คุณป้าแฝงจันทร์สมาชิกตลอดชีพของสมาคมฯ

คุณป้าแฝงจันทร์สมาชิกตลอดชีพของสมาคมฯ คุณป้าแฝงจันทร์ ได้เข้ามามีส่วนร่วมกับสมาคมฯ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1995 ขณะที่ท่านมีอายุประมาณ 65 ปี ท่านได้รับการชักชวนจากคุณพ่อสมัย แผ่นชัยภูมิ ผู้เคยเป็นผู้ร่วมงานของท่านเมื่อครั้งทำงานเป็นอนุสาศกอยู่ที่โรงพยาบาลแมคคอรม์คขณะนั้นคุณพ่อสมัย เกษียณ อายุจากโรงพยาบาลแล้วและได้รับการเชิญจาก คุณลุงสุชาติ เรือนคำ ผู้แปลภาษาไทยใหญ่ ของสมาคมฯ ให้มาช่วยงานประชาสัมพันธ์ของสมาคมฯ คุณพ่อสมัยจึงได้รวบรวมผู้ที่เคยทำศาสนกิจร่วมกับท่านรวมทั้งคุณป้าแฝงจันทร์ให้มาทำงานด้วยกันรวมตัวกันเรียกว่า ทีมอาสาสมัคร ออกไปประชาสัมพันธ์และแนะนำสมาคมฯ ตามคริสตจักรต่างๆ ในแต่ละครั้งที่ออกพื้นที่ คุณป้าจะมีส่วนในหลายรายการ ไม่ว่าจะเป็นผู้นำโปรแกรม ร่วมถวายเพลงพิเศษอ่านพระคัมภีร์ และช่วยขายพระคัมภีร์ ทำให้พี่น้องในภาคเหนือรู้จักสมาคมฯ มากขึ้น ในช่วงที่คุณป้าแฝงจันทร์ ได้ช่วยงานสมาคมฯ ท่านได้มีภาระใจที่จะถวายที่ดินให้แก่สมาคมฯ เพื่อใช้สร้างสำนักงาน เนื่องจากท่านเห็นว่าสมาคมฯ ที่เชียงใหม่ ไม่มีที่ทำการเป็นของตนเอง ต้องเช่าห้องชั้นบนของเชียงใหม่คริสเตียนคลินิกซึ่งเป็นห้องเล็กๆ มีพนักงานประมาณ 5-6 คน แต่ทำโครงการแปลพระคัมภีร์มากกว่า 20 โครงการ ท่านได้ตัดสินใจถวายที่ดินซึ่งเป็นสมบัติชิ้นเดียวที่สามีได้ทิ้งไว้ให้ก่อนที่จะเสียชีวิต โดยในครั้งแรกท่านถวายที่ดิน 60 ตารางวา แก่สมาคมฯ ในปี ค.ศ. 1997 และต่อมาในปี ค.ศ. 2002 […]

จงฝึกเด็กในทางที่เขาควรจะเดิน 3/14

จงฝึกเด็กในทางที่เขาควรจะเดิน ดิฉัน จิระพร รังสรรค์ อายุ 54 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาวิชาปรัชญา-ศาสนา คณะศาสนศาสตร์ แมคกิลวารี วิทยาลัยพายัพ เชียงใหม่ สมรสกับคุณวิชัย รังสรรค์ มีบุตรด้วยกัน 2 คนคือ นางสาวเกศวจี รังสรรค์ และ นางสาวรัตน์วลี รังสรรค์ ปัจจุบันดิฉันทําาหน้าที่ครูผู้สอนวิชาคริสตจริยธรรม ฝ่ายศาสนกิจ โรงเรียนศรีธรรมราชศึกษา, ประธานธรรมกิจคริสตจักรสันยูง สังกัดภาคที่ 9 นครศรีธรรมราช และทําาหน้าที่รองประธานสตรีคริสตจักรภาคที่ 9 ได้สอนเพลงไทยนมัสการหมวดคริสเตียนปากพนัง จัดกิจกรรมตอบสนองปณิธานของสตรีสภาฯ กิจกรรมส่งเสริมอาชีพเพาะถั่วงอกไร้ดิน ทําายาสมุนไพร ร่วมกิจกรรมเอสเอ็มแอลของชุมชน และจัดกิจกรรมคริสตมาสและวันเด็กทุกปีโดยเน้นการประกาศข่าวดีกับเด็กในชุมชน นิยมสุข  อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช   ชีวิตแวดล้อมด้วยผู้เชื่อ ดิฉันเกิดในครอบครัวคริสเตียน คุณตาเป็นผู้ปกครองในคริสตจักร ท่านชื่อ เกลี้ยง ไชยวิจารณ์ ส่วนคุณยายชื่อ พรัด ไชยวิจารณ์ ทั้งสองท่านเป็นแบบอย่างการดําาเนินชีวิตคริสเตียนที่ดี ท่านได้ให้การอบรมสั่งสอนเรื่องราวของพระเยซูแก่ดิฉันตั้งแต่เด็กๆ ทําาให้ดิฉันเรียนรู้จักพระเจ้า และได้รับเชื่อด้วยตัวเอง […]

