“ลูซีเฟอร์” คือชื่อของซาตานจริงหรือ 16/26

“ลูซีเฟอร์” คือชื่อของซาตานจริงหรือ หลายคนคงคุ้นเคยกับคำว่า “ลูซีเฟอร์” (Lucifer) ในฐานะชื่อของทูตสวรรค์ที่ล้มลงและกลายเป็นมารซาตาน และพบว่าคำนี้ถูกใช้สลับไปมากับคำว่า “มารซาตาน” ไม่ว่าจะในคำเทศนา คำสอน วรรณกรรม หรือสื่อต่างๆ ราวกับว่า สองคำนี้ใช้แทนกันได้ คำถามคือ คำว่า “ลูซีเฟอร์” มีที่มาจากไหน เป็นชื่อของซาตานจริงหรือไม่ หากเราอ่านพระคัมภีร์ภาษาไทยในสำนวนแปลเกือบทั้งหมด เราจะไม่พบคำว่า “ลูซีเฟอร์” เลย ยกเว้นในสำนวนแปล KJV คำนี้มีที่มาจากพระคัมภีร์ฉบับลาตินวัลเกต (Latin Vulgate) ที่แปลโดยเจอโรม (Jerome) จากภาษาเดิมเป็นภาษาลาตินในช่วงปลายศตวรรษที่ 4 และใช้กันในศาสนจักรโรมันคาทอลิกเรื่อยมา คำนี้ถูกใช้ในพระคัมภีร์ฉบับแปลนี้มากกว่าหนึ่งครั้ง แต่ข้อพระคัมภีร์ที่ปรากฏคำนี้และหลายครั้งถูกเชื่อมโยงกับมารซาตานคือ อิสยาห์ 14:12 คำว่า “ลูซีเฟอร์” ยังปรากฏในพระคัมภีร์ข้อเดียวกันนี้ในฉบับภาษาอังกฤษสำนวนแปลคิงเจมส์ (King James Version) ซึ่งเกิดขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 16 คำว่า “ลูซีเฟอร์” เป็นคำภาษาลาติน แปลตรงตัวว่า “ผู้นำความสว่าง” มักใช้เรียกดาวศุกร์โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อปรากฏบนท้องฟ้าในเวลาเช้า คำนี้ใน อิสยาห์ 14:12 ฉบับลาตินวัลเกตแปลมาจากคำว่า […]

สำเร็จตามพระวจนะ ในพระกิตติคุณมัทธิวมีความหมายอย่างไร 15/26

สำเร็จตามพระวจนะ ในพระกิตติคุณมัทธิวมีความหมายอย่างไร ในบรรดาพระกิตติคุณทั้งสี่เล่ม พระกิตติคุณมัทธิวมีการอ้างอิงพันธสัญญาเดิมมากที่สุด อันเป็นการนำเสนอว่าพระเยซูคริสต์คือผู้ที่ทำให้ความหวังต่างๆ ของอิสราเอลในพันธสัญญาเดิมนั้นสำเร็จสมบูรณ์ โดยมีวลีหนึ่งที่สำคัญซึ่งปรากฏอยู่ 10 ครั้งเฉพาะในพระธรรมนี้เท่านั้น นั่นคือ “สำเร็จตามพระวจนะ” (มธ.1:22; 2:15, 17, 23; 4:14; 8:17; 12:17; 13:35; 21:4; 27:9) อย่างไรก็ตาม ผู้อ่านบางท่านอาจสังเกตว่า ความหมายดั้งเดิมของเนื้อหาหลายตอนที่ถูกอ้างถึงในที่นี้นั้นดูจะไม่ได้ตรงกับสิ่งที่พระกิตติคุณมัทธิวตั้งใจนำเสนอเสียทีเดียว ถ้าเช่นนั้น วลี “สำเร็จตามพระวจนะ” ในที่นี้มีความหมายอย่างไร แนวคำตอบที่เป็นไปได้มีดังนี้ สำเร็จตามคำพยากรณ์ แม้ว่าแนวความหมายนี้จะดูตรงไปตรงมากับวลี “สำเร็จตามพระวจนะ” แต่ปัญหาคือ เนื้อหาพันธสัญญาเดิมที่อ้างถึงนั้น เดิมทีไม่ได้เป็นคำพยากรณ์ถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น มธ.4:14-16 ที่เล็งถึงการที่พระเยซูจะทรงทำพระราชกิจของพระองค์ในเมืองคาเปอรนาอุม ซึ่งอยู่ในเขตของเผ่าเศบูลุนและนัฟทาลี อ้างถึง อสย.9:1-2 ซึ่งเป็นถ้อยคำหนุนใจชาวอิสราเอลที่ตกเป็นเชลยในสมัยอิสยาห์ว่าความทุกข์ของพวกเขาจะคงอยู่เพียงชั่วคราวเท่านั้น หรือ มธ.21:4-5 ที่เล็งถึงการที่พระเยซูจะทรงลาเสด็จเข้ากรุงเยรูซาเล็ม อ้างถึง ศคย.9:9 ซึ่งเป็นคำหนุนใจชาวยิวที่กลับจากการเป็นเชลยว่าพระเจ้าได้ประทานสันติภาพอันยั่งยืนจนกษัตริย์ของพวกเขาทรงลาแทนม้าศึก เป็นต้น จึงบ่งบอกว่านี่เป็นการตีความของผู้เขียนพระกิตติคุณเอง โดยถือว่าผู้อ่านในสมัยหลังพันธสัญญาเดิมนั้นได้รับการเปิดเผยให้เห็นความหมายที่ครบถ้วนสมบูรณ์ยิ่งขึ้น (Sensus Plenior) ซึ่งอาจอยู่นอกเหนือความหมายดั้งเดิมก็ได้ มุมมองการตีความเช่นนี้ได้แพร่หลายในหมู่ชาวยิวมาตั้งแต่ช่วงก่อนศตวรรษแรกแล้ว […]

