มจากสมัยที่ยังเป็นเด็กเล็กๆ ชอบอ่านชอบดูพระคัมภีร์สำหรับเด็กเล่มที่ปกสีม่วงมีรูปเด็กแก้มตุ่ยๆ ใส่ชุดสีแดงๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าแปลกเมื่อมองย้อนกลับไป เพราะตอนนั้นอ่านหนังสือไม่ค่อยออกและไม่ชอบอ่านหนังสือด้วย แต่ทำไมถึงชอบพระคัมภีร์เล่มนี้ก็ไม่ทราบ พอโตขึ้นก็ค่อยๆ ได้ยินเรื่องราวของพระเจ้าผ่านทางคุณแม่และพี่สาว จนกระทั่งมาอยู่ชั้นมัธยมต้น มีโอกาสไปค่ายประกาศผู้นำได้ถามว่าใครยังไม่เคยอธิษฐานรับเชื่อบ้าง ผมก็นึกขึ้นได้ว่าก่อนที่เราจะไปพาคนอื่นมาเชื่อพระเจ้า เราก็ควรจะรับเชื่อก่อน ผมจึงรับเชื่อตอนนั้น อธิษฐานรับเชื่อเองแล้วก็ออกไปประกาศกับทีม จากนั้นประมาณมัธยมปีที่ 3-4 ผมก็ขอรับบัพติศมา ชีวิตเปลี่ยนไป การเปลี่ยนแปลงค่อยๆ เกิดขึ้นในชีวิต ไม่ใช่การเปลี่ยนที่แบบหน้ามือเป็นหลังมือ หรือชั่วข้ามคืน แต่เปลี่ยนตามกาลเวลาที่ค่อยๆ เปลี่ยนไปที่เห็นเป็นรูปธรรมคือการเรียน ผมเป็นคนที่มีพัฒนาการการอ่านที่ช้ามาก ตั้งแต่เด็กๆ ผมอ่านหนังสือไม่ออก เริ่มอ่านได้บ้างตอนอยู่ประถม 6 ผลการเรียนทุกเทอมได้ศูนย์เกือบทุกวิชาโดยเฉพาะวิชาหลักๆ อย่างภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์และภาษาไทย จนวันหนึ่งเมื่อผมได้รับสมุดพกผลการเรียนมัธยมปีที่ 3 ผมรู้สึกว่าเอียนกับการติดศูนย์แล้ว ผมไม่อยากทำให้พ่อแม่เสียใจและผิดหวังอีกต่อไป ผมจึงเริ่มตั้งใจอธิษฐานขอพระเจ้าตรงๆเพราะไม่รู้จะทำอย่างไรให้คะแนนดีขึ้น ไม่รู้จะเริ่มตรงไหนก่อนดี บอกแค่ว่าพระเจ้าช่วยผมด้วย วันหนึ่งหลังจากหมดคาบเรียนแล้ว ผมตัดสินใจเดินเข้าไปหาอาจารย์ที่สอนภาษาอังกฤษ ซึ่งปกติผมจะกลัวอาจารย์ท่านนี้มาก เพราะท่านดุมาก และทุกคนจะกลัวท่าน เวลาเรียนไม่เข้าใจก็ไม่กล้าถามท่าน ผมมักจะโดนอาจารย์ตีอยู่เสมอ เพราะผมทำการบ้านไม่ได้ วันนั้นผมเดิน เข้าไปหาแล้วถามอาจารย์ว่ารับสอนภาษาอังกฤษไหม อาจารย์ดูแปลกใจมาก บอกกับผมว่าจะขอไปคุยกับคุณแม่ของผมก่อน ท่านถามคุณแม่ว่าผมเป็นคนอย่างไร อาจารย์ไม่เข้าใจว่าทำไมผมถึงเรียนภาษาอังกฤษไม่ได้ […]