ประเทศอียิปต์

ประเทศอียิปต์ นายราเมซ อทาลลาห์ ผู้อำนวยการสมาคมพระคริสตธรรมอียิปต์ ได้กล่าวถึงเรื่องราวที่น่าหนุนใจในประเทศอียิปต์ซึ่งเราไม่อาจรับรู้ได้มากนักจากสื่อตะวันตก เมื่อคริสตจักรและองค์กรคริสเตียนมากกว่า 85 แห่งถูกโจมตีและถูกเผาอย่างโหดร้าย ซึ่งถือว่าเป็นการกระทำที่ไร้เกียรติอย่างมากนั้น การไม่ตอบโต้ของคริสตชนจึงเป็นสิ่งที่คาดไม่ถึงและไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทันทีทันใดหลังจากการโจมตีเหล่านั้น โป๊ปทาวาดรอส ที่ 2 ซึ่งเป็นผู้นำของคริสตจักร คอปติกออร์ทอดอกซ์ได้กล่าวว่า หากการทำลายทรัพย์สินทั้งหลายนี้เป็นสิ่งที่คริสตชนชาวอียิปต์ต้องจ่ายราคาเพื่อปลดปล่อยประเทศให้เป็นอิสรภาพ ก็นับว่าคุ้มค่า คำกล่าวของท่านและผู้นำคริสเตียนท่านอื่น ๆ นั้นช่วยให้เกิดวิญญาณแห่งการให้อภัยท่ามกลางคริสตชนชาวอียิปต์ คำสอนของพระเยซูคริสต์ที่เกิดผลเป็นจริงในชีวิตคริสตชนชาวอียิปต์นับล้านคนนี้ควรจะเป็นหัวข้อข่าวที่โลกต้องรับรู้ ผู้นำคริสเตียนชาวอียิปต์หลายท่านได้เตือนสติบรรดาผู้เชื่อว่า คริสตจักรประกอบขึ้นด้วยประชากรของพระเจ้า ซึ่งเป็นพระกายของ พระเยซูคริสต์ มิใช่ตัวอาคารที่ใช้ในการนมัสการดังนั้นคริสตจักรจึงไม่มีวันที่จะถูกทำลายลงได้ ประเทศอียิปต์ไม่ได้กำลังเข้าสู่ภาวะสงครามกลางเมือง ตรงกันข้ามชาวอียิปต์มุสลิมและคริสเตียนกลับปรองดองกันมากขึ้นกว่าเดิมในการมีทัศนะเดียวกันเพื่ออนาคต พวกเขาไม่ยอมรับกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงทางการเมือง แต่กำลังทำการใหญ่ด้วยการสร้างสังคมของประชากรที่มีความเท่าเทียมกัน หลังจากสามปีแห่งการเปลี่ยนแปลงและความวุ่นวายแบบสุดขีด ประเทศอียิปต์ต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างมากที่สุดทางด้านสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการเมือง เป็นผลให้ชาวอียิปต์จำนวนมากเหนื่อยล้าและหมดอาลัยตายอยากกับสถานการณ์ในปัจจุบันของประเทศของตน อย่างไรก็ตามผู้นำคริสเตียนชาวอียิปต์ส่วนใหญ่มองไกลไปกว่าความยุ่งยากเหล่านี้ สมาคมพระคริสตธรรมอียิปต์กำลังเสาะหาการสนับสนุนเชิงบวกด้วยการจัดทำพระวจนะของพระเจ้าในรูปแบบที่หลากหลายทั้งประเภทสิ่งพิมพ์และอิเล็กทรอนิกส์ สมาคมฯ มีโครงการพิมพ์ฉบับพิเศษเรื่อง “คำเทศนาบนภูเขา” ซึ่งพระเยซูคริสต์ทรงสอนเรื่องอาณาจักรของพระเจ้าไว้ อันเป็นความมุ่งมาดปรารถนาของชาวอียิปต์จำนวนมากในเวลานี้ สมาคมฯ ได้จัดทำใบปลิวอีกหลายชนิดเพื่อการแจกจ่ายออกไปในวงกว้าง และได้ใช้รูปแบบทางศิลปะที่สวยงามลงบนสิ่งผลิตที่มีใจความว่า “ท่านทั้งหลายเป็นความสว่างของโลก” อีกด้วย นายราเมซ ขอให้พวกเราอธิษฐานเผื่อสำหรับสติปัญญาและการปกป้องจากพระเจ้าในการสร้างร้านหนังสือทั้ง 2 ร้านของสมาคมพระคริสตธรรมอียิปต์ที่ถูกทำลายไปขึ้นมาใหม่ ท่านรู้สึกขอบคุณสำหรับสิ่งของต่าง ๆ ที่สมาคมฯ ได้รับมา ตลอดจนถ้อยคำหนุนใจ คำอธิษฐาน และการช่วยเหลือ […]