จงเตรียมมรรคาของพระยาห์เวห์ในถิ่นทุรกันดาร อิสยาห์ 40:3 มีความหมายอย่างไร 14/25

จงเตรียมมรรคาของพระยาห์เวห์ในถิ่นทุรกันดาร อิสยาห์ 40:3 มีความหมายอย่างไร “จงเตรียมมรรคาของพระยาห์เวห์ในถิ่นทุรกันดาร” ถ้อยคำแห่งความหวังนี้ปรากฏใน อิสยาห์ 40:3 ยิ่งไปกว่านั้น ยังถูกอ้างถึงในพระกิตติคุณทั้งสี่เล่ม ถ้อยคำนี้มีความสำคัญและเกี่ยวข้องกับเราในปัจจุบันอย่างไร ในช่วงเวลาที่ชาวยูดาห์ถูกเนรเทศไปเป็นเชลยยังบาบิโลน ผู้เขียนได้กล่าวถ้อยคำชูใจนี้เพื่อปลอบโยนประชากรของพระเจ้า และยืนยันว่าพระองค์จะทรงนำพวกเขากลับมาสู่เยรูซาเล็มอีกครั้ง คำว่า “ถิ่นทุรกันดาร” อาจหมายถึงทะเลทรายหรือพื้นที่รกร้าง โดยทั่วไปมักเป็นพื้นที่ห่างไกลไร้ผู้คน เป็นสถานที่เงียบสงบ ในเชิงสัญลักษณ์อาจใช้หมายถึงสถานการณ์ที่ยากลำบากหรือสภาวะที่ขัดขวางความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า เช่น ความทุกข์ยากจากการถูกเนรเทศ สำหรับผู้อ่านดั้งเดิมของพระธรรมตอนนี้ เมื่อรวม “มรรคาของพระยาห์เวห์” เข้ากับ “ถิ่นทุรกันดาร” จะเล็งถึงการอพยพครั้งใหม่ (New Exodus) ซึ่งหมายถึงหนทางที่พระเจ้าจะเสด็จมาเพื่อช่วยกู้และนำประชากรของพระองค์กลับจากการเป็นเชลยที่บาบิโลน คล้ายกับเหตุการณ์อพยพในสมัยของโมเสสที่พระองค์ทรงช่วยกู้ชนชาติอิสราเอลออกจากการเป็นทาสในอียิปต์ ดังนั้น “จงเตรียมมรรคา” จึงเป็นการเรียกร้องให้ประชาชนเตรียมใจ เตรียมชีวิต และเตรียมสังคมให้พร้อมรับการเสด็จมาของพระเจ้า นี่ไม่ใช่เพียงการเดินทางกลับถิ่นฐานทางกายภาพเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการฟื้นฟูจิตวิญญาณและความสัมพันธ์กับพระเจ้าด้วย โดยพระองค์จะทรงเป็นผู้เปิดทางผ่านความทุกข์ยาก ความแห้งแล้ง และอุปสรรคต่างๆ ข้อความนี้ถูกยกมาอ้างในพระกิตติคุณทั้งสี่เล่ม (มัทธิว 3:3; มาระโก 1:3; ลูกา 3:4; ยอห์น 1:23) เพื่อชี้ให้เห็นถึงบทบาทของยอห์นผู้ให้บัพติศมาในฐานะ “เสียง” ที่ร้องประกาศให้ผู้ฟังเตรียมหนทางเพื่อต้อนรับการเสด็จมาของพระเมสสิยาห์ ยอห์นเรียกร้องให้ประชาชนกลับใจใหม่และรับบัพติศมา ซึ่งเป็นการเตรียมใจของพวกเขาให้พร้อมรับการช่วยให้รอด สิ่งที่น่าสังเกตคือ ในพันธสัญญาใหม่นั้น หนทางที่ถูกเตรียมไว้ไม่ใช่สำหรับประชาชนที่จะใช้ไปหาพระเจ้า แต่เป็นหนทางที่พระเจ้าจะเสด็จมาเยี่ยมเยียนประชากรของพระองค์ […]

