Blog

อำนาจดื่มไม่ได้ แต่เมาได้ 2/16

อำนาจดื่มไม่ได้ แต่เมาได้ ครั้งแรกที่ผมดื่มเหล้านั้นเป็นการถูกบังคับจากรุ่นพี่ที่รับน้องในมหาวิทยาลัย ผมไม่เคยเข้าใจมาก่อนว่าทำไมคนคนหนึ่งถึงปล่อยให้ตัวเองเมาจนควบคุมตัวเองไม่ได้จนผมได้ลองมันครั้งแรก และสติของผมถูกดึงไปด้านต่ำผมถูกชวนกึ่งบังคับให้กินเหล้าหลายครั้ง จนเริ่มเข้าเรียนไม่สม่ำเสมอผลการเรียนเทอมแรกจึงเริ่มแย่ลง ในที่สุดก็มีวันหนึ่งที่ผมเมาเข้าจนได้ ผมรู้สึกเหมือนกึ่งหลับกึ่งตื่น ตาบวมจนแทบปิด และรู้สึกหงุดหงิดไปหมดจนเผลอไปทำให้คนอื่นเจ็บตัวโดยขาดสติ แม้ไม่มีใครบาดเจ็บรุนแรงอะไรในเหตุการณ์นั้น แต่ผมก็เสียใจมาก ผมจึงรังเกียจเหล้า และของมึนเมาทุกชนิดมาตั้งแต่วันนั้น และปฏิญาณอย่างหนักแน่นกับตัวเองว่าจะไม่ขอแตะต้องของมึนเมา เหล้าและสุราทุกชนิดอีกเลย ในที่สุดผมกลายเป็นภูมิแพ้เครื่องดื่มมึนเมาทุกชนิดและแทบไม่อยากจะได้กลิ่นเลย เพราะรู้สึกเหม็นมากๆ ต้องขอบคุณพระเจ้าที่ผมหลุดจากการเมามาได้อย่างรวดเร็วผมได้ข้อคิดจากเรื่องนี้ข้อหนึ่งว่า“ต่อให้เรามีสติมากแค่ไหน ถ้ากินเหล้าก็เมาได้ทุกคน” ในขณะที่ผมเตรียมการสอนพระคัมภีร์อยู่นั้นข้อความจากพระธรรมสุภาษิต 27:21-27 ที่ผมได้อ่าน ทำให้ผมหวนนึกถึงคำถามในอดีตที่ว่า “ทำไมคนคนหนึ่งถึงปล่อยให้ตัวเองเมาจนควบคุมตัวเองไม่ได้? ” แต่สำหรับพระคำของพระเจ้าตอนนี้ไม่ใช่เรื่องสุรายาเมา แต่เป็นเรื่องของอำนาจ บางทีผู้อ่านที่รักก็อาจมีคำถามเดียวกับผมว่า “ทำไมคนคนหนึ่งถึงมัวเมาในอำนาจได้?” ผมไม่กล้านึกตำหนิคนที่มัวเมาในอำนาจ เพราะผมเชื่อว่ามันก็คงเหมือนกัน ลองมีอำนาจขึ้นมา โดยไม่มีพื้นฐานที่ดี เราอาจจะเมามายในอำนาจที่ได้รับมาง่ายๆเหมือนกัน พระวจนะตอนนี้จึงมุ่งให้ความช่วยเหลือและป้องกันเราจากภาวะเมาอำนาจนี้ ด้วยความจริงจากพระเจ้า และผมอยากเชิญชวนผู้อ่านทุกท่านมาเรียนรู้ไปด้วยกัน พระธรรมสุภาษิตบทที่ 27 ข้อ 24 และ 25กล่าวว่า “เพราะความมั่งคั่งไม่ยั่งยืนอยู่เป็นนิตย์และมงกุฎก็ไม่คงทนอยู่ทุกชั่วชาติพันธุ์ เมื่อเขาเก็บหญ้าแห้งไปแล้ว หญ้าใหม่ก็ปรากฏขึ้นและผักหญ้าต่างๆ ตามภูเขาก็ถูกเก็บรวบรวมมา” สิ่งนี้ทำให้ผมเข้าใจสัจธรรมแห่งอำนาจประการแรกว่า“อำนาจอยู่กับเราเพียงชั่วคราว” ไม่ว่าวันนี้เราจะมีตำแหน่งหน้าที่การงานสูงเพียงใด สิ่งนั้นก็เป็นเรื่องชั่วคราวเท่านั้น อำนาจจะหายไปตามเวลาของมันอาจเป็นการเกษียณ การถูกให้ออกจากตำแหน่งด้วยการป่วย หรือแม้แต่ความตาย ดังนั้นถ้าเราเมาจนเสพติดอำนาจ […]