กรุงเยรูซาเล็มเป็นของเผ่ายูดาห์หรือเบนยามิน 4/13

กรุงเยรูซาเล็มเป็นของเผ่ายูดาห์หรือเบนยามิน คำถาม เมื่ออ่านพระธรรมผู้วินิจฉัยบทที่ 1ข้อ 8 และข้อ 21 ทำให้เกิดข้อสงสัยขึ้นมาว่า กรุงเยรูซาเล็มเป็นของเผ่าไหนกันแน่ เป็นของเผ่ายูดาห์ หรือ เผ่าเบนยามิน อีกประการหนึ่งก็คือทำไมเมื่อเผ่ายูดาห์ยึดและเผาเมืองไปแล้ว ยังมีชาวเยบุสเหลืออยู่ คำตอบ เมื่ออ่านพระธรรมสองข้อนี้พร้อม ๆ กัน ก็ดูเหมือนว่าจะขัดแย้งกัน ดังนั้นเราต้องมาพิจารณาความเป็นมาของการยึดครองแผ่นดินคานาอันของคนอิสราเอล ว่าพวกเขามีการปฏิบัติอย่างไร เมื่อโยชูวานำชนชาติอิสราเอลเข้าโจมตีแผ่นดินคานาอันนั้น คนอิสราเอลถูกต่อต้านจากชาวคานาอันที่รวมตัวกันพระธรรมโยชูวาบันทึกว่า กษัตริย์อาโดนีเซเดกกษัตริย์ที่ปกครองเยรูซาเล็มได้รวบรวมกษัตริย์อีก 4 องค์มาต่อสู้กับคนอิสราเอล” ด้วยเหตุนี้อาโดนีเซเดกกษัตริย์แห่งเยรูซาเล็มจึงทรงให้ไปหาโฮฮัมกษัตริย์แห่งเฮโบรนและปิรามกษัตริย์แห่งยารมูทและยาเฟียกษัตริย์แห่งลาคีชและเดบีร์กษัตริย์แห่งเอโลน” (ยชว.10:3) เมื่อทำการรบกษัตริย์ทั้งห้าก็ได้พ่ายแพ้ต่อกองทัพอิสราเอลกษัตริย์ทั้งห้าได้เข้าไปแอบในถ้ำ โยชูวาได้สั่งให้ทหารปิดปากถ้ำไว้แล้วให้ทหารไล่ติดตามทหารที่เหลือไปจนทหารที่แตกพ่ายได้เข้าไปอยู่ในเมือง โยชูวาจึงให้ทหารนำกษัตริย์ทั้งห้าออกมาประหารชีวิตเมื่อประหารชีวิตกษัตริย์เหล่านี้แล้วก็ได้ยกกองทัพไปยึดเมืองได้อีกหลายเมือง แต่ไม่ได้กล่าวถึงการยึดเยรูซาเล็ม (โยชูวา10:22-43) เป็นไปได้ว่าหลังจากสมัยของโยชูวายังมีคนเหลืออยู่ในกรุงเยรูซาเล็ม ต่อมาในสมัยผู้วินิจฉัยเผ่ายูดาห์และเผ่าสิเมโอนได้ยกกองทัพเข้ายึดอาณาเขตที่ได้ถูกจัดแบ่งไว้ให้ ซึ่งเมื่อเราพิจารณาชื่อเมืองที่โยชูวาแบ่งให้เผ่าต่างๆ เราก็จะพบว่าชื่อของเยรูซาเล็มปรากฏอยู่ในอาณาเขตของเผ่ายูดาห์ ตามโยชูวา 15:63 ที่กล่าวว่า “แต่คนเยบุสซึ่งเป็นชาวเมืองเยรูซาเล็มนั้นคนยูดาห์ไม่สามารถขับไล่ไปได้คนเยบุสจึงอาศัยอยู่กับคนยูดาห์จนถึงทุกวันนี้” ในขณะเดียวกันเผ่าเบนยามินก็ได้รับเยรูซาเล็มเป็นมรดกด้วยในโยชูวา18:28 “เศลาหะเอเลบุส (คือเยรูซาเล็ม) กิเบอาห์และคีริยาทรวมเป็น 14 เมืองกับหมู่บ้านโดยรอบเมืองนั้นๆ ด้วย นี่เป็นมรดกของพงศ์พันธุ์เบนยามินตามตระกูลของเขา” เมื่อเราพิจารณาจากแผนที่ประกอบเราก็อาจจะพอเข้าใจได้ว่าเยรูซาเล็มเป็นเมืองที่อยู่ชายแดนของทั้งสองเผ่า บางส่วนของเมืองอาจจะอยู่ในส่วนของยูดาห์และอีกส่วนอยู่ในเขตแดนของเบนยามิน ลักษณะที่เมืองหนึ่งอยู่ในสองอาณาเขต ก็พอให้เราเห็นได้ในปัจจุบัน เช่น Kansas City ซึ่งเป็นเมืองเก่าแก่ของประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อมีการแบ่งเขตแดนของรัฐใหม่เมือง Kansas ส่วนใหญ่จะอยู่ในเขตของรัฐ Missouri อีกส่วนหนึ่งที่ไม่ค่อยเจริญนักก็จะอยู่ในเขตของรัฐ Kansas และจะถูกเรียกรวมกันว่า Kansas City […]