ใครเขียนพระธรรมฮีบรู 13/25

ใครเขียนพระธรรมฮีบรู พระธรรมฮีบรูเป็นหนึ่งในจดหมายฝากในพันธสัญญาใหม่ที่นักวิชาการส่วนใหญ่เชื่อว่าเขียนขึ้นเพื่อให้คนยิวซึ่งมีพื้นฐานความเข้าใจพันธสัญญาเดิมอ่านเป็นหลัก เนื่องจากเนื้อหากล่าวถึงพระเยซูว่าทรงยิ่งใหญ่กว่าบุคคลสำคัญในพันธสัญญาเดิมรวมทั้งระบอบปุโรหิตและการถวายสัตวบูชาในพลับพลาที่กระทำโดยมหาปุโรหิต ผู้เขียนได้ให้รายละเอียดขององค์ประกอบต่างๆ ในพลับพลารวมทั้งขั้นตอนในการถวายเครื่องบูชา ที่สำคัญคือการเปรียบเทียบพระเยซูคริสต์เป็นเหมือนมหาปุโรหิตไม่ใช่ในระบอบของอาโรน แต่ในระบอบของเมลคีเซเดค พระองค์ไม่ได้ถวายเครื่องบูชาลบมลทินบาปทุกปี แต่ถวายพระชนม์ชีพของพระองค์เองเป็นดั่งเครื่องบูชาเพียงครั้งเดียวและพระโลหิตของพระองค์สามารถชำระความบาปผิดของมวลมนุษยชาติได้อย่างสมบูรณ์ตลอดไป นอกจากนี้ ในเนื้อหายังมีการอ้างอิงข้อพระคัมภีร์จากพันธสัญญาเดิมเป็นจำนวนมาก พระธรรมเล่มนี้เป็นพระธรรมเพียงเล่มเดียวในทั้งหมด 27 เล่มของพันธสัญญาใหม่ที่ไม่อาจระบุได้แน่ชัดว่าใครเป็นผู้เขียน และนี่คือประเด็นที่มีการถกเถียงกันมาเป็นเวลายาวนาน แต่ก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้ เนื่องด้วยความจำกัดของข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์ที่เรามี อย่างไรก็ตาม จากการพิจารณาเนื้อหาและภาษาที่ใช้ในพระธรรมเล่มนี้นั้น ก็ทำให้เราพอที่จะอนุมานได้ว่าผู้เขียนพระธรรมฮีบรูมีความสามารถในการใช้ภาษากรีกขั้นสูง มีความเข้าใจพันธสัญญาเดิมอย่างลึกซึ้ง และคุ้นเคยกับพันธสัญญาเดิมฉบับแปลกรีก (ที่เรียกว่า เซปทัวจินต์) เป็นอย่างมาก นอกจากนี้ ยังดูเหมือนว่าผู้เขียนมีความคุ้นเคยกับผู้อ่านเป็นอย่างดี (ฮบ.13:19) และน่าจะอยู่ในแวดวงของอัครทูตเปาโลเพราะมีความใกล้ชิดกับทิโมธี (ฮบ.13:23) ตั้งแต่คริสตจักรยุคแรกจนถึงปัจจุบัน ได้มีผู้เสนอชื่อของบุคคลหลายคนที่อาจเป็นผู้เขียนพระธรรมเล่มนี้ ดังนี้ เปาโลแห่งเมืองทาร์ซัส ผู้นำคริสตจักรตั้งแต่ศตวรรษแรกๆ จำนวนหนึ่งเชื่อว่า เปาโลเป็นผู้เขียนพระธรรมฮีบรู หากพิจารณาเนื้อหาเชิงศาสนศาสตร์หลายส่วนในพระธรรมเล่มนี้ก็จะพบว่ามีความคล้ายคลึงกับในจดหมายฝากของเปาโล ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดเรื่องพันธสัญญา ความชอบธรรม ความถ่อมใจของพระคริสต์ การมีพระคริสต์เป็นศูนย์กลาง เป็นต้น อย่างไรก็ตาม นักวิชาการสมัยใหม่ก็โต้แย้งว่า ภาษากรีกที่ใช้ในพระธรรมเล่มนี้ไม่ว่าจะในเชิงรูปประโยคหรือคำศัพท์ต่างก็มีความเป็นเลิศมากกว่างานเขียนของเปาโล อีกทั้งยังไม่มีการกล่าวถึงประสบการณ์ส่วนตัวที่มักพบในงานเขียนของเปาโล นอกจากนี้ ยังไม่มีการแนะนำตนเองอย่างที่พบในจดหมายฝากของเปาโล หากเปาโลเป็นผู้เขียนจริง ก็อาจเป็นได้ว่าท่านเขียนขึ้นเป็นภาษาฮีบรูเพื่อกลุ่มเป้าหมายที่เป็นคนยิว จากนั้นผู้อื่น (เช่น ลูกา) ได้แปลงานเขียนนั้นเป็นภาษากรีก […]