“มั่นใจ หรือ ไว้วางใจ” 2/16

“มั่นใจ หรือ ไว้วางใจ” คำถาม จากพระธรรมฮีบรู10:35 ฉบับมาตรฐานมีเนื้อความว่า “เพราะฉะนั้น อย่าละทิ้งความไว้วางใจของท่าน อันจะนำมาซึ่งบำเหน็จยิ่งใหญ่” มีผู้เห็นว่าทางสมาคมฯ น่าจะปรับแก้คำว่า“ความไว้วางใจ” เป็น “ความมั่นใจ” เพื่อให้ได้คำแปลตรงกับคำว่า “confidence” ในพระคัมภีร์อังกฤษหลายฉบับ และเพื่อจะเป็นการแปลคำกรีกคำเดียวกันอย่างเสมอต้นเสมอปลายเช่นในพระธรรม 1 ยอห์น 3:21; 4:17; 5:14 ที่แปลว่า “ความมั่นใจ” ทางสมาคมฯ คิดเห็นอย่างไร? คำตอบ ทางสมาคมฯ ขอขอบคุณท่านผู้อ่านที่นำเสนอข้อคิดเห็นอันเป็นประโยชน์มายังเรา และต้องขออภัยท่านด้วยที่ตอบสนองความเห็นของท่านช้า เพราะต้องทยอยตอบคำถามของหลายท่าน นอกจากนี้ยังต้องขออภัยด้วยในบางกรณีที่เราอาจไม่ได้ทำตามที่ท่านเสนอมา อย่างไรก็ดีทางสมาคมฯ ไม่ได้เพิกเฉยต่อความคิดเห็นของท่าน แต่ยินดีนำมาพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อจะเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม ก่อนอื่น ขอทำความเข้าใจกันว่า พระคริสต-ธรรมคัมภีร์ไทย ฉบับมาตรฐาน 2011 นั้นไม่ได้แปลมาจากพระคัมภีร์อังกฤษ แต่แปลจากสำเนาต้นฉบับภาษาเดิม (อันได้แก่ ภาษาฮีบรู ภาษาอาราเมค และภาษากรีก) โดยเทียบเคียงคำแปลกับฉบับมาตรฐานฉบับก่อนๆ ดังนั้นจึงอาจเป็นไปได้ที่บางตอนไม่ตรงกับฉบับอังกฤษ อย่างไรก็ดีเพื่อตอบคำถามข้างต้น ก็จะขอตอบในมุมต่างๆ ดังนี้ ก. ความหมายตามดิกชันนารี เมื่อพิเคราะห์ดูความหมายของคำ“confidence” ในพจนานุกรมอังกฤษ-ไทยและพจนานุกรมอังกฤษ-อังกฤษ เราพบความหมายหลากหลายอย่าง เช่น […]