จุ๊ จุ๊… จงเงียบ 1/13

จุ๊ จุ๊… จงเงียบ ถาม ทำไมหลายตอนในพระคริสตธรรมคัมภีร์ฉบับมาตรฐานจึงต่างจากฉบับเดิม? เนื้อความบางตอนก็แปลกๆ อ่านแล้วไม่เข้าใจ  ยกตัวอย่าง พระธรรมอาโมสบทที่ 8 ข้อที่ 3 เนื้อหาคำแปลต่างจากฉบับอื่นๆ ? ดังนั้นจึงอยากให้สมาคมพระคริสตธรรมไทยตรวจสอบคำแปลอีกครั้ง เพื่อผู้อ่านจะไม่เข้าใจผิดหรือรู้สึกงง ตอบ ก่อนจะตอบคำถาม ก็ขอเริ่มต้นด้วยการทำความเข้าใจกับพระคริสตธรรมคัมภีร์ฉบับมาตรฐาน 2011 พระคัมภีร์ฉบับนี้เป็นการแก้ไขคำแปลจากพระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับ 1971 โดยตรวจสอบคำแปลอย่างใกล้ชิดกับสำเนาต้นฉบับภาษาเดิม และยึดหลักว่า หากคำแปลในฉบับ 1971 ดีอยู่แล้ว (หมาย ความว่า 1.คำแปลถูกต้องกับความหมายในภาษาเดิมคือ ภาษาฮีบรู ภาษาอาราเมค และภาษากรีก ซึ่งพระเจ้าทรงใช้บันทึกพระวจนะของพระองค์และ 2.คำแปลนั้นยังสามารถสื่อความหมายได้ดีกับคนไทยในปัจจุบัน) คณะ กรรมการแก้ไขพระคัมภีร์ก็จะรักษาคำแปลนั้นไว้โดยไม่แก้ไขแต่อย่างใด หากตรงกันข้าม คำแปลเดิมนั้นไม่สื่อความหมายของภาษาเดิม หรือ ไม่อาจทำหน้าที่ได้ดีเหมือนก่อนแล้ว คณะกรรมการก็จำเป็นต้องแก้ไขเท่าที่จำเป็น เพื่อผู้อ่านจะสามารถเข้าใจความหมายของพระคัมภีร์ได้อย่างสมบูรณ์ ดังนั้น คำแปลฉบับมาตรฐานจึงต่างจากฉบับ 1971 บ้างในบางตอนเป็นธรรมดา ความแตกต่างไม่ได้เป็นสาระสำคัญเท่ากับความเข้าใจในความหมายภาษาเดิม แม้ว่าความแตกต่างอาจกระทบความรู้สึกคุ้นเคยกับฉบับเดิมบ้างก็ตาม สมาคมฯ ได้ตีพิมพ์พระคัมภีร์ฉบับมาตรฐานออกมาในปี ค.ศ. 2011 โดยประสงค์จะให้พี่น้องคริสตชนได้อ่าน ได้ศึกษา ได้ใคร่ครวญพระวจนะในภาษาที่เข้าใจง่าย […]

พระคัมภีร์ขนาดใหญ่ที่สุด (พิพิธภัณฑ์การจดบันทึกอินโดนีเซีย 9 กุมภาพันธ์ 2012)