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสสิ้นพระชนม์

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสสิ้นพระชนม์ แม้ว่าผมและสมเด็จพระสันตปาปา ฟรานซิส จะมีความเชื่อต่างนิกายกัน แต่ผมเคารพศรัทธาและชื่นชมในชีวิต คำสอนและการรับใช้ของพระองค์เป็นพิเศษ วันนี้ ผมทราบข่าวการสิ้นพระชนม์ (21 เมษายน 2025) จากสำนัวาติกัน (ผ่านTheStandardNews) ที่เผยแพร่แถลงการณ์ว่า โป๊ปฟรานซิส สิ้นพระชนม์แล้ว ด้วยพระชนมายุ 88 พรรษา! การสิ้นพระชนม์ของพระสันตปาปาเกิดขึ้นในช่วงไม่ถึง 24 ชั่วโมงหลังจากที่พระองค์ปรากฏตัวที่จัตุรัสเซนต์ปีเตอร์ ในวาติกัน และประทานพรแด่ชาวคริสต์เนื่องในวันอีสเตอร์ ผมประทับใจในเส้นทางสู่การเป็นประมุขศาสนจักรโรมันคาทอลิกของพระองค์ ดังนี้ สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส เป็นพระสันตะปาปาพระองค์ที่ 266 ของพระศาสนจักรโรมันคาทอลิก พระองค์มีพระนามเดิมว่า “ฮอร์เก มาริโอ แบร์โกกลิโอ” (Jorge Mario Bergoglio) เป็นชาวอาร์เจนตินา ประสูติในกรุงบัวโนสไอเรส เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 1936 เป็นบุตรคนโตจากพี่น้อง 5 คน บิดาชื่อมาริโอ เป็นผู้อพยพชาวอิตาลี และนักบัญชีที่ทำงานให้กับการรถไฟ ส่วนมารดาชื่อ เรจินา ซิโวรี พระองค์จบการศึกษาระดับปริญญาสาขาเคมีเทคนิคจากมหาวิทยาลัยบัวโนสไอเรส ก่อนเป็นบาทหลวง โดยเข้าศึกษาที่เซมินารี […]