เพื่อทุกคนจะรู้จักกับพระเจ้า 2/16

เพื่อทุกคนจะรู้จักกับพระเจ้า คุณอุดม ศรีกุเรชา “They shall all be taught of God” “เพื่อทุกคนจะรู้จักพระเจ้า” คือคำขวัญของโรงเรียนนานาชาติแอ๊ดเวนต์รามคำแหง  Ramkhamhaeng Advent International School) RAIS ก่อนจะมีคำขวัญนี้ และก่อนที่โรงเรียนแห่งนี้ถือกำเนิดเกิดขึ้น  มีเรื่องราวมากมาย คุณอุดม ศรีกุเรชา ผู้ก่อตั้งโรงเรียนเคยผ่านประสบการณ์การทรงนำของพระเจ้าอย่างมากมาย คุณอุดม เกิดในครอบครัวนับถือศาสนาซิกข์ นิกายนามธารี เป็นมังสวิรัติ ที่เคร่งครัด ต่อมาได้รับการทรงเรียกจากพระเจ้าให้มารู้จักพระองค์ และโรงเรียนแห่งนี้สร้างขึ้นมาโดยการที่ท่านยอมเชื่อฟัง พระสุรเสียงของพระเจ้า นับจากวันแรก มาจนถึงปัจจุบัน ท่านได้ยืนหยัดในการเป็นคริสตชนผู้ดำเนินชีวิตตามวิถีของพระเจ้า ชีวิตของท่านได้รับการอวยพรจากพระเจ้าอย่างเหลือล้นและมีโอกาสแบ่งปันพระพรที่ได้รับนั้นแก่ผู้คนมากมายคุณอุดม ศรีกุเรชา อายุ 67 ปี ประธานผู้ก่อตั้งโรงเรียนนานาชาติแอ๊ดเวนต์รามคำแหง สมรสกับคุณศศิธร มีบุตรชาย และบุตรสาว 4 คนคือนายแพทย์วิจิตร คุณกัลยาณี คุณราชทีป และคุณ ปรมิตร ทั้งภรรยา และบุตรชาย บุตรสาว เชื่อพระเจ้า และเป็นสมาชิกคริสตจักรเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีส เข้ามาเชื่อพระเจ้า […]

ชีวิตมีคุณค่าถ้าเริ่มต้นที่พระเจ้า 1/16

ชีวิตมีคุณค่าถ้าเริ่มต้นที่พระเจ้า รู้จักพระเจ้า เริ่มจากสมัยที่ยังเป็นเด็กเล็กๆ ชอบอ่านชอบดูพระคัมภีร์สำหรับเด็กเล่มที่ปกสีม่วงมีรูปเด็กแก้มตุ่ยๆ ใส่ชุดสีแดงๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าแปลกเมื่อมองย้อนกลับไป เพราะตอนนั้นอ่านหนังสือไม่ค่อยออกและไม่ชอบอ่านหนังสือด้วย แต่ทำไมถึงชอบพระคัมภีร์เล่มนี้ก็ไม่ทราบ พอโตขึ้นก็ค่อยๆ ได้ยินเรื่องราวของพระเจ้าผ่านทางคุณแม่และพี่สาว จนกระทั่งมาอยู่ชั้นมัธยมต้น มีโอกาสไปค่ายประกาศผู้นำได้ถามว่าใครยังไม่เคยอธิษฐานรับเชื่อบ้าง ผมก็นึกขึ้นได้ว่าก่อนที่เราจะไปพาคนอื่นมาเชื่อพระเจ้า เราก็ควรจะรับเชื่อก่อน ผมจึงรับเชื่อตอนนั้น อธิษฐานรับเชื่อเองแล้วก็ออกไปประกาศกับทีม จากนั้นประมาณมัธยมปีที่ 3-4 ผมก็ขอรับบัพติศมา ชีวิตเปลี่ยนไป การเปลี่ยนแปลงค่อยๆ เกิดขึ้นในชีวิต ไม่ใช่การเปลี่ยนที่แบบหน้ามือเป็นหลังมือ หรือชั่วข้ามคืน แต่เปลี่ยนตามกาลเวลาที่ค่อยๆ เปลี่ยนไปที่เห็นเป็นรูปธรรมคือการเรียน ผมเป็นคนที่มีพัฒนาการการอ่านที่ช้ามาก ตั้งแต่เด็กๆ ผมอ่านหนังสือไม่ออก เริ่มอ่านได้บ้างตอนอยู่ประถม 6 ผลการเรียนทุกเทอมได้ศูนย์เกือบทุกวิชาโดยเฉพาะวิชาหลักๆ อย่างภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์และภาษาไทย จนวันหนึ่งเมื่อผมได้รับสมุดพกผลการเรียนมัธยมปีที่ 3 ผมรู้สึกว่าเอียนกับการติดศูนย์แล้ว ผมไม่อยากทำให้พ่อแม่เสียใจและผิดหวังอีกต่อไป ผมจึงเริ่มตั้งใจอธิษฐานขอพระเจ้าตรงๆเพราะไม่รู้จะทำอย่างไรให้คะแนนดีขึ้น ไม่รู้จะเริ่มตรงไหนก่อนดี บอกแค่ว่าพระเจ้าช่วยผมด้วย วันหนึ่งหลังจากหมดคาบเรียนแล้ว ผมตัดสินใจเดินเข้าไปหาอาจารย์ที่สอนภาษาอังกฤษ ซึ่งปกติผมจะกลัวอาจารย์ท่านนี้มาก เพราะท่านดุมาก และทุกคนจะกลัวท่าน เวลาเรียนไม่เข้าใจก็ไม่กล้าถามท่าน ผมมักจะโดนอาจารย์ตีอยู่เสมอ เพราะผมทำการบ้านไม่ได้ วันนั้นผมเดิน เข้าไปหาแล้วถามอาจารย์ว่ารับสอนภาษาอังกฤษไหม อาจารย์ดูแปลกใจมาก บอกกับผมว่าจะขอไปคุยกับคุณแม่ของผมก่อน ท่านถามคุณแม่ว่าผมเป็นคนอย่างไร อาจารย์ไม่เข้าใจว่าทำไมผมถึงเรียนภาษาอังกฤษไม่ได้ […]