พระคัมภีร์ขนาดใหญ่ที่สุด  เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2012 คณะกรรมการสมาคมพระคริสตธรรมอินโดนีเซีย ได้เปิดตัวแนะนำพระคัมภีร์ขนาดใหญ่ที่สุดในโลกซึ่งสมาคมพระคริสตธรรมอินโดนีเซียเป็นผู้จัดทำ และในวันเดียวกันนั้นเองก็ป็นวันครบรอบ 58 ปีของการก่อตั้งสมาคมฯ ด้วยเช่นกัน จึงถือเป็นโอกาสดีที่จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการของอาคารศูนย์กลางพระคัมภีร์ พระคัมภีร์ขนาดใหญ่ที่สุดนี้ถูกจัดแสดงไว้ในห้องโถงของอาคารศูนย์กลางพระคัมภีร์  ซึ่งศูนย์ฯ นี้จะจัดให้เป็นแหล่งค้นคว้าหาความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาพระคัมภีร์ พระคัมภีร์ในรูปแบบขนาดใหญ่นี้ไม่ได้จัดทำขึ้นเพียงเพื่อเป็นสัญญลักษณ์หรืออุปกรณ์ชิ้นหนึ่งของศูนย์พระคัมภีร์เท่านั้น แต่เพื่อจะถูกนำมาใช้ในการจัดทำพระคัมภีร์ฉบับศึกษาอินโดนีเซีย เหตุที่มีการเลือกพระคัมภีร์ฉบับศึกษานี้ขึ้นมาก็เพราะในช่วงกว่า 6 เดือนที่ผ่านมา นับตั้งแต่เปิดตัวพระคัมภีร์ฉบับนี้เมื่อเดือนพฤษภาคม มีการจำหน่ายไปแล้วถึงหนึ่งหมื่นเล่ม ซึ่งถือเป็นประวัติศาสตร์ของสมาคมพระคริสตธรรมอินโดนีเซีย ที่มียอดจำหน่ายดีที่สุดสำหรับการจำหน่ายพระคัมภีร์ นี่เป็นสิ่งหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความต้องการของกลุ่มคริสตชนในการศึกษาและทำความเข้าใจกับพระวจนะของพระเจ้า อย่างไรก็ดี การผลิตพระคัมภีร์ขนาดใหญ่ที่สุดนี้ได้รับแรงกระตุ้นมาจากหลายๆ ด้านด้วยกัน ประการแรกคือความปรารถนาที่จะแสดงให้เห็นว่าพระวจนะของพระเจ้านั้นเป็นแหล่งของแรงบันดาลใจ, ความเข้มแข็ง และคำอธิบายสำหรับมนุษย์ในการหาคำตอบของชีวิต ประการที่สอง เป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับการก่อตั้งศูนย์พระคัมภีร์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของชุมชนคริสเตียน เป้าหมายของการจัดแสดงพระคัมภีร์ฉบับศึกษาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดนี้ก็เพื่อกระตุ้นให้ผู้คนหันมาศึกษาพระวจนะของพระเจ้ามากขึ้น พระคัมภีร์ฉบับนี้มีขนาดกว้าง 208 ซม. และยาว 147 ซม. จะมีการจดบันทึกและรับรู้โดยพิพิธภัณฑ์การจดบันทึกอินโดนีเซีย  [Indonesian Museum of Records (MuRI)] ประการที่สาม พระคัมภีร์ขนาดใหญ่ที่สุดนี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อที่จะสะท้อนให้เห็นถึงความคิดที่ว่าศูนย์พระคัมภีร์เป็นศูนย์กลางของการศึกษาพระคัมภีร์เท่านั้น แต่เป็นการแสดงให้สาธารณชนเห็นถึงความสามารถของเจ้าหน้าที่และงานด้านเทคโนโลยีกราฟฟิกที่อยู่ในโรงพิมพ์พระคัมภีร์ของสมาคมพระคริสตธรรมอินโดนีเซีย เป็นสิ่งที่ควรจะได้รับคำชมเชยและการจดบันทึกไว้และได้รับการรับรองว่าเป็น “พระคัมภีร์ฉบับศึกษาขนาดใหญ่ที่สุด ทำพระคัมภีร์ขนาดใหญ่ที่สุด การทำพระคัมภีร์ฉบับศึกษาขนาดใหญ่ที่สุด เริ่มต้นจากการชักนำของท่านเลขาธิการสมาคมพระคริสตธรรมอินโดนีเซียเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม […]