คุณรู้หรือไม่ เกิดอะไรขึ้นบ้างในยุครอยต่อระหว่าง พันธสัญญาเดิมกับพันธสัญญาใหม่ 12/25

คุณรู้หรือไม่ เกิดอะไรขึ้นบ้างในยุครอยต่อระหว่าง พันธสัญญาเดิมกับพันธสัญญาใหม่ ช่วงเวลาระหว่างพันธสัญญาเดิมกับพันธสัญญาใหม่นั้นยาวนานราว 400 ปี โดยนับจากพันธกิจ ของมาลาคีสิ้นสุดลงจนถึงเหตุการณ์ในพระกิตติคุณเริ่มต้นขึ้น ยุคนี้ยังถูกเรียกว่า “ยุคเงียบ” ด้วยเหตุที่พระเจ้าไม่ได้ส่งผู้เผยพระวจนะมาสื่อสารกับชนชาติของพระองค์ ช่วงเวลานี้มีเหตุการณ์สำคัญหลายอย่างเกิดขึ้น แต่ในที่นี้จะขอกล่าวโดยสังเขป สมัยอาณาจักรเปอร์เซีย (ประมาณปี 538-331 ก่อน ค.ศ.) อาณาจักรเปอร์เซียรุ่งเรืองขึ้นและมีชัยเหนืออาณาจักรบาบิโลน ชาวยิวที่ถูกนำไปเป็นเชลยในบาบิโลนต่อมาได้รับอนุญาตจากไซรัสกษัตริย์ชาวเปอร์เซียให้เดินทางกลับมายังปาเลสไตน์เป็นสามระลอก นำโดยเศรุบบาเบล เอสรา และเนหะมีย์ พวกเขาได้ฟื้นฟูชนชาติของพระเจ้าขึ้นใหม่โดยมีพระวิหารหลังที่สองที่พวกเขาสร้างเป็นศูนย์กลาง (2 พศด.36:22-23; อสร.1:1-4) ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็ยังคงดำรง รักษากิจกรรมฝ่ายจิตวิญญาณอย่างอื่นที่ได้พัฒนาขึ้นในช่วงที่เป็นเชลย อาทิ การประชุมในธรรมศาลา (กจ.15:21) และการตีความหมายกับการสอนพระคัมภีร์โดยพวกอาลักษณ์และธรรมาจารย์ในยุคนี้ ชนชาติยิวสามารถปกครองตนเองได้โดยมีปุโรหิตเป็นผู้นำที่มีอำนาจปกครองทั้งทางด้านศาสนาและการเมือง โดยขึ้นตรงต่อผู้สำเร็จราชการแห่งเปอร์เซีย สมัยอาณาจักรกรีก (ประมาณปี 331-164 ก่อน ค.ศ.) อาณาจักรกรีกของอเล็กซานเดอร์มหาราชได้พิชิตอาณาจักรเปอร์เซียและขยายบริเวณไปไกลถึงลุ่มแม่น้ำสินธุ ในขณะเดียวกันก็เผยแพร่ภาษาและวัฒนธรรมกรีกไปด้วย จนราวปี 323 ก่อน ค.ศ. อเล็กซานเดอร์ก็สิ้นพระชนม์ บรรดาแม่ทัพของพระองค์ชิงอำนาจกันทำให้อาณาจักรกรีกถูกแบ่งออกเป็นสี่ส่วน อาณาจักรที่สำคัญสองอาณาจักรปกครองโดยราชวงศ์ปโตเลมี (มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองอเล็กซานเดรียในอียิปต์) และราชวงศ์เซลูซิด (มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองอันทิโอคในซีเรีย) ซึ่งผลัดกันครอบครองแคว้นยูเดีย โดยทีแรกราชวงศ์ปโตเลมีปกครองชาวยิวอย่างเป็นมิตรในช่วง […]

วันนี้ คุณฟังเรื่องอะไรมา?