การเสด็จกลับมาครั้งที่สองของพระเยซู ความหวังอันน่ายินดี (ตอนที่ 2) 1/16

การเสด็จกลับมาครั้งที่สองของพระเยซู ความหวังอันน่ายินดี (ตอนที่ 2) ความเดิมจากตอนที่แล้ว ผู้เขียนกล่าวถึงคำสอนเรื่องการเสด็จกลับมาครั้งที่สองของพระเยซู ซึ่งเป็นความหวังอันสูงสุดของผู้เชื่อพระเยซู การเสด็จมาครั้งที่สองคือศูนย์กลางแห่งความหวังของเรา คำศัพท์ที่อัครทูตใช้สื่อสารกับผู้เชื่อเกี่ยวกับการเสด็จกลับมาครั้งที่สองของพระเยซู ได้แก่“ความหวัง” และ “มารานาธา” นอกจากนี้ยังมีคำอื่นอีกที่เราควรรู้จักได้แก่ การขอบพระคุณ คำนี้มีปรากฏอยู่ในพิธีต่างๆของคริสตจักรยุคแรกอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพิธีมหาสนิท อัครทูตเปาโลใช้คำว่า“ขอบพระคุณ” ในอารัมภบทของจดหมายที่ส่งไปยังคริสตจักรต่างๆ คำว่า ขอบพระคุณ แสดงถึงความเชื่อที่ผู้พูดมีต่อพระเจ้า เมื่ออัครทูตเขียนไปยังคริสตจักรต่างๆ หนุนใจให้ขอบพระคุณ ผู้อ่านจะกล่าวคำว่า “อาเมน” คำขอบพระคุณมักลงท้ายด้วยการกล่าวถึงการเสด็จกลับมาครั้งที่สอง(1 คร.1:7 อฟ. 1:10,1 ธก.1:6, 2 ธก.1:7-10 และ 1 ปต.1:5) การกล่าวถึงการเสด็จกลับมาครั้งที่สองในการขอบพระคุณแสดงให้เห็นว่า ความหวังใจในการเสด็จกลับมาเป็นสิ่งที่อยูในแก่นของความเชื่อและการนมัสการของคริสตจักรยุคอัครสาวก สำหรับคริสตจักร “การเสด็จมา” ของพระเยซูปรากฏอยู่ในการประทับอยู่ของพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นมัดจำมรดกที่จะได้รับ (อฟ.1:13-14) การเสด็จมาของพระวิญญาณไม่ใช่พระสัญญาสุดท้าย บุตรมนุษย์ยังจะต้องเสด็จมาบนท้องฟ้า บุตรมนุษย์ พระเยซูทรงกล่าวถึงพระองค์เป็น“บุตรมนุษย์” หลายครั้ง คำนี้มาจากดาเนียล 7:13 ซึ่งกล่าวถึงบุตรมนุษย์ซึ่งจะปรากฏในวาระสุดท้าย ในฐานะของพระเมสสิยาห์ ซึ่งพระเยซูตรัสไว้ว่า พระองค์จะเสด็จมาด้วยฤทธานุภาพ เพื่อพิพากษา(ดนล.7:13-14) พระนาม“บุตรมนุษย์” ที่พระเยซูทรงนำมาใช้เรียกพระองค์เองขณะประทับอยู่ในโลก และลักษณะการเสด็จกลับมาและเหตุผลการเสด็จมาครั้งที่สองของพระองค์ […]