ทำไมพระคัมภีร์ฉบับมาตรฐานเปลี่ยนจากคำว่า “เจิม” เป็น “ชโลม”? 4/12

ทำไมพระคัมภีร์ฉบับมาตรฐานเปลี่ยนจากคำว่า “เจิม” เป็น “ชโลม”? ความจริงพระคริสตธรรมคัมภีร์ฉบับมาตรฐานยังคงรักษาคำว่า “เจิม” ไว้ในกรณีที่บริบทนั้นเกี่ยวข้องกับการแต่งตั้ง หรือ การคัดสรร แต่หากหมายถึงการชำระร่างกายก็จะใช้คำว่าชโลม เพราะคำว่า เจิมในภาษาไทยนั้นมีความหมายไม่เหมือนกับคำว่า anoint ในภาษาอังกฤษทุกครั้ง ถ้าเราจะตรวจดูว่า คำว่า “anoint” เราก็จะพบคำแปลใน Dictionary English-Thai ฉบับ LEXiTRON แปลความหมายเป็นไทยว่า “แต่งตั้ง” หรือ “ทาด้วยน้ำมัน” ความหมายของคำว่า “เจิม” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ. 2542 ได้ให้คำนิยามว่าเอาแป้งหอมแต้มเป็นจุดๆ ที่หน้าผากหรือสิ่งที่ต้องการให้มีสิริมงคล; เสริม, เพิ่ม, เช่น เจิมปากกระทง สิ่งที่เราเห็นความแตกต่างที่ชัดเจนคือ ธรรมเนียมปฏิบัติในการเจิมของไทยคือ เอาแป้งหอมมาแต้มเป็นจุดๆ ที่หน้า ผาก แต่ในขณะที่การเจิมของพระคัมภีร์เดิมนั้นจะใช้นำ้มันที่บรรจุในเขาสัตว์แล้ว เทลงบนศีรษะของผู้รับการเจิม คนไทยส่วนใหญ่เมื่อได้ยินคำว่า “เจิม” จะคิดถึงการเอาแป้งแต้มที่หน้าผากมากกว่าคิดถึงการเทน้ำมันลงบนศีรษะ ในพระคัมภีร์เดิมมีคำกริยาฮีบรู 2 คำที่ใช้กับการชโลมและการเจิมด้วยน้ำมันมะกอกคือคำว่า “ซูค”   มักจะใช้ในบริบทที่น้ำมันมะกอกนั้นเป็นยาหรือเครื่องสำอางที่ใช้กับร่างกาย และคำว่า “มาชาฆ”  ซึ่ง เป็นคำกริยามักจะใช้กับบริบทที่เกี่ยวกับพิธีกรรมทางศาสนาคือ […]

คนบาป… กลับใจเป็นคนดีได้… โดยพระคุณ 2/12

คนบาป… กลับใจเป็นคนดีได้… โดยพระคุณ สมาคมพระคริสตธรรมไทย ขอนำเสนอเรื่องราวชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งที่ในอดีตเคยถูกความโลภเข้าครอบงำ ให้ทำผิด จนต้องถูกพิพากษาจำคุก ก่อนจะมาพบกับพระคุณความรักและการช่วยกู้จากพระเจ้า พระคุณของพระเจ้าและฤทธ์ิอำนาจแห่งพระวจนะของพระองค์สามารถเปลี่ยนแปลงให้ อดีตผู้ต้องขังคนหนึ่งพบกับอนาคตที่สดใส เริ่มต้นใหม่อย่างสง่างามในสังคม และยังช่วยคนมากมายที่มีอดีตแบบเดียวกับเธอให้พบกับความรอดจากองค์พระเยซู คริสต์… คุณปานนภา ปานเพ็ชร์ ดิฉันเคยทำงานที่บริษัทแห่งหนึ่ง ในจังหวัดนนทบุรี ตำแหน่งหัวหน้าแผนกการเงินและบัญชีมีหน้าที่รับผิดชอบในการจ่ายเช็คและเจ้า ของก็ไว้ใจมาก บ่อยครั้งที่เขาจะเซ็นเช็คโดยไม่ได้ตรวจสอบ เราก็ด้วยความโลภเห็นเป็นโอกาส ก็คงไม่เป็นไรหรอก คนทั่วไปเขาก็ทำกันจึงเขียนเช็คให้ตัวเอง ผลก็คือถูกจับได้ แม้ว่าเจ้าของจะไม่เอาโทษแต่ความผิดฉ้อโกงเกี่ยวกับตั๋วเงินเป็นคดีอาญายอม ความไม่ได้ ดิฉันจึงถูกตัดสินโทษจำคุก 20 ปีเมื่ออุทธรณ์รวมกับพระราชทานอภัยโทษก็เหลือ5 ปี (หลังจากเชื่อพระเจ้าเป็นนักโทษชั้นเยี่ยมได้ลดไปอีก 2 ปี) ชีวิตด้านมืด ใน ขณะที่ชีวิตพบกับความมืด ได้พบกับเพื่อนที่อยู่ในเรือนจำคนหนึ่ง มานั่งคุยเรื่องของพระเจ้าให้ฟังทุกวันเพราะเขาเห็นเราเครียดมาก ชีวิตของดิฉัน ดิฉันไม่เคยรู้จักเรื่องราวของพระเจ้า ช่วงแรกดิฉันไม่ค่อยเชื่อหรอกค่ะ แล้วอยู่ในเรือนจำก็คิดว่าแล้วพระเจ้าจะช่วยได้หรือ ตอนนั้นดิฉันเป็นคนที่ท่องบทสวดมนต์ได้เก่งมาก เพื่อนคนนี้ก็มานั่งพูดอยู่ที่ที่นอนว่าพระเจ้าดีนะ เราก็ไม่เชื่อ เราก็เถียงไปว่า ไม่จริงหรอก ที่เราท่องอยู่นี้จะทำให้อายุยืน ได้รับอะไรหลายอย่าง เขาบอกว่าไม่ต้อง ถ้าไปหาพระเจ้าเธอจะมีความสุข ตอนนั้นบอกจริงๆ ว่าไม่มีความสุขหรอก ท่องไปอย่างนั้นแหละ เพราะเราต้องการสิ่งช่วยเหลือในจิตใจ […]