การเสด็จกลับมาครั้งที่สองของพระเยซู ความหวังอันน่ายินดี (ตอนที่ 2) 1/16

การเสด็จกลับมาครั้งที่สองของพระเยซู ความหวังอันน่ายินดี (ตอนที่ 2) ความเดิมจากตอนที่แล้ว ผู้เขียนกล่าวถึงคำสอนเรื่องการเสด็จกลับมาครั้งที่สองของพระเยซู ซึ่งเป็นความหวังอันสูงสุดของผู้เชื่อพระเยซู การเสด็จมาครั้งที่สองคือศูนย์กลางแห่งความหวังของเรา คำศัพท์ที่อัครทูตใช้สื่อสารกับผู้เชื่อเกี่ยวกับการเสด็จกลับมาครั้งที่สองของพระเยซู ได้แก่“ความหวัง” และ “มารานาธา” นอกจากนี้ยังมีคำอื่นอีกที่เราควรรู้จักได้แก่ การขอบพระคุณ คำนี้มีปรากฏอยู่ในพิธีต่างๆของคริสตจักรยุคแรกอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพิธีมหาสนิท อัครทูตเปาโลใช้คำว่า“ขอบพระคุณ” ในอารัมภบทของจดหมายที่ส่งไปยังคริสตจักรต่างๆ คำว่า ขอบพระคุณ แสดงถึงความเชื่อที่ผู้พูดมีต่อพระเจ้า เมื่ออัครทูตเขียนไปยังคริสตจักรต่างๆ หนุนใจให้ขอบพระคุณ ผู้อ่านจะกล่าวคำว่า “อาเมน” คำขอบพระคุณมักลงท้ายด้วยการกล่าวถึงการเสด็จกลับมาครั้งที่สอง(1 คร.1:7 อฟ. 1:10,1 ธก.1:6, 2 ธก.1:7-10 และ 1 ปต.1:5) การกล่าวถึงการเสด็จกลับมาครั้งที่สองในการขอบพระคุณแสดงให้เห็นว่า ความหวังใจในการเสด็จกลับมาเป็นสิ่งที่อยูในแก่นของความเชื่อและการนมัสการของคริสตจักรยุคอัครสาวก สำหรับคริสตจักร “การเสด็จมา” ของพระเยซูปรากฏอยู่ในการประทับอยู่ของพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นมัดจำมรดกที่จะได้รับ (อฟ.1:13-14) การเสด็จมาของพระวิญญาณไม่ใช่พระสัญญาสุดท้าย บุตรมนุษย์ยังจะต้องเสด็จมาบนท้องฟ้า บุตรมนุษย์ พระเยซูทรงกล่าวถึงพระองค์เป็น“บุตรมนุษย์” หลายครั้ง คำนี้มาจากดาเนียล 7:13 ซึ่งกล่าวถึงบุตรมนุษย์ซึ่งจะปรากฏในวาระสุดท้าย ในฐานะของพระเมสสิยาห์ ซึ่งพระเยซูตรัสไว้ว่า พระองค์จะเสด็จมาด้วยฤทธานุภาพ เพื่อพิพากษา(ดนล.7:13-14) พระนาม“บุตรมนุษย์” ที่พระเยซูทรงนำมาใช้เรียกพระองค์เองขณะประทับอยู่ในโลก และลักษณะการเสด็จกลับมาและเหตุผลการเสด็จมาครั้งที่สองของพระองค์ […]