มั่นคงกว่าเรือใหญ่ มั่นใจแม้ในพายุ 1/16

มั่นคงกว่าเรือใหญ่ มั่นใจแม้ในพายุ มีคำกล่าวว่า “นักเดินเรือที่เก่งและชาวประมงผู้เชี่ยวชาญทะเลจะได้รับการพิสูจน์ก็ต่อเมื่อสามารถคุมเรือฝ่าพายุร้าย” ด้วยเหตุนี้เอง จึงมีผู้อาจหาญท้าทายมหาสมุทรจำนวนมาก ที่พยายามสร้างชื่อเสียงให้ตัวเอง โดยเดินเรือผ่านเส้นทางทะเลที่ยากลำบาก และเต็มไปด้วยมรสุมอันโหดร้าย แต่นักเดินเรือส่วนใหญ่อาจไม่ได้ไปถึงฝั่งฝัน แต่กลับต้องฝากลมหายใจสุดท้ายของตนเองไว้ใต้ท้องทะเลลึก ชีวิตของเราทุกคนก็ไม่ต่างจากการเดินเรือในมหาสมุทรนัก เส้นทางชีวิตที่ยากลำบากที่เราผ่านพ้นมาได้ กลายเป็นบันไดแห่งความสำเร็จที่คนยกย่อง แต่เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่านาวาชีวิตของเราจะอยู่รอดปลอดภัยได้อีกครั้ง เมื่อต้องเผชิญกับความท้าทายครั้งต่อไป ผมขอยกเรื่องจริงเรื่องหนึ่งในพระคัมภีร์ที่เกี่ยวข้องกับการเผชิญหน้ามรสุมร้ายแห่งท้องทะเล เรื่องราวนี้ถูกบันทึกไว้ในพระธรรมมาระโก บทที่ 4 ข้อ 36-40 ซึ่งผมเชื่อว่าจะให้บทเรียนและความจริงว่า ท่ามกลางสถานการณ์ลำบากที่เหมือนมรสุมร้ายในชีวิตนั้น เราจะมีความมั่นคงในนาวาแห่งชีวิตได้อย่างไร ซึ่งเรื่องราวได้บันทึกไว้ดังนี้ “เมื่อละจากประชาชนแล้ว พวกเขาจึงพาพระองค์ซึ่งประทับในเรือไป มีเรืออีกหลายลำตามไปด้วย  และมีพายุใหญ่เกิดขึ้น คลื่นก็ซัดเข้าไปในเรือจนน้ำจวนจะเต็มเรืออยู่แล้ว  ส่วนพระองค์กำลังบรรทมหนุนหมอนหลับอยู่ที่ท้ายเรือ พวกสาวกจึงมาปลุกพระองค์ทูลว่า “พระอาจารย์ พระองค์ไม่ทรงเป็นห่วงว่าพวกเรากำลังจะพินาศหรือ?” พระองค์จึงทรงลุกขึ้นห้ามลมและตรัสกับทะเลว่า “จงสงบเงียบ” แล้วลมก็สงบ พายุก็เงียบสนิท  พระองค์จึงตรัสกับพวกเขาว่า “ทำไมพวกเจ้ากลัว? พวกเจ้าไม่มีความเชื่อหรือ?” เรื่องที่บันทึกไว้นี้เกี่ยวกับพระเยซูคริสต์และสาวกของพระองค์ เราทราบจากเนื้อหาว่าพระองค์โดยสารเรือเพื่อไปยังจุดหมาย และในขณะที่เรือแล่นอยู่กลางทะเลเกิดพายุใหญ่ขึ้น จนเรือแทบจะจมอยู่แล้ว เรื่องนี้น่าสนใจตรงที่สาวกหลายคนของพระเยซูมีพื้นฐานเป็นชาวประมงมาก่อน แน่นอนว่าพวกเขาต้องมีความเชี่ยวชาญในการเดินเรือดีทีเดียว สังเกตได้ว่าพวกเขาไม่ได้สนใจว่าพระเยซูทรงบรรทมหลับไปในสถานการณ์ปกติ แต่มาวุ่นวายใจเอาเมื่อเกิดพายุใหญ่แล้ว นี่เป็นความจริงอย่างหนึ่งในชีวิตของเราทุกคนด้วย เราแต่ละคนมีความสามารถบางอย่างที่แตกต่างกัน บางคนมั่นใจในความรู้ของตัวเอง บางคนอาจมีฐานะการเงินดี บางคนหน้าตาดี […]