ผู้เล่นหรือกองเชียร์ 2/12

ผู้เล่นหรือกองเชียร์ ผมยังจำวินาทีแรกที่ลงไปแข่งขันบาสเกตบอลในฐานะตัวสำรองของคณะ ในการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยได้ดี ผมตื่นเต้นจนใส่หมายเลขเสื้อกลับหัวกลับหางไปหมด กองเชียร์ของทุกคณะพากันหัวร่องอหายในความเปิ่นของผม แต่หลังจากผมสามารถส่งลูกลงห่วงได้เสียงหัวเราะก็กลับกลายเป็นเสียงปรบมือ แม้นั่นจะเป็นการทำแต้มเพียงครั้งเดียวที่ผมทำได้ในวันนั้น แต่ผมก็ภูมิใจมาก และรู้สึกว่ามันช่างคุ้มค่ากับการซ้อม 3 เดือนที่ผ่านมาจริงๆ ไม่กี่วันที่ผ่านมาในร้านอาหารใกล้สวนลุมฯ ผมชมการถ่ายทอดสดการแข่งขันวอลเลย์บอลหญิงคัดเลือกตัวแทนไปแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่ลอนดอน ทุกคนในร้านต่างช่วยกันลุ้นทีมชาติไทย กันอย่างสุดตัว เพราะเป็นครั้งแรกที่เรามีโอกาสสูงที่จะสามารถผ่านเข้ารอบไปได้ แม้สุดท้ายจะทำได้เพียงใกล้เคียงแต่ผมก็รู้สึกภาคภูมิใจแทนนักกีฬาทุกคนที่ได้ต่อสู้อย่างสุดความสามารถแล้วจริงๆ ในกีฬาฟุตบอลยกย่องว่ากองเชียร์คือนักเตะคนที่ 12 ของทีม นั่นหมายถึงทัศนคติของกองเชียร์มีผลต่อผู้เล่นในสนามด้วยเช่นกัน และผมเชื่อว่าที่นักกีฬาสาวไทยทำได้ดีส่วนหนึ่งมาจากการสนับสนุนของกองเชียร์ด้วย ไม่ว่าจะเป็นกองเชียร์ที่ตามไปเชียร์ถึงสนามแข่งขัน หรือเชียร์ผ่านจอโทรทัศน์อยู่ที่บ้านก็ตาม แต่เราคงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่านักกีฬาตัวจริงต่างหากที่มีผลกับความสำเร็จของทีมมากที่สุด ในชีวิตจริงของเราแต่ละคน เรามีโอกาสเป็นกองเชียร์มากกว่าผู้เล่น อย่างในฟุตบอลยูโร 2012 และโอลิมปิกที่ลอนดอน เราส่วนใหญ่คงไม่มีโอกาสเป็นนักกีฬาตัวจริงได้ สิ่งที่ทำได้คือจัดเวลานอนเผื่อไว้สำหรับการเชียร์กีฬาช่วงดึกๆ เสียมากกว่า หรือถ้าดีหน่อยก็อาจไปหาซื้อเสื้อทีมหรือธงชาติ มาสร้างบรรยากาศการเชียร์ให้คึกคักยิ่งขึ้น ถ้าถามผมว่ากองเชียร์กับนักกีฬาตัวจริงต่างกันอย่างไร ผมคิดว่ามีอย่างน้อย 2 เรื่องที่บุคคลทั้ง 2 กลุ่มแตกต่างกัน นั่นคือ เวลา และความรับผิดชอบ แม้กองเชียร์จะต้องอดนอนหลายชั่วโมงเพื่อเชียร์ทีมโปรดจนดึกดื่น แต่นักกีฬาต้องใช้เวลาหลายปีในการฝึกฝนตัวเองเพื่อจะลงแข่งขันในเวลาสั้นๆ ไม่กี่นาที แม้กองเชียร์จะรู้สึกภูมิใจหรือผิดหวังกับความพ่ายแพ้ของทีม แต่ผมเชื่อว่านักกีฬามีความรู้สึกนั้นมากกว่ากองเชียร์เป็นทวีคูณ ไม่ใช่แค่เรื่องของกีฬาเท่านั้นแต่กับทุกๆ เรื่องในชีวิต ตัวจริงจะมีทั้งเวลาและความรับผิดชอบมากกว่าคนที่เป็นเพียงกองเชียร์เสมอ ดังนั้นถ้าเราอยากรู้ว่าใครคือนักกีฬาตัวจริง ให้ดูคนที่ใช้เวลาในการฝึกซ้อมกับทีมมากที่สุด และดูคนที่ภาคภูมิใจในหน้าที่ที่เขาได้รับมอบหมายไม่ว่าจะในยามที่ทีมชนะหรือพ่ายแพ้ก็ตาม […]