มั่นคงกว่าเรือใหญ่ มั่นใจแม้ในพายุ 1/16

มั่นคงกว่าเรือใหญ่ มั่นใจแม้ในพายุ มีคำกล่าวว่า “นักเดินเรือที่เก่งและชาวประมงผู้เชี่ยวชาญทะเลจะได้รับการพิสูจน์ก็ต่อเมื่อสามารถคุมเรือฝ่าพายุร้าย” ด้วยเหตุนี้เอง จึงมีผู้อาจหาญท้าทายมหาสมุทรจำนวนมาก ที่พยายามสร้างชื่อเสียงให้ตัวเอง โดยเดินเรือผ่านเส้นทางทะเลที่ยากลำบาก และเต็มไปด้วยมรสุมอันโหดร้าย แต่นักเดินเรือส่วนใหญ่อาจไม่ได้ไปถึงฝั่งฝัน แต่กลับต้องฝากลมหายใจสุดท้ายของตนเองไว้ใต้ท้องทะเลลึก ชีวิตของเราทุกคนก็ไม่ต่างจากการเดินเรือในมหาสมุทรนัก เส้นทางชีวิตที่ยากลำบากที่เราผ่านพ้นมาได้ กลายเป็นบันไดแห่งความสำเร็จที่คนยกย่อง แต่เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่านาวาชีวิตของเราจะอยู่รอดปลอดภัยได้อีกครั้ง เมื่อต้องเผชิญกับความท้าทายครั้งต่อไป ผมขอยกเรื่องจริงเรื่องหนึ่งในพระคัมภีร์ที่เกี่ยวข้องกับการเผชิญหน้ามรสุมร้ายแห่งท้องทะเล เรื่องราวนี้ถูกบันทึกไว้ในพระธรรมมาระโก บทที่ 4 ข้อ 36-40 ซึ่งผมเชื่อว่าจะให้บทเรียนและความจริงว่า ท่ามกลางสถานการณ์ลำบากที่เหมือนมรสุมร้ายในชีวิตนั้น เราจะมีความมั่นคงในนาวาแห่งชีวิตได้อย่างไร ซึ่งเรื่องราวได้บันทึกไว้ดังนี้ “เมื่อละจากประชาชนแล้ว พวกเขาจึงพาพระองค์ซึ่งประทับในเรือไป มีเรืออีกหลายลำตามไปด้วย  และมีพายุใหญ่เกิดขึ้น คลื่นก็ซัดเข้าไปในเรือจนน้ำจวนจะเต็มเรืออยู่แล้ว  ส่วนพระองค์กำลังบรรทมหนุนหมอนหลับอยู่ที่ท้ายเรือ พวกสาวกจึงมาปลุกพระองค์ทูลว่า “พระอาจารย์ พระองค์ไม่ทรงเป็นห่วงว่าพวกเรากำลังจะพินาศหรือ?” พระองค์จึงทรงลุกขึ้นห้ามลมและตรัสกับทะเลว่า “จงสงบเงียบ” แล้วลมก็สงบ พายุก็เงียบสนิท  พระองค์จึงตรัสกับพวกเขาว่า “ทำไมพวกเจ้ากลัว? พวกเจ้าไม่มีความเชื่อหรือ?” เรื่องที่บันทึกไว้นี้เกี่ยวกับพระเยซูคริสต์และสาวกของพระองค์ เราทราบจากเนื้อหาว่าพระองค์โดยสารเรือเพื่อไปยังจุดหมาย และในขณะที่เรือแล่นอยู่กลางทะเลเกิดพายุใหญ่ขึ้น จนเรือแทบจะจมอยู่แล้ว เรื่องนี้น่าสนใจตรงที่สาวกหลายคนของพระเยซูมีพื้นฐานเป็นชาวประมงมาก่อน แน่นอนว่าพวกเขาต้องมีความเชี่ยวชาญในการเดินเรือดีทีเดียว สังเกตได้ว่าพวกเขาไม่ได้สนใจว่าพระเยซูทรงบรรทมหลับไปในสถานการณ์ปกติ แต่มาวุ่นวายใจเอาเมื่อเกิดพายุใหญ่แล้ว นี่เป็นความจริงอย่างหนึ่งในชีวิตของเราทุกคนด้วย เราแต่ละคนมีความสามารถบางอย่างที่แตกต่างกัน บางคนมั่นใจในความรู้ของตัวเอง บางคนอาจมีฐานะการเงินดี บางคนหน้าตาดี […]