วันนี้ คุณฟังเรื่องอะไรมา? คุณอาจคิดไม่ถึงนะครับว่า สิ่งที่คุณฟังมาอาจเปลี่ยนชีวิตของคุณได้! เพียงแต่ว่า เปลี่ยนให้ดีขึ้นหรือเลวลงเท่านั้น! คุณรู้ไหมว่า “การฟัง” ของคุณเป็นตัววัดวุฒิภาวะทั้งทางจิตและวิญญาณของคุณ หากว่าคุณฟังทุกเรื่องหรือทุก ๆ คำ แล้วเก็บมาทำลายความสุข ความยินดี ในชีวิตของคุณ คุณกำลังทำร้ายตัวเองอย่างโหดร้าย! สิ่งที่คุณรับฟังมาอาจไม่จริงเลยแม้สักนิด หรือจริงนิดหน่อย ซึ่งก็ไม่มีผลอะไรต่อชีวิตของคุณเลย หากคุณปล่อยให้มันผ่านไปเหมือนสายลม  หรืออาจเป็นจริงพอสมควร แต่จัดการได้อย่างสร้างสรรค์ ในเชิงรับ หรือเชิงรุก ถือเป็นข้อสอบท้าทายให้พิชิตเพื่อจะเลื่อนชั้น  มิใช่นำกลับมาคิด ขยายประเด็นจนทำให้สอบตก! และหากว่าเรื่องที่ได้ยินได้ฟังมาเป็นเรื่องจริงที่เลวร้ายอย่างสุด ๆ จนเกินวิสัยมนุษย์อย่างเราจะรับได้ วิธีรับมือที่ดีที่สุดก็คือ มอบเรื่องดังกล่าวไว้กับพระเจ้า และปวารณาตัวให้พระเจ้าทรงใช้ในการสร้างสันติ หรือก่อประโยชน์สุข เพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้า และเป็นพรต่อทุกคนที่เกี่ยวข้อง โดยที่เรายังคงดำเนินชีวิตอย่างปรกติสุขในสามัคคีธรรมกับ พระเจ้า และพี่น้องทุกวันสืบไป!   อย่างนี้ไม่ดีกว่าหรือ? แต่หากว่าสิ่งที่ได้ฟังมานั้นเป็นคำเตือนสติ ก็จงรับไว้ด้วยความขอบคุณ ไม่ว่าผู้ที่เตือนสติเรานั้นจะเตือนเราด้วยท่าทีอย่างไร  คำขอบคุณอย่างจริงใจของเราจะนำมาซึ่งผลดีมากกว่าผลเสีย! พระธรรมสุภาษิต บอกว่า…. “จงฟังคำแนะนำและรับคำเตือนสติ เพื่อเจ้าจะได้ปัญญาสำหรับอนาคต” (สภษ.19:20) วันนี้ คุณจงกระตือรือร้นในการฟังสิ่งดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากพระวจนะของพระเจ้า! แต่ในเวลาเดียวกันก็มีคำเตือนว่า อย่าสนใจฟังทุกเรื่องที่ไม่ก่อเกิดประโยชน์ และอาจนำทุกข์มาสู่คุณ! […]