ยุคของพระวิญญาณบริสุทธิ์ 1/16

ยุคของพระวิญญาณบริสุทธิ์ คำถาม มีบางคนบอกว่ายุคสมัยปัจจุบันเป็นยุคของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เป็นคำพูดที่ถูกต้องหรือไม่? คำตอบ แนวความคิดนี้ไม่สอดคล้องกับสิ่งที่ปรากฏอยู่ในพระคัมภีร์ เพราะพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงเริ่มกระทำพระราชกิจของพระองค์ตั้งแต่พระธรรมปฐมกาลแล้ว ไม่ใช่เพิ่งเริ่มต้นพระราชกิจของพระองค์ในสมัยพระคัมภีร์ใหม่ พระวิญญาณบริสุทธิ์เริ่มมีบทบาทตั้งแต่สมัยพระคัมภีร์เดิม ในสมัยพระคัมภีร์เดิมพระวิญญาณบริสุทธิ์ถูกเรียกว่า “พระวิญญาณของพระเจ้า”  12ครั้งด้วยกัน พระวิญญาณบริสุทธิ์นี้ถูกกล่าวถึงในช่วงการทรงสร้าง (ปฐก.1:2) ซึ่งเอลีฮูก็ได้ยืนยันว่าพระวิญญาณของพระเจ้าได้ทรงสร้างท่าน (โยบ 33:4) และต่อมาในพระธรรมปฐมกาลเมื่อฟาโรห์เห็นว่า โยเซฟสามารถทำนายความฝัน และอธิบายถึงวิธีการที่จะเตรียมการล่วงหน้าต่อเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นได้ ฟาโรห์ก็ตระหนักว่า โยเซฟคือคนที่มีพระวิญญาณของพระเจ้าสถิตอยู่ด้วย และเป็นผู้ที่เหมาะสมที่จะดูแลงานต่างๆ ของอียิปต์ (ปฐก.41:38-45)จากเรื่องราวของโยเซฟนี้ทำให้เราเห็นว่า คนทั่วไปยอมรับว่าคนที่มีพระวิญญาณบริสุทธิ์อยู่ด้วยนี้คือ คนที่มีสติปัญญาเหนือมนุษย์คนอื่นๆ ต่อมาในสมัยของโมเสสเมื่อพระเจ้าทรงมอบหมายให้คนอิสราเอลสร้างเต็นท์​นัด​พบ หีบ​แห่ง​สักขี​พยาน พระ​ที่​นั่ง​กรุ​ณา​ซึ่ง​อยู่​บน​หีบ​แห่ง​สักขี​พยาน และ​เครื่อง​ใช้​ทุก​อย่าง​สำหรับ​เต็นท์นั้น พระองค์ได้เลือก​เบ​ซา​เลล​บุตร​อุรี​ผู้​เป็น​บุตร​เฮอร์​แห่ง​เผ่า​ยู​ดาห์เป็นหัวหน้ารับผิดชอบงานนี้ และเพื่อให้ท่านทำงานสำเร็จ พระเจ้าทรงให้ท่าน​เต็ม​เปี่ยม​ด้วย​พระ​วิญ​ญาณ​ของ​พระ​เจ้า คือ​ให้​ท่าน​มี​สติ​ปัญ​ญา ความ​เข้า​ใจ​และ​ความ​รู้​ใน​งาน​ช่าง​ทุก​อย่าง (อพย.31:3)เราจะเห็นว่าการเต็มเปี่ยมไปด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ในบริบทนี้คือ การมีสติปัญญา ความเข้าใจ และความรู้ในด้านช่างทุกอย่าง นอกจากนี้พระองค์ยังให้ผู้ช่วยแก่ท่านอีกคนหนึ่งคือ โอ​โฮ​ลี​อับ​บุตร​อา​หิ​สะ​มัค​แห่ง​เผ่า​ดาน  ยิ่งกว่านั้นพระองค์​ยัง​ให้​ทักษะ​แก่​ช่าง​ฝี​มือ​ทุก​คน (อพย.31:6)เหนือสิ่งอื่นใดทั้งเบซาเลลและโอโฮลีอับยังสามารถสอนคนอื่นให้มีทักษะเหมือนท่านได้อีก (อพย.35:34) สิ่งที่น่าสนใจที่เชื่อมโยงระหว่างพระวิญญาณบริสุทธิ์ในพระคัมภีร์เดิมและพระคัมภีร์ใหม่คือเปโตรได้กล่าวถึงผู้เผยพระวจนะในพระคัมภีร์เดิมว่า ผู้เผยพระวจนะเหล่านั้นมีพระวิญญาณของพระคริสต์สถิตในพวกเขาผู้แจ้งให้พวกเขาทราบล่วงหน้าถึงความทุกข์ทรมานของพระคริสต์ (1ปต.1:10-12) พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงควบคุมการเผยพระวจนะ พระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่เพียงแต่จะประทานสติปัญญาให้กับบางคน พระองค์ยังทรงควบคุมคำเผยพระวจนะของผู้พยากรณ์ เมื่อบาลาอัมได้รับเชิญจากบาลาคกษัตริย์โมอับให้ไปสาปแช่งคนอิสราเอล แต่เมื่อเริ่มกล่าวคำพยากรณ์ แทนการสาปแช่งกลับกลายเป็นการอวยพรคนอิสราเอล (กดว.24:1-13) […]

1 61 62 63 64 65 86