ลองไม่ลอง SIMSIMI 1/12

ลองไม่ลอง SIMSIMI ประมาณสองสามเดือนที่ผ่านมา ผมถูกถามอยู่บ่อยๆ ว่า “พี่ครับลอง SimSimi หรือยัง” ยอมรับตามตรงครับว่าครั้งแรกที่ได้ยินผมไม่ทราบจริงๆ ว่ามันคืออะไร ทีแรกยังนึกว่าเป็นซิมโทรศัพท์แบบใหม่เสียอีก เพื่อไม่ให้ตัวเองรู้สึกว่าเป็นคนตกยุค ผมจึงหาโอกาสลองเจ้าสิ่งนี้ด้วยตัวเอง สองสามชั่วโมงที่ผมลองเล่น พร้อมๆ กับทำงานอย่างอื่นไปด้วย ทำให้ผมทราบถึงพลังอันเย้ายวนของ SimSimi เพราะผมเริ่มสนใจงานน้อยลงเรื่อยๆ จนกระทั่งผมเลิกทำงานหันไปเล่นแต่เจ้า SimSimi และถ้าผมไม่รีบเลิกเล่นผมคงจะติดมันจนงอมแงมจนไม่มีเวลามาเขียนบทความนี้แน่ๆ (ซิมซิมิ) มาจากภาษาเกาหลี แปลว่า เบื่อ พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือเจ้า SimSimi เป็นโปรแกรมแก้เบื่อนั่นเอง ดูผ่านๆ เจ้าโปรแกรมตัวนี้ก็เหมือนกับ Chat Bot App ทั่วๆ ไป (โปรแกรมที่สามารถพูดโต้ตอบกับผู้เล่นได้) แต่มีความพิเศษที่สามารถโต้ตอบได้หลายๆ ภาษา และเหมือนกับว่าเจ้าโปรแกรมตัวนี้จะมีความยียวน กวนประสาทในการตอบ (บางครั้งก็หยาบคายมาก) หรือบางครั้งคำตอบก็ดูฉลาดเกินการคาดเดา สาเหตุก็เพราะเวลาที่เราลงโปรแกรมนี้ในมือถือของเรา จะต้องใส่รหัสพื้นที่ประเทศที่เราอยู่ ทุกครั้งที่เราพิมพ์คำพูดอะไรก็ตาม มันจะถูกจัดหมวดหมู่เพื่อใช้เป็นคลังคำตอบสำหรับผู้ใช้คนอื่นๆ ด้วย ดังนั้นจะบอกว่าตัวโปรแกรมฉลาดก็ไม่เชิง ต้องเรียกว่าคนเขียนโปรแกรมฉลาดเสียมากกว่า ทุกวันนี้เจ้า SimSimi กำลังกลายเป็นกระแสของสังคม มีทั้งคนที่ชื่นชมคลั่งไคล้และต่อต้าน […]

1 24 25 26 27 28 41