ยุคของพระวิญญาณบริสุทธิ์ 1/16

ยุคของพระวิญญาณบริสุทธิ์ คำถาม มีบางคนบอกว่ายุคสมัยปัจจุบันเป็นยุคของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เป็นคำพูดที่ถูกต้องหรือไม่? คำตอบ แนวความคิดนี้ไม่สอดคล้องกับสิ่งที่ปรากฏอยู่ในพระคัมภีร์ เพราะพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงเริ่มกระทำพระราชกิจของพระองค์ตั้งแต่พระธรรมปฐมกาลแล้ว ไม่ใช่เพิ่งเริ่มต้นพระราชกิจของพระองค์ในสมัยพระคัมภีร์ใหม่ พระวิญญาณบริสุทธิ์เริ่มมีบทบาทตั้งแต่สมัยพระคัมภีร์เดิม ในสมัยพระคัมภีร์เดิมพระวิญญาณบริสุทธิ์ถูกเรียกว่า “พระวิญญาณของพระเจ้า”  12ครั้งด้วยกัน พระวิญญาณบริสุทธิ์นี้ถูกกล่าวถึงในช่วงการทรงสร้าง (ปฐก.1:2) ซึ่งเอลีฮูก็ได้ยืนยันว่าพระวิญญาณของพระเจ้าได้ทรงสร้างท่าน (โยบ 33:4) และต่อมาในพระธรรมปฐมกาลเมื่อฟาโรห์เห็นว่า โยเซฟสามารถทำนายความฝัน และอธิบายถึงวิธีการที่จะเตรียมการล่วงหน้าต่อเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นได้ ฟาโรห์ก็ตระหนักว่า โยเซฟคือคนที่มีพระวิญญาณของพระเจ้าสถิตอยู่ด้วย และเป็นผู้ที่เหมาะสมที่จะดูแลงานต่างๆ ของอียิปต์ (ปฐก.41:38-45)จากเรื่องราวของโยเซฟนี้ทำให้เราเห็นว่า คนทั่วไปยอมรับว่าคนที่มีพระวิญญาณบริสุทธิ์อยู่ด้วยนี้คือ คนที่มีสติปัญญาเหนือมนุษย์คนอื่นๆ ต่อมาในสมัยของโมเสสเมื่อพระเจ้าทรงมอบหมายให้คนอิสราเอลสร้างเต็นท์​นัด​พบ หีบ​แห่ง​สักขี​พยาน พระ​ที่​นั่ง​กรุ​ณา​ซึ่ง​อยู่​บน​หีบ​แห่ง​สักขี​พยาน และ​เครื่อง​ใช้​ทุก​อย่าง​สำหรับ​เต็นท์นั้น พระองค์ได้เลือก​เบ​ซา​เลล​บุตร​อุรี​ผู้​เป็น​บุตร​เฮอร์​แห่ง​เผ่า​ยู​ดาห์เป็นหัวหน้ารับผิดชอบงานนี้ และเพื่อให้ท่านทำงานสำเร็จ พระเจ้าทรงให้ท่าน​เต็ม​เปี่ยม​ด้วย​พระ​วิญ​ญาณ​ของ​พระ​เจ้า คือ​ให้​ท่าน​มี​สติ​ปัญ​ญา ความ​เข้า​ใจ​และ​ความ​รู้​ใน​งาน​ช่าง​ทุก​อย่าง (อพย.31:3)เราจะเห็นว่าการเต็มเปี่ยมไปด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ในบริบทนี้คือ การมีสติปัญญา ความเข้าใจ และความรู้ในด้านช่างทุกอย่าง นอกจากนี้พระองค์ยังให้ผู้ช่วยแก่ท่านอีกคนหนึ่งคือ โอ​โฮ​ลี​อับ​บุตร​อา​หิ​สะ​มัค​แห่ง​เผ่า​ดาน  ยิ่งกว่านั้นพระองค์​ยัง​ให้​ทักษะ​แก่​ช่าง​ฝี​มือ​ทุก​คน (อพย.31:6)เหนือสิ่งอื่นใดทั้งเบซาเลลและโอโฮลีอับยังสามารถสอนคนอื่นให้มีทักษะเหมือนท่านได้อีก (อพย.35:34) สิ่งที่น่าสนใจที่เชื่อมโยงระหว่างพระวิญญาณบริสุทธิ์ในพระคัมภีร์เดิมและพระคัมภีร์ใหม่คือเปโตรได้กล่าวถึงผู้เผยพระวจนะในพระคัมภีร์เดิมว่า ผู้เผยพระวจนะเหล่านั้นมีพระวิญญาณของพระคริสต์สถิตในพวกเขาผู้แจ้งให้พวกเขาทราบล่วงหน้าถึงความทุกข์ทรมานของพระคริสต์ (1ปต.1:10-12) พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงควบคุมการเผยพระวจนะ พระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่เพียงแต่จะประทานสติปัญญาให้กับบางคน พระองค์ยังทรงควบคุมคำเผยพระวจนะของผู้พยากรณ์ เมื่อบาลาอัมได้รับเชิญจากบาลาคกษัตริย์โมอับให้ไปสาปแช่งคนอิสราเอล แต่เมื่อเริ่มกล่าวคำพยากรณ์ แทนการสาปแช่งกลับกลายเป็นการอวยพรคนอิสราเอล (กดว.24:1-13) […]