คุณรู้หรือไม่ พระคัมภีร์มองสงครามว่าอย่างไร 10/24

คุณรู้หรือไม่ พระคัมภีร์มองสงครามว่าอย่างไร แม้คนในปัจจุบันจะเห็นตรงกันว่า สงครามนำมาซึ่งความสูญเสียอันใหญ่หลวงทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สิน และไม่มีใครอยากให้มันเกิดขึ้น เราก็ยังคงได้ยินข่าวเรื่องสงครามหรือการสู้รบในที่ต่างๆ อยู่เสมอ พระคัมภีร์กล่าวถึงเรื่องการทำสงครามไว้ว่าอย่างไร คริสเตียนควรจะสนับสนุนหรือมีส่วนร่วมในการต่อต้านความอยุติธรรมหรือไม่ หรือควรจะอยู่นิ่งเฉยอย่างสันติ คำว่า “สงคราม” ในภาษาฮีบรู คือ (มิลฆามาห์) ปรากฏ 319 ครั้งในพันธสัญญาเดิม และในภาษากรีก คือ (พอเลมอส) ปรากฏ 18 ครั้งในพันธสัญญาใหม่ นอกจากนี้ ยังมีคำอื่นๆ ที่มีความหมายเกี่ยวข้องอีก จะเห็นได้ว่าพระคัมภีร์ได้กล่าวถึงเรื่องสงครามอยู่ไม่น้อย และบางครั้ง พระเจ้าเองก็บัญชาให้คนของพระองค์ทำสงครามด้วย ดังปรากฏในหลายเหตุการณ์ในพันธสัญญาเดิม สิ่งนี้ท้าทายมุมมองด้านมนุษยธรรมของผู้อ่านหลายคนในปัจจุบัน เพื่อที่จะเข้าใจหลักการเรื่องนี้อย่างถูกต้องอันจะนำไปสู่การประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสม เราจำเป็นต้องเข้าใจบริบทของเหตุการณ์เหล่านั้น ตั้งแต่โบราณกาล มนุษย์ทำสงครามกันเพื่อแย่งชิงดินแดนและทรัพยากรเพื่อการอยู่รอดและความผาสุก ดินแดนตะวันออกใกล้ในเวลานั้นก็มีการรบพุ่งอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะบริเวณที่อิสราเอลตั้งถิ่นฐานซึ่งอยู่ในแถบที่เรียกว่า “เสี้ยวพระจันทร์แห่งความอุดมสมบูรณ์” (Fertile Crescent) อันเป็นพื้นที่ที่เหมาะกับการเกษตร และยังเป็นจุดเชื่อมทางบกระหว่างทวีปแอฟริกากับทวีปเอเชีย ชนชาติต่างๆ ในยุคนั้นจึงมักต้องการเข้ายึดครองดินแดนในแถบนี้อยู่เสมอ สงครามจึงเป็นสิ่งที่คนในสมัยนั้นรวมถึงผู้เขียนพระคัมภีร์คุ้นตาและประสบ รวมทั้งนำมาใช้บรรยายพระลักษณะหรือพระราชกิจของพระเจ้าด้วย แนวคิดของพระคัมภีร์เกี่ยวกับสงครามมีดังนี้ • พระเจ้าทรงเป็นดั่งนักรบ (อพย.15:3; 1 ซมอ.7:10; 17:47; สดด.24:8) […]

คุณใช้คำพูดของคุณ ฆ่าคน หรือ ช่วยคน?

คุณใช้คำพูดของคุณ ฆ่าคน หรือ ช่วยคน? คำพูดของเราอาจเป็นยาพิษ ทำให้คนฟัง ตายทันที หรือตายช้าๆอย่างทรมานเพราะพิษร้าย หรือเป็นยารักษาดุจทิพย์โอสถ ที่ทำให้คนฟัง ที่กำลังใกล้จะตายกลับฟื้นคืนชีวิตกลับมาอีกครั้ง นั่นขึ้นอยู่กับว่า คุณใช้คำพูดของคุณอย่างไร? ยิ่งกว่านั้น โลกปัจจุบันนี้ เพิ่มพลานุภาพอันไร้ขีดจำกัดให้กับการพูดของเรา ผ่านทางสื่อต่างๆโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสื่อออนไลน์ (ทั้งการโพสต์ การเม้า และ การเม้นท์ ของเรา) การพูดของเราและการรับฟังคำพูดของคนอื่นเขาจึงส่งผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ต่อสุขภาพพลานามัยของเราทั้ง ทางกาย จิต และวิญญาณ ดังนั้น แทนที่จะใช้คำพูดของคุณ ทำร้ายคน จงใช้คำพูดของคุณ เสริมสร้างคน แน่นอนว่าคนเรา (รวมทั้งคุณและผม) ล้วนไม่สมบูรณ์ ต่างก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย มีทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน มีทั้งเรื่องที่น่ายกย่องชมเชย และเรื่องที่น่าตำหนิต่อว่า อย่างไรก็ตาม การชมเชยส่วนดีของกัน ย่อมเกิดประโยชน์มากกว่าการ บดขยี้ในส่วนเสียของกัน คนผิดพลาด ต้องการคำแนะนำและการแก้ไข ให้ถูกต้องและเริ่มต้นใหม่ได้ และแม้แต่คนที่ทำพลาดผิดก็ยังมีสิ่งดีบางสิ่งที่ควรไดรับการรับรู้และการยอมรับจากเรา ในทำนองเดียวกับที่ในหมู่คนที่ทำถูกต้อง ก็ยังมีบางสิ่งที่ไม่ถูกต้องปะปนอยู่ในชีวิตของเขาด้วยเช่นกัน ดังคำที่กล่าวว่า “แม้แต่ในคนดี ก็มีสิ่งเลว และในคนเลวก็ยังมีสิ่งดี!” (แม้แต่คนที่ทำถูก […]

คุณเป็นผู้นำที่คนภูมิใจในตัวของคุณไหม?