วันที่ 31 สิงหาคม – 4 กันยายน 2015 ตรวจคำแปลพระธรรมมาระโกภาษามือ

วันที่ 31 สิงหาคม – 4 กันยายน 2015 ตรวจคำแปลพระธรรมมาระโกภาษามือ ตรวจคำแปลพระธรรมมาระโกภาษามือ ได้มีการประชุมเพื่อตรวจแก้การแปลพระธรรมมาระโกภาษามือไทย โดยผู้เชี่ยวชาญด้านภาษามือจาก SIL และผู้ใช้ภาษามือ ที่อาคารสมาคมพระคริสต-ธรรมไทย กรุงเทพ โดยสมาคมฯ ได้มีส่วนในพันธกิจการแปลพระคัมภีร์ภาษามือ เพื่อให้ผู้พิการทางการได้ยินในประเทศไทยจะได้มีโอกาสเข้าถึงพระคัมภีร์ที่เป็นภาษาของตนเอง การแปลพระคัมภีร์เป็นภาษามือนั้นต้องใช้ระยะเวลาและขั้นตอนในการแปลมากกว่าการแปลพระคัมภีร์เป็นภาษาอื่นมาก ขอท่านได้อธิษฐานเผื่อและสนับสนุนพันธกิจนี้ด้วยการถวายทรัพย์

มอบพระวจนะสู่ 7 ชนเผ่า

มอบพระวจนะสู่ 7 ชนเผ่า สมาคมพระคริสตธรรมไทยได้ทำโครงการ “พระวจนะสู่ 7 ชนเผ่า” เพื่อระดมทุนนำไปซื้อพระคัมภีร์มอบให้แก่พี่น้อง 7 ชนเผ่าในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ โดยเมื่อวันเสาร์ที่ 12 กันยายน 2015 สมาคมฯ ได้นำพระคัมภีร์ส่วนแรกมอบให้แก่ตัวแทนผู้รับใช้พระเจ้าจาก 7 ชนเผ่า ดังต่อไปนี้ พระคัมภีร์ภาษาอาข่า 153 เล่ม ภาษาม้งขาว 28 เล่ม ภาษากะเหรี่ยงสะกอ 40 เล่ม ภาษาเมี่ยน 35 เล่ม ภาษาฉาน 39 เล่ม ภาษาลาหู่ 37 เล่ม ภาษากะเหรี่ยงโปว์ 143 เล่ม ร่วมถวายโครงการมอบพระคัมภีร์ภาษาถิ่น