คุณเป็นผู้นำที่คนภูมิใจในตัวของคุณไหม? คุณเป็นบุคคลที่คนซึ่งอยู่ในการดูแลของคุณ… สามารถกล่าวได้อย่างจริงใจ และภูมิใจหรือไม่ว่า คุณเป็นผู้นำที่ดีเยี่ยมของเขา? พวกเขายืนยันได้หรือไม่ว่า คุณเป็นผู้สอนพระวจนะของพระเจ้า(ไม่ใช่สอนแค่ความรู้หรือความคิดเห็นของตัวคุณ)แก่พวกเขา อย่างซื่อตรง และชัดเจน? พวกเขามองเห็นแบบอย่างความเชื่อของคุณที่คงเส้นคงวามาอย่างยาวนานและไว้ใจคุณได้? พวกเขาพิจารณาดูผลในชีวิตของคุณมาจนถึงบั้นปลายได้ และปรารถนาที่จะเลียนแบบความเชื่อของคุณ? พวกเขาเต็มใจนบนอบเชื่อฟังคุณอย่างเต็มใจ? พวกเขามีความสุขใจและพอใจกับการที่คุณเอาใจใส่ดูแลรักษาจิตวิญญาณของพวกเขาที่ผ่านมา? พวกเขาชื่นชมยินดีกับการได้มีส่วนสนับสนุนให้คุณสามารถทำงานในความรับผิดชอบของคุณได้เป็นอย่างดี? พวกเขาหลีกเลี่ยงหรือลดการทำให้คุณเศร้าเสียใจ หรือไม่เป็นประโยชน์ต่อการรับใช้ที่คุณกระทำอยู่? พวกเขาอธิษฐานเผื่อคุณอยู่ตลอดเวลา? พวกเขาแน่ใจว่าคุณมีมโนธรรมที่ดี และปรารถนาที่จะประพฤติตัวดีงามในทุกเรื่อง? ถ้าคุณเป็นผู้นำที่มีคุณลักษณะที่กล่าวมา คุณคือของขวัญจากพระเจ้าสำหรับชุมชนที่คุณเป็นผู้นำ และเป็นผู้เลี้ยงดู! และหากว่าคุณเป็นผู้ที่กระทำเช่นดังที่กล่าวมานั้นต่อผู้นำของคุณ คุณก็คือ ของขวัญล้ำค่า สำหรับผู้นำของคุณ! วันนี้ ให้เรา เป็นแบบอย่างของผู้รับใช้ ที่ถ่อมใจเข้าหากันด้วยความรักความห่วงใยต่อกันอย่างจริงใจ ให้เราเสริมสร้างกัน ร่วมมือร่วมใจกันทั้งในฐานะเป็นผู้นำและทีม(สนับสนุน)ผู้นำ ในการช่วยกันพลิกฟื้นแผ่นดินไทยให้ใสสะอาดและน่าอยู่อาศัย ในอันที่จะทำให้คนไทยได้รับความรอด และพระพรแห่งความสุขใจจากพระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์ กันถ้วนหน้า …จะดีไหมครับ? “จงระลึกถึงบรรดาผู้นำของพวกท่าน ผู้กล่าวพระวจนะของพระเจ้ากับพวกท่าน จงพิจารณาดูผลบั้นปลายชีวิตของพวกเขา แล้วจงเลียนแบบความเชื่อของพวกเขา …จงนบนอบเชื่อฟัง บรรดาผู้นำของท่านทั้งหลาย เพราะว่าพวกเขาดูแลรักษาจิตวิญญาณของพวกท่านอยู่อย่างคนที่ต้องถวายรายงาน จงให้พวกเขาทำงานนี้ด้วยความชื่นชมยินดี ไม่ใช่ด้วยความเศร้าใจ ซึ่งจะไม่เป็นประโยชน์แก่พวกท่านเลย จงอธิษฐานเผื่อเรา เพราะเราแน่ใจว่าเรามีมโนธรรมที่ดีและปรารถนาที่จะประพฤติตัวดีงามในทุกเรื่อง” ฮีบรู 13:7, 17-18 ฉบับมาตรฐาน บทความ […]

1 2 3 12