การเสด็จกลับมาครั้งที่สองของพระเยซู ความหวังอันน่ายินดี (ตอนที่ 1) 4/15

การเสด็จกลับมาครั้งที่สองของพระเยซู ความหวังอันน่ายินดี (ตอนที่ 1) พระคริสตธรรมคัมภีร์ คือสิ่งอัศจรรย์จากสวรรค์ที่มอบไว้แก่ชาวโลก ทุกคนมีสิทธิ์และโอกาสสัมผัสหนังสืออัศจรรย์นี้ด้วยตนเอง ยิ่งอ่านก็ยิ่งพบความจริง มีคำตอบสำหรับทุกคำถามของมนุษย์ยิ่งไปกว่านั้นผู้อ่านจะเห็นถึงแผนงานของพระเจ้าเพื่อโลกและมนุษย์หากเรานำเหตุการณ์ทั้งหมดในพระคัมภีร์มาวาดเป็นภาพปริทัศน์(ภาพกว้างมีหลายเหตุการณ์ Panorama) เราจะเห็นสิ่งที่เหลือเชื่อประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติจากจุดเริ่มต้นถึงตอนจบ ปรากฏให้เห็นอย่างน่าตื่นตา ตื่นใจ บทแรกของหนังสือเล่มนี้บรรยายกำเนิดโลก พระเจ้าทรงวางแผนให้โลกเป็นสวรรค์สำหรับมนุษย์ การสูญเสียสวรรค์และชีวิตนิรันดร์ ภาพพระเยซูเสด็จมาทนทุกข์ เพื่อไถ่มนุษย์คืนจากซาตานบนไม้กางเขน การเสด็จสู่สวรรค์ของพระองค์ และฉากสุดท้ายจบลงที่พระเยซูเสด็จกลับมายังโลกนี้เป็นครั้งที่สองและโลกได้รับการสร้างใหม่ คนชอบธรรมได้รับชีวิตนิรันดร์กลับคืนและพระเจ้าสถิตอยู่กับมนุษย์ตลอดไปเป็นนิตย์ พระธรรมวิวรณ์บทสุดท้าย สองข้อสุดท้าย กล่าวเป็นคำทูลเชิญพระเยซู และอำนวยพรแก่ผู้เชื่อทั้งหลายว่า “พระองค์ผู้ทรงเป็นพยานในเหตุการณ์เหล่านี้ตรัสว่า ‘เราจะมาในเร็วๆนี้แน่นอน’ อาเมน พระเยซูองค์พระผู้เป็นเจ้าเชิญเสด็จมาเถิดขอ พระคุณของพระเยซูองค์พระผู้เป็นเจ้าจงอยู่กับทุกคนเถิด อาเมน” (วว.22:20-21) พระดำรัส “เราจะมาในเร็วๆ นี้แน่นอน”คือ พระสัญญาสุดท้ายของพระเยซู ที่บันทึกไว้ในพระคัมภีร์เป็นถ้อยคำแห่งความหวัง เป็นพลังขับเคลื่อนคริตจักรและพันธกิจการประกาศข่าวดีไปทั่วโลกการเสด็จกลับมาครั้งที่สองของพระเยซูเป็นหลักความเชื่อสำคัญที่สุดของพระคัมภีร์ในพันธสัญญาเดิมกล่าวถึงเรื่องเกี่ยวกับ “วันของพระยาห์เวห์” เป็นวันอันมืดมิดของคนอธรรม แต่เป็นวันแห่งความชื่นชมยินดีของบรรดาผู้รักการเสด็จมาปรากฏของพระองค์ (อสย.35:4) “รักการเสด็จมาของพระองค์” (2 ทธ.4:8) พระเยซูตรัสถึงการเสด็จกลับมาของพระองค์ (ลก.21:27 ยน.14:1-4) ทูตสวรรค์ที่ปลอบโยนอัครสาวกเมื่อพระเยซูเสด็จกลับสู่สวรรค์ว่า “พระเยซูองค์นี้ที่ ทรง รับไป จาก ท่าน ทั้ง […]

1 59 60 61 62 63 84